นิตยสารรายสะดวก  Memorandum  ๐๗ กันยายน ๒๕๕๕
หรรษาเลบานอน #3
รจนา ณ เบรุต
...สตรีกลุ่มหนึ่ง​ในเลบานอนค้ำจุนสถาบันครอบครัวไว้ไม่ให้ล่มสลาย ไม่ให้เหนื่อยยาก ไม่ให้ลำบากกาย ไม่ให้ลำบากใจ ไม่ให้อนาทรร้อนใจ หากไม่มีพวกเธอ ครอบครัวเลบานีส​ทั้งหลาย​จะหยุดฟังก์ชั่นทันที...

ตอน : ขาดเธอแล้วฉันจะรู้สึก

​เพื่อน ๆ​ ​ที่รัก

อ้อ ไม่ใช่ว่า ฉัน​กำลังงอน​กับคุณสามี แล้ว​ก็สบัดเสียงใส่ว่า no have I then you will feel หรอกนะคะ​

​แต่​กำลัง​จะพูดถึง สตรีกลุ่มหนึ่ง​ในเลบานอน​ที่ค้ำจุนสถาบันครอบครัวไว้ไม่ให้ล่มสลาย ไม่ให้เหนื่อยยาก ไม่ให้ลำบากกาย ไม่ให้ลำบากใจ ไม่ให้อนาทรร้อนใจ พวกเธอ​เป็นกลุ่ม​ที่​แต่งแต้มแลนสเคปแห่งครอบครัวเลบานีส ชนิด​ที่ว่า หากไม่มีพวกเธอ ชาวเลบานีสตั้งแต่คุณพ่อบ้าน คุณแม่บ้าน คุณน้า คุณอา คุณป้า คุณลุง คุณย่า คุณปู่ คุณยาย คุณตา คุณลูก คุณหลาน คุณสะใภ้ คุณลูกเขย ​จะ​ต้องตีอกชกใจ-อึไม่​ได้-ฉี่ไม่ออก ทีเดียว (ขอโทษ​กับการ​ใช้ภาษาด้วยค่ะ​)

เหมือน​ได้ยินเสียง​ใครตอบแว่ว ๆ​ ว่า แจ๋ว แจ๋ว...​

แม่นแล้ว​ค่ะ​ พวกเธอ​คือ แจ๋วนานาชาติ สถาบันแจ๋วหนึ่ง​เดียวคนนี้ ไม่มีเลียนแบบ

ฉัน​ใช้คำว่า แจ๋ว ก็​เพราะคิดว่า กิน​ความชัดเจน​ที่สุดแล้ว​ มี​ความน่ารักน่าเอ็นดูในคำของมันเอง ​และไม่​ได้มี​ความคิดล้อเลียนหรือดูถูก​แต่ประการใด

ประเทศไทยไม่​ได้​เป็นประเทศเดียว​ที่รู้จักมีแจ๋ว ​ใช้แจ๋ว รักแจ๋ว ​เอาเปรียบแจ๋ว กดขี่แจ๋ว ยกย่องแจ๋ว เหยียดหยามแจ๋ว ไว้ใจแจ๋ว ระแวงแจ๋ว มีแจ๋ว​เป็นนางเอกในหนัง มีแจ๋ว​เป็นตัวร้าย มีแจ๋ว​เป็นตัวประกอบ มีแจ๋ว​เป็นนกต่อ มีแจ๋ว​เป็นผู้เก็บ(​และเผย)​ความลับของนาย แจ๋ว​คือผักแกล้มน้ำพริก​ที่ขาดไม่​ได้ในหนัง​และละครไทย ​เพื่อสะท้อนว่า สตรีกลุ่มนี้มี​ความสำคัญ​กับสายใยครอบครัว​และชีวิตแบบไทย ๆ​ เพียงใด

​แต่แจ๋วเมืองไทยก็ดูเหมือนยังมีตำแหน่ง​ที่ไม่มั่นคง-ปักหลักเหมือนแจ๋วในประเทศเล็ก ๆ​ ดินแดนอารยธรรม​ที่ยังถกเถียงกันอยู่​ว่า มีมนุษย์มาตั้งรกรากเกือบแปดพันปี หรือแค่ห้าพันปี ​เพราะไม่มีถ้ำบ้านเชียงไว้ช่วยพิสูจน์ (​ซึ่งไม่ว่า กรณีไหน ฉันก็ตายแล้ว​เกิดใหม่จนจำชาติไม่​ได้ก็แล้ว​กัน)

การพูดถึงแจ๋วในประเทศนี้ ก็​เพื่อ​จะปูพื้นให้เห็นว่า ชาวเลบานีส​เป็นคนอย่างไร ​และ​ใช้ชีวิตแบบไหน ​เป็นการเสนอในมุมของคน​ที่เพิ่งย้ายมาอยู่​ใหม่อย่างฉัน ​ซึ่งแน่นอนว่า ยังอินโนเซนต์ ​และขาด​ความรู้ลึก-รู้จริง ดังนั้น​ จงอย่าถือสา ฉัน​จะตั้งใจให้ข้อมูล​ที่​เป็นข้อเท็จจริงนั้น​ถูก​ต้อง​ที่สุด ​ส่วนสีสัน ไข่ ชูรส ผักชี ถือ​เป็นฝีมือของฉัน​แต่เพียงผู้เดียว

วุ้ย ​เมื่อไร​จะเข้าเรื่อง​เสียที

แจ๋วเมืองไทยอาจ​จะ​เป็น​ส่วนหนึ่ง​ของสังคมชนชั้น ​จะเริ่มเกิด​พร้อมสมัยทาสหรือระบบขุนน้ำขุนนาง ระบบข้า ระบบไพร่ ระบบทาส ท่านผู้รู้ประวัติศาสตร์ไทยวานเฉลย หรือ​เป็นการรับ​เอาลูกหลาน(ห่าง ๆ​) หรือลูกหลานของคนอื่นจากหัวเมืองมาเลี้ยงดูในบ้าน ​และ​ใช้งาน​ไป​พร้อมกัน (​แต่กรณีนี้มัก​จะ​เป็นชายมากกว่า) หรือ​เป็นเรื่อง​ของขุนน้ำขุนนางมีข้าเก่าเต่าเลี้ยงติดมาตามบรรดาศักดิ์ พ่อแม่​เป็นข้าช่วง​ใช้ ก็ช่วง​ใช้ต่อ ๆ​ กันมา

​แต่​ที่แน่นอน ​คือ แจ๋วเมืองไทยนานแสนนาน ​คือ คนไทย เชื้อสายไทย​เป็นหลัก ​จะพื้นบ้านหรือพื้นเมือง ก็มักพูดภาษาเดียว ๆ​ กันนี่แหละ​ ไทยกลาง-ไทยอีสาน-แหลงใต้บ้าง ​เป็นลูกหลานชาวนา-ชาวไร่-ชาวสวน การศึกษาน้อย ไม่รู้​จะทำอะไร​อย่างอื่น​ได้ ก็มี​เป็นคน​ใช้ตามบ้านคน​ที่(พอ​จะ)มีเงินในเมือง หรือในกรุง ​แต่​เมื่อเมืองขยาย อุตสาหกรรมขยาย ​ความ​ต้องการคนงานหนุ่มสาวมีมากขึ้น​ การทำงานในระบบมีเวลาพัก-วันพักแน่นอน มีราย​ได้แน่นอน มีสังคมคนรุ่นเดียวกัน ​และงานในสถานประกอบการก็ดู​จะมีเกียรติกว่างานรับ​ใช้ในบ้าน การพัฒนานี้ก็นำ​เอาหนุ่มสาวไทยออกจากงานรับ​ใช้ในบ้านก้นครัว​ไปรับ​ใช้ในโรงงานแทน​เป็นจำนวนมาก

แจ๋วเมืองไทยจึงเปลี่ยนรูปแบบ​เป็นเด็กลาวบ้าง เด็กพม่าบ้าง (แม่หญิงเข็มพร เจ้าของงานเขียน "เรื่อง​ของแจ๋ว​ที่ดูไม่จืด" ย่อมโส​และเจาะ​ได้ลึกกว่า) ปัญหา​ระหว่างสถาบันแจ๋ว​กับนายจ้างใจร้ายก็จึงคงอยู่​ไม่เปลี่ยนแปลง จาก​ทั้งการพูดคนละภาษากัน ​ความไร้สถานะ-ขาด​ที่พึ่งของแจ๋วเหล่านี้ ​จะกลับบ้านก็กลับไม่​ได้ ก็​ต้องยอม ๆ​ ทนกัน​ไป

​ส่วนแจ๋วในเลบานอน ประวัติศาสตร์​จะย้อนกลับ​ไปถึงห้าพันปีหรือไม่ ไม่มี​ใครอยู่​ยืนยัน​ได้ ฉัน​ไปค้นเว็บศึกษา ​ได้ข้อมูลมาดังนี้ (ขอขอบคุณ Lebanese NGO Forum, the Migration Network)

​คือ ก่อน​ที่​จะมีสงครามกลางเมืองอันยาวนานถึง 15 ปี (1975-1990) แจ๋วในยุคก่อนสงคราว​คือ หญิงสาวเลบานีสจากครอบครัวชนบท หรือจากซีเรียประเทศ​เพื่อนบ้าน ​โดยมีชาวปาเลสไตน์​และอียิปต์​แต่งแต้มฉากนิดหน่อย​ หญิงสาวเหล่านี้มักมาเริ่มงานรับ​ใช้ในบ้านตั้งแต่อายุ 10 กว่า ๆ​ ​และมัก​จะจาก​ไป​เมื่อถึงเวลา​แต่งงาน พ่อแม่​จะมาเยี่ยมประมาณปีละครั้งหรือแทบไม่มาเลย​ ​และมารับค่าจ้างของพวกเธอด้วย​พร้อมกัน

ช่วงสงครามกลางเมือง แน่นอนว่า ไม่มีหลักฐาน​ที่ชัดเจน (หรือ​ที่ยังคงอยู่​) ​ที่​จะบอก​ได้ว่า มีแจ๋วต่างชาติมาทำงานมากน้อยแค่ไหน ​แต่สำนักจัดหาแจ๋วแห่งแรกจดทะเบียนในปี 1978 ​ระหว่างสงคราม

หลังจากสงครามฯผ่าน​ไป สตรีอาหรับเริ่มมองเห็นว่า งานรับ​ใช้ในบ้าน​เป็นงานไร้เกียรติ​และไม่เหมาะสม​กับพวกเธอ นอกจากนั้น​ การเริ่มเข้ามาของสตรีอพยพจากอาฟริกา​และเอเชียก็เริ่มเห็นชัดตั้งแต่ปี 1993 ก็ยิ่งทำให้สถานภาพของงานชนิดนี้ต่ำต้อยยิ่งขึ้น​​ไปอีก ไม่ใช่เพียง​เพราะงาน​ที่​ต้องคอยรับ​ใช้คนอื่น ไม่ใช่​เพราะค่าแรงอันแสนต่ำ สภาพการทำงาน​ที่หนักหน่วงเพียงอย่างเดียว ​แต่ยังเพิ่ม​ความรู้สึกเหยียดหยันทางเชื้อชาติลึก ๆ​ ​ที่คนเลบานีสมีต่อคนทำงานกลุ่มนี้ด้วย

สถิติของ 10 ปี​ที่แล้ว​แสดงว่า กลุ่มคนต่างชาติ​ที่เข้ามาหางานในเลบานอน (​และ​ได้รับใบอนุญาตทำงาน) ​คือ ศรีลังกา อินเดีย ​และฟิลิปปินส์ตามลำดับ ​โดย​ที่กลุ่มแจ๋วศรีลังกานำหน้ามา​เป็นอันดับหนึ่ง​ ​และแจ๋วฟิลิปิน่า​เป็นอันดับสอง ​แม้​จะจำนวนน้อยกว่า ​แต่กลุ่มฟิลิปิน่า​ที่เข้ามาเลบานอนเกือบ​ทั้งหมด​เป็นสตรี​และเข้ามา​เพื่อทำงานบ้าน​โดยเฉพาะ ขณะ​ที่กลุ่มศรีลังกามีสตรีเยอะก็จริง ​แต่มาทำงานบ้านประมาณร้อยละ 80 เท่านั้น​

กลุ่มสตรีต่างชาติรับ​ใช้ในบ้าน อาจแบ่ง​ได้​เป็นสามกลุ่ม ​คือ แบบอยู่​อาศัย​กับนายจ้าง (live-in) แบบ​ไป ๆ​ มา ๆ​ (freelance) ​และแบบหลบหนี (runaway) แล้ว​ยังมีแบบ​ที่เรียกว่า ถูกทิ้ง (rejected) แถมมาให้กลุ่มหนึ่ง​ แบบอยู่​​กับนายจ้าง​กับแบบหลบหนีย่อมมีชีวิต​ที่จำกัด หากเจอนายจ้างดีมีเมตตาก็ดี​ไป (​และ​เขายืนยันว่า นายจ้างแบบนี้มีเยอะ) ​แต่หากปะเหมาะเคราะห์ร้ายเจอนายจ้างใจโหดก็ระทม​ไป ตั้งแต่ยึดเอกสารเดินทาง ไม่ให้ออก​ไปไหน ทำงาน​ทั้งวัน​ทั้งคืน ​พร้อมให้เรียก​ใช้ ถูกจิกด่า ให้กินอด ๆ​ หยาก ๆ​ ลาม​ไปจนถึงทุบตี ทำร้ายร่างกาย ​และข่มขืนก็มี

​เนื่องจากแม่บ้าน​ทั้งหลายนั้น​​ต้องผ่านเอเยนซี่จัดหางาน ​ซึ่งชอบสัญญิงสัญญาให้นายจ้างลองงานแจ๋วใหม่ ๆ​ ​ได้ถึงสามเดือน ไม่พอใจก็​เอามาคืน​ได้ นายจ้างหัวใสหลายคนก็จึงทำเช่นนั้น​ แจ๋ว​ที่ถูกทิ้งเช่นนี้ก็​ต้องเวียน​ไปหาบ้านอื่นทำงานต่อ​ไป ​และ​ที่ทำ​ไปสามเดือนก็ถูกเบี้ยวค่าแรงเสียเฉย ๆ​ ก็มี มนุษย์เรานี่เก่งเรื่อง​การ​เอาเปรียบคนอื่นจริงหนอ

สำหรับแบบหลบหนี มัก​จะเกิดจากแบบแรก​ที่ทำงานอยู่​กิน ​แต่ทนมือทนเท้านายจ้างไม่ไหว ก็หนี​ไปอยู่​​กับ​เพื่อน ​ไปแอบหางานทำหลบ ๆ​ ซ่อน ๆ​ ผิดกฎหมาย ก็ถูก​เอาเปรียบเช่นทาส ​เป็นวงจรอุบาท​ว์ไม่รู้จบ ​เพราะ​ความไม่รู้ ขาด​ที่พึ่ง ขาดเอกสารประจำตัว เรื่อง​ราวก็ประมาณแบบเมืองไทย

แบบฟรีแลนซ์นี่น่าสนใจ ​และ​เป็นแบบแม่บ้าน​ที่ทำงาน​กับฉันนี่แหละ​ ​คือ แบบ​ที่เคยอยู่​กินบ้านเจ้านาย (มักเรียกว่า สปอนเซ่อร์) จนหมดสัญญา​เป็นไทแก่ตัว (หรือ​เป็นฟิลิปินแก่ตัว ​เป็นศรีลังกาแก่ตัว) ก็​ไป​ใช้ชีวิตอยู่​เอง หาห้องเช่าเล็ก ๆ​ แชร์​กับ​เพื่อน ​แต่ยังมีสัญญา​กับนายจ้างเลบานีสอยู่​ ไม่งั้น​จะอยู่​อาศัยในประเทศไม่​ได้ บางทีก็ยังทำงานให้นายจ้างคนเดิม ​แต่ไม่เต็มเวลา แล้ว​ออก​ไปหาลำไพ่ ทำงาน​กับนายจ้างคนอื่น รับเงิน​เป็นชั่วโมง​ไป

การหาแจ๋วทำงานของพวกเราคนงานนานาชาติก็สอบถามกันตาม​เพื่อนร่วมงาน แนะนำกันมา มาลองทำงาน พอใจก็ว่าจ้างกันต่อ​ไป

แม่บ้านมิเรียม (ชื่อสมมุติ) ของฉันก็​เป็นเช่นนี้ เธอมีนายจ้างประจำ ทำงาน​และอาศัยถูก​ต้องตามกฎหมาย แล้ว​เธอก็มารับทำให้เราด้วย ​ได้เงินดี จ่ายงาม ทำงานน้อย พวกเราไม่มีลูก​และ​ไปทำงานนอกบ้าน​ทั้งคู่ ยิ่งสบายมาก ฉันเองก็ทำ​กับข้าวเอง เรากล่าว​ได้ว่า เราจ่ายมิเรียมดีกว่าคนงานประจำถึงสองเท่า (ทำให้เสียราคาตลาดหรือเปล่าเนี่ย) ​ต้องนับว่า มิเรียม​เป็นตัวอย่างของแจ๋ว​ที่โชคดี ​ซึ่งก็คงมีจำนวนไม่น้อย ​แต่ไม่มาก

​ความสนุก​และปวดหัวของการมีแจ๋วก็คงคล้ายคลึงกันทุกประเทศ มิเรียมท่าทางทอม ๆ​ มีแฟน​เป็นผู้หญิงด้วยกัน ชื่อ จีน่า (ชื่อสมมุติเช่นกัน) หน้าตาน่ารัก จีน่าทำงานเต็มเวลาให้​เพื่อนเราอีกครอบครัวหนึ่ง​ ​แต่มีเวลาพักช่วงกลางวัน จีน่ามัก​จะติดตามมิเรียมมาบ้านฉัน มาช่วยมิเรียมทำงาน หรือหากฉันขอให้มิเรียมมาตอนเย็นเวลา​จะเลี้ยงแขก จีน่าก็​จะตามมาช่วยด้วย มิเรียมแนะนำให้เรารู้จักจีน่าตอนแรกว่า ​เป็นญาติ (cousin) ฉันก็เข้าใจเช่นนั้น​อยู่​​เป็นนานสองนาน จนวันหนึ่ง​นึกยังไงไม่รู้ ก็เลย​บอก​กับคุณสามีว่า เอ ฉันสงสัยว่า สองคน​จะ​เป็นแฟนกันมากกว่ามั้ง คุณสามีก็เพิ่งสังเกต เราเลย​​ไปถามนายจ้างของจีน่า ​ซึ่งตบเข่าฉาด (ภาพในใจ) ว่า อ้าว ไอนึกว่า บอกพวกยูแล้ว​

ก็ไม่​ได้​เป็นปัญหาอะไร​สำหรับพวกเราหรอก เพียงแค่คำว่า ญาติ ​ที่นี่มันตี​ความ​ได้หลาย​ความหมายเท่านั้น​เอง

แน่นอนว่า แจ๋วเหล่านี้กระเสือกกระสนมาอยู่​เลบานอนก็​เพราะราย​ได้​ที่งาม ​และ​ความเดือดร้อน​ที่บ้านเกิด ​ซึ่งมัก​จะไม่จบสิ้น ลูก​ต้องเข้าเรียน สามีป่วย แม่ไม่สบาย น้องสาว​จะ​แต่งงาน น้องชายขับรถชนคน ฯลฯ ​ที่เล่า​ไปแล้ว​​เพื่อน ๆ​ คงบอกว่า ไม่เห็นมีอะไร​ใหม่

วันดีคืนดี มิเรียมของฉันก็มีสีหน้าหม่นหมอง บอกว่า แม่ใกล้​จะตายแล้ว​ ญาติให้บินกลับ​ไปด่วน (แน่นอนว่า มิเรียมอยู่​มาสิบกว่าปี ไม่เคยกลับบ้าน ​เพราะโอกาส​ที่กลับ​ไปแล้ว​​ได้กลับมา แทบ​จะไม่มีเลย​) ไออยาก​ได้เงินค่าตั๋วเครื่องบิน ​และขอเงินเดือนล่วงหน้าสองเดือน​ได้ไหม เราก็บอกว่า เดี๋ยวขอคุย​กับนายจ้างประจำของยูก่อน ​เพราะ​จะให้เราออกตั๋วเครื่องบิน​ทั้ง ๆ​ ​ที่ยูเพิ่งทำงานให้เราไม่ครบปีเลย​ แล้ว​เราก็ไม่​ได้​เป็นนายจ้างเดียว เราโทร​ไปคุย​กับนายจ้างอีกคน ​เขาก็งั้น ๆ​ ​เพราะอะไร​​ที่ช่วยกันออกก็ไม่​ต้องตกหนัก​ไปที​เขาคนเดียว ตกลงเราบอกว่า งั้น​จะออกให้ครึ่งหนึ่ง​​เพื่อช่วยเหลือ ตอนนั้น​ยังไม่รู้ว่าตั๋วเครื่องบินราคาเท่าไร

มิเรียมก็โศกเศร้าอยู่​หลายวัน ภาษาอังกฤษของเธอ ฉันก็ฟังรู้มั่งไม่รู้มั่ง จับ​ความ​ได้เลา ๆ​ ว่า แม่โคม่าแล้ว​ ​เอามาไว้​ที่บ้าน ดูแลกันเอง ​จะ​ได้ไม่เปลืองเงิน วันหนึ่ง​มิเรียมก็มาบอกฉันว่า ไอไม่กลับบ้านแล้ว​ (วันก่อนตีอกชกใจว่า​จะ​ต้อง​ไปดูแม่ให้​ได้ รอแค่เอกสารอย่างเดียว​ที่​จะออกนอกประเทศ) ​แต่​จะขอค่าตั๋วส่ง​ไป​เป็นค่ารักษาแม่​ได้ไหม ทำหน้าอ้อน ๆ​ ปะเหลาะ ฉันบอกพรุ่งนี้​จะให้คำตอบ ตอนเย็นฉัน​กับสามีคุยกัน สามีบอกว่า ไม่ชอบให้เงินล่วงหน้า ​เพราะเดี๋ยววันข้างหน้า​เขาก็ไม่มีกิน เราก็ทนไม่​ได้อีก ​ส่วนเรื่อง​ตั๋ว ค่อยให้ตอนครบปี ​แต่เรา​จะช่วยเงินให้เปล่าก้อนหนึ่ง​​เอา​ไปรักษาแม่

วันรุ่งขึ้น​ มิเรียมมา สีหน้าดีขึ้น​ สามีฉันถามว่า แม่​เป็นยังไง มิเรียมบอกว่า แม่อยู่​ รพ ​ต้อง​เอาเงิน​ไปเสียค่ารักษาพยาบาล แม่ดีขึ้น​แล้ว​ ฉันก็อ้าว ​เมื่อวานบอกว่า แม่กลับบ้านแล้ว​ ​และเข้าขั้นโคม่า คุณเธอก็อุบอิบว่า ยัง ยังไม่​ได้ออก ​แต่​จะออกเสาร์อาทิตย์นี้ ​ส่วนอาการของแม่ ทางพี่น้องทางนู้นหลอกมา แม่ยังไม่โคม่า พวก​เขาอยากให้ไอกลับ​ไป ไอด่าพวก​เขา​ไปแล้ว​ว่า ขู่อย่างนี้ใจเสียหมด (อืมม์ เชื่อดีไหมเนี่ย เวลา​จะ​เอาตังค์พูดรู้เรื่อง​ ​แต่พออธิบายเรื่อง​แม่ป่วย มันวกวนยังไงชอบกล) เสร็จแล้ว​คุณเธอก็เข้าเรื่อง​ทันทีว่า เซอร์จ๋า (พวก​เขาเรียกนายผู้ชายว่า sir ​และนายผู้หญิงว่า madam) ตกลงเซอร์​จะเซ่อ (อุ๊บ อันนี้เมียเติมเอง) ให้เงินค่าตั๋วฉันล่วงหน้า​ได้หรือเปล่า สามีฉันก็พ่อ​พระเสียจริง ๆ​ ควักกระเป๋าออกมา ล้วงแบ้งก์ร้อยดอลฯออกมาหลายใบ มีมูลค่าเท่าเงินเดือนหนึ่ง​เดือนของเธอ ธนบัตรใหม่เอี่ยม ยัดใส่มือมิเรียม ไม่พูดว่าอะไร​ คุณมิเรียนก็หน้าบาน​เป็นจานเชิง ร้อนถึงฉัน​ต้องกำ​กับว่า มิเรียม เงิน​ที่ให้นี้ให้เปล่า ​เอา​ไปรักษาแม่ของเธอนะ แล้ว​ค่าตั๋วก็ไม่​ต้องมาขอ ​เพราะยังไม่ถึงกำหนดหนึ่ง​ปี เงินเดือนล่วงหน้าเราก็ไม่ให้ด้วย ก็ไม่รู้ว่า คุณเธอฟังเข้าใจหรือว่า สีหน้ามี​ความสุขเหมือน​กับ​จะ​ได้ขึ้น​สวรรค์ ​จะเข้ามากอดฉัน ฉันถอยหนี บอกว่า อย่ากอด ฉันยังไม่หายหวัด เดี๋ยวติดกันงอมแงม อยากกอดก็​ไปกอดเซอร์นั่น

สังเกตว่า เธอทำงานบ่ายนั้น​อย่างมี​ความสุข จาก​ที่เคยทำแล้ว​กลับประมาณบ่ายสาม (มาบ่ายโมง) ก็อยู่​จนถึงห้าโมง เก็บงานทุกอย่างเรียบร้อย​ ​เอาใจสุด ๆ​ สามีฉันกินข้าวกลางวันเสร็จ พักผ่อน ก็​ไปทำงานต่อ​ที่สำนักงาน ฉันป่วยอยู่​​กับบ้าน ก็เข้านอนพัก คุณมิเรียมกลับบ้านตอนเย็น บอกว่า โทร​ไปหา​เพื่อนให้โอนเงิน​ไปฟิลิปปินส์แล้ว​ เดี๋ยว​จะ​เอาเงินสด​ไปคืนให้​เขา พรุ่งนี้ทางบ้านคง​ได้รับเงิน

​เพื่อน ๆ​ คงไม่​ต้องถามฉันว่า แล้ว​พี่น้องญาติโยม​ทั้งหลาย​ที่อยู่​​กับแม่นั่น ไม่มี​ใครจ่ายค่ารักษาเลย​หรือ มัน​เป็นภาระ​และ​เป็นกรรมของคนพลัดถิ่นมาหางานทำต่างแดนจริง ๆ​ แล้ว​ก็​เป็นกรรมของนายจ้าง(​ที่ดัน)ใจดี(จนเกินกว่าเหตุ)อย่างพวกฉันด้วย

แล้ว​ทำไม "ขาดเธอแล้ว​ฉันรู้สึก" ? ก็คง​จะนึกภาพออก ครอบครัว​ทั้งหลาย​ต้องพึ่งแจ๋วเหล่านี้ตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบในเรื่อง​ บ้านช่องห้องหอ ห้องหลับห้องนอน ห้องครัว ลูกหลาน โรงเรียน กีฬา ชอปปิ้ง ป้อนข้าวป้อนน้ำ เผลอ ๆ​ ก็ช่วยเด็กทำการบ้าน กลุ่มแจ๋วศรี(ลังกา)​กับแจ๋ว(ฟิลิ)ปินรับงานในครอบครัว​ไปเต็ม ๆ​ แจ๋วศรี(ลังกา)มักทำงาน​เป็นแนนนี่เลี้ยงเด็ก ​ส่วนแจ๋วปินก็ทำงานแม่บ้าน มีแจ๋วเอ(ธิโอเปีย)มาแจมมากขึ้น​เรื่อย ๆ​ ในเรื่อง​ของการเลี้ยงเด็ก อาจกล่าว​ได้ว่า ไม่มีครอบครัวเลบานีสใด​ที่เลี้ยงเด็ก​โดยไม่มีแจ๋ว ฉันอดสงสัยไม่​ได้ว่า แม่เลบานีสสุดท้ายแล้ว​เลี้ยงลูก​เป็นหรือเปล่า

เวลาฉันออก​ไปซื้อของ หรือ​ไปนั่งเล่นคาเฟ่ริมหาด ก็​จะให้สาวงามเลบานีสหลากหลายอายุเดินเกาะกลุ่มกัน​เป็นครอบครัวบ้าง มาเฉพาะสามีภรรยาบ้าง ​พร้อมลูกเล็ก ๆ​ วิ่ง ​ได้แล้ว​ หรือลูกอ่อนในรถเข็น หรือลูกเล็ก​ที่​ต้องอุ้ม หรือลูกขนาดลิงน้อย ​โดยมีเด็กสาวหน้าตาแขก ๆ​ หรือเอเชีย หรืออาฟริกาคอยอุ้ม คอยวิ่งตาม คอยเข็นรถ​เพื่อให้ครอบครัวหรือคุณพ่อคุณแม่​ได้​เป็นตัวของตัวเองอย่างเต็ม​ที่ แจ๋วเหล่านี้ดูสงบเสงี่ยมรู้​ที่รู้ทางของตัวเอง ​แต่​ได้นั่งร่วมโต๊ะอาหาร​กับเจ้านาย​เพราะ​ต้องคอยดูน้อง (​ส่วน​จะ​ได้กินอะไร​บ้าง ฉันยังไม่สังเกตเห็น​จะ ๆ​) ดูแล้ว​ก็​ได้รับการดูแลค่อนข้างดี

ในซุปเปอร์ ก็​จะเห็นแม่บ้านเลบานีสบ้าง แม่บ้านฝรั่งบ้างมาซื้อของ ​และมีคนเข็น​เป็นแจ๋วนี่แหละ​ เข็นรถตามหรืออุ้มเด็กตามคุณแม่ (นี่คง​เป็น​ส่วน​ที่โชคดีไม่โดนนายจ้างกักขัง) ​ที่สระว่ายน้ำ ก็​จะมีแนนนี่คอยดูแล​ความปลอดภัยให้น้อง ๆ​ ​แต่สระว่ายน้ำ​ทั้งหลายติดป้ายประกาศหราว่า "ห้ามแนนนี่ แม่บ้าน คนขับรถ คนดูแลเด็กลงเล่นน้ำในสระ" โอ้โห อะไร​​จะขนาดนั้น​ ยัง​กับว่า แจ๋วหรือสมชายเหล่านี้​จะนำโรคติด​ต่อมาลงสระน้ำ ​ซึ่ง​ที่จริงแล้ว​ นั่น​คือการแบ่งแยกชนชั้นอย่างหนึ่ง​ คนรวยมาก ๆ​ ก็รู้สึกว่า​ แจ๋วต่างชาติ​ที่ตัวดำ ๆ​ เหล่านี้ หรือหน้าเหลือง ๆ​ เหล่านี้ไม่คู่ควร​ที่​จะลงมาเล่นในสระเดียวกันฉันผู้มีเกียรติ​และ​เป็นเจ้านาย

หน้าต่างห้องครัว​ที่บ้านพักของฉัน มองลง​ไปเห็นสนามเทนนิสสวย ​เป็นของคอนโดฯยี่สิบกว่าชั้น​ที่อยู่​ติดตึกของฉัน ฉันชอบมองลง​ไปมาก ​เพราะรอบคอร์ท​จะมีต้นสายน้ำผึ้งห้อยย้อย ออกดอกสวยงาม แทบ​จะ​ได้กลิ่นมา​แต่ไกล มีดอกยี่โถสีขาว-สีชมพู​แต่งแต้ม ไม่มี​ใครมาเล่นเทนนิสเท่าไร ​เพราะ​เป็นคอร์ท​ส่วนบุคคล นาน ๆ​ ​จะเห็นครูเทนนิสมาสอนเด็ก​ที่ตึก หรือมีการจัดงานวันเกิดให้ลูกหลาน​ใครสักคน ครึกครื้น​และยิ่งใหญ่ สม​ความรักของพ่อแม่

​แต่​ที่เห็นบ่อย​คือ เด็ก ๆ​ ​เอาโกลฟุตบอลมาตั้ง ​และเล่นกันอยู่​สองสามคน ​ส่วนคน​ที่มีหน้า​ที่รักษาประตู​กับวิ่งเก็บลูกบอลล์ก็​คือ แนนนี่สาว ๆ​ นั่นเอง ฉันดู ๆ​ แล้ว​แนนนี่ท่าทาง​จะเล่นเก่งกว่าเด็กเยอะเลย​ คง​เพราะ​ได้ฝึกบ่อย ถามว่าแม่​กับพ่อเด็ก​ไปไหน คำตอบ​คือ ไม่รู้อ้ะ

แจ๋ว​ที่นี่หากอยู่​ประจำบ้านก็​ต้องใส่เครื่องแบบ บางทีก็​เป็นเอี๊ยมเหมือนแม่บ้านตามโรงแรม บางทีก็​เป็นชุดเสื้อเชิร์ตกางเกงขายาวผ้าสีอ่อนลายเดียวกัน บางเจ้า ฉันมองเครื่องแบบของแจ๋วแล้ว​เหมือนชุดนอนเสียละมากกว่า ​ความ​ที่ชุดดูหลวมโพรกเพรก

​จะกล่าว​ไปแล้ว​ แจ๋วเหล่านี้คุณภาพดี แจ๋วปินนี่ไม่​ต้องพูดถึงเลย​ ทำ​ความสะอาดดี จัดบ้านจัดเตียงดี คุณภา​พระดับโรงแรม หน้าต่างประตู พรม ห้องน้ำ พวกเธอ​จะรู้หน้า​ที่ว่า​ต้องดูอะไร​ก่อนหลัง หน้าต่างกระจก​จะวาววามอยู่​เสมอ เสื้อผ้าในตู้ก็จัดเรียงเหมือนชั้นวางขายในร้านเสื้อผ้า (​แต่​ต้องแอบค่อนขอดมิเรียมว่า จัดตู้ของสามีฉันเรียบร้อย​กว่าของฉัน) ฉันสังเกตว่า กางเกงขาว ๆ​ ของฉัน​ที่เคยซักเองในเจนีวาแล้ว​ก็หมองลงเรื่อย ๆ​ มาอยู่​นี่ดูขาวขึ้น​แฮะ ไม่รู้ฝีมือผงซักฟอกหรือฝีมือแจ๋ว งานบ้านนั้น​ พวกเราไม่​ต้องปากเปียกบอกว่า​จะ​เอาอะไร​ วันก่อนให้มิเรียมล้างผัก เธอล้างเสียเรี่ยม​และจัดใส่ถุงเข้าตู้เย็นแบบมืออาชีพ ให้หั่นตะไคร้ ​กับข่าเข้าตู้แช่แข็ง เธอหั่นแล้ว​เรียงในถุง​เป็นแถวแนวน่าดู ชนิด​ที่มาดามเองไม่เคยทำ จัดดอกไม้ก็​ได้ ทำ​กับข้าวก็​เป็น (​แต่ฉันชอบทำเอง) ขัดรองเท้า ​ไปจ่าย​กับข้าว เวลาเรามีแขกก็มาช่วยเสิร์ฟ ช่วยเก็บจาน​โดยไม่​ต้องเรียก ทำให้เรา​เป็นคุณนาย​ได้เต็ม​ที่

ครอบครัวเลบานีส​โดยทั่ว​ไปค่อนข้างมีอัน​จะกิน มีการศึกษาสูง ผู้ชาย​เป็นเจ้าของกิจการหรือมีงานทำดี ๆ​ มาจากครอบครัวเก่า ร่ำรวย ​เป็นนักการค้า​ที่เก่ง ชีวิตไม่​ต้องกัดก้อนเกลือกิน (ถึง​กับกล่าวกันว่า เลบานอนมีประชากรหมอล้นคนไข้) ​เมื่อ​เป็นดังนั้น​ คน​ที่​เป็นภรรยาก็​ต้องเชิดหน้าชูตาสามี ไม่จำ​เป็น​ต้องทำงานบ้านกัน สตรีเลบานีส​แต่งงานแล้ว​ก็มัก​จะให้สามีเลี้ยง เลิกทำงานทำการ ​โดยไม่สำคัญว่าเธอ​จะจบอะไร​มาจากไหน มีหน้า​ที่ทำตัวให้สวยงาม​และ​เป็นแม่ของลูกก็พอ เสื้อผ้า​ใช้ของแบรนด์เนมเท่านั้น​ ทรงผม​ต้องเนี้ยบ เล็บมือเล็บเท้า​ต้องเคลือบสีตามสมัย ผิวพรรณ​ต้องผุดผ่อง​เป็นยองใย เครื่องสำอางค์​ต้องจัดเต็ม เวลาเดินผ่านคุณเธอทีนึกว่า ผ่านร้านขายน้ำหอม เครื่องประดับอะไร​​ที่บ่งบอกฐานะ​และรสนิยม​ต้องขาดไม่​ได้ กระเป๋าอะไร​​ที่กระจอกกว่า ลุงติงต๊อง พวกเธอไม่ถือให้เสียราศีมือ (บางทีก็ขำ เห็นถือรุ่นเดียวกัน​ทั้งเมือง) รถราก็​ต้องประมาณขับเคลื่อนสี่ล้อ ยี่ห้อฮึ่มฮั่ม ​ส่วนใหญ่พวกเธอรูปร่างดีมาก อวบอัด ​แต่(ยัง)ไม่อ้วน ​และขาเรียวยาว ​แต่งตัวอะไร​ก็มัก​จะสวย ตากลมโตเหมือนกวาง มาสคาร่าเข้ม ๆ​ งามจับใจ

ด้วย​ความ​ที่ผู้หญิงเลบานีส​เอาเวลา​ไปดูแลสนใจตัวเอง ​ความสวย​ความงาม ประชันขันแข็ง ออก​ไปเจอ​เพื่อน ๆ​ ชอปปิ้งสนุกสนาน เข้าวงสังคมโซสูงโซกลางโซต่ำ ตามประสา เรื่อง​อะไร​​ต้องมาทำงานบ้านให้เหนื่อยยาก ดูแล้ว​ต่ำต้อยเสียเกียรติของสามี คนทำงานบ้านหาง่าย​จะตาย​ไป ค่าจ้างก็ไม่แพง เรียก​ใช้​ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ยกตัวอย่างแค่มิเรียมของฉันเบาะ ๆ​ ​ทั้ง ๆ​ ​ที่ฉัน​เป็นคนทำอะไร​​เป็น ​และชอบทำด้วยตัวเอง ​แต่พอมีเธอบริการอย่างดี ก็เริ่มเคยตัว บางวันเธอขอลา หรือไม่สบาย ไม่มาทำงาน วันนั้น​รู้สักว่า งานในครัวหนักขึ้น​อีกแล้ว​ ​ต้องเก็บจานเข้าเครื่องเอง ​เอาออกเอง โห อะไร​​จะสปอยล์ขนาดนั้น​

แล้ว​หากมีลูก​ต้องวิ่งไล่ตะครุบใน​ที่สาธารณะ แม่ก็ใส่ส้นตึกระฟ้า ​แต่ไม่มี​ใครช่วย ​จะทำอย่างไรเนี่ย

ดังนั้น​ หากขาดแจ๋วศรีแจ๋วปินแจ๋วเอ -- เธอ -- ​ไปในชีวิตประจำวัน ผู้หญิงทำงานอย่างฉัน ​กับแม่ ๆ​ เลบานีส​ทั้งหลาย​จะไม่รู้สึก(เดือดร้อน)​ได้อย่างไร

แถมสุดท้าย (​เพราะจบไม่ลง) ก็​คือ การถูกตราหน้า (stereotype) ​ความ​ที่คนเลบานีสหน้าตาแบบแขกขาวปนฝรั่งสวยงาม ​ความ​เป็นเอเชียนหรืออาฟริกันจึงเด่นออกมาในสังคมอาหรับริมขอบนี้ ทำให้ถูกข้อสงสัยไว้ก่อนว่า ​เป็นแจ๋ว หรือ​เป็นแนนนี่ หรือ​เป็นคนทำงานสะอาด หรือคนขายของ ฯลฯ อะไร​ก็​ได้​ที่ไม่ใช่กลุ่มคนทำงานชั้นกลางหรือชั้นบน ​เพื่อน ๆ​ ไม่​ต้องสงสัยเลย​ว่า หน้าตาของฉันนั้น​เข้าเกณฑ์แจ๋วปินสบาย ๆ​ ดังนั้้นเวลา​ไปซื้อของ เจอ​กับคนทำงานจัดของงานในชั้น​ที่​เป็นชาวฟิลิปปิน หรือคนทำซูชิ หรือสาวเสริฟ ก็​จะมีส่งเสียงถาม where from? อยู่​บ่อย​ไป หรือบางทีก็ส่ง​เป็นเสียงตากาล็อกมาก่อน แบบกูเกิ้ลเสิร์ซว่า I’m lucky ประมาณนั้น​ ฉันก็​ต้องบอกว่า ฉันมาจากเมืองไทย(นะยะ) แล้ว​ก็คุยกันพอหอมปากหอมคอแบบคนบ้านใกล้เรือนเคียง เวลาฉันออก​ไปจับจ่ายในวันอาทิตย์ ​ซึ่ง​เป็นวันแจ๋วปิน​ไปโบสถ์ ​ไปเ​ที่ยวพักผ่อน เวลาเดินสวนกัน พวก​เขาก็​จะมองฉันยิ้ม ๆ​ ประมาณว่าเจอคนบ้านเดียวก้ัน ฉันก็ยิ้มกลับ ​ถ้าไม่ถามอะไร​ก็ไม่ตอบ ​ถ้าถามก็บอกว่า คนไทยจ้า

บางที​ไปซื้อของร้านหรู ๆ​ คนขายไม่ค่อยต้อนรับ สามีหัวเสีย เดินออกจากร้านแล้ว​บ่นว่า นี่​เขาคงคิดว่า ไอพาเหมดมาซื้อของแน่เลย​ อ้าว เข้าตัวเราอีกแล้ว​

ฉัน​กับสามีจึงมักหาเรื่อง​ตลก ๆ​ แซวกันเอง​เป็นประจำ ฉันชอบเดินเล่น​ไปซื้อของใกล้บ้าน ขากลับก็​จะหอบถุงพลาสติกข้อกางมาเชียว ​ซึ่งมาดาม​ทั้งหลาย​เขาไม่ทำกัน ​เขามี​แต่ส่งแจ๋วหรือคนขับรถหรือคนเฝ้าตึก​ไปซื้อให้ พอฉันเดินผ่านตึกคอนโดฯหรูหัวมุม ยามเฝ้าประตู​ซึ่ง​แต่งเครื่องแบบสมาร์ท หน้าตาแขกหล่อเหลาดี ก็​จะค้อมหัวให้ฉันหน่อย​ ๆ​ ​และทักทายกันอย่างอบอุ่น อยู่​สองสามครั้ง

วันหนึ่ง​ฉันนั่งรถเปิดประทุน​ไป​กับสามี พอหัน​ไปเห็นยาม ฉันก็ยิ้มให้ ​และเล่าให้สามีฟังว่า เดินผ่านบ่อย ๆ​ รู้จักกัน สามีก็แซวว่า นี่​เขาไม่สงสัยเหรอว่า เฮ้าส์เมดอย่างเธอแอบออกมาเ​ที่ยว​กับนายผู้ชายตอนนายผู้หญิงไม่อยู่​บ้านหรือเปล่า ป่อยยยยย

ฉันเองจ้า (แจ๋วเจนีวา ณ เบรุต)

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3519 Article's Rate 4 votes
ชื่อเรื่อง หรรษาเลบานอน --Series
ชื่อตอน ขาดเธอแล้วฉันจะรู้สึก --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง รจนา ณ เบรุต
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๗ กันยายน ๒๕๕๕
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ฉันเขียนให้เธออ่าน
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๒๓๕ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๐ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๒๐
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t

สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น