นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๓
จอมคนพลิกปฐพี #14
ทิดอินทร์
..."ข้าพเจ้า​ส่วนข้าพเจ้า ​พระบิดาก็​ส่วน​พระบิดา อีกไม่นานข้างหน้าราชบัลลังค์ก็​ต้องตก​เป็นของเรา ​แม้ว่าท่าน​จะไม่​ได้​ต้องการบัลลังค์ของเรา ​แต่เราไม่มีวันยินยอมให้เมืองท่านเติบโต ขึ้น​มาเทียบเทียมบารมี​และขัดขวางการขยายอำนาจของเราในกลุ่มเมืองแถบนี้อย่างแน่นอน"...

ตอน : บทที่ ๑๓

คลิกดูภาพขยาย
กลางลำน้ำป่าสัก

"บนเรือท่านเหลือ​กำลังคนเท่าใด"
เจ้าขุนหาญตะโกนถามขุนฟ้าผ่า​ซึ่ง​กำลังบัญชาการอยู่​บนเรืออีกลำ
"สิบแปดคน เรือท่านเล่า..?"
"สิบหกคน รวมเจ้านางจันทร์​และหญิงรับ​ใช้​ทั้งสามนาง ​ส่วนทารกน้อยของขุนเคนนั้น​ยังดีอยู่​"

เจ้าขุนหาญตอบพลางครุ่นคิดหาวิธีแก้ไขสถานการณ์
ด้วยเพียงชั่วพริบตานั้น​ เจ้าขุนหาญกลับ​ต้องสูญเสียบ่าวไพร่​และสหายสนิท​ไปกว่าเจ็ดสิบหกคนในคราเดียว นับว่า​เป็นเรื่อง​​ที่สร้าง​ความคลั่งแค้น​และสะเทือนใจ​เป็นอย่างยิ่ง ​แต่จากประสบการณ์​ที่หล่อหลอมเจ้าขุนหาญมา สอนให้​ต้องเร่งสลัดเรื่อง​ราวปลีกย่อยต่างๆ​ทิ้งก่อน ​และพาผู้คน​ที่เหลือชีวิตหลบรอดจากภยันตราย​ไปให้มาก​ที่สุด

"ลำน้ำสายนี้คดเคี้ยวยิ่งนัก หากเราอาศัยการแจวเรือในการหลบหนี หากพวกเหล่าทหารชาวจามปาพากันควบม้าไล่ติดตาม ไม่นานก็คง​จะติดตาม​ไปดักพวกเรา​ได้ทันไม่คุ้งน้ำใดก็คุ้งน้ำหนึ่ง​ข้างหน้านี้"
เจ้าขุนหาญตะโกนบอกกล่าว พลางเงยหน้าขึ้น​​เพื่อมองดูท้องฟ้า​ที่​กำลังถูก​ความมืดของยามราตรีเข้ากลืนกิน ฉับพลันนั้น​จึงบังเกิดอุบาย​ที่​จะพาพวก​ที่เหลือหนี​เอาตัวรอดขึ้น​มา​ได้

"เรา​ต้องหาวิธีถ่วงเวลาพวกมัน​เอาให้ไว้นาน​ที่สุด ขุนฟ้าผ่า ทางน้ำเบื้องหน้านั้น​คดเคี้ยว​เป็นคุ้งน้ำทอดตัววกกลับดั่งรูปเดือนเส้ยว ​เมื่อถึงจุดนั้น​ขอให้ท่านจงนำเรือขึ้น​เกยหาดไว้ให้มันเห็น​เป็น​ที่สะดุดตา แล้ว​จึงค่อยแยกย้ายกัน ​และแสร้งทิ้งร่องรอยทำที​เป็นหลบหนี​ไปคนละทิศละทาง จากนั้น​ค่อยมุ่งหน้า​ไปยัง​ที่ท่าตะเคียนทอง เรา​จะจอดเรือรอรับพวกท่านอยู่​​ที่นั่น"
เจ้าขุนหาญตะโกนร้องสั่งด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด เหล่าองครักษ์​ที่เหลือรอดชีวิต ต่างก็คุ้นเคย​กับการคุ้มกันสินค้าขึ้น​ล่องในเส้นทางนี้มาหลายปี ทำให้​ทั้งหมดล้วนมี​ความชำนาญในพื้น​ที่​เป็นอย่างดี ต่างจึงรีบพยักหน้ารับคำสั่ง​โดยพลัน

"ลำน้ำป่าสักในช่วงเส้นทางนี้ถึง​แม้น​จะเชี่ยวกราก ​แต่ก็มี​ความกว้างไม่ถึงยี่สิบวา ​และหากพวกเหล่าทหารจามปาติดตามมา​ได้ทัน แล้ว​โจมตีด้วยลูกธนู พวกเราคง​ต้องจบสิ้นกัน ดังนั้น​ขอให้ทุกท่านจงรีบเร่งอย่า​ได้ชักช้าเด็ดขาด"
เจ้าขุนหาญกำชับอีกครั้ง ทุกคน​ซึ่งรู้สถานการณ์​เป็นอย่างดีอยู่​แล้ว​ จึงรีบผงกศีรษะรับคำสั่งอีกครา

​เมื่อเรือแล่นมาจนถึงคุ้งน้ำตาม​ที่วางแผนกันไว้ ผู้คน​ทั้งหมดในสองลำเรือจึงแลเห็นชายฝั่งตลิ่งสูงชันระยะเกือบสองวา ล้วนอึมครึม​เป็นดงต้นอ้อต้นพง​ที่รกทึบ ทันใดนั้น​เจ้าขุนหาญจึงคัดท้ายเรือให้แล่นเลย​ออก​ไป แล้ว​ปล่อยให้เรือขุนฟ้าผ่าแล่นพุ่งเข้าชนใส่ริมตลิ่ง แล้ว​เหล่าองครักษ์​ทั้งสิบแปดคน​ซึ่งต่างเตรียม​พร้อมอยู่​ก่อนแล้ว​ พลัน​เมื่อหัวเรือกระแทกจึงพากันกระโจนขึ้น​หาชายฝั่ง​โดยทันที

ฉับพลันนั้น​ เจ้าขุนหาญก็กลับ​ต้องสะดุ้งเฮือก ​เมื่อ​ได้ยินเสียงร้องอย่างโหยหวนของเหล่าองครักษ์​ที่เพิ่งกระโจนขึ้น​ฝั่ง จึงเหลียวหันกลับ​ไปมอง​โดยทันที จึงทัน​ได้เห็นขุนฟ้าผ่า​และขุนช่วง โผกระโดดกลับมายังลำเรืออย่างแตกตื่นลนลาน ​แต่กลับยังช้ากว่าลูกธนูนับสิบดอก ​ที่พุ่งเข้าปักร่างของคน​ทั้งสองอย่างแม่นยำ

ทันใดนั้น​ ขุนฟ้าผ่าพลันคว่ำหน้านอนทอดร่างแน่นิ่งไม่ไหวติง​ที่ริมตลิ่ง ขณะ​ที่ขุนช่วงกลับร่วงหล่นลงในลำน้ำ ครั้น​เมื่อร่างนั้น​จมดิ่งลงในสายน้ำ โลหิตก็พลันหลั่งไหลย้อมผืนน้ำอันเชี่ยวกราก จนกลาย​เป็นสีแดงฉาน​ไปทั่ว​ทั้งคุ้งน้ำ
ถึงยามนี้ เจ้านางจันทร์​และเหล่าหญิงรับ​ใช้ก็ต่างมิอาจ​ที่​จะกุมสติกันไว้​ได้อีกแล้ว​ จึงพากันแผดเสียงกรีดร้องอย่างโหยหวนด้วย​ความหวาดกลัว ​เมื่อเจ้าขุนหาญ​ได้เห็นเช่นนั้น​ก็ทราบว่า ขณะนี้ยาก​ที่​จะปลอบขวัญผู้คน ​และ​แม้​แต่​กับตนเองก็ยังอดยอมรับมิ​ได้ว่า รู้สึกหวาดหวั่นพรั่นพรึงเช่นกัน

"พวกจามปา กางตาข่ายฟ้าไว้รองรับพวกเราจนถี่ยิบ พวกมันคงคาดคำนวณไว้แล้ว​ว่า เรา​ต้องเปลี่ยนเส้นทางหนีจากบนเรือมาขึ้น​ฝั่ง ณ จุดนี้ จึง​ได้จัดวาง​กำลังซุ่ม​เป็น​กับดักไว้รอรับ โชคดี​ที่พวกเรากลับคิดวางแผนหลอกล่อพวกมัน จึงพากันหลุดรอดมา​ได้ ​แต่กลับ​เป็นคราวเคราะห์ร้ายของผู้คนบนเรือลำนั้น​​ที่​ต้องกลาย​เป็นปีศาจตายแทนพวกเรา"
เจ้าขุนหาญเอ่ยขึ้น​​กับเหล่าองครักษ์​ที่เหลือน้ำเสียงสั่นสะท้าน ด้วย​ความเจ็บปวด​และเคียดแค้น กระทั่งกรามนั้น​ขบแน่นจนเลือดไหลซึมออกจากมุมปาก

เจ้าขุนหาญผู้มิเคยหลบหนีผู้ใดมาก่อน ​แต่วันนี้​เพื่อชีวิตทารกน้อยของขุนเคน​และเจ้านางจันทร์ผู้เปรียบประดุจดั่งแก้วตา เจ้าขุนหาญจึง​ได้​แต่กล้ำกลืนฝืน​ความอัปยศ​เอาไว้
คราวนี้เจ้าขุนหาญไม่กล้าเปลี่ยนเส้นทางขึ้น​ฝั่งอีก ​แต่กลับตะโกนให้ไพร่พลทุกคนเร่งพายเรือ ​และคอยสังเกตสิ่งผิดปกติ​ที่สองฝากฝั่ง จากนั้น​เจ้าขุนหาญจึงกระโดดกลับออก​ไปทำหน้า​ที่​เป็นผู้คัดท้ายเรือด้วยตนเอง

​แม้นว่าในฤดูนี้สายน้ำอันเชี่ยวกราก​จะลดปริมาณต่ำลง หาก​แต่ลำน้ำ​ที่คดเคี้ยวประกอบ​กับการจ้ำพายอย่างไม่คิดชีวิต จึงทำให้เรือแล่นลอยละลิ่วดุจดั่งพญาครุฑเหินบิน ​ทั้งเจ้าขุนหาญก็เชี่ยวชาญในเส้นทางสายนี้​เป็นยิ่งนัก ​แม้ในยามค่ำคืนอันมืดมิดไร้แสงเดือน จึงพออาศัย​ได้เพียงแสงจากดวงดาว ​แต่กระนั้น​ยังกลับคัดท้ายเรือบังคับให้ล่องลอย​ไปอย่างแผ่วพลิ้ว

​เมื่อแล่นออกมา​ได้ยี่สิบเส้น ในขณะ​ที่เรือ​กำลังโลดแล่นอย่างรวดเร็ว พลันก็เกิดการสั่นสะเทือน​ไปทั่ว​ทั้งลำ​พร้อมด้วยเสียงโครมดังกัมปนาท ทันใดนั้น​ตอไม้เสี้ยมปลายแหลม​ที่วางดักไว้​เป็น "หัวรอ" ก็ปรากฏทะลุเสียบอยู่​กลางลำเรือ​พร้อม​ทั้งองค์รักษ์สองร่าง​ที่กู่ร้องโหยหวนดิ้นเร่าๆ​อยู่​​ที่ปลายไม้นั้น​

ฉับพลันเศษไม้​และสายน้ำก็พุ่งกระจายจากท้องเรือ ​และด้วยแรงปะทะนั้น​จึงทำให้ขุนเคน​และองครักษ์อีกสามคนตกลงจากลำเรือทันที
​ทั้งหมดมิทันตั้งสติ​ได้ พลันก็ปรากฏเสียงควับเควี้ยวของลูกธนู จาก​ทั้งสองฝากฝั่งพุ่งเข้าหาลำเรืออย่างหนาแน่นดังฝูงตั้กแตน เจ้าขุนหาญ​และเหล่าองครักษ์พลันหมอบลง​กับกาบเรือ​เพื่อหลบกระสุนตามสัญชาติญาน

​แต่ครั้น​เมื่อตั้งสติ​ได้ เจ้าขุนหาญจึงเหลียวหันมองออก​ไปยังเจ้านางจันทร์ จึง​ได้เห็นหญิงรับ​ใช้​ทั้งสองนาง ต่างพากันโอบกอดเจ้านางจันทร์ไว้ตรงกลาง กลับยินยอม​ใช้ร่างของตน​เป็นเกราะกำบัง จึงทำให้ตลอดร่างของ​ทั้งสองนางนั้น​ ถูกเสียบปัก​ไปด้วยลูกธนูดุจดั่งตัวเม่น ​เมื่อเห็นเช่นนั้น​เจ้าขุนหาญจึงแทบ​จะขาดใจตาย ด้วยชะตากรรมของเจ้านางจันทร์​และทารกน้อยนั้น​ ​ทั้งหมดมิอาจคาดการณ์​ได้

ขณะ​จะกระโจนเข้า​ไปช่วยเหลือ พลันก็​ได้ยินเสียงดัง ปง ปง ของสะพานไม้ไผ่​ที่พวกจามปาโยนพาดเข้ามายังลำเรือ ​เพื่อเตรียมบุกขึ้น​มาเข่นฆ่าผู้คน​ที่รอดเหลือ เจ้าขุนหาญเห็นเหตุการณ์ดำเนินถึงขั้นนั้น​ก็เดือดดาลถึงขีดสุด จนดวงตา​ทั้งสองข้างล้วนแดงฉาน​ไปด้วยฝอยโลหิต เอ่ยกล่าว​กับเหล่าองครักษ์ด้วย​ความคลั่งแค้นว่า
"ใน​เมื่อพวกมัน​ต้องการชีวิตพวกเรา​ทั้งหมดจริงๆ​ เช่นนี้เถอะ ​เมื่อวันนี้เราไม่อาจหลุดรอด​ไป​ได้แล้ว​ ก็ชักชวนพวกมันติดตามลงปรโลกด้วยซักหลายคนเถอะ"
กล่าวจบก็หัวเราะราว​กับคลุ้มคลั่ง พลันกู่ตะโกนก้องพลางกวัดแกว่งทิ่มแทงหอกประจำมือทะยานสวนขึ้น​ยังสะพานไม้ไผ่ เหล่าพวกทหารชาวจามปาจึงพากันแตกหือกระจายออก​ไปทันที ขุนช่วง​และองครักษ์​ที่เหลืออีกเจ็ดคนเห็นเช่นนั้น​ จึงพากันส่งเสียงกู่ร้องปลอบขวัญแล้ว​กระโจนติดตามนายของพวกมันออก​ไป ​ทั้งหมดต่าง​ใช้หอกช่วยกันทิ่มแทงศัตรูจนกระเจิง

​เมื่อขึ้น​ถึงฝั่ง เจ้าขุนหาญก็ดุจดังพยัคฆ์กระหายเลือด ควงหอกรวดเร็วปานจักรผัน กระโจนทิ่มแทง​เพื่อระบาย​ความแค้นติดต่อกันเจ็ดแปดครา ศัตรูก็พลันทอดร่างกลาย​เป็นศพเจ็ดคน บนลำคอต่างมีรอยบาดแผลกลวงโบ๋​เป็นรูใหญ่ สายโลหิตพวยพุ่งกระจัดกระจายดังห่าฝน

​เมื่อเจ้าขุนหาญพาขุนช่วง​และเหล่าองครักษ์ ไล่เข่นฆ่าเหล่าศัตรูอยู่​ชั่วครู่ก็เห็นเหล่าทหารจามปาทอดร่าง​เป็นปีศาจอีกสามสิบศพ พวกพ้อง​ที่เหลือเห็นเจ้าขุนหาญ​และองครักษ์ฝีมือเข้มแข็ง​ทั้งยังต่อสู้อย่างยอมตายถวายชีวิต ก็กลับรู้สึกหวาดหวั่นครั่นคร้าม จึงพากันแตกฮือถอยร่นออก​ไปไม่​เป็นขบวน

พลันชายคลุมหน้า ​ซึ่ง​เป็นหัวหน้าควบคุมเหล่าพวกทหารชาวจามปา เห็นเช่นนั้น​ก็ทราบว่า ขณะนี้จิตใจในการสู้รบนั้น​แตกต่างกัน ด้วยพวกเจ้าขุนหาญ ทราบแน่ว่าวันนี้ไม่อาจรอดชีวิต จึงคิด​จะปลิดชีพเหล่าศัตรู​เพื่อ​เอาวิญญาณร่วมสู่ปรโลกให้มาก​ที่สุด ขณะ​ที่ฝ่ายทหารของตนกลับขลาดเขลากลัวตาย ดังนั้น​ต่างจึงไม่ยอมเสี่ยงชีวิตด้วย ​และหากปล่อยให้สถานะการณ์​เป็นเช่นนี้ต่อ​ไป เจ้าขุนหาญอาจไล่ฆ่าฟันไพร่พลจน​สามารถฝ่าวงล้อมพาพรรคพวก​ที่เหลือรอดชีวิตออก​ไป​ได้

เห็นดังนั้น​จึงยกมือให้สัญญาณ เรียกพลธนูเข้ามาแล้ว​ตะโกนสั่งออก​ไปว่า "ยิงเข้า​ไปอย่าให้พวกมันหลุดรอด​แม้​แต่คนเดียว"
​แต่เหล่าพลธนู​ที่โน้มสายเตรียมปล่อยกระสุน กลับหันมามองหน้ากัน​ไปมาด้วย​ความลังเลด้วยเกรงว่าลูกธนู​จะพลาด​ไปถูกพวกเดียวกัน เห็นเช่นนั้น​ชายคลุมหน้าจึงชักดาบฟันคอพลธนู​ที่อยู่​ตรงหน้าคราเดียว ก็เห็นทหารจามปาสามคนทอดร่างกลาย​เป็นศพทันที แล้ว​จึงร้องสั่งด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียมอีกครา

"ปล่อยธนู"
ครานี้กลับมิมีผู้ใดกล้าลังเลอีก พลันเสียงดังเควี้ยวควับของคันธนู​ที่ดีดตัว​และเสียงลูกกระสุนแหวกอากาศจึงดังขึ้น​ แล้ว​ตามด้วยเสียงโหยหวนอย่างเจ็บปวดของ​ทั้งสองฝ่าย แล้ว​ร่างของผู้คน​ทั้งหมด​ที่​กำลังชุลมุนต่อสู้กัน พลันร่วงลงเกลือกกลิ้งร้องครวญคราง ตลอด​ทั้งร่างปักเต็ม​ไปด้วยลูกธนู

"​ทั้งหมดเข้า​ไปตรวจค้น หากเจ้าขุนหาญยังมีชีวิตอยู่​ให้ลากมันเข้ามา ​ที่เหลือตัดคอให้หมดสิ้น" ชายคลุมหน้าออกคำสั่งน้ำเสียงเด็ดขาด
เสียงโหยหวนดังขึ้น​อีกครา ​ทั้งจากฝ่ายเจ้าขุนหาญ​และฝ่ายทหารจามปา​ที่นอนบาดเจ็บอยู่​ เหล่าทหาร​ที่เหลือรอดต่างพากันขนลุกด้วย​ความสยดสยอง บ้างกลับนึกยินดีในโชคชะตา​ที่เจ้าขุนหาญไม่​ได้บุกมาทางด้านตนเอง เช่นนั้น​คง​ต้องตกตาย หากมิใช่​เพราะด้วยคมหอกก็​ต้อง​เป็นลูกธนู

"ขุนลำพงสั่งให้คนของเราล้อมบริเวณนี้ไว้อย่าให้มีผู้ใดเล็ดรอดออก​ไป​ได้ ​ส่วนท่านพาคน​ไปตรวจสอบหาผู้หลบซ่อนบนเรือ"
ชายคลุมหน้านั้น​ตะโกนสั่งการขุนทหารคู่ใจด้วยน้ำเสียงอันปราบปลื้มยินดี ​ที่เห็นเป้าหมายต่างแดดิ้นรอรับ​กับการจัดการของตน
"รับทราบ"
ขุนลำพงรับคำ แล้ว​นำบริวารติดตามขึ้น​​ไปยังลำเรือขณะ​ที่ทหารอีกกลุ่มพากันฉุดลากเจ้าขุนหาญ​ที่ตลอด​ทั้งร่างปักเต็ม​ไปด้วยลูกธนู ​ที่​แม้ว่าชีวิตนั้น​​จะเหลือเพียงลมหายใจอันรวยริน ​แต่แววตากลับยังส่งประกายอาฆาตแค้น

ชายคลุมหน้าเห็นเช่นนั้น​จึงส่งเสียงหัวเราะฮาฮาร้องสั่งว่า
"​ทั้งหมดจุดคบเพลิงขึ้น​ เรา​จะ​ได้เห็นมันตอนพ่ายแพ้ อย่างถนัดตา"
​เมื่อเจ้าขุนหาญ​ได้ยินเสียงอย่างถนัดหูจึงพลันสะดุ้งเฮือก ถลึงตาจับจ้องจนสองตาแทบเหลือกถลน ทันใดนั้น​คบเพลิงหลายสิบอันพลันถูกจุดขึ้น​พรึบ​พร้อมกันแล้ว​ทั่วบริเวณราวป่าก็สว่างไสวดุจกลางวัน

เสียงหัวร่อด้วย​ความสะใจพลันดังขึ้น​กึกก้องขึ้น​มาอีกครา
"เจ้าขุนหาญ ท่านทราบหรือไม่ว่าเรา​เป็น​ใคร..?"
ชายคลุมหน้าเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
"ข้าพเจ้ามิ​ได้หูหนวก ย่อม​ต้องจดจำสุ่มเสียงท่าน​ได้ เจ้าขุนตะวัน"
เจ้าขุนหาญแค่นเสียงตอบ
ชายคลุมหน้า​ได้ยินเช่นนั้น​จึงกระชากผ้าคลุมออก พลันระเบิดเสียงหัวเราะดังกึกก้องด้วย​ความสาสมใจอีกครา หากมันมิใช่เจ้าขุนตะวันแล้ว​​จะ​เป็นผู้ใด

ทันใดนั้น​ขุนลำพง ขุนขอมคู่ใจของเจ้าขุนตะวันก็ฉุดกระชากลากเจ้านางจันทร์เข้ามา ​ทั้งหมดจึง​ได้เห็นเจ้านางจันทร์สองมือโอบอุ้มทารกน้อย ​ที่​กำลังแผดเสียงร้องไห้จ้าด้วย​ความตื่นตระหนก พลัน​เมื่อนางเห็นเจ้าขุนหาญนอนทอดร่างอยู่​บนพื้น​ทั้งหอบหายใจอย่างรวยริน จึงโผเข้ามาโอบกอดร่างสามีไว้แล้ว​เปล่งเสียงร่ำให้คร่ำครวญ

"มีองครักษ์หลุดรอดซ่อนตัวอยู่​ในน้ำสามคน ข้าพเจ้าจัดการสังหารหมดสิ้นแล้ว​"
ขุนลำพงรายงาน เจ้าขุนตะวันจึงพยักหน้าตอบ​และหันมาจับจ้องเจ้าขุนหาญด้วยแววตาเคียดแค้นอาฆาตระคนสะใจ กล่าวขึ้น​ช้าๆ​ว่า
"รู้หรือไม่ว่าเหตุใดท่านจึง​ต้องอยู่​ในสภาพเช่นนี้ ข้าพเจ้ากัดฟันรอวันนี้มาถึงสองปีเต็ม นี่กลับ​ต้องโทษตัวท่านเอง ​เพราะท่านเก่งกาจเกิน​ไป เฉลียวฉลาด​และอาจหาญเกิน​ไป ​พระบิดาจึงโปรดปราน​แต่ท่าน ​แม้​กับเจ้านางจันทร์​ซึ่งข้าพเจ้าเคยทูลขอต่อ​พระบิดามาก่อน ​แต่​พระบิดากลับยกนางให้แก่ท่าน หากเรามิกำจัดท่านในวันนี้ อนาคตในวันข้างหน้า เรา​จะ​สามารถวางใจต่อบัลลังค์แห่งอาณาจักรกัมพูชา​ได้อย่างไร"
กล่าวจบเจ้าขุนตะวันก็พลันฟาดฝักดาบลงบนใหล่ซ้ายอย่างสุดแรง

เจ้าขุนหาญถูกแรงฟาดกระทบกระเทือนต่อบาดแผล จนถึง​กับแค่นคำรามกระอักโลหิตออกมาคำใหญ่ เห็นเช่นนั้น​เจ้านางจัทร์​ซึ่งมือหนึ่ง​โอบอุ้มทารก ​ส่วนอีกมือหนึ่ง​​ได้โอบกอดสามี​เอาไว้อย่างแนบแน่น ขณะนั้น​น้ำตาพลันหลั่งไหลเนืองนองเปื้อนเต็มใบหน้า

"ท่านจำ​ได้หรือไม่ ​เป็นผู้ใด​ที่สละชีวิตช่วยเหล่าเขมรท่านปราบปรามพวกจามปา ​และ​เป็นผู้ใด​ที่คลายวงล้อมให้แก่เมือง​พระนคร ​ทั้ง​พระบิดาท่านก็เคยให้คำสัตย์สาบานต่อข้าพเจ้า​และบิดาของข้าพเจ้า​เอาไว้ว่า ​จะให้​ความคุ้มครอง​และไม่คิดร้ายต่อชาวเมืองของพวกเรา ​และเรามิเคย​ได้มี​ความปรารถนาต่อบัลลังค์แห่งราชอาณาจักรกัมพูชาเลย​​แม้​แต่น้อย เหตุใดท่านลงมือต่อข้าพเจ้าด้วย​ความอำมหิตเช่นนี้" เจ้าขุนหาญคำรามออกมา

เจ้าขุนตะวัน​ได้ยินเช่นนั้น​จึงสะบัดเสียงดังเฮอะ กล่าวขึ้น​มาว่า
"ข้าพเจ้า​ส่วนข้าพเจ้า ​พระบิดาก็​ส่วน​พระบิดา อีกไม่นานข้างหน้าราชบัลลังค์ก็​ต้องตก​เป็นของเรา ​แม้ว่าท่าน​จะไม่​ได้​ต้องการบัลลังค์ของเรา ​แต่เราไม่มีวันยินยอมให้เมืองท่านเติบโต ขึ้น​มาเทียบเทียมบารมี​และขัดขวางการขยายอำนาจของเราในกลุ่มเมืองแถบนี้อย่างแน่นอน"
พลันหยุดยิ้มเย้ยหยันเล็กน้อยแล้ว​จึงหัน​ไปกล่าว​กับเจ้านางจันทร์ว่า

"เจ้านางจันทร์ วัน​ที่​พระบิดา​พระราชทานท่านให้แก่เจ้าขุนหาญ ข้าพเจ้าประกาศต่อท่านไว้ว่า ต่อให้ชีวิต​ต้องสูญสิ้น ข้าพเจ้าก็​จะ​ต้องช่วงชิงท่านกลับมา​เป็นของเราให้จง​ได้ ​เพื่อให้วงศ์จันทราของท่าน​และวงศ์สุริยันของข้าพเจ้า ​ได้กลับมารวมอำนาจให้​เป็นปึกแผ่น สืบสายเลือดอันบริสุทธิ์ของทวยเทพดังเดิมอีกครา ​และ​เพื่อให้​ได้ครอบครองท่าน ข้าพเจ้ายินยอมกระทำทุกวิถีทาง ​ความจริงใจของข้าพเจ้า ท่านคงเห็นแล้ว​กระมัง ฮ่า ฮ่า ฮ่า"

เจ้านางจันทร์​ได้ยินเช่นนั้น​ จึงเงยหน้าขึ้น​มาจับจ้องมองดูเจ้าขุนตะวันด้วยแววตาอาฆาตแค้น
"ท่านมิ​ได้​ต้องการเราจริงๆ​หรอกเจ้าขุนตะวัน ​ที่ท่าน​ต้องการนั้น​ก็เพียง​ใช้เรา​เป็นหลักประกันในการอ้างสิทธิ์ ​เพื่อครอบครองอำนาจบนบัลลังค์เท่านั้น​ ใช่ว่าข้าพเจ้า​และ​พระบิดา​จะดูไม่ออก" เจ้านางจันทร์ตวาดเสียงตอบกลับ

"ไม่มีสิ่งใด​ที่เรา​ต้องการ​ได้แล้ว​​จะไม่​ได้ ​แม้​แต่ท่าน เจ้านางจันทร์"
กล่าวเพียงเท่านั้น​ เจ้าขุนตะวันก็แหงนหน้าขึ้น​ฟ้า หัวเราะราวคลุ้มคลั่ง ​เมื่อรู้สึกสาสมใจ​กับการ​ได้ทวงแค้นหนี้รักรายนี้​ได้
สิ้นเสียงหัวร่อฮา ฮา ​ที่ดังอยู่​ยาวนาน พลันเจ้าขุนตะวันหันกลับมาตวาดว่า "นำเจ้าขุนหาญ​ไปออก​ไปตัดศีรษะ"

สิ้นเสียงคำสั่ง เจ้านางจันทร์​ได้ยินเช่นนั้น​ก็พลันสะดุ้งเฮือกผวาเข้ากอดเจ้าขุนหาญ​ที่นั่งนิ่ง สองดวงตาแดงกล่ำจับจ้อง​ที่เจ้าขุนตะวันอย่างไม่สะทกสะท้านต่อคำสั่งประหาร
ทหารสามคนจึงพลันเข้ามากระชากตัวเจ้าขุนหาญออก​ไป
ขณะ​กำลังชุลมุลนั้น​ ขุนลำพงกลับเข้าแย่งชิงกระชากทารกน้อยจากอ้อมอกเจ้านางจันทร์ ส่งให้แก่เจ้าขุนตะวัน
เจ้านางจันทร์เห็นเช่นนั้น​ จึงกลับโผเข้ามากอดเท้าของเจ้าขุนตะวันไว้ ปากก็เฝ้าร่ำร้องขอ​ความเมตตา ​แต่เจ้าขุนตะวันเพียงมองตอบด้วยสายตาเหยียดหยาม

ทันใดนั้น​ เสียงดาบแหวกอากาศสับลงบนเลือดเนื้อ​และกระดูก ก็ดังขึ้น​​พร้อม​กับเสียงแค่นเพียงแผ่วเบาของเจ้าขุนหาญ กระทบ​กับโสตประสาทของเจ้านางจันทร์ พลันทำให้เสียงร้องให้คร่ำครวญของนางหยุดชะงักลงในทันที

"เชิญเจ้านางจันทร์ขึ้น​เรือ​โดยสาร ​ทั้งหมดแยกย้ายกลับต้นสังกัดอย่างเงียบเชียบอย่าให้ผู้ใดสงสัย ​และรอรับรางวัลจากเจ้าขุนตะวัน ซากศพ​และอาวุธ​ทั้งหมดทิ้งไว้​ที่นี่ ห้ามมิให้เคลื่อนย้าย"
ขุนลำพงร้องสั่งการ เจ้าขุนตะวันพยักหน้าตอบรับอย่างตรงใจ แสดงให้เห็นว่าขุนลำพง​เป็นผู้รู้ใจเจ้าขุนตะวันอย่างแท้จริง

"ขอเรา​ไปร่ำลาสามี​เป็นครั้งสุดท้ายก่อน ​ได้หรือไม่...​?"
เจ้านางจันทร์พลันเอ่ยขึ้น​ด้วยน้ำเสียงเย็นชา ​ซึ่งกลับมาแฝงอำนาจอันรู้สึกยากต่อการปฏิเสธ เจ้าขุนตะวันจึงพยักหน้า​เป็นเชิงแสดงว่าอนุญาติ
​แต่เจ้านางจันทร์กลับไม่รอให้เจ้าขุนตะวันตอบ พลันลุกขึ้น​ยืนอย่างแช่มช้า ด้วย​ความแค้น​ที่แน่นฝังอก จึงทำให้นางหวนคืนสู่อิริยาบถ​ที่สง่างามแห่งนางพญาอีกครั้ง
ขณะนั้น​นางก็กวาดสายตาเคียดแค้น จ้องมองดูเหล่าทหาร​ที่ล้อมรอบทีละคน จนทุกผู้คน​ที่สบสายตานั้น​กลับรู้สึกขนลุกพองด้วย​ความพรั่นพรึง

เจ้านางจันทร์ เดินเข้า​ไปโอบกอดซากศพสามี โน้มตัวกระซิบ​ที่ข้างหูอย่างแผ่วเบาอยู่​สองสามคำ จากนั้น​จึงหันหน้ามองกลับมายังเจ้าขุนตะวัน แล้ว​กล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันว่า
"หากท่าน​ต้องการตัวเรา เราก็​จะมอบให้ ​แต่นั่น​จะ​เป็นเพียงร่างเท่านั้น​ ​ส่วนวิญญาณของเรา เรา​จะขอติดตามเจ้าขุนหาญ​ไป"
กล่าวจบ เจ้านางจันทร์พลันดึงมีดสั้น​ที่พกติดตัวของเจ้าขุนหาญออกจากผ้าผูกเอว แล้ว​จ้วงแทงยัง​ที่อกของนางเอง ร่างนั้น​พลันสั่นสะท้านขึ้น​คราหนึ่ง​ด้วย​ความเจ็บปวด ก่อน​ที่​จะฝุบลงบนซากร่างอันไร้วิญญาณของเจ้าขุนหาญ

เจ้าขุนตะวัน​และไพร่พล​ที่ยืนดูเหตุการณ์​ทั้งหมด จึงตื่นตะลึงต่อเหตุการณ์อันมิคาดฝัน​ที่เกิดขึ้น​ ทำให้​ทั้งหมดต่างเงียบกริบ มิอาจเปิดปากเอ่ยเสียงใดๆ​ออกมา

นาทีนั้น​ นกแสก นกเค้า ก็พลันกรีดเสียงร้องก้องขึ้น​กลางนภา เหมือนพวกมัน​กำลังเพรียกร้องหาวิญญาณเร่ร่อน​ทั้งหลาย ให้ติดตามลงสู่พื้นปรภพ แล้ว​หรีดหลิ่งเรไรก็ร้องรับ ระงมทั่วผืนป่า ราว​กับ​จะบรรเลงคีตาอันคร่ำครวญต่อโศกนาฏกรรม​ที่เกิดขึ้น​ในราตรีนี้

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3365 Article's Rate 7 votes
ชื่อเรื่อง จอมคนพลิกปฐพี --Series
ชื่อตอน บทที่ ๑๓ --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง ทิดอินทร์
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๓
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๒๑๗ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๖ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๓๕
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : Rotjana Geneva [C-17948 ], [193.134.193.5]
เมื่อวันที่ : ๑๔ ธ.ค. ๒๕๕๓, ๑๗.๒๒ น.

สวัสดีค่ะ​​ น้องทิดอินทร์
เรื่อง​​นี้หาย​​ไปนานจนพี่รจเกือบ​​จะลืม​​ไปแล้ว​​
บราโว เขียนตอนนี้​​ได้ดีมากค่ะ​​ ​​คือเนื้อเรื่อง​​ยาว ต่อ​​เนื่อง มีเหตุการณ์สำคัญ ๆ​​ ในตอนเสร็จสรรพ มีจุดไคลแมกซ์หลายจุด ดีกว่าตอนก่อน ๆ​​ ​​ซึ่งสั้น ๆ​​ ​​และขาดห้วงยังไงชอบกล
นี่คง​​ได้ครูดีชื่อว่า นาม อิสรา แนะนำให้ใช่ไหมคะ​​
​​จะรออ่่านตอนต่อ​​ไปนะคะ​​
ด้วยมิตรไมตรี
พี่รจ

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : ทิดอินทร์ [C-17951 ], [124.120.175.60]
เมื่อวันที่ : ๑๔ ธ.ค. ๒๕๕๓, ๑๘.๐๓ น.

ขอบคุณมากครับ​​พี่รจ สำหรับ​​กำลังใจ​​ที่มอบให้เสมอมา

สำหรับงานเขียน​​ที่ดขึ้น​​ ​​จะว่า​​เป็น​​เพราะคุณครูนามฯท่าน​​ได้สละเวลามาช่วยแนะนำให้เพียงคนเดียวไม่​​ได้นะครับ​​ ​​แต่​​ส่วนหนึ่ง​​ก็​​เป็น​​เพราะมีครูใหญ่ใจดี แสนสวยอย่างพี่รจคอยเสนอแนะอยู่​​เสมอด้วยอีกคน ก็​​ต้องขอขอบ​​พระคุณพี่มากเลย​​นะครับ​​

ด้วยจิตคารวะ

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : นาม อิสรา [C-17952 ], [110.49.205.53]
เมื่อวันที่ : ๑๔ ธ.ค. ๒๕๕๓, ๒๑.๑๗ น.

นิยายอิงประวัติศาสตร์เขียนยาก บรรยากาศ ฉาก บทสนทนา อุปนิสัยใจคอตัวละคร ​​แม้กระทั่งการดื่มกิน ตลอดจนอาภรณ์แพรพรรณ เหล่านี้ล้วนสำคัญ​​ทั้งสิ้น ​​ถ้ามีการกล่าวถึง​​เมื่อไหร่ขอให้​​ใคร่ครวญให้ถ่องแท้นะครับ​​ เผลอ ๆ​​ อนาคตคุณอาจ​​เป็น "ยาขอบ" เวอร์ชั่นขึ้น​​มาสักคนก็​​ได้​​ใคร​​จะรู้

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : ทิดอินทร์ [C-17954 ], [110.168.120.43]
เมื่อวันที่ : ๑๕ ธ.ค. ๒๕๕๓, ๐๙.๒๒ น.

ขอบ​​พระคุณพี่นามฯอีกครั้งครับ​​สำหรับคำแนะนำ ​​ซึ่งผมก็คำนึง​​และตระหนักในเรื่อง​​นี้อยู่​​พอสมควรครับ​​

​​ซึ่งเรื่อง​​ของการ​​แต่งกายเสื้อผ้า​​และการจัดกระบวนทัพนั้น​​ผมพยายามจิตนากาลจำลองจากภาพจำหลักการจัดทัพทำสงคราม​​ระหว่างชนชาติขอม​​กับจามปาในปราสาทหินนครวัดครับ​​ ​​เพราะมีภาพ​​ที่ระบุว่า​​เป็นภาพของกองทัพชาวสยามจากลุ่มน้ำกก รวม​​ทั้งชาวโลว ​​ซึ่งผู้เชี่ยวชาญ​​เขาว่ากันว่าน่า​​จะใช่กองทัพชาวละโว้ครับ​​

​​แต่อย่างไรก็ตาม ใน​​ส่วนของ​​ความเชื่อวิถีชีวิต เรื่อง​​วัฒนธรรมการกินอยู่​​ ​​และเรื่อง​​จารีตวัตรนั้น​​ ​​ต้องค่อยๆ​​เขียนค่อยๆ​​เรียนรู้​​ไปด้วยอีกครั้งครับ​​ ​​โดยบาง​​ส่วนผมพยายามเรียนรู้จาก "แนวคิด ฮีตคอง ท้าวฮุ่ง ท้าวเจือง" ​​ที่ท่านมหาศิลา วีระวงศ์​​ได้ตั้งข้อสังเกตุไว้ มา​​ใช้​​เป็นตัวช่วยในการจินตนาการถึง​​ความ​​เป็นอยู่​​ของชาวชวา(ตอนนี้ยังไม่ถึงนะครับ​​ คง​​จะอีกนานกว่า​​จะโผล่บทบาท​​ของชาวชวาหรือหลวง​​พระบางแบบเต็มๆ​​ครับ​​)

ขอบ​​พระคุณอีกครั้งครับ​​​​ที่สละเวลาคอยให้คำสั่งสอนผมอยู่​​เสมอ

ด้วยจิตคารวะ

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๕ : Rotjana Geneva [C-17959 ], [193.134.193.5]
เมื่อวันที่ : ๑๖ ธ.ค. ๒๕๕๓, ๒๒.๑๗ น.

น้องทิดอินทร์นี่ รูปหล่ออย่างเดียวไม่พอ แถมปากหวานอีกด้วย

อย่ามัว​​แต่ปากหวาน รีบ​​ไปปั่นต้นฉบับ​​ตอนใหม่มาให้ครูใหญ่ตรวจ​​โดยเร็วดีกว่านะจ๊ะ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๖ : ทิดอินทร์ [C-17960 ], [124.120.73.128]
เมื่อวันที่ : ๑๖ ธ.ค. ๒๕๕๓, ๒๓.๓๕ น.

​​ได้เลย​​ครับ​​ คุณครู

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น