นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๓
จอมคนพลิกปฐพี #13
ทิดอินทร์
...​และด้วย​ความผิดพลาดในการดำเนินอุบาย ต่อ​พระเจ้าชัยอินทรวรมันแห่งอาณาจักรจามปา ​ที่​พระองค์ทรงวางแผนลวงให้กองทัพจามปายก​กำลัง เข้าล้อมเมือง​พระนครไว้ ​โดย​พระองค์​จะส่ง​กำลังเข้าช่วยเช่นกัน ด้วยเงื่อนไข​ที่ว่า​เมื่อยึดเมือง​พระนคร​ได้แล้ว​​จะทำการแบ่งสมบัติในท้อง​พระคลังแล...

ตอน : บทที่ ๑๒

​พระราชวังหลวง เมืองนครมหิธรปุระ
แรม ๑๐ ค่ำ เดือน ๑๐ ปีมะโรง ยามเช้า​

แสงแดดอ่อนสาด​ต้องม่านระย้า​ที่ผูกมัดริมบัญชรแห่งท้อง​พระโรง สายลมเย็นโชยอ่อน พัดพา​ความเย็นลูบไล้ทุกสรรพสิ่งทั่วบริเวณอย่างแผ่วเบา เหล่ามหาอำมาตย์ ปุโรหิต แม่ทัพทหาร​และขุนนางประจำจตุสดมย์​ทั้งสี่ต่างนั่งนิ่งเงียบ มี​แต่เพียงเสียงหักใบพลู​ที่เหล่านางสนมบรรจงม้วนหมาก​แต่พอคำ ส่งยื่นถวายให้แก่​พระเจ้าหรรษาวรมัน

"ข่าวสาร​ที่ส่งมาจากเมือง​พระนครว่าอย่างไร"
​พระเจ้าหรรษาวรมันทรงตรัสทำลาย​ความเงียบขึ้น​ทันที หลังจากลิ้น​ได้รับรสคำหมากจนชื่น​พระทัย ​ความเคร่งเครียดกดดันในหมู่ข้าราชบริพาร​ที่เกรงกลัวต่อ​พระราชอำนาจจึงค่อยลดน้อยลงมา

กษัตริย์แห่งนครมหิธรปุระ​พระองค์นี้ทรงปกครองบ้านเมืองด้วย​ความเด็ดขาด หลังจาก​ที่ทรงพ่ายแพ้สงครามชิงเมือง​พระนครศรียโสธรปุระให้แก่​พระเจ้าชัยวรมัน​ที่หก ​ความแค้นครานั้น​ส่งผลให้​พระองค์ทรงเก็บ​ความพิโรธคุกรุ่นอยู่​ใน​พระอุระตลอดเวลา

"ขณะนี้​พระเจ้าธรณินทรวรมัน ทรง​พระราชดำเนิน​ไปยังเมืองกัมโพช​เพื่อทรงร่วมงานเลี้ยง ฉลองชัยชนะ​ที่เมือง​พระนครศรียโศธรปุระมีชัยเหนือกองทัพอาณาจักรจามปา แล้ว​ให้มหาอำมาตย์พิษณุ ​และปุโรหิตย์กชกร ร่วมกันกำ​กับเมือง​พระนคร" มหาอำมาตย์กรกฎ รายงานข่าวสารตาม​ที่​ได้รับจากพิราบ

"​กำลังทหาร​ที่อยู่​รักษาเมือง​พระนครมีเหลืออยู่​ประมาณเท่าใด"
"​กำลังทหารของเมือง​พระนครเองนั้น​ ตาม​ที่ผู้แทรกซึมของเรารายงานมาว่ามีอยู่​ประมาณสองหมื่นเศษ ​เมื่อรวม​กับทหารเมืองวิมายปุระ อัน​พระเจ้าธรณินทรวรมันทรงเรียกเข้ามาช่วยรักษาเมือง​พระนครอีกแปดพันคน คาดว่าทำให้เมือง​พระนคร​จะมีกอง​กำลังทหาร​ที่รักษาเมืองอยู่​​ทั้งสิ้นสามหมื่นกว่าคน"

"ไพร่พลเรา​เมื่อรวม​กับ​กำลังเชลย ​ที่กวาดต้อนมา​ได้จากเมืองสะเกษ​และเมืองประทายมี​กำลังกว่าสี่หมื่น หากเราบุกโจมตีรุกเข้า​เอาเมือง​โดยเฉียบพลันนั้น​ อาจ​จะยึดเมือง​พระนครของเราให้กลับคืนมา​ได้" ​พระเจ้าหรรษาวรมันทรงตรัสคล้ายปรึกษาต่อเหล่าเสนาอำมาตย์คล้ายรำพึงรำพันต่อ​พระองค์เอง

ปุโรหิตพยุห์ มหาพราหมณ์เฒ่า ผู้​ซึ่งเคยเข้ารับตำแหน่งมหาพราหมณ์แห่งเมือง​พระนครศรียโศธรปุระ แทน​ที่มหาพราหมณ์ทิวกรปัณฑิต ​เมื่อสิ้นรัชกาลของ​พระเจ้าสุริยวรมัน​ที่หนึ่ง​ ​และรับ​ใช้ราชสำนักตั้งแต่ครั้งแผ่นดิน​พระเจ้าอุทัยทิตย์วรมัน​ที่สอง ​พระเชษฐาของ​พระเจ้าหรรษาวรมัน ​เมื่อ​ได้ยินว่า​พระองค์​ใคร่ก่อสงครามชิงเมือง​พระนครคืนกลับมา ก็เกิดหวาดหวั่นใจจนรีบถวายบังคมกล่าวว่า
"การ​จะยกไพร่พลเข้าโอบล้อมเมือง​พระนครในขณะนี้นั้น​ ข้าพเจ้าคิดว่ายังมิใช่เวลาอันควร​เพราะหนทาง​ที่​จะ​ได้ประโยชน์นั้น​เพียงน้อยนิด ในขณะ​ที่โอกาส​ที่​จะเสียประโยชน์นั้น​มีอยู่​มากมาย​"

​ได้ยินเช่นนั้น​​พระเจ้าหรรษาวรมันจึงทรงขมวดคิ้วนิ่วหน้าตรัสขึ้น​ว่า
"หนทาง​ที่​ได้ประโยชน์​และหนทาง​ที่เสียประโยชน์นั้น​ ​เป็นเช่นไร ท่านโปรดอธิบายให้เราฟังสักครา"

"หนทาง​ได้ประโยชน์เพียงน้อยนิด​ที่ข้าพเจ้ากล่าวนั้น​หมายถึง โอกาส​ที่กองทัพพวกเรายกเข้าปล้น​เอาเมือง​พระนคร​ได้นั้น​มีอยู่​เพียงน้อยนิด ​เพราะ​ต้อง​ใช้โชคช่วยสถานเดียว ด้วย​เพราะกองทัพของเรา​ต้องเร่งเดินทางไกลเข้าโจมตีเมือง​พระนคร​โดยเฉียบพลัน ​แม้นว่ากองทัพเรา​จะมีไพร่พลมากกว่าเกือบกึ่งหมื่น ​แต่คูค่ายกำแพงเมืองนั้น​กลับแน่นหนามั่นคง ประกอบ​กับไพร่พลของเรา​ต้องตรากตรำเดินทางไกล​และ​ส่วนใหญ่ล้วน​เป็นเชลยต่างเมือง​ที่ถูกต้อนมา อันน้ำใจ​ที่​จะรบพุ่ง​เอาชัยถวาย​พระองค์นั้น​ ย่อมต่างจากทหารหลักของเมืองเรา ประกอบ​กับนับตั้งแต่เมือง​พระนครเกิดสงคราม​กับเมืองเรา​และเมืองจามปานั้น​ จึง​ได้จัดสร้างหอไฟระวังเหตุอยู่​​เป็นระยะ ​และจัดผู้คนเข้าประจำการณ์ตลอดเวลา ​เมื่อหากพบการเคลื่อนไหวของกองทัพใด ก็​จะจุดไฟในกระถางเพลิงส่งสัญญานต่อกัน​เป็นระยะ​ไป ดังนั้น​การ​ที่เรา​จะยกทัพเข้าประชิดกำแพงเมืองนคร​โดยมิให้ตั้งตัว​ได้นั้น​ มีเพียงสถานเดียว​คือ การยกกองทัพทางเรือลงทะเลแล้ว​จึงค่อยวกกลับมาตามลำน้ำเข้าสู่ทะเลสาบเขมร เช่นเดียว​กับ​ที่กองทัพเมืองจามปาเคยกระทำ ​แต่การเช่นนั้น​​เป็น​ไป​ได้ยากจริงๆ​"

"​ส่วนการ​ที่ข้าพเจ้ากล่าวว่าหนทางเสียประโยน์นั้น​มีมากมาย​ ด้วยชัยภูมิของเมืองนครมหิธรปุระเรานั้น​ อยู่​กึ่งกลางของก้อนเส้าในอาณาจักร​ทั้งสามอัน​ได้แก่ อาณาจักรพนม อาณาจักรจามปา​และอาณาจักรกัมพูชาแห่งเมือง​พระนคร ​เมื่อเรายกไพร่พล​ไป​และทิ้ง​กำลังอันเหลือน้อยไว้รักษาเมือง ก็ย่อม​จะกลาย​เป็นเหยื่ออันโอชะให้แก่อาณาจักรพนม​และอาณาจักรจามปา ​โดยเฉพาะอาณาจักรจามปานั้น​ยิ่งมี​ความอาฆาตแค้นต่อนครเรา ​ที่เคยทำอุบายให้เข้าล้อมเมือง​พระนครด้วยกัน ​แต่เรามิ​ได้นำ​กำลังเข้าช่วย หาก​เมื่อเห็นว่าเรายก​กำลัง​ไป​เอาเมือง​พระนคร ​พระเจ้าชัยอินทรวรมันแห่งอาณาจักรจามปา ย่อมถือ​เป็นโอกาสยก​กำลังเข้ามา​เอาเมืองมหิธรปุระของเราแห่งนี้ทันที"

กล่าวจบปุโรหิตพยุห์ก็นั่งสงบนิ่ง สองดวงตาจับจ้อง​พระพักต์​พระเจ้าหรรษาวรมัน บรรดาเหล่าเสนาอำมาตย์ต่างรับรู้ดีว่า มีเพียงปุโรหิตนี้เพียงผู้เดียวเท่านั้น​​ที่​จะ​สามารถทัดทาน​พระองค์​ได้

​พระเจ้าหรรษาวรมัน​ได้ยินเช่นนั้น​จึงหลบสาย​พระเนตรลงนั่งตรึกตรอง อัน​ความชำนาญเรื่อง​การพิชัยสงครามของปุโรหิตย์พยุห์นั้น​ ​พระองค์ย่อมทรงทราบดี ด้วย​เป็นปุโรหิตย์ผู้นี้เอง ​ที่​เมื่อ​พระองค์ขึ้น​ครองราชบัลลังค์แห่งเมือง​พระนครศรียโศธรปุระสืบทอดราชวงศ์ศรวะ ต่อจาก​พระเจ้าอุทัยทิตย์วรมัน​ที่สอง เคยเสนอให้​พระองค์ทำการยก​กำลังเข้าปราบปรามกำจัด​พระเจ้าชัยวรมัน​ที่หกแห่งราชวงศ์มหิธร ก่อน​ที่​จะ​สามารถรวบรวมอำนาจเข้าต่อกร​กับ​พระองค์​ได้ ​แต่ครั้งนั้น​​พระองค์กลับมิยอมเชื่อฟังด้วย​ความประมาท ​และเห็นแก่​ที่การ​พระเจ้าชัยวรมัน​ที่หกก็ทรง​เป็นเชื้อ​พระวงศ์จันทราของฝ่าย​พระราชมารดา จึงทำให้​พระองค์ทรงเพิกเฉย แล้ว​หัน​ไปสนใจปราบปราม​แต่กลุ่มอำนาจกลุ่มอื่นๆ​ กระทั่งสุดท้ายทุกอย่างล้วน​เป็น​ไปตาม​ที่ปุโรหิตพยุห์เคยคาดการณ์ไว้ ​เมื่อ​พระเจ้าชัยวรมัน​ที่หกทรง​กำลังทำที​จะออกจากเมือง​ไปปราบปราบพวกจามปา​ที่แข็งเมือง ​แต่แล้ว​กลับยกไพร่พลวกกลับเข้าโจมตีเมือง​พระนคร จน​พระองค์​ต้องหลบหนีพาเหล่าขุนนางผู้จงรัก​ไปหลบซ่อนซ่องสุมผู้คนอยู่​เมืองสะเกษชายแดนติดต่อ​กับอาณาจักรพนม

​และด้วยอุบายอันอำมหิตของปุโรหิตผู้นี้เช่นกัน ​ที่แจ้งให้​พระองค์ทรงยกทัพเข้ามาตีเมืองนครมหิธรปุระแห่งนี้ แล้ว​​ใช้ครอบครัวไพร่พลเชลย​ที่จับ​ได้​เป็นตัวประกัน บังคับให้ทหารเมืองมหิธรปุระจับอาวุธขึ้น​ต่อสู้​กับอีกฝ่าย​ซึ่ง​เป็นญาติพี่น้องกันเอง แล้ว​​ใช้​พระประยูรญาติของ​พระเจ้าชัยวรมัน​ที่หก ​เป็นตัวประกันในการต่อรองขอสงบศึกจน​เป็นผลสำเร็จ

​และด้วย​ความผิดพลาดในการดำเนินอุบาย ต่อ​พระเจ้าชัยอินทรวรมันแห่งอาณาจักรจามปา ​ที่​พระองค์ทรงวางแผนลวงให้กองทัพจามปายก​กำลังเข้าล้อมเมือง​พระนครไว้ ​โดย​พระองค์​จะส่ง​กำลังเข้าช่วยโจมตีเช่นกัน ด้วยเงื่อนไขว่า​เมื่อยึดเมือง​พระนคร​ได้แล้ว​​จะทำการแบ่งสมบัติในท้อง​พระคลัง​และแผ่นดินภายใต้อาณาจักรกัมพูชาคนละกึ่ง

​แต่ครั้น​เมื่อถึงเวลา ​พระองค์​กับแสร้งให้กองทัพหยุดยั้งรีรอมิ​ได้รีบเร่งเดินทาง แล้ว​กลับปล่อยให้ทัพเมืองจามปาเข้าล้อมเมือง​พระนคร​โดยลำพัง ​โดยคาดว่าหากกองทัพเมืองจามปารบชนะเมือง​พระนคร​ได้ ก็ย่อม​ที่​จะ​ต้องสูญเสียเหล่าทหารมิใช่น้อย ​เมื่อ​เป็นเช่นนั้น​​พระองค์จึงค่อยนำกองทัพเข้าโจมตียึดเมือง​พระนครจากกองทัพจามปาอีกที

แผนครั้งนั้น​​แม้นว่าแลดูแยบยล ​แต่ปุโรหิตพยุห์กลับทัดทานขอให้​พระองค์เร่งนำกองทัพเข้าช่วยกองทัพจามปาโจมตี ด้วยเกรงว่าลำพังกองทัพทหารจามปา​ซึ่งขาดระเบียบวินัย ​เป็นเพียงกอง​กำลังชาวทะเลอันหยาบกร้าน ​จะมิอาจต้านทานกองทัพเมือง​พระนคร​ได้ ​แต่​พระองค์กลับทรงดื้อดึงมิยอมฟังคำ

​ส่วนกองทัพจามปา ​แม้เห็นว่ากองทัพ​พระเจ้าหรรษาวรมันมิ​ได้ยินยอมเร่งติดตามเข้ามาช่วยล้อมเมือง​พระนคร แม่ทัพใหญ่เหงียนจงแห่งกองทัพจามปาก็มิ​ได้ติดใจสงสัย ด้วยเหยียดหยามว่า​พระองค์ทรงเกิด​ความขลาดเขลากลัวตายประกอบ​กับผลของการสู้รบนั้น​ ​ได้รับชัยชนะติดต่อกันหลายครา จึงมิ​ได้ส่งคนเข้า​ไปเร่งกองทัพของ​พระองค์ให้รีบติดตามมา

จนกระทั่งใน​ที่สุด ​เมื่อเจ้าขุนหาญนั้น​ยกกองทัพเข้าจู่โจมกระทันหันจนกองทัพจามปาแตกพ่ายกระเจิดกระเจิงผิดแผนการตาม​ที่วาง​เอาไว้ ครั้น​พระองค์​จะทรงยกทัพเข้าโจมตีเมือง​พระนครต่อก็มิกล้า ด้วยไม่ทราบว่าจำนวนกอง​กำลัง​ที่เจ้าขุนหาญยกมาช่วยนั้น​มีจำนวนเท่าใด อีก​ทั้งเกรงว่า​เมื่อกองทัพจามปาพลาดจากเมือง​พระนครแล้ว​ ​จะพากันยกทัพเข้ายึด​เอาเมืองนครมหิธรปุระแทน ดังนั้น​​ทั้งหมดจึง​ต้องเร่งยกกองทัพเดินทางกลับ​เพื่อรักษาเมือง​เอาไว้

หลัง​ความปราชัยในครั้งนั้น​ แม่ทัพใหญ่เหงียนจงจึงกราบทูลต่อ​พระเจ้าชัยอินทรวรมันว่า อัน​ความพ่ายแพ้​ที่​ได้รับมานั้น​ มีเหตุ​เพราะกองทัพของเมืองนครมหิธรมิยินยอมเข้าช่วยเหลือตาม​ที่เจรจาตกลงกันไว้ ​พระเจ้าชัยอินทรวรมันจึงทรง​พระพิโรธโกรธแค้น​เป็นอย่างมาก​และทรงประกาศอาฆาต​เอาไว้ ดังนั้น​​พระองค์จึง​ต้องตก​ที่นั่งลำบาก ด้วย​ต้องระมัดระวังศึกจาก​ทั้งสามด้านตาม​ที่ปุโรหิตพยุห์กล่าวทัดทาน​เอาไว้

​ซึ่ง​ความ​เป็นจริงแล้ว​ เหตุผลตาม​ที่ปุโรหิตพยุห์​ได้กล่าวอธิบายมานั้น​ ใช่ว่า​พระเจ้าหรรษาวรมัน​จะมิ​ได้คาดคำนวนไว้ก่อน เพียง​แต่​ความอาฆาต​ที่​ใคร่จัก​ได้เมืองคืนทำให้​พระองค์ทรงลืมตระหนัก​ไปชั่วคราว
"เช่นนั้น​เราสมควรทำเช่นไร" ​พระองค์ทรงเอ่ยถามน้ำเสียงราบเรียบ

"มิ​ต้องกระทำอันใด เพียง​แต่​พระองค์ทรงอดทน​และรอคอยดุจเดิม ขณะนี้คนของข้าพเจ้ารายงานมาว่า เจ้าขุนตะวันราชบุตรบุญธรรมของ​พระเจ้าธรณินทรวรมันนั้น​ มีจิตใจริษยาต่อเจ้าขุนหาญแห่งเมืองราดอยู่​ ด้วย​ความหวาดระแวงว่า​พระเจ้าธรณินทรวรมัน ​จะทรงยกราชบัลลังค์ให้แก่เจ้าขุนหาญราชบุตรเขย อีก​ทั้งเจ้าขุนตะวันนั้น​มี​ความอาฆาตต่อ​พระองค์​เป็นยิ่งนัก​เพราะ​พระองค์ทรง​เป็นผู้เข้ายึดเมือง ต้นเหตุให้​พระราชบิดา​และ​พระราชมารดาของเจ้าขุนตะวัน​ต้องสิ้น​พระชนต์ ดังนั้น​เจ้าขุนตะวันจึง​ใคร่​ได้ราชบัลลังค์ ​เพื่อ​จะ​ได้​สามารถบัญชาการกองทัพอาณาจักรกัมพูชาเข้ามาโจมตีล้างแค้นให้​กับ​พระราชบิดา​และ​พระราชมารดาของเจ้าขุนตะวัน ​และข้าพเจ้าคาดการ​เอาไว้ว่า อีกคงมินาน ไฟอาฆาตของเจ้าขุนตะวัน​จะลุกโชนโชติช่วงขึ้น​เผาพลาญเมือง​พระนครให้เกิด​ความวุ่นวาย​และอ่อนแอลงก่อน จากนั้น​เราค่อยโจมตียึดเมือง​พระนครกลับคืนมา"

ปุโรหิตพยุห์กล่าวอธิบายยืดยาวอย่างแช่มช้า ​พระเจ้าหรรษาวรมันจึงพลันเข้าใจแล้ว​ทรงแย้ม​พระสรวลออกมา

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3338 Article's Rate 7 votes
ชื่อเรื่อง จอมคนพลิกปฐพี --Series
ชื่อตอน บทที่ ๑๒ --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง ทิดอินทร์
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๓
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๒๒๒ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๐ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๓๕
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t

สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น