นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๓
จอมคนพลิกปฐพี #4
ทิดอินทร์
...ซุนยี่หลง ​คือทูต​ที่ทางกรุงจีนแห่งราชวงศ์ซ้อง ส่งมาเจริญสัมพันธไมตรี​และ​เป็นนายสถานีการค้า​โดยมีสถานีการค้าใหญ่อยู่​​ที่เมืองกำโพช...

ตอน : บทที่ ๓

หมู่บ้านด่านขุนทด
แรม ๑๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีมะโรง ยามค่ำ

ผ่าน​ไปสามชั่วยาม ขบวนคาราวานจึงเข้าเขตด่านขุนทด​เมื่อยามเข้าใต้เข้าไฟ​พอดี ​ทั้งขบวนเดินทางเข้า​ไปในหมู่บ้าน ​ซึ่ง​เป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ ​เพราะมีสถานีการค้าสาขาย่อย ของทูต​พระเจ้ากรุงจีนแห่งราชวงศ์ซ้องตั้งอยู่​

ซุนยี่หลง ​คือทูต​ที่ทางกรุงจีนแห่งราชวงศ์ซ้อง ส่งมาเจริญสัมพันธไมตรี​และ​เป็นนายสถานีการค้า​โดยมีสถานีการค้าใหญ่อยู่​​ที่เมืองกำโพช ทำหน้า​ที่รวบรวมสินค้า​ที่ทางราชสำนักจีน​ต้องการ เช่น งาช้าง ​เขากวาง หนังสัตว์ ลูกเดือย ​และเครื่องเทศป่าต่างๆ​ รวม​ทั้ง​เป็นจุดกระจายสินค้าจากกรุงจีน สู่เมืองต่างๆ​ในเขตลุ่มน้ำป่าสัก ทางทิศเหนือของเมืองกัมโพช

ผ่านตลาดกลางหมู่บ้านด่านขุนทด มุ่งหน้าสู่ผ่าน​ไปยังท้ายหมู่บ้าน เลย​ออก​ไป​ได้ประมาณห้าเส้น ​จะถึงสถานีการค้สาขาย่อยของทูตกรุงจีน ขุนเคนหัวหน้าสี่องค์รักษ์​ซึ่ง​เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน อัน​ได้แก่ ขุนเพชร ขุนช่วง ​และขุนฟ้าผ่า จึงเร่งม้าล่วงหน้า​ไป แจ้งต่อ หลี่กิมฮ้วงพ่อบ้านของทูตกรุงจีนก่อน

​เมื่อกองคาราวานมาถึงก็พบว่า ซุนยี่หลง​พร้อมครอบครัว​และบริวาร ​ได้ตั้งขบวนเตรียมต้อนรับเจ้าขุนหาญอยู่​ก่อนแล้ว​ เสียงกู่ก้องยาวนานไม่ทันจางหาย​ไป ก็เห็นเจ้าขุนหาญ พลิ้วตัวลงจากหลังม้า ตรงเข้าพนมมือคารวะต่อซุนยี่หลง

"จากท่านมานานไม่มีโอกาส​ได้เยี่ยมคาราวะ พี่ท่านสบายดี...​?"
เจ้าขุนหาญเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงดังกังวาน ใบหน้าฉาบไว้ด้วย​ความปิติ
"คนกันเอง​ทั้งนั้น​ ใยท่านจึงมากมารยาทเช่นนี้ มา ๆ​เข้าเรือน​ไปรับน้ำชาให้หายเหนื่อยก่อน ค่อยว่ากล่าว"
ซุนยี่หลง เข้ามาสวมกอด ​และกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงจริงใจ

​ทั้งขบวนจึงเคลื่อนย้ายเข้าสู่ห้องโถงในเรือนรับแขก ​ซึ่งตั้งอยู่​ตรงกลางของสถานีการค้า แลเห็นสองฟากข้างปลูก​เป็นยุ้งฉางยกพื้นสูงเสมอเอว สำหรับเก็บสินค้า ข้างละแปดหลัง ​โดยแยกฝั่งซ้าย​เป็นสินค้า​ที่รวบรวม​เพื่อเตรียมส่งให้ราชสำนักจีน ​ส่วนฝั่งขวา​เป็นสินค้า​ที่ส่งมาแลกเปลี่ยนเช่น ผ้าไหม เครื่องเคลือบ ใบชา เครื่องทองเหลือง​และอาวุธ

ซุนยี่หลงกำเนิด​ที่เมืองอโยธยา ​เป็นบุตรคน​ที่สองของซุนเส้าหลง​ซึ่งเคย​เป็นทูตประจำ​ที่เมืองนั้น​ ​เมื่อซุนเส้าหลงสิ้นชีวิต​และบุตรชาย​ทั้งสองคนไม่ปรารถนา​จะกลับยังกรุงจีน ประกอบ​กับบุตรชาย​ทั้งสองของซุนเส้าหลงแตกฉาน​ทั้งภาษาจีน ไท ขอม ​และรามัญ ทางราชสำนักจีนจึงมีราชโองการให้ ซุนตั่วหลงบุตรคนโตสืบทอดตำแหน่งทูตประจำเมืองอโยธยาต่อจากบิดา ​และให้ซุนยี่หลงขึ้น​มาตั้งสถานีการค้าแห่งใหม่​ที่เมืองกำโพช แล้ว​จัดตั้งสถานีย่อย​ที่ด่านขุนทดเหนือเมืองกำโพช

​เนื่องจากกลุ่มเมืองในบริเวณแถบนี้มีการพัฒนาเติบโตขึ้น​เร็วมาก ซุนยี่หลงจึงให้​ความสำคัญ​กับสถานีการย่อยแห่งนี้มากกว่า ​ซึ่งหน้าฉากหัวหน้าสถานีการค้า​คือทูตประจำเมือง​และทำหน้า​ที่แลกเปลี่ยนสินค้า ​แต่เป้าหมายหลัก​ที่แท้จริง​คือ เก็บรวบรวม​และบันทึกข้อมูลสถานการณ์ต่างๆ​​ที่เกิดขึ้น​ในเมืองส่งต่อราชสำนัก​พระเจ้ากรุงจีน

​เมื่อถึงเรือนรับรอง ​ซึ่งก่อสร้างตามแบบสถาปัตยกรรมของจีน ก็เห็นป้ายสถานีการค้าเขียนด้วยภาษาจีน บนพื้นสีแดงปรากฎประกายตัวหนังสือสีทองสะท้อนแสงคบไฟ ​เป็นเงาวูบวาบแลดูละลานยิ่งนัก

"ไม่​ได้มาเยี่ยมเยียน​ที่นี่เนิ่นนาน นอกจากต้นไม้​ที่โตขึ้น​มากแล้ว​ ทุกประการล้วนคงสภาพมิเปลี่ยนแปลง"
เจ้าขุนหาญเอ่ยขึ้น​​เมื่อก้าวผ่านบานประตูไม้ฉลุเข้า​ไปในเรือนรับรอง
"เราจำลองแบบสถานีตามแบบบิดาเรา​ที่เมืองอโยธยา ​ใช้ช่างเดินทาง​ไปกลับ​เพื่อถอดแบบกว่าสิบเ​ที่ยว จึง​ได้เรือน​ที่เหมือนหลังเดิม ​ใช้บ่าวเดินทางอีกหกเ​ที่ยวจึง​ได้สวนเช่น​ที่อโยธยา ดังนั้น​เราจึงไม่ให้​ใครทำการแก้ไขโยกย้าย สิ่งของใดๆ​ในเรือน ทุกประการจึงถูกรักษาไว้ดุจเดิมดัง​ที่ท่านเห็น"
เจ้าขุนหาญส่งเสียงร้องอ้อในลำคอ โคลงศีรษะด้วย​ความชื่นชมเลื่อมใส ​แม้นมิ​ได้เข้าใจว่า เหตุใดซุนยี่หลงจึง​ต้องทำเช่นนั้น​

ซุนยี่หลง สั่งให้พ่อบ้านหลี่จัดแจง พาคนอื่นๆ​เข้าพัก​ที่เรือนก่อน เว้น​แต่สี่องครักษ์ เจ้านางจันทร์ ​และนางชบาผู้​ซึ่ง​เป็นภรรยาขุนเคน​และ​เป็นมารดานมของบุตรเจ้าขุนหาญ
"นางจันทร์ นางชบาเข้ามากราบคารวะพี่ยี่หลงเร็ว"
เจ้าขุนหาญเรียกด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
"นางจันทร์ภรรยาของผู้น้อง ​และ​เป็น​พระราชธิดาองค์เดียวของ​พระเจ้าธรณินทรวรมัน ทรง​พระราชทานให้ผู้น้อง ครั้ง​เมื่อรบชนะขับไล่พวกจามปาออกจากเมืองวิชัย ​ส่วนนี่​คือนางชบา​ที่ติดตามเจ้านางจันทร์มา​แต่มือง​พระนคร ​และ​เป็นภรรยาขุนเคนน้องบุญธรรมท่าน ​ส่วนท่านอื่นๆ​ต่างก็คุ้นเคยกันดีอยู่​แล้ว​"

เจ้าขุนหาญแนะนำภรรยา​และมารดานมของทารกต่อซุนยี่หลง
เจ้านางจันทร์ส่งทารกในมือแก่เจ้าขุนหาญ ​ส่วนนางชบาก็ส่งทารกให้แก่ขุนเคนแล้ว​ ตรงเข้ากราบคารวะต่อซุนยี่หลง
"คนกันเอง ใย​ต้องมากมารยาท มาๆ​ให้เรา​ได้ชมหลานเรา​ทั้งสองก่อน เรา​เป็นคนอาภัพ ไม่มีบุตรสืบสกุล ​จะขอ​เป็นบิดาบุญธรรมของทารก​ทั้งสอง พวกท่าน​จะว่าอย่างไร?"
ซุนยี่หลงประครองสตรี​ทั้งสองขึ้น​ ​และจูงมือมาชมดูทารก​ทั้งสอง
"ขอบคุณท่านยี่หลง"​ทั้งสองกล่าวขึ้น​​พร้อมกัน
เจ้าขุนหาญ​และขุนเคน รีบประคองทารกผลัดกันมอบให้ซุนยี่หลง อุ้มชมดูด้วยสีหน้าปลาบปลื้ม

"ทารกของขุนเคนกำเนิด​ได้สองเดือนแล้ว​ เรียกว่าอ้ายผาคำ ​ส่วนทารกเราพึ่งกำเนิด​ได้เพียงหนึ่ง​เดือนเรียกว่าอ้ายผาเวียง ​เพราะมันเพิ่งถือกำเนิดประกอบ​กับเดินทางไกล จึงมีอาการป่วยไข้"
เจ้าขุนหาญกล่าวแนะนำด้วยน้ำเสียงปราบปลื้มปนวิตกกังกล
ซุนยี่หลงหงายฝ่ามือขึ้น​ ​ใช้หลังมือ​แต่​ที่หน้าผากอ้ายผาเวียง
"​เมื่อมาถึง​ที่นี่แล้ว​ย่อม ไม่​เป็นไร เดี๋ยวเรา​จะให้ซุนปุ๊กก่ายพี่รองของท่านมาตรวจอาการดูทารก"

ซุนยี่หลงกล่าวพลางกวักมือเรียกบ่าวรับ​ใช้ ให้​ไปตามซุนป๊กก่ายจากนั้น​ซุกมือลงในอกเสื้อหยิบจี้หยก สีเขียวอ่อนใสดังกระจกออกมาสองชิ้น
"จี้สองชิ้นนี้​เป็นบิดา​และมารดามอบให้ เราพกติดตัวมาตั้งแต่เด็ก จี้รูปพยัคฆ์เราขอมอบให้แก่อ้ายผาคำ ​ส่วนจี้รูปมังกรนี้เรามอบให้แก่อ้ายผาเวียง"
ซุนยี่หลงกล่าว​พร้อม​ทั้งสวมด้ายร้อยจี้ลงบนคอของเด็กทารก​ทั้งสอง
"ของล้ำค่าประจำตัวพี่ยี่หลง ทารกของพวกเรา​จะรับ​ได้อย่างไร"
เจ้าขุนหาญเอ่ยขึ้น​ทัดทาน
"มัน​เป็นบุตรบุญธรรมของเรา ย่อม​ต้องรับมอบมรดกต่อจากเรา หากมิใช่พวกท่านเสี่ยงชีวิตเข้าช่วยเหลือเราไว้ เราคงไม่มีอายุยืนยาวถึงวันนี้แล้ว​ เรื่อง​นี้​เป็นเรื่อง​ของบิดา​กับบุตรของมัน ห้ามมิให้พวกท่านวุ่นวาย ฮ่า ฮ่า"
ซุนยี่หลงกล่าวด้วยน้ำเสียงปิติแกมบังคับ จากนั้น​แย้มยิ้มกล่าวว่า
"ไม่เจอกันเพียงสองปี พวกท่าน​ทั้งสองกลับกลาย​เป็นบิดาคน​ได้ ช่างน่าเหลือเชื่อจริงๆ​"
ซุนยี่หลงหัวเราะเสียงดังกังวานสดใส
​ทั้งหมดจึงพากันอมยิ้มหัวเราะตาม ทำให้บรรยากาศครึกครื้นยิ่งนัก


​เมื่อสี่ปีก่อนขณะ​ที่ขบวนเรือขนสินค้าของซุนยี่หลง อยู่​​ระหว่างการเดินทางจากเมืองกัมโพชสู่เมืองศรีจนะ ​ได้เผชิญ​กับกองโจร​ที่ซุ่มโจมตีปล้นชิงอย่างไม่ทัน​ได้ตั้งตัวด้วยธนู ทำให้ทหารคุ้มกันเกือบร้อยคนเสียชีวิตทันที​ทั้ง​ที่ยังไม่ทัน​ได้ชักอาวุธ

ขณะ​ที่กองโจร​ได้เข้าตรวจค้นหาของมีค่า​และติดตามปลิดชีวิตผู้คน​ที่เหลือรอดจากห่าธนู จวน​จะค้นมาถึงเรือลำ​ที่ซุนยี่หลงซ่อนตัวอยู่​นั้น​ บัดดลขบวนเรือของเจ้าขุนหาญ​ที่คุ้มกันสินค้า​ไปส่งยังเมืองอโยธยา แล่นเรือกลับมาพบเห็น​พอดี จึงเกณฑ์คนเข้าช่วยเหลือขับไล่

กลุ่มกองโจรเหล่านั้น​มัว​แต่วุ่นวายพากันแย่งชิงของมีค่ากันเอง จึงไม่ทันระวัง ​เมื่อ​ได้ยินเสียงโห่ขับไล่ฆ่าฟันเข้ามา จึงไม่มีจิตใจ​จะต่อสู้ พา​กับหยิบฉวยทรัพย์สิน​ที่​สามารถติดมือ​ไป​ได้ พากันสู้พลางถอยพลาง หนีตายกันอย่างไม่​เป็นขบวน

นับ​แต่นั้น​​เป็นต้นมาซุนยี่หลงจึงยึดถือเจ้าขุนหาญ​และพวก​เป็น ผู้มี​พระคุณ​และชวนกันกราบไหว้ต่อเทพยดา สาบานกัน​เป็นพี่น้อง ​โดยซุนยี่หลงอาวุโสกว่าจึง​เป็นพี่ใหญ่ ซุนปุ๊กก่ายหมอประจำสถานี​เป็นพี่รอง เจ้าขุนหาญ​เป็นน้องสาม ​และขุนเคน​เป็นน้องสี่
​และหลังจากการถูกซุ่มโจมตีครั้งนั้น​ ทำให้ทหารคุ้มกันสินค้าประจำสถานีตาย​ไปเกือบหมดสิ้น จึงจำ​เป็น​ต้องจ้างคณะผู้คุ้มกันของเจ้าขุนหาญเข้าคุ้มกันสถานี​เป็นเวลาเกือบสองปี ทางราชสำนักของ​พระเจ้ากรุงจีนจึงส่งทหารชุดใหม่มาให้

ผ่านสุรา​ไปหนึ่ง​รอบ บ่าวรับ​ใช้​และซุนปุ๊กก่ายหมอประจำสถานี พากันวิ่งกระหืบกระหอบเข้ามา ซุนปุ๊กก่ายไม่กล่าววาจามาก​ความ รีบตรงเข้าตรวจดูอาการของทารก
ผ่าน​ไปสักครู่หนึ่ง​จึงยกมือขึ้น​ปาดเหงื่อ​ที่ไหลย้อยบนหน้าผาก ระบายลมหายใจ อย่างโล่งอก จากนั้น​คว้าถ้วยน้ำชามาดื่มรวดเดียวหมดชาม จึงแย้มยิ้มกล่าวว่า
"มิ​ต้องวิตกกังวล​ไป ทารกเพียงยังเล็กอยู่​ ​เมื่อเดินทางไกล​และ​ต้องอาศัยอยู่​​แต่ใน​ที่คับแคบ​เป็นเวลานาน ชีพจรจึงกระทบกระเทือน​เป็นธรรมดา หากปล่อยให้นอนพักผ่อนใน​ที่โล่ง มีอากาศถ่ายเท​ได้สะดวก​ เพียงสองสามวันก็​สามารถทุเลา​ไปเอง"

กล่าวจบก็รินน้ำชาจากป้าน ดื่มลง​ไปอีกชามหนึ่ง​ ทุกคน​ได้ยินเช่นนั้น​จึงโล่งอก

หมอประจำสถานีผู้นี้ ​เป็นลูกพี่ลูกน้อง​กับซุนยี่หลง รูปร่างสูงใหญ่อวบอ้วน อายุประมาณสี่สิบปีเศษ ปกติชอบหมกมุ่นในการศึกษาตำรายา ​และเข้าป่าหาสมุนไพร ปกติ​จะรับรักษาคนไข้​ที่เรือนไม้ไผ่หลังสถานีการค้า ​โดยไม่เก็บค่ารักษา

​เมื่อสี่ปีก่อน​ได้ติดตามซุนยี่หลงลงเรือสินค้า​ไปเทียบตำรายา ​กับหมอสมุนไพร​ที่เมืองอโยธยา เหตุการณ์​ที่เจ้าขุนหาญเข้าช่วยขับไล่กลุ่มโจรออก​ไปนั้น​ ​ได้ช่วยเหลือชีวิตของซุนปุ๊กก่ายกลับมาด้วย ดังนั้น​ซุนปุ๊กก่าย​ที่​เป็นพี่รองร่วมคำสาบาน จึงร้อนใจต่ออาการของทารกน้อยไม่ต่าง​กับบิดามารดามัน

​เมื่อตรวจดูอาการเรียบร้อย​ จึงแนะนำวิธีการดูแลรักษา ต่อเจ้านางจันทร์ ​และขอตัวกลับ​ไปรักษาคนป่วย​ที่รออยู่​เรือนไม้ไผ่ต่อ เจ้านางจันทร์​และนางชบาจึงขอตัวพาทารก​ไปพักผ่อน ปล่อยให้เจ้าขุนหาญ ขุนเคน​และเหล่าองครักษ์ดื่มสุราสนทนา​กับซุนยี่หลงต่อ
พ่อบ้านหลี่แจ้งคนรับ​ใช้ให้ทยอยส่งอาหารเข้ามาแปดเก้าอย่าง ​พร้อม​ทั้งให้จัดแจงสุราอาหาร จัดส่ง​ไปยังเรือนรับรองของกองคาราวานอย่าง​พร้อมเพรียง
"กิตติศัพท์ระบือลือไกล ว่าท่านนำ​กำลังเพียงห้าพันเข้าช่วยเมือง​พระนครจากการถูกล้อมของทหารอาณาจักรจามปา เหตุการณ์​เป็นเช่นไร น้องเราโปรดบอกเล่าให้เรารับฟังบ้าง"ซุนยี่หลงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกระตือรือล้น

"น่าละอายใจยิ่งนัก ข่าวคราวบอกเล่าเกิน​ความจริง​ไป แท้จริงแล้ว​นี่นับว่า​เป็นเพียงโชคช่วย ครั้งนั้น​​เป็น​เพราะข้าพเจ้า​และสหายร่วมตาย รีบเร่งเดินทัพกลางคืนเดินทาง กลางวันพักผ่อน ​เมื่อ​ไปถึงเมือง​พระนคร ก็​เป็นเวลายามสาม ​เมื่อรู้สึกตัวว่าเผชิญ​กับทหารกองทัพจามปาก็มีระยะห่างกันเพียงสามสี่เส้น"

"ข้าพเจ้าเห็นว่าจวนตัว​จะถอยก็เกรงว่า​จะเสียที ประกอบ​กับทหารกองทัพจามปาพึ่งรบชนะเจ้าขุนตะวัน จึงพากันชะล่าใจดื่มสุราฉลองชัยจนเมามาย หลับไหลมิ​ได้ระวังเวรยาม ข้าพเจ้าจึงเกณฑ์ไพร่พลอาศัยช่วงขณะ​ที่ทุกคนหึกเหิม​ใคร่ฆ่าฟัน ชักชวนกันส่งสียงโห่ร้องเข้าฟาดฟัน​เป็นการใหญ่ ทหารกองทัพชาวจามปาก็ตื่นตกใจไม่ทัน​ได้ใส่เสื้อเกราะสวมบังเหียร ก็พากันหนีตาย​เป็นอลหม่าน"

"ทางฝั่งเมือง​พระนคร​เมื่อ​ได้ยินเสียงโห่รบราฆ่าฟัน เดิมทีก็คาดคิดว่า​เป็นอุบายของพวกจามปา ​แต่พอ​พระเจ้าธรณินทรวรมัน พลันเห็นพลุประจำตัวของข้าพเจ้า​ที่จุดยิงขึ้น​ฟ้าก็จำ​ได้ จึงเกณฑ์ทหารออกจากเมือง​พระนครเข้าตีกระหนาบกองทัพจามปา จนถอยร่นแตกพ่ายออก​ไป ​ทั้งหมดร่วมกันไล่ตีติดตามข้าศึกออก​ไปประมาณห้าสิบเส้น จวบจนเวลาบ่าย จึง​ได้ให้หยุดทัพ​และเสาะหาเหล่าข้าศึก​ที่หลบซุ่มอยู่​ตามลำห้วย​และดงไม้ แล้ว​​ได้กวาดต้อนกลับมา นับ​ได้เชลยกว่าแปดพันคน สอบสวน​ที่​เป็นตัวขุนทหาร​ได้​ทั้งสิ้นกว่าร้อยคน ฝ่ายกองทหารอาสาของพวกเราเสียชีวิตประมาณแปดร้อยกว่าคน บาดเจ็บอีกหกร้อยกว่า"

"​ส่วนกองทหารของเจ้าเมือง​พระนคร ​เพราะว่าเกณฑ์ไพร่พลออกตีกระหนาบขวางทางถอยของทัพจามปา จึงเกิดการปะทะกันอย่างหนัก ทำให้เสียทหารกว่าหกพันคน ​ทั้งหมดเก็บรวบรวมสะเบียง​และอาวุธเข้าเมือง​พระนคร​และจัด​แต่งคูค่าย หอรบ รอรับทหารจามปากลับมาโจมตีอีกครั้ง ​แต่ผ่าน​ไปสองเดือนเศษกลับไร้ข่าวคราว จึงจัดตั้งหน่วยสอดแนม ​ไปสืบเสาะข่าว ​ทั้งหมดกลับมารายงานตรงกันว่า กองทัพอาณาจักรจามปา พากันถอยร่นกลับยังแคว้นอมราวดีอย่างไม่​เป็นขบวน ​ที่ป่วยหนักก็ทิ้งให้ตายอยู่​ข้างทาง เดือดร้อนชาวบ้าน​ที่เดินทางผ่าน​ไปมา​ต้องเก็บ​ไปกลบฝัง​เพื่อมิให้อุจาดตา ข่าวว่า​ที่บาดเจ็บสาหัสถูกทิ้งตายนั้น​มีประมาณ พันศพเศษ"

เจ้าขุนหาญบอกเล่ายืดยาวด้วยน้ำเสียงอ่อนน้อมถ่อมตน
"มีเสียงร่ำลือว่า กองทหารม้าอาสาของท่านยอดเยี่ยมยิ่ง"
ซุนยี่หลงสอบถามด้วยน้ำเสียงปิติยินดี
"นี่กลับ​ต้องบอกว่า​เป็น​ความดี​ความชอบของท่านแล้ว​ หากมิใช่ท่านมอบอาชาชั้นดี​ทั้งร้อยห้าสิบตัวให้แก่ข้าพเจ้า กองทหารอาสาของข้าพเจ้าคงไม่​สามารถเปล่งอานุภาพ​ได้ถึงเพียงนี้"

กล่าวจบ​ทั้งหมดก็พากันหัวเราะเสียงดังกึกก้องด้วย​ความภาคภูมิใจ
​เนื่อง​เพราะม้าศึก​ทั้งร้อยห้าสิบตัวนั้น​ ​คือ​ความภาคภูมิใจตลอดสองชั่วอายุคนของบิดา​และบุตรตระกูลซุน ​ที่พยายามคัดเลือกสายพันธุ์มาเลี้ยง

ตัวหนา

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3293 Article's Rate 7 votes
ชื่อเรื่อง จอมคนพลิกปฐพี --Series
ชื่อตอน บทที่ ๓ --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง ทิดอินทร์
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๓
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๒๑๙ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๔ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๓๕
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : Rotjana Geneva [C-17681 ], [81.62.187.146]
เมื่อวันที่ : ๐๗ ต.ค. ๒๕๕๓, ๐๑.๕๑ น.

อืมม์ กลิ่นอาย​​กำลังภายใน​​ที่สัมผัส หาใช่กลิ่นลวงไม่

ผู้กล้า​​ทั้งหลายต่างมาชุมนุม​​พร้อมหน้า เราพวกสอดแนมย่อม​​ต้องคอยติดตาม​​ความเคลื่อนไหวต่อ​​ไป

ขอเพียงผู้จารอักษรไม่หลีกลี้หาย​​ไปเสียก่อน

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : ทิดอินทร์ [C-17683 ], [124.120.9.54]
เมื่อวันที่ : ๐๗ ต.ค. ๒๕๕๓, ๐๒.๐๔ น.

ขอบคุณทุกท่าน​​ที่ร่วมสอดแนม


ด้วยจิตคารวะ

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : Rotjana Geneva [C-17694 ], [81.62.30.48]
เมื่อวันที่ : ๑๐ ต.ค. ๒๕๕๓, ๑๗.๒๑ น.

กองสอดแนมยังเฝ้าสังเกตอยู่​​หน้าด่านนะคะ​​

ด้วยมิตรไมตรี

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : ทิดอินทร์ [C-17697 ], [124.120.19.27]
เมื่อวันที่ : ๑๐ ต.ค. ๒๕๕๓, ๑๙.๐๘ น.

ไม่​​ได้อู้​​ไปไหนนะครับ​​พี่รจนา
ยังนั่งเฝ้าอยู่​​หน้าจอนี่แหละ​​ครับ​​
​​แต่ผม​​กำลังเร่งปั่นต้นฉบับ​​​​เพื่อ​​ที่​​จะลองส่ง​​ไปเสนอผลงาน​​กับ​​เขาเสียหน่อย​​
หลังจากนั่งคุย​​กับหน้ากระจกจนพอ​​ที่ทำให้ "ตัวเอง"​​จะ​​ได้เข้าใจ​​กับ"ตนเอง"ดีขึ้น​​มากแล้ว​​
ขอบคุณสำหรับ​​กำลังใจ​​ที่ไถ่ถามหากันมา​​เป็นระยะนะครับ​​

ด้วยจิตคาระวะ

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น