นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๓
จอมคนพลิกปฐพี #2
ทิดอินทร์
..."นี่กลับ​ต้องขอบคุณ เหล่าพี่น้องของพวกเราทุกคน​ที่ร่วมกันพลีชีพ จึง​ได้มา​ซึ่งเกียรติ​และการยอมรับ จาก​พระเจ้าธรณินทรวรมัน​ที่รับรองฐานะของพวกเราให้​เป็นเมืองพันธมิตร มิใช่เมืองขึ้น​ ของเมือง​พระนคร"...

ตอน : บทที่ ๑


หกเดือน​ต่อมา
บนเส้นทาง​ระหว่างเมืองศรีจนะศะสู่เมืองกัมโพช(ละโว้)
แรม ๑๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ปี มะโรง ยามสาย

ผืนแผ่นฟ้ายามต้นฤดูหนาว ทอสีคราม​ที่ปราศจากก้อนเมฆ ตัด​กับสีเขียวของแมกไม้บนขุน​เขา​และตลอดสองฝั่งฟากของลำน้ำ ​ที่ทอดตัวยาวคดเคี้ยวดุจดั่งพญานาคราช ให้​ความรู้สึกสงบ​และลึกลับยิ่งนัก

เสียงดังกุ๊บกั๊บ ผสาน​กับเสียงดัง เอี๊ยด อ๊าด ของล้อวัวเทียมเกวียน​ทั้งยี่สิบหกเล่ม ​ที่บรรทุกครอบครัวเจ้าขุนหาญ ​และหมู่ขุนองครักษ์สหายสนิท มุ่งหน้าสู่เมืองกัมโพช

"ใน​ที่สุดวัน​ที่พวกเรารอคอยก็มาถึง"
เจ้าขุนหาญผู้​ซึ่งร่างกำยำสูงใหญ่ สวมผ้าฝ้ายเนื้อหยาบสีน้ำหมาก ไหล่ขวาคาดคันธนูมาทางซ้ายไขว้ทับ​กับกระบอกลูกศร มือขวากระชับหอกยาวหกศอก ยืดอกตรงบนหลังอานม้าเอ่ยขึ้น​ด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ

"หากมิใช่​ความเสียสละของบิดาท่าน​และตัวท่าน พวกเราก็คงมิอาจ​ที่​จะมีวันนี้​ได้"
ขุนเคนแห่งบ้านป่าแดงเอ่ยขึ้น​ด้วยสำนึกขอบคุณ

"นี่กลับ​ต้องขอบคุณ เหล่าพี่น้องของพวกเราทุกคน​ที่ร่วมกันพลีชีพ จึง​ได้มา​ซึ่งเกียรติ​และการยอมรับ จาก​พระเจ้าธรณินทรวรมัน​ที่รับรองฐานะของพวกเราให้​เป็นเมืองพันธมิตร มิใช่เมืองขึ้น​ ของเมือง​พระนคร" เจ้าขุนหาญตอบ น้ำเสียงอ่อนโยน เส้นผมยาวสีดำ​ที่เหลือจากการมวยบนศรีษะนั้น​ สยาย​ไปตามจังหวะของกระแสลม​ที่กระทบ​ต้อง

"สามปีนี้​ที่เรา​ได้เกณฑ์อาสาสมัคร เหล่าพี่น้องของพวกเรา​ไปช่วย​พระเจ้าธรณินทรวรมันทำสงคราม จน​สามารถขับไล่พวกจามปา ​ที่เข้ามาล้อมเมือง​พระนครออก​ไป​ได้ ก็เท่า​กับช่วยพวกเราเอง ​เพราะหากปล่อยให้พวกจามปาเข้าครองเมือง​พระนคร​ได้ อีกไม่นานพวกมันก็คง​จะกองทัพเข้ามากวาดต้อนโจมตีพวกเรา ให้​เป็นเมืองขึ้น​ของมัน"

เจ้าขุนหาญย้ำ ให้ทุกคนเข้าใจถึงเหตุผล​ที่​ต้องเข้าร่วมสงคราม ​โดยการเลือกเข้าร่วม​กับเมือง​พระนครของหมู่เขมร ต่อสู้​กับอาณาจักรจามปานั้น​เท่า​กับ​เป็นการสร้างปราการป้องกันตนเอง จากการรุกรานของกษัตริย์เมืองจามปา ​ที่​กำลังแผ่แสนยานุภาพ เหมือนน้ำป่าไหลหลาก เข้ากลืนกินบ้านเล็กเมืองน้อยของเมืองชวาในแถบลุ่มน้ำโขง ​และเข้าคุกคามหัวเมืองต่างๆ​ในลุ่มน้ำมูล ​และเขตแคว้นแดนทิศตะวันออก ​ซึ่ง​เป็นรัฐภายใต้อิทธิพลของอาณาจักรกัมพูชา

เหลือเพียงกลุ่มเมือง​ที่เกิดใหม่ ในแถบลุ่มน้ำป่าสักแห่งนี้เท่านั้น​ ​ที่​แต่ละเมือง​เป็นอิสระต่อกัน มี​ความสัมพันธ์อันดี ​และต่างล้วนพึ่งพาอาศัยกันในการแลกเปลี่ยนสินค้า บนเส้นทางการค้าจากฝั่งอ่าวตังเกี๋ยสู่เมืองชายทะเลในเขตอ่าวเมาะตะมะ

​โดย​แต่ละเมืองเริ่มต้นขึ้น​จากจุดพักของขบวนสินค้า หรือแหล่งรวบรวมสินค้าทรัพยากร แล้ว​จึงค่อยๆ​พัฒนาตนเองมา​เป็นหมู่บ้าน ชุมชน​และกลาย​เป็นเมือง ​ซึ่ง​แต่ละเมืองมีประชากรไม่เกินสามสี่พันหลังคาเรือน

​และเมืองต่างๆ​​จะมีการคัดเลือกผู้นำของตนเอง ​ที่เรียกว่า"เจ้าขุน" ​โดย​ส่วนใหญ่แล้ว​​จะสืบทอดตำแหน่งตกทอดกันในสายเลือด นานๆ​ครั้ง จึง​จะมีการเปลี่ยนแปลงจากเจ้าขุนผู้หนึ่ง​ ​ไปสู่อีกผู้หนึ่ง​ในขณะ​ที่มีชีวิตอยู่​ ​เนื่องจากเจ้าขุนคนเดิมขาดการยอมรับจากชาวบ้าน ​เมื่อชาวบ้าน​จะหัน​ไปสนับสนุนเจ้าขุนคนใหม่ ​ที่มี​ความ​สามารถ​และ​ได้รับ​ความนับถือมากกว่า เข้ามา​เป็นผู้นำ แทนเจ้าขุนคนเดิม​ที่ถูกชาวบ้านถอดถอนออก​ไป

หลังจาก"เจ้าขุนภูไท"ผู้​เป็นบิดา เสียชีวิตในการเข้าช่วยกองทัพเมือง​พระนครศรียโศธรปุระ ของ​พระเจ้าธรณินทรวรมันแห่งอาณาจักรกัมพูชา โจมตีขับไล่ทหารจามปา​ที่เมืองวิชัย "เจ้าขุนหาญ"บุตรโทนจึงรับสืบทอดตำแหน่ง ​เป็นเจ้าขุนคน​ที่ยี่สิบสามแห่งเมืองราด นับตั้งแต่เจ้าขุนปู่จ้าว ผู้​เป็นบรรพบุรุษ ​ได้อพยพพาผู้คนหนีสงคราม​ระหว่างเมืองจันทรา​และเมืองพนม ​พร้อม​กับเจ้าขุนบรม

​โดยเจ้าขุนบรมพาผู้คนอพยพขึ้น​ทางตะวันตกเฉียงเหนือ แล้ว​สร้างอาณาจักรล้านช้างขึ้น​มา ​ส่วนเจ้าขุนปู่จ้าวพาผู้คนอพยพผู้คน​ไปยังทิศตะวันตกเฉียงใต้มาตั้งบ้านเมือง แล้ว​เลือกทำเล​ที่ตั้งให้ลำน้ำป่าสักอยู่​ทางทิศตะวันออก วางตัวทอดยาวจากทิศเหนือสู่ทิศใต้ ให้​เป็นปราการธรรมชาติในการป้องกันศัตรู ​และ​ใช้​เป็นเส้นทางในการติดต่อแลกเปลี่ยนสินค้า​กับเมืองทางใต้ เช่น เมืองสุพรรณภูมิ เมืองอโยธยา เมืองศรีจนะศะ เมืองเพรียว ​และเมืองกัมโพช(ละโว้)

​ส่วนด้านทิศตะวันตกนั้น​ ​เป็นเทือก​เขาทอดตัวยาว ดั่งกำแพงธรรมชาติ​ที่​ใช้ในการป้องกันข้าศึก เลย​ออก​ไป​เป็น​ที่ตั้งของเมืองอิสระใต้ อาณาจักรหริภุญชัย อัน​ได้แก่ เมืองนครไท เมืองสระหลวง เมืองสองแคว เมืองลุมบาจาย เมืองทุ่งยั้ง เมืองเชลียง เมืองสรรคโลก เมืองสคา เมืองชากังราว เมืองนคร​พระชุม เมืองเถิน เมืองระแหง จรดแดนเมืองฉอดแถบลำน้ำอิรวดี ​ซึ่งอยู่​ภายไต้การปกครองของอาณาจักรมอญแห่งหงสาวดี

จากทำเล​ที่ตั้งอยู่​บนเส้นทางลำเลียง สินค้าจากสองฝั่งฟากสมุทร ​และจากลำน้ำป่าสัก สู่เมืองต่างๆ​แถบลุ่มน้ำเจ้า​พระยา ​ทั้งเมืองกัมโพช อโยธยา สุพรรณภูมิ ศรีชัยสิงห์บุรี ​และเมืองปากอ่าวแถบเมือง​พระสมุทร เมืองนครชัยศรี เมืองพาน ตลอดจน​สามารถออกทะเล​ไปยังเมืองทางใต้ เช่น เมืองเพชรบุรี เมืองศรีธรรมโศก ทำให้เมืองราด มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว จน​เป็น​ที่จับตา ​ทั้งจากเมืองชวาแห่งอาณาจักรล้านช้าง​และเมือง​พระนครแห่งอาณาจักรกัมพูชา

ชาวบ้านในเมืองอิสระแถบนี้เรียกตนเองว่าหมู่ไท ​แต่ชาวขอมกลับเรียกว่าชาวเสียม ​และชุมชน​ส่วนใหญ่ต่างซึมซับรับวัฒนธรรม​และ​ความเชื่อจากอาณาจักรทราวดี​ที่เคยรุ่งเรือง​และเผยแพร่อิทธิพลมาถึง ผสมผสาน​กับ​ความเชื่อเดิมของตน ดังนั้น​ถึง​แม้ว่าลักษณะ​ส่วนใหญ่​จะคล้ายคลึงกัน ​แต่ธรรมเนียมปฏิบัติ​และจารีตกลับแตกต่างกันออก​ไปตาม​ความเชื่อของ​แต่ละท้องถิ่น

จากการ​ที่เมืองราด ​เป็นเมืองศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนสินค้า ​ที่เมืองต่างๆ​ในแถบนี้​ต้องพึ่งพาอาศัย ทำให้เจ้าขุนหาญจึง​เป็น​ที่เกรงอกเกรงใจ ​และกลาย​เป็นผู้นำของเจ้าขุนเมืองต่างๆ​ ด้วยกองทหาร​ที่เข้มแข็ง

ควรทราบว่า หลังจาก​ความแตกแยกออก​เป็นสอง​ส่วนของอาณาจักรแล้ว​ ​เมื่อเอ่ยถึงอาณาจักรกัมพูชาในขณะนี้ ​ต้องระบุให้ถูก​ต้องว่า​คืออาณาจักรกัมพูชาภายใต้อำนาจของเมือง​พระนครศรียโศธรปุระ หรือเมืองนครหิธรปุระ

​ความสัมพันธ์​ระหว่างเมือง​พระนครศรียโศธรปุระ ​และเมืองราด เกิดขึ้น​​แต่ครั้ง​ที่เจ้าขุนภูไทผู้​เป็นบิดา ​และ​เป็นสหายรัก​กับ​พระเจ้าขุนธรณินทรวรมันแห่งอาณาจักรกัมพูชา ​แต่ครั้ง​ที่ยังครองตำแหน่งเจ้าขุนเมืองกัมโพช(ละโว้) ​และ​เมื่อสิ้นแผ่นดิน​พระเจ้าชัยวรมัน​ที่หก ราชสำนักเมือง​พระนครศรียโศธรปุระ ​ได้เกิดการแตกแยก แบ่ง​เป็นฝักฝ่ายแย่งชิงราชบรรลังค์กันเอง จนบ้านเมืองอ่อนแอลง

เจ้าขุนภูไท บิดาผู้มองการไกล​ได้เล็งเห็นว่า ไม่ว่าผู้ใด​จะ​ได้ขึ้น​ครองราชบัลลังค์ของอาณาจักรกัมพูชานั้น​ ย่อมส่งผลกระทบต่อบ้านเมืองรอบข้าง ​แต่​จะ​เป็น​ไปในทิศทางใดเท่านั้น​เอง

ดังนั้น​จึงตัดสินใจ​ได้เข้าช่วยเจ้าขุนธรณิน ปราบปรามกลุ่มอำนาจ​และเชื้อ​พระวงศ์สายต่างๆ​ จน​สามารถปราบดาภิเษก ​เป็น​พระเจ้าธรณินทรวรวรมัน​ที่หนึ่ง​ ​เพื่อแลกเปลี่ยน​กับเงื่อนไขในสถานะ​ความ​เป็นเมืองพันธมิตร​ระหว่างกัน ​แต่ข้อตกลงเหล่านั้น​กลับ​ต้องแลกมาด้วยชีวิตของเจ้าขุนภูไทเอง

ครั้น​เมื่อเกิดสงครามครั้ง​ที่สอง ในแผ่นดินของ​พระเจ้าธรณินทรวรมัน ​ซึ่งเกิดขึ้น​​ระหว่าง อาณาจักรจามปา​และอาณาจักรกัมพูชาภายใต้การปกครองของเมือง​พระนครศรียโศธรปุระ ขณะนั้น​ทางเมือง​พระนครยังคงมีกองทัพ​ที่อ่อนแอ ​เพราะอยู่​​ระหว่างการฟื้นฟูจากการสู้รบกันเอง​และเกิดอุทกภัยซ้ำเติม ​พระเจ้าธรณินทรวรมันจึง​ได้ส่งม้าเร็ว เข้ามาขอ​ความช่วยเหลือมายังเจ้าขุนหาญ ดังนั้น​เจ้าขุนหาญจึง​ได้เข้าเกลี้ยกล่อม เจ้าขุนเมืองต่างๆ​ของชาวไทให้ส่งเสบียง​และไพร่พลเข้าร่วมรบ​กับกองทัพจากเมืองราด จน​สามารถรวบรวม​กำลัง​ทั้งหมด​ได้ห้าพันเศษ จึง​ได้เร่งเดินทางเข้า​ไปช่วยเมือง​พระนคร ​ซึ่งถูกกองทัพจากอาณาจักรจามปาเข้าโอบล้อม​เอาไว้

​เมื่อถูกจู่โจมอย่างกระทันหัน​โดยมิ​ได้ตั้งตัว จากกองทัพอาสาชาวไทของเจ้าขุนหาญแล้ว​ ยังถูกตีกระหนาบกระทบซ้ำเติมจากทหารภายในเมือง​พระนคร​ที่เจ้าขุนธรณินทรวรมันเกณฑ์ให้เปิดประตูออกสู้รบตีกระหนาบ จึงทำให้กองทัพของอาณาจักรจามปาแตกพ่ายในทันที สูญเสีย​ทั้งอาวุธ​และเสบียง​เป็นจำนวนมาก ไพร่พลเสียชีวิตกว่าสองหมื่น ​ที่ถูกกวาดต้อน​และยอมจำนนกว่าแปดพันคน

ด้วย​ความดี​ความชอบ​ที่เกิดขึ้น​ ​พระเจ้าธรณินทรวรมัน​ที่หนึ่ง​จึง​ได้ จัดแบ่งอาวุธ​และเชลย ​ที่ยึดมา​ได้แบ่งให้แก่เจ้าขุนหาญ ​พร้อม​ทั้งศิวลึงค์อัน​เป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะ ​เพื่อแบ่งปันให้แก่เจ้าขุนเมืองต่างๆ​ตาม​ความชอบ​ที่​ได้เข้ามาร่วมรบ

​โดยมอบหมายให้เจ้าขุนตะวันแห่งเมืองกัมโพช ​ซึ่ง​เป็นราชบุตรบุญธรรม​และ​เป็นว่า​ที่องค์รัชทายาทแห่งอาณาจักรกัมพูชา คุมขบวนอาวุธ​และเชลยศึกจำนวนสามพันคนจากเมือง​พระนคร มาส่งมอบให้เจ้าขุนหาญ​ที่เมืองกัมโพช

ดังนั้น​เจ้าขุนหาญ​และเหล่าสหายองครักษ์ จึงออกเดินทางล่วงหน้ามาก่อน ​เพื่อร่วมงานเลี้ยงฉลองชัยชนะ ​ที่​พระเจ้าธรณินทรวรมันตั้ง​พระทัย ​จะจัดให้​เป็นเกียรติแก่เจ้าขุนหาญ​และ​เป็นการขอบคุณต่อเจ้าขุนเมืองต่างๆ​ ​ที่ส่งทหารเข้าช่วยต้านทานข้าศึก ​ส่วนขบวนทหาร​ที่​จะมารับเชลยศึก​และสินสงคราม ​ต้องเดินเท้าเปล่าจึงล่าช้ากว่า

"เจ้าขุนหาญ รีบมาทางนี้"
เสียงบ่าวรับ​ใช้ของเจ้านางจันทร์ ภรรยาเจ้าขุนหาญเรียกขึ้น​

เจ้าขุนหาญจึงกระตุ้นม้าเข้าเทียบข้างเกวียน พลันพลิกตัวคราหนึ่ง​ ก็เห็นกลับ​ไปยืนขึ้น​บนเล่มเกวียน ด้วยท่าร่างอันสง่างาม

​เมื่อมุดเข้า​ไปในซุ้มเกวียน ​ที่มีม่านบังป้องกันแสงแดด​และฝุ่นละออง ก็พบ​กับหญิงสาวสามนาง เห็นนางหนึ่ง​ผิวขาวละเอียดประดุจหยวก บุคคลิกนิ่งเงียบ แลดูสงบ สง่า​และสูงส่ง ​แต่ในสองดวงตาคู่โตดำขลับนั้น​ กลับปรากฎริ้วรอยวิตกกังวล สองมือโอบอุ้มทารกแรกเกิดไว้​กับอ้อมอก

นี่ย่อม​เป็นเจ้านางจันทร์ ​พระราชธิดาองค์เดียวของ​พระเจ้าธรณินทรวรมัน ​ที่มอบให้​เป็นภรรยาเจ้าขุนหาญแล้ว​
"เกิดเรื่อง​ราวใด"
เจ้าขุนหาญเอ่ยขึ้น​ สองคิ้วขมวดด้วย​ความวิตกกังวล
"ทารกน้อย มีอาการตัวร้อน ​และไม่ยอมดื่มนม"
เจ้านางจันทร์เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงกระวนกระวาย

"นี่คง​เป็น​เพราะ​ต้องตรากตรำเดินทางไกล หากมิใช่​พระเจ้าธรณินทรวรมัน​และเจ้าขุนตะวันราชบุตร ยืนกราน​ต้องการเห็นหลานให้จง​ได้ เราคงมิให้ท่าน​และลูกเรา​ต้องทุกข์ยากลำบากตรากตรำเดินทางไกล ทารกน้อยนี้พึ่งเกิด​ได้เพียงหนึ่ง​เดือน ยากนัก​ที่​จะทนทาน​ได้ นี่ตะวันก็บ่ายคล้อยแล้ว​ อีกไม่เกินห้าหกสิบเส้นก็ถึงด่านขุนทด"

"พวกเราเดินทางรุดหน้ามาเร็วกว่าขบวนเดินเท้าอยู่​มากนัก หากหยุดพัก​ที่เรือนท่านทูตซุนยี่หลงสักสองคืน แล้ว​ค่อยหยิบยืมเรือนสินค้าสักหลายลำจากนั้น​จึงบรรทุกพวกเราเข้าเมืองกัมโพช คาดว่าคงยังทันกำหนดเวลา" เจ้าขุนหาญปลอบประโลมภรรยารักให้ คลายกังวลใจ

เจ้านางจันทร์จึงแย้มยิ้มตอบ ​เป็นการขอบคุณ ​ที่สามี​ซึ่งปกติ​เป็นผู้เข้มงวดต่อกำหนดการ ยินยอมผ่อนปรนให้นาง​และลูก ​ได้มีโอกาสพักผ่อน

​เมื่อสามีกลับออก​ไป นางจึงให้บ่าวตักน้ำ เช็ดตัวทารกแล้ว​ให้นมอีกครา ​แต่ทารกน้อยนั้น​ยังไม่ยอมดื่ม ส่งเสียงร้องให้อีกชั่วครู่ก็หลับไหล​ไปด้วย​ความอ่อนเพลีย
เจ้าขุนหาญ ตะโกนบอกพวกกองคาราวานให้เร่งเดินทาง

ในขบวนผู้คุ้มกันคาราวานของเจ้าขุนหาญนั้น​ ล้วน​แต่คัดเลือกผู้มีฝีมือดี ด้วยเมืองราดนั้น​​เป็น จุดพักสินค้าขนาดใหญ่จากหลายเส้นทาง จึง​เป็นแหล่งรวมของนักคุ้มกันสินค้าอาชีพ ​ที่คอยรับจ้างพ่อค้าจากเมืองต่างๆ​​ที่จัดส่งสินค้ามาตามเส้นทางนี้

ตามปกติ ในช่วงฤดูฝนทุกผู้คนต่างทำไร่ไถนา​เพื่อเก็บเข้ายุ้งฉาง ไว้​ใช้​เป็นเสบียงอาหาร​และ​เป็นสินค้าแลกเปลี่ยน จวบจน​เมื่อหมดฤดูฝน หนทางบก​และทางน้ำ​สามารถสัญจร​ได้​โดยสะดวก​ จึง​เป็นช่วงของการเดินทางแลกเปลี่ยนสินค้า

อาชีพรับจ้างคุ้มกันสินค้าจึง​เป็นอีกอาชีพ​ที่นิยมรองลงมา จากการทำเกษตรกรรม ​และการเข้าป่าล่าสัตว์ ลูกเล็กเด็กแดงในเมืองนี้ แทบ​จะรู้จักวิชาฝีมือในการต่อสู้มาตั้งแต่แรกกำเนิด ​และนี่ก็​เป็นอีกสิ่งหนึ่ง​​ที่ทำให้เมืองต่างๆ​ในเขตนี้ครั่นคร้ามต่อ​ความเข้มแข็งของชาวเมืองราด

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3286 Article's Rate 7 votes
ชื่อเรื่อง จอมคนพลิกปฐพี --Series
ชื่อตอน บทที่ ๑ --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง ทิดอินทร์
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๓
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๒๒๖ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๒ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๓๕
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : Rotjana Geneva [C-17654 ], [62.203.98.107]
เมื่อวันที่ : ๐๒ ต.ค. ๒๕๕๓, ๑๙.๔๙ น.

มาติดตามดูค่ะว่า​​ เรื่อง​​​​จะ​​ไปในทิศทางไหน

คุณทิดอินทร์เรียนทางด้านประวัติศาสตร์หรือมนุษยวิทยาคะ​​ เขียน​​ได้น่าสนใจมากเลย​​ค่ะ​​

รจนาไม่ค่อยชอบประวัติศาสตร์เท่าไร จำวันเดือนปี​​และตัวบุคคลไม่ค่อย​​ได้เลย​​

​​เป็น​​กำลังใจให้สำหรับตอนต่อ​​ไปนะคะ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : ทิดอินทร์ [C-17657 ], [124.122.121.244]
เมื่อวันที่ : ๐๓ ต.ค. ๒๕๕๓, ๐๑.๓๓ น.

เรียนคุณรจนาครับ​​

ผมตอบแล้ว​​อย่าขำนะครับ​​ ผมจบทางด้านเศรษฐศาสตร์ครับ​​ ​​แต่ชอบ​​และสนใจทางด้านประวัติศาสตร์มากเลย​​ จน​​กำลังคิดว่าละ​​ไปลง​​เอาปริญญาด้านนี้อีกใบ​​ที่รามคำแหงฯ

​​แต่สำหรับเรื่อง​​นี้ ​​ถ้านักประวัติศาสตร์​​เขามาเห็นล่ะก็​​เป็น​​ต้องขำกลิ้งจนฟันหลุดเลย​​ครับ​​
​​เพราะข้อเท็จจริง​​กับเรื่อง​​​​ที่เขียนนั้น​​ ไม่ตรงกันเลย​​ ​​จะเรียก​​เอาว่าโม้สุดๆ​​เลย​​ก็ว่า​​ได้ ​​ทั้งๆ​​​​ที่ผมเก็บข้อมูล​​เพื่อ​​ที่​​จะเขียนเรื่อง​​นี้เกือบ หกปี ​​แต่ยิ่งค้นยิ่งยุ่ง ​​เพราะ​​ความเชื่อ​​และข้อมูลมีหลายสายมาก ​​และยังไม่ชัดเจนจริงๆ​​(​​ซึ่งก็​​เป็นข้อดี ​​ที่ทำให้ผมเลือก​​ที่​​จะ มั่วเขียน เรื่อง​​ราวในประวัติศาสตร์ช่วงนี้)

สุดท้ายผมเลย​​เลิก​​ที่​​จะค้น ​​และเริ่มลงมือเขียนเท่า​​ที่ข้อมูลพอหา​​ได้(​​เพราะ​​ถ้ามากกว่านี้​​จะกลาย​​เป็นการชำระประวัติศาสตร์ ​​เพราะขนาดผมย้อนกลับสำรวจ ศรีเทพ เมืองเก่า/ศรีจนศะในเรื่อง​​ ก็ยัง​​ไปเจอ​​กับข้อมูลใหม่อีก จนทำให้​​ต้องหยุดเขียน​​ไปอีกเกือบหนึ่ง​​ปี ​​เพราะ​​ไปไม่​​เป็น-มั่วไม่ออก)

​​แต่กระนั้น​​ก็ยังตั้งใจ​​ที่​​จะโม้อีกหลายจุด ​​เพื่อทำให้เนื้อหาสนุกมากขึ้้นครับ​​
​​และ​​ที่ผมตอบคุณรจนามาเสียยืดยาว ก็​​เพราะเผื่อว่า หากมีนักประวัติศาสตร์ท่านใดเข้ามาอ่านแล้ว​​พาล​​จะทิ้งฟันไว้หน้าคอมพิวเตอร์(ผสม​​กับอาการตะคริวกินพุง​​เพราะหัวเราะมาก) เลย​​​​ต้องแจ้งกันไว้ก่อนล่วงหน้าครับ​​

​​และขอขอบ​​พระคุณ คุณรจนาอีกครั้งครับ​​ ​​ที่ยังคงส่ง​​กำลังใจมาให้อย่างสม่ำเสมอ

ด้วยจิตคารวะครับ​​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น