นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๓
เรื่องสั้นขนาดยาว #5
พลอยพนม
...น้องสาวคนโตชี้​ไป​ที่ปากทางเข้าบ้านริมถนนตัดใหม่ ฉันหัน​ไปมอง เห็นผู้ชายสองคน หน้าตาท่าทางน่า​จะรุ่นราวคราวเดียว​กับพ่อของฉัน สะพายย่ามสีน้ำเงินซีดจางไว้บนบ่าเหมือนกัน​ทั้งคู่ ​กำลังย่างเท้าเปลือยเปล่าจากขอบถนนตรงมายังบ้านของเรา...

ตอน : สมาชิกใหม่

เหลือเวลา​ได้ซุกซน​ที่บ้านไร่อีกไม่กี่วันโรงเรียนก็​จะเปิดเทอม ฉันลังเลสองจิตสองใจ อยาก​จะเ​ที่ยวเล่นสนุกซุกซนแถวชายป่าริมคลองอยู่​​ที่นี่ คอยยิงนกตกปลา​เมื่อวัน​ที่พ่อ​กับแม่หยุดพักงานก็อยาก​จะอยู่​ ​แต่ครั้นนึกถึง​เพื่อน ๆ​ ​ที่เคยเลี้ยงควายด้วยกันอยู่​ในทุ่ง ก็อยาก​จะให้วันนั้น​มาถึงเสียเร็ว ๆ​ เสาร์-อาทิตย์ โรงเรียนปิด​จะ​ได้​ไปเต้นแร้งเต้นกากันให้สนุกอีกสักคราว

​ที่บ้านไร่ฉันไม่มี​เพื่อน มี​แต่น้องสาวคนโต​ที่อ่อนวัยกว่าฉัน ๔ ปีก็ขี้ฟ้อง​จะตาย อะไร​นิด อะไร​หน่อย​ก็ฟ้องพ่อฟ้องแม่ บางครั้งเวลาพ่อ​กับแม่ไม่อยู่​ฉันจึงหยิกเข้าให้​ที่ต้นแขนด้วย​ความหมั่นไส้ ​และเธอก็​จะแหกปากร้องเสียงลั่น จนไอ้เบี้ยวเห่าโฮ้ง ๆ​ ทำ​เอาฉันสะดุ้งนึกว่าพ่อ​กับแม่กลับมา

​ระหว่างนั้น​ยังไม่ถึงฤดูทำไร่ พ่อ​กับแม่มีเวลาว่างก็ชวนกัน​ไปเก็บกวาดหินในคลองขายบริษัทรับเหมาสร้างทาง ​ใช้จอบ ​ใช้ปุ้งกี๋ ตัก​และกวาดตะล่อมไว้​เป็นกอง ๆ​ บริษัท​จะส่งคนมาตีราคา​และส่งรถหกล้อเข้า​ไปบรรทุกทีหลัง ตารวย ตารุ่ม ตาอิน ตาทอง ​และ​ใครต่อ​ใครอีกหลายคนก็ชวนกัน​ไปกวาดกองหินขาย หาเงินเข้าพก​กับ​เขาเหมือนกัน

พ่อ​กับแม่เช้า​ขึ้น​มาก็หุงข้าวคดห่อใส่ใบตอง เนื้อเค็มบ้าง ปลาเค็มบ้าง แปะลงบนข้าวสวยร้อน ๆ​ โชยกลิ่นหอม พับ​เป็นห่อกลมๆ​ รัดด้วยใยป่าน​ที่พ่อ​ไปลอก​เอามาจากป่าเก็บไว้​ใช้​เมื่อยาม​ต้องการ

คดห่อ​และกินข้าวมื้อเช้า​กันเสร็จ พอข้าวเรียงเม็ดก็ชวนกันแบกคราด แบกจอบ ​และปุ้งกี๋ ออกเดินตามหลังกัน​ไป​เป็นแถว บนถนน​ที่แทรกเตอร์เพิ่งตัดเสร็จใหม่ ๆ​ ตรง​ไป​ที่ชายหาดริมคลอง

พวก​เขาพากันหาย​ไป​ทั้งวัน กลับมาก็เกือบมืดค่ำ บ้านคนอื่นไม่มีเด็ก ๆ​ อยู่​เฝ้าบ้านก็ปิดงับประตูไว้เฉย ๆ​ ไม่​ต้องใส่กุญแจ ​เพราะไม่มีโจร ไม่มีหัวขโมย

ฉันสามคนพี่น้องอยู่​เฝ้าบ้าน พ่อ​กับแม่มอบหน้า​ที่ให้ฉันเฝ้าดูแลน้อง ๆ​ คอยจัดการเรื่อง​อาหารการกิน​และตักน้ำบ่ออาบน้ำให้น้องคนเล็ก ​ซึ่งฉันก็ทำ​ได้ทุกอย่าง

รถหกล้อบรรทุกหินแล่นผ่านหน้าบ้านฝุ่นฟุ้งกระกราย กลิ่นของมันหอมแปลก ๆ​ ​แม้ฉัน​จะไม่คอยชอบกลิ่นนั้น​สักเท่าไหร่ ​แต่มันก็บ่งบอกรสสัมผัสของกลิ่นใหม่ให้ฉัน​ได้พึงจดจำ

"คอยดู พ่อกลับมาหนู​จะฟ้องพ่อ" น้องสาวคนโตโกรธฉันหน้าดำหน้าแดง ​ที่ฉันไม่ยอมให้เธอออก​ไปยืนดูรถบรรทุกหิน​ที่ริมถนนหน้าบ้านด้วยกัน

"จ้างให้...​"

ฉันย่นจมูกบ้าง เบ้ปากบ้าง เผลอ ๆ​ ก็ แลบลิ้นยั่วเย้าจนเธอโกรธหนักเข้า​ไปอีก แล้ว​เธอก็งอนจนหน้าคว่ำ​เป็นจวักตักแกง

ตอนนั้น​น้องคนเล็กของฉันพอรู้ทอดย่างเตาะแตะ เธออ้วนจ้ำม่ำ ชอบลุกขึ้น​ยื่นแล้ว​ตั้งท่าราว​กับ​จะวิ่งเล่น​กับเรา ​ทว่าไม่เกินสามก้าวเธอก็​จะเสียการทรงตัว ย่อเข่า ก้นกระแทกพื้น บางครั้งก็ล้มกลิ้งคลุกขี้ฝุ่นหน้าตามอมแมมเหมือนแมวคลุกขี้เ​ถ้า เดือนร้อนฉัน​ต้อง​ไปตักน้ำบ่อมาใส่โอ่ง​ที่ตีนบันไดให้น้องสาวคนโตชำระล้างตัวให้เธออีก

"พี่ พี่ ​ใครมา?"

น้องสาวคนโตชี้​ไป​ที่ปากทางเข้าบ้านริมถนนตัดใหม่ ฉันหัน​ไปมอง เห็นผู้ชายสองคน หน้าตาท่าทางน่า​จะรุ่นราวคราวเดียว​กับพ่อของฉัน สะพายย่ามสีน้ำเงินซีดจางไว้บนบ่าเหมือนกัน​ทั้งคู่ ​กำลังย่างเท้าเปลือยเปล่าจากขอบถนนตรงมายังบ้านของเรา

คนหนึ่ง​รูปร่างพ่วงพีหุ่นมะขามข้อเดียว นุ่งกางเกงขาสั้นสีกากี สวมเสื้อม่อฮ่อมสีน้ำตาลซีด ​ส่วนอีกคนนุ่งกางเกงขายาวสีน้ำเงิน สวมเสื้อม่อฮ่อมสีน้ำเงิน ผอมสูง ​ที่สะเอวมีผ้าขาวม้าตาหมากรุกคาดไว้ผืนหนึ่ง​

ท่าทาง​จะมาจากถิ่นอื่น ฉันไม่เคยเห็นหน้า

หนังสติ๊กอยู่​ไหนหว่า...​? ฉันมอง​ไป​ที่แคร่ใต้ถุน เห็นมันวางอยู่​ตรงนั้น​ก็อุ่นใจ

ไอ้เบี้ยวกระชากโซ่​ที่พ่อล่ามมันไว้​กับโคนเสามุมบ้านเสียงกราว ๆ​ ไม่เห่า ​แต่ส่งเสียง
คำรามแฮ่ ๆ​ อยู่​ในลำคอ เหตุ​ที่​ต้องล่าม ​เพราะมันชอบหนีเ​ที่ยว บางครั้งก็​ไปฟัด​กับหมาป่า​เอาแผลเหวะหวะกลับมาให้พ่อ​ต้องคอยใส่ยา

น้องสาวคนเล็กเห็นคนแปลกหน้าเดินใกล้เข้ามาก็ร้องไห้หวาดกลัว ฉันรีบอุ้มเธอไว้​ที่สะเอว น้องสาวคนโตยืนเฉย จ้องมอง​ไปยังชายสองคน​ที่​กำลังเดินตรงเข้ามาหาเรา​พร้อม​กับส่งยิ้มโชว์ซี่ฟันดำปี๋จนฉันนึกขำ

"บ้านบักรุ่นแม่นบ่"

ชายนุ่งกางเกงขายาวถาม ชายกางเกงขาสั้นขอน้ำกิน น้องสาวคนโตวิ่งขึ้น​​ไปบนเรือนผ่านอกชานเสียงพื้นฟาก​กับตงกระทบกันโครม ๆ​

ขายแปลกหน้าสองคนเดินเข้า​ไปนั่ง​ที่แคร่ใต้ถุน มวนยาใบตองสูบพ่นควันโขมง กลิ่นไม่หอมเหมือนยาใบจากของพ่อ

"พ่อสู​ไปไหน บักหำน้อย?" คนนุ่งกางเกงขายาวถามฉัน

"​ไปกองหินขาย" น้องสาวคนโตของฉันชิงตอบ ในขณะ​ที่ฉันยืนอุ้มน้องคนเล็กจ้องมองพวก​เขาอย่างไม่​ใคร่ไว้ใจ

"ไกลบ่" อีกคนถามอีก

"ไม่ไกล" น้องสาวฉันยิ้ม ​และชี้​ไป​ที่บ่อน้ำ "โน่นไง อยู่​ข้างกอกล้วย"

ชายแปลกหน้า​ทั้งสองหัวเราะ ฮา ฮา

"อีหล่านี่ โตขึ้น​สิ​ได้​เป็นใหญ่​เป็นโต๋" ชายนุ่งกางเกงขายาวพูด

"ลุงกินข้าวยัง? กินข้าวไหม หนู​จะ​ไปตักมาให้" น้องสาวของฉันชวนพวก​เขาพูดคุย เธอไม่กลัวคนแปลกหน้า

"โอ้ย บ่​เป็นหยังดอก" ชายนุ่งกางเกงขายิ้มเห็นซี้ฟันดำปี๋ "เรามีข้าวห่อ ​เป็นก้อนข้าวเหนียวสูกินบ่—ฮา ฮา อีหล่า ไอ้บักหำ"

พวก​เขาล้วงกระติบข้าวเหนียวเท่ากำปั้นออกมากย่าม คนนุ่งกางเกงขายาวคายหมากออกจากปาก ​เอาก้นบุหรี่ขยี้​กับซี่ฟากบนแคร่จนดับทัดไว้ข้างหู แล้ว​รับขันน้ำจากน้องสาวของฉันยกขึ้น​ซดบ้วนปากเสียงพรู ๆ​

คนนุ่งกางเกงขาสั้นวางกระติบข้าวห่อ เดิน​ไป​ที่โอ่งน้ำล้างเท้า​ที่ตีนกระได ฉวยกะลาตักน้ำรดมือตูม ๆ​ เสร็จแล้ว​ก็เดิน​ไป​ที่กอกล้วยเล็บมือริมลานบ้าน ​ซึ่งมันยื่นเครืองอนยาวอวดตาอยู่​เครือหนึ่ง​ ปลีของมันสีม่วงสวย กาบตรงโคนปลีเปิดอ้าเหมือนปีกด้วงวัว ดอกกล้วยดอกเล็ก ๆ​ สีเขียวอ่อนร่วงลงพื้นจนเกือบหมด ชายคนนั้น​ก้มลงเก็บ​ได้มาหนึ่ง​กำมือ ​พร้อม​กับหยิบ​เอากาบ​ที่หล่นอยู่​ตรงนั้น​ติดมือมาด้วยกาบหนึ่ง​ นำมาล้าง​ที่โอ่งน้ำตีนกระได

"​จะกินมันหรือ?" น้องสาวฉันถาม ​เมื่อเห็น​เขา​เอาดอกกล้วยใส่ลงในกาบของมันแล้ว​วางลงข้างกระติบข้าวห่อ

"อีหลี คัก ๆ​ " ชายคนนั้น​ว่า แล้ว​พวก​เขาก็ลงมือปั้นข้าวเหนียวกินกันอย่างเอร็ดอร่อย ​กับข้าวของพวก​เขา ​คือ เขียดปิ้ง ​กับปลาร้าสับ กลิ่นเหม็นฉุโชยมาเข้าจมูกฉัน

"ลาวกินเขียด" ฉันว่า

แทน​ที่พวก​เขา​จะโกรธ กลับหัวเราะกันครึกครื้น จนฉันนึกแปลกใจ ไอ้หมาเบี้ยวกระดิกหางแลบลิ้นแผล็บ ๆ​ ​เมื่อมัน​ได้กลิ่น​กับข้าวของพวก​เขา

ชายสองนี้ ​ต่อมา​ได้อาศัยอยู่​​ที่บ้านของเราปีกว่า ๆ​ แล้ว​ก็พากันกลับ​ไปขนครอบครัวลงมาจากอีสาน มา​เป็นสมาชิกใหม่ของบ้านไร่บ่อหิน


"ตาสีรู้จักปู่​ได้ยังไง" ลูกชายคนโตของฉันสงสัย "เห็นพอมาถึงก็ถามหาชื่อของปู่​ได้ถูก"

ฉันหัน​ไปมองพ่อ​ซึ่งนั่งอยู่​บนแคร่​กับลูกชายคนเล็กของฉัน​ที่โคนมะม่วง ในขณะ​ที่ฉัน​กับลูกชายคนโตนั่งบนม้าหินอ่อน ถัดออกมา

พ่อของฉันยิ้มอย่างสุขใจ​เมื่อ​ได้มีโอกาสรื้อฟื้นอดีตอันแสนสุขให้หลานรัก
​ทั้งสอง​ได้ฟัง ​โดยมีฉัน​เป็นตัวตั้งตัวตีสำหรับเรื่อง​นี้

พ่อของฉันเล่าว่า ชายชาวอีสาน​ทั้งสองร่อนเร่พเนจรหางานทำ​ไปเรื่อย ค่ำไหนนอนนั่น พบบ้านเรือนไหนอบอุ่นก็ขอหยุดพักอาศัย ​แต่​จะ​ได้งานทำอย่างงายดายนั้น​ยาก ​เพราะสมัยนั้น​งานทำหายาก ​ถ้า​จะทำกันจริง ๆ​ ก็​ต้อง​ไป​เป็นกุลีเหมือง หรือไม่ก็ลงเรือตังเก ​แต่แถวบ้านเราไม่มี พวก​เขาจึงพากันเดินหางานจนฝ่าเท้าสึกเหี้ยน

ขณะเล่ามาถึงตรงนี้ พ่อของฉันก็หัวเราะขึ้น​เบา ๆ​ "เดินจนเหลือ​แต่ตีนแล้ว​พี่หลวงเอ๋ย" พ่อล้อคำพูดของน้าหวัง -ชายหุ่นม่อต้อผู้นั้น​ให้หลานฟัง

"​เขารู้จักปู่มาก่อน?" หลานชายคนเล็ก​ที่นั่งใกล้ถามขึ้น​

"ทวดคล่อง ​ซึ่ง​เป็นผู้ใหญ่บ้าน​เป็นผู้แนะนำให้มา...​." ปู่ตอบหลาน "คนโบราณ​เขาเคารพนับถือผู้หลักผู้ใหญ่ ​โดยเฉพาะผู้​ที่​เป็นนายบ้าน ​ไปไหนมาไหน ​เขาก็​จะสืบถาม ​และเข้า​ไปฝากเนื้อฝากตัว ...​"

พ่อของฉันทอดสายตามอง​ไปยังถนนหน้าบ้าน ขณะรถมอเตอร์วัยรุ่นสามสี่คันบิดคันเร่งดังหวีดเหวี๊ยวมา​เป็นกลุ่ม เสียพูดคุยดังโหวกเหวกแข่ง​กับเสียงเครื่องยนต์ผ่านหน้าบ้านเรา​ไปอย่างรวดเร็ว​เพราะเรียบของถนน

ฉันนึกถึงสมัยก่อน รถหกล้อบรรทุกหินแล่นผ่านหน้าบ้านของพ่อฝุ่นฟุ้งกระจาย ​ทั้งบริษัทมีอยู่​สองคัน ผลัดเปลี่ยนกันวิ่งเข้า ๆ​ ออก ๆ​ บรรทุกก้อนหินผ่านเครื่องล้าง​ที่เรียกกันว่า "เครื่องโม่" ​เอา​ไปเทกองบนถนนหลวงให้รถเกรด​ใช้ใบมีดเกลี่ยจนเรียบเสมอ​เป็นแนวราบ ก่อนทำการบดอัด​โดยรถบด เสร็จแล้ว​จึงราดน้ำยางมะตอยลง​ไปให้มันยึดเกาะกันแน่นจนกลาย​เป็นถนนลาดยางแบบสมัยโบราณ

น้าหวัง​กับน้าบุญศรี ​ได้เข้า​ไปทำงานรับจ้าง​ที่โรงโม่หินริมคลองใกล้บ้านตารวย ​โดยพ่อของฉันนำ​ไปฝากฝัง​กับผู้จัดการ พวก​เขาสองคนทำงานแบบเช้า​​ไปเย็นกลับ แม่นึ่งข้าวเหนียวยัดกระติบคดห่อให้พวก​เขาทุกวัน พอสิ้นเดือน ​ได้ค่าแรงพวก​เขาก็​เอามาฝากแม่ไว้ บางครั้ง​เมื่อพวก​เขาติดของรถบริษัท​ไปเ​ที่ยวตะกั่วป่า ขากลับก็​จะซื้อหนังสือพิมพ์รายวัน​และหนังสือศรีสยามรายสัปดาห์มาฝากแม่ ​เพราะแม่อ่านนิตยสารเล่มนั้น​​เป็นประจำ...​

อีกสิบกว่าปี​ต่อมา...​ ​เมื่อตอนน้องสาวคนโตจากฉันประสบอุบัติเหตุโดนรถมอเตอร์ไซค์ของพวกวัยรุ่นเฉี่ยวชนเสียชีวิต น้าบุญศรีถึง​กับลากปืนลูกซอง​จะพา​ไปยิงกระบาลพวกเด็กเหล่านั้น​เสียให้​ได้ ​เพราะแกรักน้องสาวของฉันคนนั้น​มาก แกร้องไห้รำพึงรำพันจนคน​ที่มางานศพน้ำตาคลอกันแทบทุกคน

"หลานสาวของน้าเอ๋ย ชาติหน้าขอให้เรา​ได้เกิดมาพบ​เป็นน้าหลานกันอีกนะหลานนะ"

น้องแหม่ ลูกสาวของน้าบุญศรี​ซึ่ง​เป็นหัวเกลอ​กับน้องสาวของฉันผู้​ซึ่งจาก​ไปอย่างไม่มีวันกลับ กอดฉันร่ำไห้ปาน​จะขาดใจ

"น้องแหม่มรักพี่ชายคนนี้เสมอ ​แม้ต่อ​ไปนี้​จะไม่มีเกลอ ​แต่พี่ก็ยังมีน้องแหม่มอยู่​นะ"

ฉันโอบกอดเธอ ​เอามือลูกศีรษะอย่างเอ็นดู ขณะน้ำตาของฉันหยาดลงสองแก้ม

"พี่ก็รักน้องเหมือนน้องแท้ ๆ​ ของพี่คนหนึ่ง​เหมือนกัน" ฉันบอก​กับเธอ


น้าบุญศรีพ่อของน้องแหม่​กับน้าหวัง​เป็นพี่น้องร่วมสายโลหิต ​เมื่อโรงโม่หินถึงกำหนดปิดตัวลง ​เพราะถนนหลวงสายนั้น​สร้างเสร็จในปีถัดมา ​ทั้งคู่ก็ขอแบ่ง​ที่ดินจากพ่อ ​ซึ่งพ่อก็ตัดแบ่งให้​ไปเปล่า ๆ​ ​โดยไม่​ได้คิดมูลค่า​แม้​แต่สตางค์แดงเดียว

"เรา​เป็นพี่น้องกัน แผ่นดินแค่ฝ่ามือ​จะมีค่าอะไร​ ​แต่​ต้องรักษาไว้ชั่วลูกหลาน อย่าขายให้คนนอก" พ่อกำชับพวก​เขา

ฉันนั่งมองยอดยางพาราในสวนของน้าบุญศรี​ที่อยู่​คนละฝั่งถนน​กับพ่อของฉัน ​ซึ่ง​กำลังกวัดแกว่งกิ่งก้านไหวโยกล้อลมแล้ว​รู้สึกใจหาย

ในขณะ​ที่พ่อของฉัน หมดสิ้น​ที่ดินทำกิน​เพราะขาดทุนเหมืองแร่ดีบุก​ที่ชายแดนไทย-พม่าเหนือจังหวัดกาญจนบุรีในหลายสิบปี​ต่อมา น้าบุญศรีกีบลูก ๆ​ ขยันทำกิน ปลูกสร้างพืชสวนบนผืนดิน​ที่พอยกให้​เมื่อสมัยสามสี่สิบก่อนเจริญงอกงามสมคำพ่อฉันสั่งเสีย ​ทว่า​ส่วนตัวพ่อกลับผิดพลาดสิ้นเนื้อประดาตัว ​เพราะ​เมื่อทำการสูบแร่ในขุมเหมืองขึ้น​มา​ได้จนเต็มราง ​แต่ยังไม่ทัน​ได้ขนออกมาขาย ก็เกิดเหตุ​ที่ไม่คาดฝันขึ้น​เสียก่อน ทุกอย่างก็จบสิ้น ​แม้ชีวิตก็แทบ​จะ​เอาไม่รอด ​เพราะกอง​กำลังทหารพม่า​ได้ออกกวาดล้างกองทหารกะเหรี่ยงอย่างหนักหน่วงในช่วงนั้น​​พอดี ​และการสู้รบของ​ทั้งสองฝ่ายก็ติดพันเข้ามาถึงบริเวณเหมืองแร่ของพ่อด้วย

​เมื่อรอดชีวิตมา​ได้ พ่อก็หมดโอกาส​ที่​จะกลับ​ไป​เอาแร่พวกนั้น​อีก ​เพราะทหารพม่ายึดครองอยู่​เต็ม​ไปหมด ​แม้อดีตอธิบดีกรมตำรวจท่านหนึ่ง​​ซึ่ง​เป็นหุ้น​ส่วน​จะพยายามวิ่งเต้นก็ไม่​เป็นผลสำเร็จ จนใน​ที่สุดพ่อก็โดนธนาคารฟ้องยึดทรัพย์​ที่​เอา​ไปจำนอง...​ พวกฉันสองคนพี่น้องก็พยายามปลุกปลอบ​และ​เป็น​กำลังให้พ่ออย่าให้ท่าน​ต้องคิดมาก กระทั่งน้องสาวคนเล็กของฉัน​ซึ่งขณะนั้น​ทำงานอยู่​​กับบริษัทฝรั่ง​ได้ซื้อ​ที่ดินริมถนนตรงนี้ให้ท่าน​ได้สร้างบ้านไว้หลังหนึ่ง​ ฉันออกค่าก่อสร้าง ​ที่ดินของฉันตรงฝั่งคลองท่าน้ำสมัยก่อน​ซึ่งย่ายกให้ฉัน ฉันก็มอบให้พ่อ​ได้ทำกิน ​และ​ได้ออก​กำลังกายในภายแก่

"พ่อ​กับแม่​ต้องทำงานนะ อย่าอยู่​เฉย ๆ​ หมั่นออก​กำลังกาย ​จะ​ได้อายุยืน ​ได้อยู่​​เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของลูก​ไปนาน ๆ​"

ฉันสงสารพ่อ​และแม่ ​จะรับ​ไปอยู่​ด้วยกัน​ที่สุราษฎร์ธานี ก็ไม่ยอม น้องสาวจ้างให้​ไปนอนกินเงินเดือนอยู่​​ที่กรุงเทพฯ​กับเธอเดือนละสามสี่พัน​โดยไม่​ต้องทำงานอะไร​ ก็ไม่ยอม​ไปกัน​ทั้งสองคน ​แม้เราต่าง​จะคะยั้นคะยอกันอย่างไร ก็อ้างว่า "​จะอยู่​ดูแลสวนให้ไข่นุ้ย" ก็​คือตัวฉันอยู่​ท่าเดียว

​แต่​ทว่าลึก ๆ​ แล้ว​ ฉันรู้ว่าหัวอกพ่อมี​ความเจ็บปวดรวดร้าวเพียงไร

ปัจจุบันเส้นทางบรรทุกหินของบริษัทก่อสร้างทางหลวงในสมัยก่อน ​ได้กลาย​เป็นถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก ผิวเรียบราวแผ่นกระจก บ้านไร่ในอดีตกลาย​เป็นชุมชนในเขตเทศบาล มีประชากรเจ็ดสิบกว่าครัวเรือน

ตารุ่ม ตารวย ตาอิน ตาทอง ยายเขียว ยายหลุย ยายเงาะ ​และ​ใครต่อ​ใครอีกสิบกว่าคน ​ซึ่ง​เป็นสมาชิกบ้านไร่ในสมัยบุกเบิก ​ได้พากันลากลับบ้านเก่า​ไปหมดแล้ว​

สิบกรีเอียด ดูเหมือน​จะลา​ไปก่อน​ใคร!

เวลานี้เหลือแค่น้าด้วน​กับพ่อของฉันสองคน ​เมื่อพบเจอกันตามร้านค้า หรือในงานบุญ ​และงานพิธีต่าง ๆ​ ก็มัก​จะชวนกันปรับทุกข์​และหยอกล้อกันว่า "เหลือเราสองคนคง​ได้ถูสบู่กันคนละไม่กี่ก้อนแล้ว​ละนะ-พี่หลวง"

พ่อฉันหัวเราะแหะ ๆ​ ตอบกลับ​ไปว่า อย่างไรเสีย​ถ้ามึง​ไปก่อน ก็อย่าลืมถักบ่วงแร้วดักไก่เถื่อนเผื่อกูด้วย

น้าด้วนยิ้ม​ทั้งน้ำตา นึกถึงสมัยแกแอบขโมยไก่ป่า​ที่ติดบ่วงแร้วของพ่อ​เอา​ไปต้มกิน จนยายนุ่มแม่ของแกรู้เข้า แกก็โดนสับด้วยจวักตักแกงเข้า​ที่คิ้ว จนคิ้วแตกเลือดอาบหน้า ฝากรอยแผล​เป็นไว้​เป็น​ที่ระลึกตราบเท่าทุกวัน

ครั้นถึงวัน​ที่ฉัน​และแฟน​พร้อมด้วยลูก ๆ​ ​ต้องยกมือไหว้ลาพ่อ​และแม่กลับสุราษฎร์ธานี น้ำตาฉันซึมเอ่อคลอเบ้า น้องสาวของฉันขออาศัยมาด้วย เธอ​จะ​ไปขึ้น​เครื่อง​ที่สนามบินหัวเตยไฟล์ทบ่าย

แม่เดินออกมาส่ง​ที่รถ ยืนคอยจนพวกเราก้าวเข้า​ไปอยู่​ในห้อง​โดยสารรถกระบะคันนั้น​กันหมดทุกคน

ฉันสังเกตแม่ของฉันก็ยังคง​ความ​เป็นแม่ไม่เปลี่ยนแปลง ในขณะ​ที่ฉันน้ำตาซึมริมฝีปากสั่นริก ๆ​ แม่กลับยืนชะโงกหน้าเข้ามาหลอกล้อหลาน ๆ​ ข้างประตูรถด้านซ้ายด้วยสีหน้าเรียบเฉย

พ่อนั่งตะบันหมากอยู่​บนแคร่ไม้ไผ่ใต้ต้นมะม่วง ทอดสายมองมายังพวกเราด้วย​ความอาลัยอาวรณ์

ไอ้หลง-สนุขพลัดหลง​ที่น้องสาวของฉันเก็บมาจากออฟฟิศกรีนวิว รีสอร์ท สมัย​ที่เธอยัง​เป็นผู้จัดการฝ่ายบุคคลอยู่​​ที่นั่น ​เอามาให้พ่อป้อนน้ำป้อนข้าวจนพ่วงพี ยืนมองพวกฉันตาแป๋ว ​และกระดิกหางราว​กับ​จะโบกมือให้

ฉันขับรถย้อนซอยบ่อหินออกมา หัวใจเบาหวิวราว​กับ​กำลังโบยบินขึ้น​​ไปบนฟ้าสูง นานจนกระทั่งรถเลย​ปากซอยเลี้ยวซ้าย​ไปตามถนนใหญ่ ฉันจึงพูด​กับลูกชาย​ทั้งสองคนว่า

"ลูกสองคน​ต้องตั้งใจเรียนหนังสือ อย่าให้พ่อ​เป็นห่วง ​เมื่อลูกเรียนจบ​และมีงานทำ พ่อ​จะกลับมาอยู่​​ที่ซอยบ่อหิน"

"พี่หลวงคิดถูกแล้ว​" น้องสาวฉันพูดเสียงสั่นเครือ "พ่อ​กับแม่เลี้ยงดูพวกเราตั้งเล็กจนโต เสร็จแล้ว​เรากลับปล่อยแกสองคน​ต้องอยู่​​กับหมา น้องคิดดูแล้ว​พวกเราเหมือนคนถูกสาป เหมือนลูกเนรคุณ"

"อา-" หลานชายคนโตปลอบใจอาของ​เขา "ธรรมชาติชีวิตก็​เป็นแบบนี้ อีกหน่อย​ จ๋อ​กับเจ๋งก็ไม่รู้​จะ​ได้อยู่​ดูแลพ่อ​กับแม่หรือเปล่า จ๋อยังนึก​เป็นห่วงเหมือนกัน"

ฉันพูดว่า "ไม่​ต้องคิด​ไปไกลถึงขนาดนั้น​หรอกลูก แค่ลูกตั้งใจเรียน อย่าเกเร พ่อก็หมดห่วง"

"ผมไม่เกเรหรอก" ลูกชายคนเล็กพูดสวนมา "​เพราะพ่อ​เป็นตัวอย่าง​ทั้งคน ปู่ส่งให้เรียนก็เรียนไม่จบ ไม่อย่างนั้น​ก็อาจ​ได้​เป็นใหญ่​เป็นโต คงไม่​ต้องทำงานหนักเหมือนทุกวันนี้หรอก"

"พูดมาก" พี่ชายของ​เขาขึ้น​เสียง จนเจ้าน้องชาย​ที่นั่งอยู่​เบาะหน้าติด​กับฉันสะดุ้งขึ้น​อย่างลืมตัว

ฉัน แฟน ​และน้องสาวหัวเราะกัน ฮา ฮา ในขณะ​ที่รถกระบะคันนั้น​พาพวกเราไต่​ไปตามเส้นทางบนเนิน​เขาอันคดเคี้ยว เปรียบประดุจเส้นทางชีวิตของเรา​ที่ผ่านมา เสียงล้อรถบดถนน ​และเสียงเครื่องยนต์จากภายนอกดังเล็ดลอดมาแผ่ว ๆ​ ชวนให้ฉันครุ่นคิดถึง​ความหลัง ขณะสองมือจับพวงมาลัยรถคอยบังคับทิศทางนำพาทุกชีวิตมุ่งสู่จุดหมายเบื้องหน้าอย่างระแวดระวัง


-จบบริบูรณ์-

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3180 Article's Rate 12 votes
ชื่อเรื่อง เรื่องสั้นขนาดยาว --Series
ชื่อตอน สมาชิกใหม่ --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง พลอยพนม
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๓
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๓๘๘ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๒ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๔๘
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : Rotjana Geneva [C-17087 ], [193.134.193.5]
เมื่อวันที่ : ๑๕ มิ.ย. ๒๕๕๓, ๒๐.๒๘ น.

ว้าว จบแล้ว​​หรือคะ​​ ​​กำลังอ่านสนุกเลย​​

​​ที่จริงตอน "สมาชิกใหม่" นี้มีเรื่อง​​ราวหลากหลายมากเลย​​ ​​ทั้งเรื่อง​​คนจรสองคน เรื่อง​​น้องสาว​​ที่เสียชีวิต เรื่อง​​การเติบโตของ​​แต่ละคน เรื่อง​​ชนบท​​ที่เปลี่ยนสภาพ​​ไป หากแตกแขนงแล้ว​​ก็คง​​ได้อีกหลายตอน

อาจกล่าว​​ได้ว่าตอนนี้​​เป็นตอน "ยำใหญ่ใส่สารพัน" ​​และจบลง​​พร้อม ๆ​​ กัน

ขอแสดง​​ความเสียใจ​​กับเรื่อง​​น้องสาวด้วยค่ะ​​ อ่านแล้ว​​เศร้ามากเลย​​ ​​แม้ว่าเวลา​​จะผ่าน​​ไปนานแล้ว​​ ก็ยังเข้าใจ​​ความรู้สึกของคนในครอบครัว​​ได้ว่า คงสะเทือนใจมากแค่ไหน

ชอเชียร์ให้จับแง่มุมชีวิตวัยเด็กหรือชีวิตพื้นบ้านมาเขียนอีกนะคะ​​

ด้วย​​ความนับถือ

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : นาม อิสรา [C-17088 ], [110.49.205.129]
เมื่อวันที่ : ๑๕ มิ.ย. ๒๕๕๓, ๒๑.๕๔ น.

ขอบคุณมาก ๆ​​ เลย​​ครับ​​ เกี่ยว​​กับการแสดง​​ความเสียใจต่อการจาก​​ไปของน้องสาวคนรองจากผม หรือน้องสาวคนรอง

ผมยังคิดถึงเธออยู่​​เสมอครับ​​ ​​แม้​​ส่วนหนึ่ง​​​​จะรู้ว่าเธอจาก​​ไปอย่าง​​เป็นสุขแล้ว​​ ไม่​​ต้องเดือดเนื้อร้อนใจเหมือนมนุษย์ปุถุชน​​ที่ยังมีลมหายใจอย่างเรา ๆ​​ ​​แต่กาลเวลาในอดีต ​​เมื่อนึกย้อนกลับ​​ไปก็อด​​ที่​​จะคิดถึงเธอเสียมิ​​ได้

สำหรับเรื่อง​​สั้นเรื่อง​​นี้ก็เหมือน​​กับ​​ที่คุณว่าไว้จริง ๆ​​ ครับ​​ บทสุดท้าย​​เป็นบทยำใหญ่ ก่อนนี้ ผมก็​​ได้พยายาม​​ที่​​จะแตกแขนงออก​​ไปเช่นกัน ​​แต่ทดลองเขียนดูแล้ว​​มันไม่กระชับ ​​เพราะ​​แต่ละ​​ส่วน​​ถ้า​​จะนำมากล่าว ก็​​ต้องแจกแจงรายละเอียดให้แจ่มแจ้งลง​​ไปอีก ​​ซึ่งดูเหมือนมัน​​จะทำให้กลาย​​เป็นเรื่อง​​หยุมหยิบ​​ไปเสีย จึงตัดสินใจรวบรัดจบ

​​คือจบลงด้วยหลักธรรม​​ที่ว่า สัพเพธรรมา อนิจจา

ชีวิตของครอบครัวฉัน(ในนิยาย) ไม่น่า​​จะประสบ​​กับเรื่อง​​ราวอันเลวร้ายแบบนี้ ปู่​​กับย่า ​​ที่แก่เฒ่า น่า​​จะ​​ได้มีลูกหลานคอยปรนนิบัติอยู่​​ใกล้ ๆ​​ ​​เพื่อ​​ความสุขสงบของชีวิตในภายแก่

หาก​​แต่​​เป็น​​เพราะอะไร​​ ถึง​​ได้กลับกลายมา​​เป็นเช่นนี้ ท่าน​​ที่​​ได้ติดตามอ่านซีรี่ส์นี้ตั้งแต่ต้นจนจบอย่างเช่นคุณรจนา ก็คงพอ​​จะทราบ​​ได้นะครับ​​

ขอขอบคุณคุณรจนาอีกครั้งครับ​​-ผม

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น