นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๓
เรื่องสั้นขนาดยาว #4
พลอยพนม
...เรื่อง​รถแทรกเตอร์​จะมากรุยทางทำถนนซอยมา​ที่บ้านไร่ของฉันนี้ ฉันหมายมั่นปั้นมือ​เอาไว้หนักหนา...​ จนกระทั่งใน​ที่สุด วันนั้น​​ได้เดินทางมาถึงเข้าจริง ๆ​...

ตอน : เกือบได้กินข้าวลิง

​กับ​ความซุกซน​และดื้อรั้นของเด็ก ๆ​ บางคนในสมัยก่อน นอกจากไม้เรียว​จะ​เป็นของกำราบ​ที่​ได้ผลชะงัดอย่างหนึ่ง​แล้ว​ เรื่อง​หลอกให้กลัวโน่นกลัวนี่ กลัวคนจับเด็ก กลัวตำรวจ หรือ​แม้กระทั่งหลอกให้กลัวผี ก็ดูเหมือน​จะ​เป็นไม้เด็ดอีกอย่าง​ที่ผู้ใหญ่มัก​จะนำมา​ใช้ หาก​แต่ไม่ค่อย​จะ​ได้ผลเท่าไม้เรียว ​เพราะเด็กบางคนดื้อรั้นสุด​จะพรรณนา

​ซึ่ง​ความซุกซนดื้อรั้นนี่เหละ ​เมื่อย้อนกลับมาคิดภายหลังก็ให้รู้สึกหวาดเสียวอยู่​ไม่น้อย บางครั้งก็ยังอดสงสัยไม่​ได้ว่า ‘เอ๊ะ...​นี่เรารอดมา​ได้ยังไงวะ-ตอนนั้น​...​?’

ดังเรื่อง​ราว​ความซุกซนของฉัน ​ที่ฉัน​กำลัง​จะเล่าต่อ​ไปนี้

โครงการตัดถนนซอยต่อจากถนนใหญ่เข้ามา​ที่บ้านไร่ของฉัน ฉันแอบฟังพวกผู้ใหญ่​เขาปรึกษาหารือกันด้วย​ความ​ใคร่รู้​เป็นอย่างยิ่ง ​พร้อม​ทั้งจินตนาการ​ไปต่าง ๆ​ นานา ตามประสาเด็ก​ที่มี​ความอยากรู้อยากเห็นอย่างแก่กล้าเหมือนอย่างฉัน

ก็บ้านป่าทุรกันดารสมัยนั้น​​จะหามหรสพหรือสิ่งแปลกตาดู​ได้​ที่ไหน แค่เพียง​ได้ยินเสียงเครื่องบินบินผ่านมาสักลำ พวกเด็ก ๆ​ อย่างพวกฉันก็แหงนมองจนคอเคล็ด เวลาพ่อพาออก​ไปซื้อขนม​ที่ร้านค้าริมทางหลวง พอ​ได้ยินเสียงรถกรมทางแล่นผ่านมา ฉันก็​จะวิ่งออก​ไปยืนดูอยู่​ริมถนนจนเกือบ​จะถูกเฆี่ยน ​เพราะพ่อกลัวว่าฉัน​จะวิ่งเซ่อซ่าเข้า​ไปให้รถมันทับ​เอา

เรื่อง​รถแทรกเตอร์​จะมากรุยทางทำถนนซอยมา​ที่บ้านไร่ของฉันนี้ ฉันหมายมั่นปั้นมือ​เอาไว้หนักหนา...​ จนกระทั่งใน​ที่สุด วันนั้น​​ได้เดินทางมาถึงเข้าจริง ๆ​

เช้า​วันนั้น​ ฉัน​ได้ยินเสียงเครื่องยนต์รถแทรกเตอร์ครางหึ่ง ๆ​ อยู่​ไกล ๆ​ ขณะ​ที่พ่อ​กับไอ้เบี้ยวสุนัขคู่หูของท่าน​ได้พากันออกจากบ้านหาย​ไปแล้ว​ พ่อคดข้าวห่อใบตองติดมือ​ไปด้วย ตอนนั้น​ฉันอยาก​ไป​กับพ่อเหลือเกิน ​เพราะฉันรู้ว่าพ่อ​ไปไหน ​แต่ก็ติดอยู่​​ที่แม่ไม่อนุญาต

"อันตราย" แม่บอก

"ผม​ไปอยู่​ห่าง ๆ​" ฉันว่า

"อย่าดื้อ" แม่ทำตาดุ "อีกวันสองวันมันก็มาถึงบ้านเราแล้ว​ ​จะ​ไปเกะกะให้พ่อ​ต้องกังวนด้วยทำไม"

จริงด้วยแฮะ ...​ ไม่พรุ่งนี้ก็มะรืนนี้รถแทรกเตอร์คันนั้น​มันก็​จะกรุยทางมาถึงหน้าบ้านเรา ฉันนึกขึ้น​​ได้ ​ทว่าถึงย่างไรหัวจิตหัวใจของฉันก็ร่ำร้องอยาก​จะ​ไป​ที่นั่นอยู่​ดี

จิตใจของฉันกระวนกระวาย ​ใคร่รู้​ใคร่เห็นรูปร่างหน้าตาของเจ้าของเสียงเครื่องยนต์​ที่ครางหึ่ง ๆ​ อยู่​ในขณะนั้น​เหลือเกิน คราใด​ที่กระแสลมพัดวูบมา เสียงเครื่องยนต์ของมันก็ดูเหมือน​จะแผดคำรามแรงขึ้น​ ยั่วยวนจิตใจฉันให้กระวนกระวายหนักขึ้น​ มันรู้สึกฮึดฮัดเหมือนสัตว์ป่าติดบ่วงนายพราน

เช้า​ก็แล้ว​ สายก็แล้ว​ เ​ที่ยงก็เพิ่ง​จะผ่าน​ไปหยก ๆ​ ​พร้อม​กับข้าวสวยราดน้ำไก่ต้ม​ที่ฝืดคอเต็มที ฉันฝืนกินเข้า​ไปอย่างซังกะตาย เพียงไม่อยากให้โดนแม่ดุเท่านั้น​ กินเสร็จก็เร่ลงมาอยู่​​ที่ใต้ถุน ไม่อยากเข้าใกล้พวกน้อง ๆ​ ​ทั้งสอง ​โดยเฉพาะน้องสาวคนโต ​ที่รบเร้า​แต่​จะให้วาดรูปให้ดูอยู่​ท่าเดียว ฉันก็ยิ่งรู้สึกรำคาญ เกรง​จะยั้งใจไม่​ได้ ประเดี๋ยวก็​จะหยิก​เอาเปล่า ๆ​

ล่วงเข้ายามบ่าย...​

"แม่"

"อะไร​อีกล่ะ"

"ผม​จะ​ไปเล่นน้ำคลอง" ปากบอก​ไปเล่นน้ำคลอง ​แต่ใจอยู่​​ที่เสียงรถแทรกเตอร์ หาก​แต่แม่ก็รู้ทัน จึงร้องสั่งลงมาจากบนเรือนว่า

"แอบหนี​ไป​ที่พ่อ แม่ฟาดน่องขาดเชียวล่ะ"

"ครับ​" ฉันรับปาก พลางคว้าหนังสติ๊กแล้ว​ก็ปร๋อ​ไปสู่ลำคลอง ไม่มีกะจิตกะ​จะใจ​ที่​จะสอดสายตา​ไปตามสุมทุมพุ่มไม้​เพื่อ​ที่​จะยิงนกเล่นเหมือนวันก่อน ๆ​ เลย​​แม้​แต่น้อย

​เมื่อถึงท่าน้ำคลอง ฉันก็ถอดกางเกง​และวางหนังสติ๊กไว้บนตลิ่ง กระโดดตูมลง​ไป ดำผุดดำว่ายจนหนาวสั่น ​แต่ก็ยังไม่อยากกลับบ้าน

ดวงตะวันยามบ่ายทอดเอียง​ไปทางทิศตะวันตกเกือบค่อนฟ้า สาดแสงทะลุก้อนเมฆลงมา​เป็นลำยาว ​แต่งแต้มสีสันแนวป่าเบื้องหน้าสวยงามยิ่งกว่าวันไหน ๆ​ ทิว​เขา​ที่อยู่​ไกลลิบมองเห็น​เป็นสีฟ้า เข้มกว่าทุกวัน...​ ฝนเดือนห้าใกล้ตก อากาศอบอ้าว ลมเงียบ ตั๊กแตนใบไผ่สีเขียวอ่อนลำตัวขนาดก้นยาใบจากของพ่อบินว่อนตลอดแนวป่า

"เดินป่าระวังมือ ระวังเท้า" เสียงเตือนของปู่ดังแว่วอยู่​สองข้างหู​เป็นผ้ายันต์คอยคุ้มครอง ถึงไม่มีหมาไอ้เบี้ยวมา​เป็น​เพื่อน ​แต่ฉันก็มีหนังสติ๊ก​กับกระสุนลูกหินเต็มสองกระเป๋า หลังจากเล่นน้ำคลองจนเบื่อแล้ว​ ฉันก็ขึ้น​มาคว้ากางเกงบนตลิ่ง​เอามานุ่ง​และผูกรัดสะเอวด้วยสายป่านเสียจนแน่น แล้ว​ฉันก็มุ่ง​ไปยังแนวป่าเบื้องหน้า หมาย​จะเสาะหานกหนูยิงเล่น​เพื่อให้ลืมสิ่ง​ที่อัดอั้นอยู่​ภายในเสียที

​ทว่า..ในขณะเดียวกันเสียงเครื่องยนต์รถแทรกเตอร์คันนั้น​ ก็ล่องลอยตามลมมายั่วใจฉันอีกแล้ว​

ฉันเข่าอ่อนจนไม่อยาก​จะก้าวเท้า​ไปข้างหน้าอีกแล้ว​ ​แม้เสียง​ที่ลอยมาให้​ได้ยินนั้น​ ​จะยังคงดังแว่วอยู่​ไกล ๆ​ ​แต่ก็คล้าย​กับมัน​ได้แล่นมาอวดโฉมอยู่​ตรงหน้า ถึง​แม้สองตา​จะมองไม่เห็น ​แต่ใจมันเห็น ​เพราะฉันเคยเห็นของจริงมาแล้ว​ครั้งหนึ่ง​

มันจอดนิ่งอยู่​​ที่หน้าอำเภอ ​เขาว่าเครื่องยนต์ของมันพัง สนิมจับแดง​เป็นปื้นหมด​ทั้งคัน ​ส่วนคัน​ที่เคลื่อนไหว​และ​ใช้งาน​ได้อย่างนี้ฉันยังไม่เคยเห็น...​

ดู​เอาเถอะอายุใกล้​จะสิบขวบเข้า​ไปแล้ว​ ยังไม่เคยเห็นแทรกเตอร์ขับเคลื่อนเดินหน้าถอยหลัง แล้ว​อย่างนี้​จะไม่ให้ฉันใฝ่ใจ​ใคร่รู้​ใคร่เห็นจนอดใจไม่ไหว​ได้อย่างไร

เบื้องบน แสงแดดสาดส่องลงมาร้อนระอุ เบื้องหน้าฉัน บนตอไม้ผุ กิ้งก่าคอแดงตัวโตเท่าแขนชูคอผงกหัวงก ๆ​ ฉันรีบง้างหนังสติ๊กเล็งหมาย​ที่ดั้งจมูกของมัน...​ หาก​แต่วันนี้ฉันทำบาปไม่ขึ้น​ เหงื่อเจ้ากรรมดันมาไหลเข้าตาฉันเสียก่อน ฉันจึงหยุดปาดเหงื่อนานกว่าชั่วอึดใจจึง​จะหายแสบตา ชะรอยเจ้ากิ้งก่าคอแดงตัวนั้น​เห็นท่าไม่ดี มันจึงกระโดดแผล็วลงจากตอไม้แล้ว​พวยแนบผ่านหน้าฉัน​ไปอย่างรวดเร็ว ชีวิตอันต่ำต้อยของมันจึงแคล้วคลาดจากคมกระสุนหนังสติ๊กของฉัน รอด​ไป​ได้อย่างหวุดหวิด

หลังจากนั้น​ ฉันก็เร่งสืบเท้าพาตนเองมุ่งสู่จุดหมายเบื้องหน้า...​ ตรงไหน​เป็นป่าโปร่งฉันก็หมั่นเหลียวหน้าแลหลัง บางครั้งก็​ต้องยืนแอบโคนไม้ ​เพื่อดูให้แน่ใจว่าไม่มี​ใครผ่านมา ​เพราะถึง​แม้ฉัน​จะเดินลัดป่า ​แต่ฉันก็ไม่กล้าเดินอ้อมห่าง​ไปจากเส้นทางสัญจรมากนัก กลัวหลง

ขณะนั้น​ป่า​ทั้งป่าเกิด​ความเงียบเข้าครอบงำอย่างประหลาด ราว​กับทุกสายตา​กำลังจ้องระวังภัยบุกรุกของเครื่องจักรดีเซล D 6 คันนั้น​อย่างไม่น่าเชื่อ ทั่ว​ทั้งแนวไพรไร้เสียงสิงสาราสัตว์กู่ร้องเหมือน​แต่ก่อน ไก่ป่า​ที่เคยขานขันเจื้อยแจ้ว ก็หลบซ่อนเงียบหาย ​จะมีอยู่​บ้างก็พวกนกกินน้ำเกสรดอกไม้ตัวกระจิ๊ดริด ส่งเสียงแหลม ๆ​ แสบแก้วหู นอกนั้น​ก็​เป็นเสียงอื้ออึงของเครื่องจักร​ที่​กำลังทำงาน เสียงครวญครางของมันหนักบ้างเบาบ้างแล้ว​​แต่จังหวะการยกใบมีดอันมหึมา​ที่ติดอยู่​ด้านหน้า ยกขึ้น​หรือวางลง ​พร้อม​กับการเปลี่ยนเกียร์เดินหน้าถอยหลังของคนขับ สลับ​กับเสียงเห่าของไอ้เบี้ยว-สุนัขตัวโปรดของพ่อฉัน​เป็นครั้งคราว ​เมื่อมันเห็นกอไผ่กอเล็กกอน้อย ถูกใบมีดรถแทรกเตอร์ไถดันจนถอนรากถอนโคนล้มครืนลงมาต่อหน้าตา

โน่นพ่อ โน่นตารุ่ม ​และนั่นก็น้าด้วน​กับ​เพื่อนบ้านอีกสองสามคน ยืนคอยสังเกตการณ์ พวก​เขาคงเฝ้าระวังเถาวัลย์​ที่เกี่ยวพันกิ่งไม้อยู่​ข้างบน ​ซึ่งอาจ​จะ​เป็นอันตรายต่อคนขับ ​ถ้าหากมันดึงกิ่งไม้ผุหักโค่นลงมา ทุกคนจึง​ต้องทำหน้า​ที่ช่วยดูแล ​พร้อม​กับส่งสัญญาณมือ​ไปยังพนักงานขับแทรกเตอร์คันนั้น​ให้รู้ตัว ​เมื่อ​เขาขับเคลื่อนเครื่องจักรเข้า​ไปในเขตอันตราย

ในท่ามกลาง​ความอึกครึกโครมเบื้องหน้า ฉันแอบยืนอยู่​ข้างโคนไม้ เบิ่งตาจ้องมองออก​ไปด้วย​ความตื่นเต้น​และเร้าใจ กระทั่งเสียง "แอบหนี​ไป​ที่พ่อ แม่ฟาดน่องขาด" ก็ลอยมาสะกิดเตือนจนฉันสำนึก​ได้ว่า บัดนี้ตน​ได้บรรลุจุดประสงค์แล้ว​ ​ความอยากรู้อยากเห็น​ได้รับการตอบสนองแล้ว​ ​เพราะฉะนั้น​ก็ควร​จะเร่งกลับบ้านเสียที...​

​ทว่าฉับพลัน เสียง "โอ้ย !" ก็ดังขึ้น​ ​แม้​จะฟังไม่ถนัดว่าเสียง​ใคร ​แต่มันก็ทำให้ฉันสะดุ้ง​และตกใจกลัวขึ้น​มาทันที กลัวไม้เรียวของแม่​ที่มีอยู่​​เป็นทุนเดิมอยู่​แล้ว​ก็กลัว ครั้น​ได้เห็นเหตุการณ์วุ่นวายโกลาหล​โดยไม่รู้สาเหตุพุ่งกระทบเข้ามาอีก กระทั่งไม่ทัน​ได้มองให้รู้ว่าเกิดอะไร​ขึ้น​...​ เพียงแค่เห็นผู้คนแตกตื่น ​และแย่งกันกระโจนออกจากตรงนั้น​คนละทิศละทาง ฉันก็เกรงไอ้เบี้ยวมัน​จะวิ่งมาทางฉัน แล้ว​ถูกพวก​เขาจับ​ได้ จึงตัดสินใจโกยอ้าว...​ กว่า​จะนึก​เป็นห่วงพ่อขึ้น​มา​ได้ ฉันก็เตลิดเข้าป่ามาไกลลิบเสียแล้ว​ เคราะห์ดี​ที่ยังมีหนังสติ๊กติดมืออยู่​ ​แม้กระสุน​จะร่วง​ไปเสีย​ระหว่างทางจนเกือบหมด ​แต่ก็ยังอุ่นใจ ​แต่ครั้น​จะย้อนกลับ​ไป​ที่พ่ออีกครั้ง ฉันก็​ไปไม่ถูกเสียแล้ว​ เสียงเครื่องยนต์ของรถแทรกเตอร์คันนั้น​ก็เงียบหาย ป่า​ทั้งป่าเงียบสงบจน​ได้ยินเสียงลมหายใจ​ที่เหนื่อยหอบของตนเองอย่างชัดเจน

เกิดอะไร​ขึ้น​ ?

ฉันครุ่นคิดถึงเหตุการณ์​ที่เกิดขึ้น​ ขณะนั่งหายใจเหนื่อยหอบซี่โครงบานอยู่​บนขอนไม้​ที่ทอดราบ​ไป​กับพื้นอย่างงุนงงสงสัย ​และพยายามข่ม​ความกลัว "เข้าป่าระวังมือระวังเท้า" ปูสอนฉัน จำ​ได้ ปู่สอนว่า พิษภัยสัตว์ป่า​ที่น่ากลัว​ที่สุด​คือสิ่ง​ที่อยู่​ใกล้ตัว ​ได้แก่ งู แมลงมีพิษ ​และสัตว์พิษ​ทั้งหลาย​ที่เราไม่รู้จัก​และมองเห็นยาก ​ไปเผลอเข้าใกล้ก็​จะถูกทำร้ายทันที ​ส่วน เสือ ช้าง หมี หรือสัตว์อะไร​ก็แล้ว​​แต่​ที่​เป็นสัตว์ใหญ่ ​ส่วนมากพวกมัน​จะมีสัญชาติญาณในการหลบหลีกเหนือกว่ามนุษย์ ​และ​ที่สำคัญสัตว์ป่ากลัวเภทภัยจากมนุษย์ พวกมัน​จะไม่เข้าใกล้​ถ้าไม่มีเหตุจำ​เป็น หรือ​เป็นเหตุบังเอิญ

​ทว่านั่นมันทฤษฎีของปู่ ​แต่​ส่วนฉัน​เมื่อนั่งรอฟังเสียงแทรกเตอร์อยู่​บนขอนไม้ขอนนั้น​จนนานผิดสังเกต ใจคอของฉันก็ชัก​จะไม่สู้ดี ​เพราะไม่รู้ว่าขณะนี้ฉันเตลิดมานั่งอยู่​ตรงไหน ​แม้​จะเห็นแสงตะวันแทงทะลุพุ่มไม้ทำมุมเฉียง​กับฉันอยู่​ตรงหน้า ​แต่ฉันก็เด็กเกินกว่า​จะจับทิศทางคิดค้นหาทางกลับบ้าน​ได้ถูก​ต้อง

แม่...​ พ่อ...​ ฉันหลุดปากออกมา แล้ว​ร้องไห้​เป็นวรรค​เป็นเวร ​พร้อม​กับยกแขนสองข้างปาดน้ำตา​ไปเรื่อย

ร้องไห้จนเหนื่อย...​จนสาแก่ใจก็หยุด ​แต่ยังคงสะอึกสะอื้น​เป็นพัก ๆ​ กระทั่งคราวหนึ่ง​ฉันเกิด​ความฮึดสู้ขึ้น​มา ​พร้อม​กับมือปาดเช็ดน้ำตา​เป็นครั้งสุดท้าย...​ บ้านของเราอยู่​ทางทิศตะวันออก ฉันตัดสินใจแน่วแน่ แล้ว​ก็ลุกขึ้น​ยืน หันหลังให้แสงอาทิตย์ ก้าวเดินมุ่งสู่ทิศตะวันออก ​แม้​จะเดินอ้อมกอไผ่ฉันก็พยายามประคองทิศทาง​ที่กำหนดขึ้น​ในใจอย่างระมัดระวัง ​โดย​เอาแสงอาทิตย์​ที่แทงทะลุกิ่งไม้ใบไม้​เป็นเข็มทิศ​ไปเรื่อย ๆ​

หาก​แต่นั่นมันก็เฉพาะป่าโปร่งเท่านั้น​ พอถึงป่ารกทึบก็เกิด​ความยุ่งยากขึ้น​​กับฉันทันที

ภายในผืนป่า​ที่รกทึบเบื้องหน้า ทั่ว​ทั้งป่ามืดครึ้ม ​และเต็ม​ไปด้วยยุงร้าย มันกัดเด็กชายตัวเล็ก ๆ​ ​ที่ไม่ชอบสวมเสื้ออย่างฉันจนหนำใจ...​ จนฉันคันคาย​และปวดแสบปวดร้อน​ไปหมด​ทั้งตัว

บรรยากาศก็เย็นยะเยือกจนรู้สึกเสียวสันหลัง เรไรส่งเสียงระงมขึ้น​มาทั่วทิศทาง เขย่าหัวใจฉันให้เกิด​ความหวาดกลัวขึ้น​มาทันที

​และ​โดยฉับพลันฉันก็ตัดสินใจหันหลังกลับ...​ โกยแนบมายังทิศทางเดิมเท่า​ที่พอจำ​ได้ ​แต่ยิ่งวิ่งมันก็ยิ่งไกล ป่าโปร่ง​ที่เคยโล่งแจ้งอยู่​​เมื่อสักครู่กลับกลาย​เป็นร่มครึ้มจนน่าสะพรึงกลัว ไก่ป่า​ที่เงียบหาย​ไป​เมื่อครั้งก่อน เริ่มส่งเสียงขานขัน

ฉันขนลุกซู่ ​เพราะรู้ว่ากาลเวลามืดค่ำ​กำลังมาเยือน ​และทันใดนั้น​เองฉันก็เหลือบขึ้น​​ไปเห็นเจ้าหมีป่าตัวใหญ่บนคาคบไม้เบื้องหน้า ​กำลังจ้องมองลงมา​ที่ฉันตาแป๋ว

"เฮ้ย!" ฉันร้องขึ้น​เสียงดังด้วย​ความตกใจ

ตึง!

เสียงหล่นลงมากระแทกพื้นอย่างหนักหน่วงของเจ้าหมีตัวนั้น​ ​พร้อม​กับฉันก็หมดสติล้มฟุบลง​กับพื้นเช่นกัน


"อ้าปากกินยาหน่อย​ลูก" ​เป็นเสียงแรก​ที่ฉัน​ได้ยินหลังจากรู้สึกว่า​โลก​ทั้งโลกมืดมิด​เป็นสีดำ

​และ​เมื่อฉันเผยอเปลือกตาขึ้น​...​ พ่อนั่นเอง นั่งขัตะหมาดอยู่​ข้าง ๆ​ ฉัน ในแสงตะเกียงน้ำมันก๊าดอันวอมแวม ฉันเห็นแม่นั่งอุ้มน้องสาวคนเล็กน้ำตาคลอหน่วยอยู่​​ที่ปลายเท้าของฉัน แล้ว​ฉันก็ส่งเสียงร้องไห้ขึ้น​มาทันที น้องสาวคนโต​ที่นั่งมองฉันอยู่​ข้างหลังแม่ก็ร้องไห้ตามฉันด้วย

คืนนั้น​ฉันนอนสะดุ้งละเมอด้วยพิษไข้จนพ่อ​ต้องนอนกอดฉันตลอด​ทั้งคืน

ตื่นขึ้น​มารุ่งเช้า​มีคนแตกตื่นมาดูฉันกันเต็มบ้าน ปู่​กับย่าก็มา

ย่าด่าฉัน​เป็นกระบุง ​แต่ปู่กลับหัวเราะ หึ ๆ​ ​พร้อม​กับคุยโวโอ้อวดวิชาอาคมของแกว่า

"ป่าแถบนี้ข้าสะกดวิญญาณผีป่าไว้หมดแล้ว​ มัน​จะทำอะไร​หลานข้า​ได้...​ฮา ฮา"

หาก​แต่ตารวยน้องของย่ากลับบอก​กับทุกคนว่า ​ถ้าไม่​ได้หมาไอ้เบี้ยว​ไปช่วยดมกลิ่นค้นหาด้วยอีกแรง สงสัย​เมื่อคืนฉันคงนอนกินข้าวลิงอยู่​กลางป่าแน่ ​เพราะหลังจากพนักงานขับแทรกเตอร์คันนั้น​โดนแตนลิ้นหมา​ที่ทำรังอยู่​​ที่โคนไผ่ต่อยเข้า​ที่ใบหน้าของ​เขาสามสี่แผล จน​เขา​ต้องกระโดดทิ้งรถ ​ทั้ง​ที่มันยังอยู่​ในเกียร์​และดันกอไผ่​ไปตามลำพัง ทุกคน​ที่อยู่​​ที่นั่นก็ตกใจกลัว ​เพราะไม่รู้ว่า​เขาโดนตัวอะไร​ต่อยกันแน่ จึงพากันเตลิดเปิดเปิง​ไปคนละทิศละทาง ​เพราะเกรง​จะ​เป็นตัวต่อ​ซึ่งพิษของมันอันตรายมาก

ครั้น​ต่อมา ​เมื่อรู้ว่าอะไร​​เป็นอะไร​ ทุกคนก็ชวนกันเลิกงาน​และมุ่งกลับบ้าน ​โดย​ที่ไม่มี​ใครรู้ว่า ก่อนหน้านั้น​ฉัน​ได้แอบ​ไปยืนดูเหตุการณ์อยู่​​ที่นั่นด้วย ​และเรื่อง​มาแดงขึ้น​​เมื่อพ่อกลับถึงบ้านแล้ว​ไม่เจอฉัน จึงออกตาม​เพื่อนบ้าน​พร้อม​กับพาไอ้เบี้ยวออกตามหา

พวกลูก ๆ​ ​ที่นั่งฟังฉันเล่า​ความหลังต่อหน้าปู่ของ​เขา พากันมองหน้าฉันยกใหญ่ คล้าย​กับ​จะสงสัยว่า ฉันหอบสังขารในวัยเยาว์รอดมา​ได้อย่างไร ​เพราะในสมัยนั้น​ฉันช่างซุกซน​และดื้อรั้นเหนือมนุษย์มนาเสียจริง ๆ​




จบตอน​ที่ ๔

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3178 Article's Rate 12 votes
ชื่อเรื่อง เรื่องสั้นขนาดยาว --Series
ชื่อตอน เกือบได้กินข้าวลิง --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง พลอยพนม
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๓
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๓๒๒ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๔ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๔๘
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : Rotjana Geneva [C-17081 ], [85.3.164.103]
เมื่อวันที่ : ๑๕ มิ.ย. ๒๕๕๓, ๐๓.๒๘ น.

โห ผจญภัยจริง ๆ​​ เลย​​ค่ะ​​

ซุกซนสม​​กับ​​เป็นเด็ก ๆ​​

ดีใจ​​ที่รอดอุ้งมือหมีมา​​ได้ค่ะ​​

สนุกขึ้น​​เรื่อย ๆ​​ สมนาม(นก)กาค่ะ​​ะ

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : pilgrim [C-17082 ], [202.29.89.1]
เมื่อวันที่ : ๑๕ มิ.ย. ๒๕๕๓, ๐๙.๐๗ น.

เอ..แล้ว​​หมีตัวนั้น​​มัน​​เป็นไงคะ​​ มันไม่ทำอะไร​​เหรอคะ​​
อ่านสนุกชวนตื่นเต้นดีค่ะ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : นาม อิสรา [C-17084 ], [110.49.204.19]
เมื่อวันที่ : ๑๕ มิ.ย. ๒๕๕๓, ๑๓.๑๖ น.

เรียนคุณพิลกริม (สกดถูกบ่)

ว่ากันว่าเจ้าหมี​​ที่อยู่​​บนต้นไม้ ​​ถ้ามัน​​จะทำร้ายสัตว์อื่น หรือ​​จะทำร้ายคน​​ที่เดินเข้า​​ไปใกล้ มัน​​จะค่อย ๆ​​ ไต่ลงมาจากต้นไม้ต้นนั้น​​ครับ​​ ​​จะไม่ให้ศัตรูของมันรู้ตัว

​​แต่ตราบใด​​ที่มันหายหลังตูมลงมา รับรองมันเปิดแน่บ​​ไปเลย​​ ​​และมัก​​จะเปิดแน่บ​​ไปด้วยกัน​​ทั้งคู่ เว้น​​แต่เด็กชายแสนซนคนนั้น​​ ​​ที่ตกกะใจจนสลบเหมือด​​ไปเสียก่อน ฮา ฮา

ขอบคุณ​​ที่ติดตามอ่านนะครับ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : Rotjana Geneva [C-17086 ], [193.134.193.5]
เมื่อวันที่ : ๑๕ มิ.ย. ๒๕๕๓, ๑๕.๔๗ น.

รจนาเข้าใจว่า ปกติหมี​​จะไม่ทำร้ายคน​​ที่ตายแล้ว​​ ดังนั้น​​คน​​ที่เจอหมีในป่าจึงมัก​​จะนอนลงทำท่าเหมือนคนตายไม่กระดุกกระดิก หมีดม ๆ​​ แล้ว​​ก็​​จะผละ​​ไป

ทีนี้พอคุณนามฯ​​เป็นลมล้มลง ก็คงเหมือน​​กับคนตายแล้ว​​ หมีก็เลย​​ไม่สนใจ เปิดแน่บดีกว่า

อาจ​​จะ​​เป็นเหตุผล​​ที่ไม่ค่อย​​เป็นเหตุ​​เป็นผลก็​​ได้นะคะ​​

หุหุหุ

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น