นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๓
เรื่องสั้นขนาดยาว #3
พลอยพนม
...​แต่​ทว่า​เมื่อถึงเวลาเข้าจริง ๆ​ ส.ต.ต.เอียด ก็​เป็นช้างมีควาญ ก็​คือ ตารวย ​ที่​กำลังนั่งปรึกษาหารืออยู่​ด้วยกันนั่นแหละ​ ควาญของแก...

ตอน : สิบกรีเอียด ... อดิตตำรวจเกณฑ์

บท​ที่ ๓

สิบกรีเอียด...​ อดีตตำรวจเกณฑ์

ยาม​เมื่อเหงาจับจิต...​ ฉันมักตั้งปัญหาถามตนเองอยู่​บ่อยครั้ง ว่าทำไมฉันจึงชอบ​ที่​จะนั่งทอดอารมณ์อย่างเงียบ ๆ​ อยู่​ตามลำพัง...​ เพียง​เพื่อ​จะเสพสุขหรือติดยึดอยู่​​กับ​ความหลังนั้น​กระนั้น​หรือ? ​แต่จนแล้ว​จนรอดฉันก็มิอาจค้นพบคำตอบ​ที่น่าพึงพอใจ​ได้เลย​-สักครั้งเดียว

บางคนว่า​เป็น​เพราะ​ความแก่มาเยือน...​

เฮ้ย! ฉันยังไม่แก่สักหน่อย​

ฉันเถียงในใจข้าง ๆ​ คู ๆ​ ​เพราะ​เมื่อไหร่​ที่ฉันจมอยู่​​กับ​ความหลัง ตัวของฉันก็ดูเหมือน​จะถูกอำนาจลึกลับบางอย่างเสกปั้นให้กลาย​เป็นเด็กชายตัวเล็ก ๆ​ เหมือน​เมื่อครั้งกระโน้นขึ้น​มาทันที

​และฉันก็​จะไม่รีรอ ​ที่​จะกระโดดเข้า​ไปสวมบทบาท​กลับกลาย​เป็นเด็กชายผู้นั้น​ ​พร้อม​กับกางปีกโบยบินท่องเ​ที่ยว​ไปในอดีตอย่างไม่รีรอเช่นเดียวกัน

​เพราะฉันมั่นใจในอดีตของฉัน อดีตแห่ง​ความสุขสันต์ ​ที่ยาก​จะโหยหาหรือช่วงชิงกลับมา​ได้อีกแล้ว​

​แต่นั่นแหละ​...​ ฉันจำ​ได้ว่า สมัยเด็ก ๆ​ อะไร​ ๆ​ สำหรับฉันมันก็มัก​จะดี​ไปเสียหมด เว้น​แต่โรคภัยไข้เจ็บเพียงอย่างเดียว​ที่ดูเหมือนมัน​จะโหดร้ายต่อฉันบ้าง ​ถ้า​เป็นหนัก ๆ​ ก็​จะปวด​เมื่อย​ไปทั่วสรรพางค์ ราว​กับโดนกรงเล็บปิศาจคอยขย้ำ กล้ามเนื้อแขนขา เจ็บปวดราว​กับถูบิดให้แยกขาดจากกัน ศีรษะก็ปวดร้าวแทบระเบิดออก​เป็นเสี่ยง ๆ​

เด็ก ๆ​ ​กับ​ความป่วยไข้​เป็นของคู่กัน ​โดยเฉพาะเด็กตัวผอม ๆ​ ​เพราะ​เอา​แต่ซุกซนข้าวน้ำไม่​เป็นอันกินอย่างฉัน หลุดรอดกรงเล็บของปิศาจร้ายมา​ได้ ก็นับว่าบุญท่วมหัวแล้ว​

สมัยนั้น​เส้นทาง​ที่​จะสัญจร​ไปหาหมอหลวง​ที่โรงพยาบาลทุรกันดารมาก ถนน​ที่เพิ่งสร้างเสร็จใหม่ ๆ​ ก็​เป็นถนนลูกรัง ผิวขรุขระ บางช่วงน้ำขัง​เป็นหลุมบ่อเหมือนปลักควาย หน้าฝนน้ำในคลองหลายสาย​ที่ถนนตัดผ่านไหลเชี่ยวกราก ​และบางครั้งก็ไหลทะลักพัดพาท่อนซุง​ที่ทอดสะพานข้าม​ไปฝั่งโน้นพังทลายจนรถราแล่นข้าม​ไปไม่​ได้
โรงพยาบาลก็อยู่​ไกล...​ถึงเมืองตะกั่วป่า พอถึงหน้าฝน ​จะ​ไปหาหมอหลวงสักที ก็​ต้องหอบสังขารลงเรือหางยาวเลียบชายฝั่งทะเลอ้อมผืนแผ่นดิน​ไปครึ่งค่อนวันกว่า​จะถึง...​ จากคลองนางย่อนเลียบฝั่งทะเลอันดามัน​ไปยังปากแม่น้ำตะกั่วป่า แล้ว​เบี่ยงหัวเรือ​ไปทางซ้าย ทวนกระแสน้ำขึ้น​​ไปทางเหนืออีกราว ๆ​ ค่อนชั่วโมง ก็​จะถึงท่าน้ำตลาดย่านยาว จากนั้น​ก็ต่อรถสองแถวอีกครั้ง จึง​จะ​ไปถึงโรงพยาบาลตะกั่วป่า

​เพราะเหตุนี้ผู้ป่วย​ส่วนใหญ่จึงมักหัน​ไปพึ่งยารากไม้ของหมอบ้าน น้อยคนนัก​ที่​จะมีโอกาส​ไปหาหมอหลวง ​โดยเฉพาะพวกเด็ก ๆ​ อย่างฉัน ไข้นิดไข้หน่อย​ ก็วิ่งเล่นกันจนหาย หากคราวใดไข้หนักก็​จะถูกจับให้กินยาหม้อ ​ซึ่ง​แต่ละขนานขมติดลิ้นจนฉันร้องไห้ทุกที

ฉัน​เป็นคนกินยายาก ทุกครั้ง​ที่ป่วยไข้ไม่สบาย พอถึงเวลากินยาก็เกือบ​จะ​ได้กินไม้เรียวควบคู่​ไปด้วย

ครั้งหนึ่ง​ฉัน​เป็นไข้ป้าง พ่อ​ไปตัดรากต้นควินิน​ที่บ้านปู่มาต้มให้กิน กินครั้งละสองช้อนโต๊ะ ​ซึ่งตอนนั้น​ฉันรู้สึกว่า​ ในโลก​ที่แสน​จะทุกข์ทรมานด้วยพิษไข้นี้ ไม่มีรากไม้บ้าบอ​ที่ไหน​จะขม​ไปกว่ารากควินินต้นนั้น​อีกแล้ว​

ถึงเวลากินยา แม่​จะถือไม้เรียวนั่งขนาบข้าง ปากก็ขู่ "กินเข้า​ไปเดี๋ยวนี้ ​จะ​ได้หาย ​ถ้าไม่กินแม่​จะพา​ไปหาหมอฉีดยา" แฮ่...​ฉีดยาเหรอ ฉันตัวสั่นขึ้น​มาเหมือนโดนผีแม่ซื้อ*หยอก ขนลุกซู่​ไป​ทั้งตัว ก็เข็มฉีดยาปลายแหลม ๆ​ มันน่ากลัว​จะตาย...​ ฉันนึกถึงปู่...​ พยายามกลั้นใจกลืนน้ำต้มรากไม้รสขมฝาดตามปู่สอน

"อย่าหายใจ" ปู่ว่า "หลับตา เทยาเข้าปากกลืนรวดเดียว"

ทุกครั้ง​ที่ถูกบังคับให้กินยา ฉันก็​จะท่องคาถากันไม้เรียวของปู่บทนี้เสียก่อนทุกที ท่องเสียจนกระทั่งจำ​ได้ขึ้น​ใจ...​ "หลับตา อย่าหายใจ กลืนรวดเดียว!" ​ทว่ากว่า​จะขย้อนพ้นลำคอลง​ไป​ได้น้ำของตาฉันก็ไหลพรากเหมือนเผาเต่า

คุณครูบอกว่าอีกหน่อย​ถนน​ที่ผ่านบ้านเรา​ไปตะกั่วป่า ​เขา​จะปรับปรุงสะพาน​และลาดยาง ​ใครเจ็บไข้ไม่สบาย ​ไปรักษาหมอหลวง​ที่โรงพยาบาลตะกั่วป่าก็​จะสะดวก​ขึ้น​
สมัยนั้น​การเผยแพร่ข่าวสารของทางราชการ​ต้องยก​ความดี​ความชอบให้คุณครู​กับตาผู้ใหญ่ ​เพราะสองท่าน​ไปประชุม​ที่อำเภอกันบ่อย ๆ​ ทางราชการมีโครงการอะไร​ก็แจ้งผ่านมา​กับสองท่านนี้

คุณครู​จะเผยแพร่ข่าวสารต่อ​ไปยังผู้ปกครองผ่านทางนักเรียน ​ส่วนตาผู้ใหญ่​จะนุ่งโสร่งลายสก๊อต สวมเสื้อกล้ามสีขาว ผ้าข้าวม้าแดงพาดบ่าผืนหนึ่ง​ เดินบอกชาวบ้านด้วยเท้าเปล่า ​ไปถึงบ้าน​ใครก็ขึ้น​​ไปนั่งบนเรือน สองมือก็ตะบันหมาก​ไปพลาง ปากก็พูดคุยเรื่อง​ข่าวสารกัน​ไปพลาง ​ได้เวลาเจ้าของบ้านยกสำรับ​กับข้าวออกมาต้อนรับ ก็ฉลองศรัทธาให้​เขาเสียหนึ่ง​มื้อ ​แต่​ถ้า​เป็นเรื่อง​ด่วนตาผู้ใหญ่ก็​จะตีเกราะประชุมแจ้งข่าว​ที่ใต้ถุนบ้านของแก...​ เช่น ข่าวการป้องกันโรคระบาด ข่าวนายอำเภอ​จะมาประชุม​ที่หมู่บ้าน หรือ เรื่อง​ไฟป่า เหล่านี้ล้วน​เป็นข่าวด่วน​ที่ทางอำเภอเร่งรัดให้แกแจ้ง​กับลูกบ้านทันที


ข่าวการตัดถนนซอยเข้า​ไป​ที่ไร่ของพ่อฉัน ​เพื่อ​ที่​จะขนหินในคลอง​ไปถมถนนก่อสร้างทางหลวงให้​ได้มาตรฐาน ​เป็นข่าวสำคัญ​และ​ต้องการ​ความร่วมมือ​กับลูกบ้าน​ที่เกี่ยวข้อง ตาผู้ใหญ่จึงนุ่งโสร่งลายสก๊อต สวนเสื้อกล้ามสี ​และผ้าขาวม้าสีพาดบ่า เดินตัวปลิวมาหาพ่อของฉัน​ที่บ้านไร่ด้วยตนเอง ​เพราะถือว่าพ่อ​เป็นหัวเรือใหญ่อยู่​​ที่นั่น

​และวันนั้น​หลังจากตาผู้ใหญ่กลับ​ไปแล้ว​ พ่อพูด​กับแม่ว่า พรุ่งนี้พ่อ​กับตาผู้ใหญ่​จะ​เป็นคนปักเขตแนวให้แทรกเตอร์ปาดหน้าดินกรุยทางจากถนนลูกรัง​ที่​เขาเพิ่งสร้างเข้ามา​ที่นี่...​

"​ถ้าเกิดล้ำเข้า​ไปใน​ที่ของคนอื่นมาก ๆ​ ​เขาไม่ว่า​เอาหรือ" แม่ไม่สบายใจ

"ก็นี่แหละ​ ​ที่ลุงผู้ใหญ่มาปรึกษาฉัน"

"เธอ​ไปบอกให้ทุกคน​ไปช่วยกันดีกว่า" แม่ออก​ความเห็น

พ่อส่ายหน้า ​พร้อม​กับแย้งขึ้น​ว่า "มากคนก็มากเรื่อง​"

"ไม่​ได้—เธอ​จะ​ไปคิดแบบนั้น​ไม่​ได้ ฉันไม่เห็นด้วย" แม่ขัดขึ้น​

แม่ของฉันชอบอ่านหนังสือ แม่มีหนังสือเล่มหนา ๆ​ ​ที่​ได้มาจากบ้านคุณตา​ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีวางอยู่​บนหิ้งหัวนอนหลายเล่ม ตอน​ที่หอบหิ้วหนังสือพวกนั้น​มา พ่อพูดหยอกล้อแม่ของฉันว่า ...​"สมบัติบ้า หอบมาให้หนักบ่าฉันทำไมก็ไม่รู้...​" ​และฉันก็เพิ่ง​จะมาคิด​ได้ในภายหลังนี้เองว่า ​เป็น​เพราะสมบัติบ้านี่เอง ​ที่ทำให้แม่ของฉัน​เป็นหญิงโบราณอีกคนหนึ่ง​​ซึ่งกล้าโต้แย้งสามีอย่างมีเหตุมีผล

​ซึ่งการโต้แย้งด้วยเหตุผลของแม่ในวันนั้น​ก็​ได้ทำให้พ่อ​ต้องตก​เป็นฝ่ายยกธงขาว ยอมลงกระได​ไปตาม​เพื่อนบ้านมาปรึกษาหารือตาม​ความเห็นของแม่

น้าด้วน ตารุ่ม ตารวย ตาทอง ตาอิน ลุง​พร้อม ตาเอียด ผู้​ที่มี​ส่วนเกี่ยวข้อง​กับเรื่อง​นี้ ​ได้มาร่วมปรึกษาหารือกัน​ที่ใต้ถุนบ้านของฉัน​พร้อมหน้า​พร้อมตากันหมดทุกคน ​โดยเฉพาะตาเอียด​ที่อยู่​ต้นทาง ​ซึ่งแนวถนน​จะ​ต้องตัดผ่าน​ที่ดินของแก​เป็นเจ้าแรก ​เป็นผู้​ที่มีบทบาท​มาก​ที่สุด ในสายตาของเด็กแก่แดดอย่างฉัน ​ซึ่งแอบฟังพวกผู้ใหญ่​เขาคุยกันอยู่​ห่าง ๆ​ ​ที่ใต้ถุนเรือน ​เพราะตาเอียดค่อน​ไปทางหัวหมอ ยึดติด​กับศักดิ์ศรีอดีตตำรวจเกณฑ์ของแก ​ที่แกภูมิใจ​และชอบคุยโว ทำให้ทุกคน-รวม​ทั้งพ่อฉันพากันหวั่นเกรง เกรงว่างานกรุยถนนเข้ามายังบ้านไร่​จะไม่ราบรื่น ​ถ้าหากตาเอียดไม่เล่นด้วย

​แต่​ทว่า​เมื่อถึงเวลาเข้าจริง ๆ​ ส.ต.ต.เอียด ก็​เป็นช้างมีควาญ ก็​คือ ตารวย ​ที่​กำลังนั่งปรึกษาหารืออยู่​ด้วยกันนั่นแหละ​ ควาญของแก
ตารวยให้ฉายาตาเอียดว่า "เอียดนก​เขา" ​เพราะตาเอียดชอบต่อนก​เขา ​จะ​ไปไหนมา​ไปก็มักหิ้วกรงนกต่อติดมือด้วย​ไปเสมอ ​เป็นนกต่อทีเสียงดี เวลาฉันดีดนิ้วข้าง ๆ​ กรงมันก็​จะยื่นคอขันจุกกรู ๆ​ ขึ้น​มาทันที

"ไอ้รุ่น" ตาเอียดนั่งห้อยเท้าบนก้นครกตำข้าว​ที่ใต้ถุนบ้านฉัน หันมาเอ่ย​กับพ่อของฉันเสียงดัง "มันขึ้น​มา​เอาผลประโยชน์ในบ้านเรามึงอย่าให้มันฟรี ๆ​"

ตาเอียดพูดจบ พ่อของฉันก็​ได้​แต่นั่งยิ้มอย่างใจเย็น หาก​แต่ตารวยควาญของตาเอียดตบเข่าตนเองฉาดหนึ่ง​ ก่อน​จะอ้าปากคัดค้าน

"​เขาตัดถนนให้เดินหิ้วกรงนก​ไปไหน ๆ​ ​ได้คล่อง ก็บุญ​จะตายอยู่​แล้ว​ เอ็ง​จะ​ไปคิดรีดไถ​เขาอีกทำไม่เล่า- สิบกรีเอียด"

"กูให้คำปรึกษา" ตาเอียดเสียงอ่อนลง ​พร้อม​กับหันมาถามพ่อของฉันอีก "ว่า​แต่​จะ​เอากี่เมตรดี"

แม่นั่งยิ้ม พ่อหัน​ไปถามน้าด้วน "ว่ายังไง เณรด้วน ​จะให้​เขาทำถนนกว้างกี่เมตร"

"ผม​ได้​ทั้งนั้น​" น้าด้วนตอบเบาๆ​

"ไม่​ได้ ๆ​" ตาเอียดเสียงดังขึ้น​มาอีก "​ต้อง​เอาให้แน่ พอ​เขา​เอาแทรกเตอร์มาปาดหน้าดินบ้านมึงมากเข้า มึงก็​จะนึกเสียดายขึ้น​มา ไหนมะพร้าว ไหนมังคุด เพิ่ง​จะปลูกลง​ไป​ทั้งนั้น​...​. วันนี้​ต้องว่ากันให้สิ้นเสร็จ"

"ว่า​แต่​เพื่อน" ตารวยหัวเราะหึ ๆ​ "ตัวเองให้กี่เมตรก็ว่ามา"

อดีตตำรวจเกณฑ์ผู้พิสมัยกรงนก​เขาหัน​ไปทางตารวย ​เอามือตบหน้าอกผาง ๆ​

"เฮ้ย- กูสิบกรีเอียด สละชีพ​เพื่อชาติก็เคยมาแล้ว​ ​กับไอ้​ที่ดินแค่ฝ่ามือ มัน​จะสลักสำคัญอะไร​นักหนา"

"กี่เมตรก็ว่ามา" ตารวยฉวยโอกาสเกทับ "เอียดนก​เขาให้เท่าไหร่ฉันให้เท่านั้น​"

"ให้มันแน่" ตาเอียดชี้หน้าคู่ปรับ...​​พร้อม​กับขึ้น​เสียง ​และหันหน้ามาทางพ่อของฉัน "พวกสูรู้จักเอียดนก​เขาน้อย​ไปแล้ว​ มึง​จะ​เอากี่เมตรไอ้รุ่น"

"ฉันว่า​ถ้าให้สวย​ต้องไม่ต่ำกว่าสิบเมตร" พ่อพูด แล้ว​หันมอง​ไปยัง​เพื่อบ้านคนอื่น ๆ​

"ถนนซอยกว้างสิบเมตร มาก​ไป" ตารุ่มออก​ความเห็น "ห้าเมตรก็กว้างพอ​ที่รถบรรทุกหกล้อ​จะวิ่ง​ได้แล้ว​...​"

ถึงตอนนั้น​ทุกคนนั่งเงียบ ฟังเหตุผลของตารุ่ม​พร้อม​กับ​ใช้​ความคิด ​เพราะตารุ่มเคยทำงาน​เป็นกรรมกรกองทางของแคมป์ทางหลวง ​ที่เพิ่งสร้างทางลูกรังเสร็จใหม่ ๆ​นั่นมาก่อน ​ทว่า​เพื่ออนาคตลูกหลานในวันข้างหน้า ก็จำ​ต้องกันเนื้อ​ที่เผื่อไว้ด้วย...​ โต้กัน​ไปโต้กันมา กระทั่งใน​ที่สุดก็​ได้ข้อยุติร่วมกันด้วย​ความกว้าง ๑๐ เมตร ตาม​ที่พ่อเสนอ ​ซึ่งทุกคนก็เห็นพ้องด้วย

วันนั้น​ฉัน​ต้องวิ่งอกตั้ง​ไป​เอามะพร้าว​ที่บ้านตารุ่มมาให้แม่ทำกล้วยบวชชีเลี้ยง​เพื่อนบ้านอีกรอบ หลังจากรอบแรกหุงข้าวมื้อเ​ที่ยงเลี้ยงตาผู้ใหญ่​กับตารุ่มผ่าน​ไปแล้ว​ หลังจากนั้น​พวก​เขาก็ชวนกันถือมีดพร้าคนละด้าม ตรงเข้าป่า ​ไปตัดไม้ไผ่มาทำหลักปักแนว​เพื่อให้รถแทรกเตอร์ของบริษัทรับเหมาสร้างทาง​ได้อาศัยบุกเบิกกรุยทางแทนหมุดเซอร์เวย์ต่อ​ไป

"เดี๋ยว ๆ​" ลูกชายคนเล็กของฉัน ฟังฉันเล่าเรื่อง​ราวของแผ่นดินบรรพบุรุษมาถึงตรงนี้ ​เขาก็เกิดข้อกังขาขึ้น​มา

"สงสัยอะไร​?" พี่ชายของ​เขาหัน​ไปถาม

"ก็เราอ่านป้ายประกาศซ่อมปรับปรุงทางของเทศบาล​ที่ปากซอย​เมื่อวานนี้ ​เขาระบุว่า ผิวจราจรกว้าง ๖ เมตร นี่" ​เขาตอบคำถามพี่ชายอย่างคนช่างสังเกต จนฉันอด​ที่​จะชมเชย​เขาอยู่​ในใจไม่​ได้

ขณะนั้น​เรา 4 คน​กำลังนั่งพักผ่อนพูดคุยกันอยู่​ใต้ร่มมะม่วงใหญ่หน้าบ้าน พ่อของฉันนั่งอยู่​บนแคร่ไม้ไผ่ใต้โคนมะม่วง ฉัน​กับลูกชายคนโตนั่ง​ที่ม้าหินอ่อน ใกล้ ๆ​ กัน ​ส่วนแม่​กับน้องสาวของฉัน ​และแฟนฉัน ​ทั้งสามคนสมัคร​เป็นหน่วยเสบียง ช่วยกันทำ​กับข้าว​และของขบเคี้ยวอยู่​ในครัวหลังบ้าน สักพักก็​จะมี​ใครคนใดคนหนึ่ง​ถือของขบเคี้ยว​ที่พวก​เขาคิดทำกันขึ้น​ ออกมาให้พวกเรา​ได้กินเล่นกันตลอดเวลา

เมี่ยงคำบ้าง ข้าวตังทอดหยอดหัวกะทิบ้าง รสชาติเค็ม ๆ​ มัน ๆ​ เคี้ยวเล่นอร่อยปากดีนัก

พ่อของฉันมัก​จะไม่​ใคร่แตะ​ต้องของพวกนั้น​สักเท่าไหร่ ​ส่วนมากมัก​จะคะยั้นคะยอให้หลาน ๆ​ ​ได้ลิ้มลองของกินเล่นสูตรโบร่ำโบราณ​เพื่อ​จะ​ได้ศึกษารสชาติของมันเสียมากกว่า

ปีนี้พ่อของฉันอายุ ๗๒ คิ้ว ผม หนวดเครา ออกสีเทา ๆ​ ไม่ถึง​กับขาวเสียทีเดียว ผิวกายทั่วทุก​ส่วนเหี่ยวย่นตามสภาพสังขาร ​แต่นัยน์ตายังใสแจ๋ว ​ความจำยังดีเยี่ยม

หลังจาก​ได้ยินหลานคนเล็กกล่าวขึ้น​อย่างนั้น​ พ่อก็หันมาสบตาฉันแวบหนึ่ง​ ฉันเหมือน​ต้องมนต์สะกด ทำให้​ต้องนิ่งเฉยดั่งรูปปั้น ในขณะ​ที่ลูกชายของฉัน​ทั้งสองหัน​ไปมองปู่ของ​เขา​พร้อม ๆ​ กัน

"ก็​ความเห็นแก่ตัวนั่นแหละ​ลูก...​ " พ่อของฉันเอ่ยขึ้น​เบา ๆ​ ก่อนสบตา​กับหลานชาย​ทั้งสองสลับกัน​ไปมา จากนั้น​ก็ทอดสายตามองออก​ไปไกล ราว​กับ​จะดึง​เอาอดีตกลับคืน

"​เมื่อครั้งรุ่นปู่ หรือรุ่นพ่อของลูก ๆ​ ยัง​เป็นเด็กก็ยังไม่เท่าไหร่ ​แต่พอมารุ่นหลังๆ​ นี้ ผืนดินแค่ฝ่ามือก็ไม่มี​ใครยอม​ใคร ​ถ้าหาก​แต่ก่อนจิตใจผู้คน​เป็นเหมือนเดี๋ยวนี้ ถนนซอยบ่อหินสายนี้ก็คง​จะไม่ ​ได้สร้าง"

พ่อจบคำสุดท้ายด้วยน้ำเสียง​ที่แผ่วเบาราว​กับ​จะกล้ำกลืน​เอาไว้ในลำคอ

"ไม่แน่นา...​ปู่" ลูกชายคนเล็กของฉันพูดยิ้ม ๆ​ "ก็​เขา​ใช้ตำราสิบกรีเอียดไงปู่...​อย่าให้มันฟรี ๆ​ "

"บ้า" พี่ชายของ​เขาร้องขัดขึ้น​ "ทวดเอียดแกพูดเล่นต่างหาก ใช่ไหมปู่...​ "


ปู่ของ​เขาไม่ตอบ ​แต่หันมาสบตา​กับฉัน ก่อน​จะ​ที่ฉัน​กับท่าน​จะหัวเราะขึ้น​มา​พร้อม ๆ​ กัน ​เพราะเราสองคนจำ​ได้ว่า วันนั้น​​ถ้าไม่​ได้ตารวยมาคอย​เป็นควาญปราบพยศ สิบกรีเอียดก็คง​จะโยกโย้อยู่​​เป็นนานสองนานอย่างแน่แน่นอน

จบตอน​ที่ ๓

*******************************************************************************************

หมายเหตุ ; แม่ซื้อ ​คือ ผีบ้านผีเรือน ตามศรัทธา​และ​ความเชื่อของคนโบราณ ​ที่เชื่อกันว่า แม่ซื้อมีหน้า​ที่คอยปกปักรักษาชีวิตของพวกเด็ก ๆ​ ภายในบ้านเรือน​ที่ตนพึ่งพาอาศัย ให้อยู่​รอดปลอดภัย ปราศจากภยันตรายใด ๆ​ มาแผ้วพาน

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3175 Article's Rate 12 votes
ชื่อเรื่อง เรื่องสั้นขนาดยาว --Series
ชื่อตอน สิบกรีเอียด ... อดิตตำรวจเกณฑ์ --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง พลอยพนม
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๓
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๓๑๕ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๒ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๔๘
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : Rotjana Geneva [C-17073 ], [81.62.23.41]
เมื่อวันที่ : ๑๓ มิ.ย. ๒๕๕๓, ๐๑.๓๘ น.

เหนือสิบกรีเอียดยังมีตารวย รจนาชอบบทสนทนา​​ระหว่างเจรจาว่า​​จะ​​เอาถนนกี่เมตรค่ะ​​ คมคายดีจริง

​​แต่ว่าตอนจบไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมกลาย​​เป็น 6 เมตรค่ะ​​ ถึง​​แม้พ่อรัน​​จะอธิบายก็ยังไม่เก็ต (รจนาคนคิดช้า แหะ แหะ) คิดว่าสุดท้าย ชาวบ้านก็คงโยกโย้เสียดาย​​ที่ดินกระมังคะ​​?

สามตอนผ่าน​​ไปแล้ว​​ แจ๋ว ๆ​​ ทุกตอนค่ะ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : นาม อิสรา [C-17075 ], [124.157.166.49]
เมื่อวันที่ : ๑๓ มิ.ย. ๒๕๕๓, ๑๒.๑๙ น.

จาก ๑๐ เมตร กลาย​​เป็น ๖ เมตร ก็​​เพราะกาลเวลาเปลี่ยน จิตใจคนก็เปลี่ยนตามครับ​​ผม

ผมอ่าน "บ้านใกล้เรือนเคียง" เรื่อง​​สั้น ของ ไพฑูรย์ ธัญญา สมัยก่อน แล้ว​​รู้สึกอิน​​กับงานของ​​เขามาก

ก็เขตแดนนั่นแหละ​​ครับ​​ตัวดี ​​ที่ว่างตรงอื่นมีถม ไม่ค่อยใส่ใจ ​​แต่ตรงเขตแดนมัก​​จะไม่​​ใคร่​​ได้ ​​จะปลูตะไคร้สักกอ ขมิ้นสักแง่ ก็มัก​​จะให้มันเฉียดล้ำเขตแดนเข้าไว้ก่อน กัน​​เพื่อนบุกรุก​​ที่ตนเอง

นับประสาอะไร​​​​กับ​​ที่สาธารณะ เผลอ​​เมื่อไหร่ก็รุก​​เอา​​เมื่อนั้น​​

คิดว่าคุณรจนา คง​​จะพอเข้าใจแล้ว​​นะครับ​​คราวนี้

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น