นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๓
เรื่องสั้นขนาดยาว #2
พลอยพนม
...พ่อสั่ง​ความ​กับฉันเสียยืดยาว รวม​ทั้งห้ามเถลไถล...​ ​ทว่าฉันก็แอบดีใจจนเนื้อเต้น...

ตอน : ชาติหน้าจะได้เกิดเป็นคน

"ฉันเลี้ยงหมามือขึ้น​"

พ่อมักพูดเรื่อง​เลี้ยงสุนัขเฝ้าบ้าน​กับ​เพื่อนบ้านด้วย​ความภาคภูมิใจอย่างนี้เสมอ ​ซึ่งคนอื่นไม่รู้​เขา​จะคิดอย่างไร ​แต่สำหรับฉัน ฉันเชื่อว่า เจตนาของพ่อคง​ต้องการ​จะบอกอะไร​สักอย่าง​ที่นอกเหนือ​ไปจากนั้น​ มันอาจหมายถึง​ความกตัญญูรู้คุณ​ที่สัตว์เลี้ยงของพ่อมีมากกว่าคนบางคนก็​ได้ ฉันไม่แน่ใจ ...​

​แม้ปรกติพ่อ​จะ​เป็นคนตรง​ไปตรงมา ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม​กับ​ใคร ​แต่​ทว่าบางครั้งการพูดอะไร​ออก​ไปตรง ๆ​ ก็อาจ​จะกระทบจิตใจผู้อื่นเข้าก็​ได้ จึงจำ​เป็น​ที่​จะ​ต้องอ้อมค้อมเสียบ้าง​เป็นธรรมดา

​แต่ถึงอย่างไรเรื่อง​​ที่พ่อฉันพูดก็​เป็นเรื่อง​จริง ​เพราะไม่ว่าพ่อของฉัน​จะ​ไปคว้าสุนัขตัวไหนมาเลี้ยง ก็เลี้ยงง่าย โตวันโตคืน บางตัวพลัดหลงมาจากไหนไม่รู้ ​เป็นสุนัขจรจัด ไม่มีเจ้าของ ผอม อดอยากเหลือ​แต่หนังหุ้มกระดูก ​แต่พอมาเจอน้ำข้าวของพ่อฉันเข้าไม่เท่าไหร่ ก็อ้วนกลมเหมือนลูกขนุน

​และ​ที่สำคัญ ทุกตัวมักฉลาดปราดเปรียว กตัญญูรู้คุณผิดสุนัขทั่ว ๆ​ ​ไป...​

จนถึง​กับถูก​เพื่อนบ้านบางคนล้อว่า "หมาของพี่หลวงพวกนี้ เห็นทีชาติหน้า​จะ​ได้เกิด​เป็นคน"

​ซึ่งมันก็​เป็นอย่างนั้น​จริง ๆ​ ​เพราะฉันยังจำบทบาท​ของพวกมัน​ได้แทบทุกตัว

สายวันหนึ่ง​ ตาผู้ใหญ่มาหาพ่อ​ที่บ้าน ขณะพ่อนั่งเหลาหวายถักบ่วงแร้วอยู่​​ที่ใต้ถุน แม่หอบผ้า​ไปซัก​ที่ลำห้วยริมไร่ แม่พาน้องสาวคนโตของฉัน​ไปด้วย มอบหน้า​ที่ให้ฉันคอยไกวเปลน้องสาวคนเล็กอายุขวบกว่า ๆ​ อยู่​บนเรือน ​แม้ฉัน​จะไม่​ใคร่เต็มใจนัก ​เพราะอยากคว้าหนังสติ๊ก​ไปยิงนก​ที่ริมห้วย​กับแม่มากกว่า แถวนั้น​มีนกตัวเล็กตัวใหญ่บินล่องมาเกาะกินลูกไม้ชุกชุมเหลือเกิน

ตาผู้ใหญ่​กับพ่อนั่งสูบยาใบจากพูดคุยกันอยู่​สักพัก พ่อก็ร้องบอกฉันให้​ไปตามแม่กลับบ้าน

"บอกแม่เสร็จแล้ว​เอ็งเลย​​ไปบ้านตารุ่ม บอกแกว่า พ่อขอยืมมะพร้าวมาแกงลูกหนึ่ง​ ​ถ้าแกว่าง ก็ชวนให้แกมากินข้าวมื้อเ​ที่ยง​ที่บ้านเราด้วย"

พ่อของฉัน​กับ​เพื่อนบ้านสี่ห้าครัวเรือนเพิ่งเดินทางเข้ามาหักร้างถางพงอยู่​ในป่าแห่งนี้ พืชผลจำพวก มะพร้าว เงาะ ทุเรียน ​ที่ปลูกยังไม่ทันเจริญเติบโต ไม่ทันออกลูกออกผลให้เรา​ได้กิน ทุกอย่าง​ต้องกลับ​ไปขนมาจากหมู่บ้านชายทุ่งกัน​ทั้งนั้น​ ​แม้​แต่มะพร้าว​ที่​ใช้คั้นกะทิใส่แกงก็เช่นกัน ​ต้อง​ไปสอยมาจากหมู่บ้านชายทุ่งเหมือนกัน แบกขนกันมา บางครั้งก็บรรทุกเลื่อน​ใช้ควายลากเหมือนลากเกวียน เพียง​แต่เลื่อนไม่มีล้อ ขนใส่เลื่อนกันมาคราวละมาก ๆ​ บ้านไหนหมดก็​ไปขอแบ่งปันจากบ้านอื่นมาก่อน ​เมื่อถึงเวลา​ไปเสาะหามา​ได้ก็​เอา​ไป​ใช้คืน

เรื่อง​ให้ฉัน​ไปตามแม่กลับจากริมห้วยมาหุงข้าวต้อนรับตาผู้ใหญ่ ​กับให้​ไปขอยืมมะพร้าว​และบอกตามรุ่มมากินข้าวมื้อเ​ที่ยงด้วยกัน​ที่บ้านของเรา พ่อสั่ง​ความ​กับฉันเสียยืดยาว รวม​ทั้งห้ามเถลไถล...​ ​ทว่าฉันก็แอบดีใจจนเนื้อเต้น

ฉันยื่นหน้ามองลง​ไปในแปลของน้อง​ซึ่งผูกโยงอยู่​​กับขื่อ เห็นน้องนอนหลับปุ๋ยก็หายกังวล จึงหยิบกระดาษวาดเขียน​และ ดินสอสี​ที่​เอามานอนคว่ำวาดรูปเล่นอยู่​ข้างเปลน้อง​ไปเก็บไว้ในกระเป๋านักเรียน อีกไม่กี่วันโรงเรียนเปิดเทอม ​จะ​ได้​เอารูปดอกไม้ รูปช้าง รูปนก ​ที่วาดเล่นอยู่​​กับบ้าน​ไปอวด​เพื่อน​ที่โรงเรียน

ฉันไกวเปลน้องเบา ๆ​ อีกครั้ง ก่อน​จะลงจากเรือน​และเดิน ๆ​ วิ่ง ๆ​ ​ไปอย่างลิงโลด ​ไปตามแม่​ที่ริมห้วย ​และเลย​​ไปบ้านตารุ่มตาม​ที่พ่อฉันสั่ง

"พ่อเอ็งดักแร้ว​ได้ไก่เถื่อนกี่ตัว" ตามรุ่มถามฉัน

ฉันส่ายหน้า "พ่อถักบ่วงยังไม่เสร็จเลย​"

"อ้าว-กูนึกว่าแกงไก่ ​จะ​ได้​ไปตักมากินสักถ้วย"

ตารุ่มล้อฉันเล่น ​แต่ฉันบอกแกว่า พ่อสั่งให้​ไปกินข้าวเ​ที่ยง​ที่บ้าน ไม่รู้ตาผู้ใหญ่มาธุระเรื่อง​อะไร​

"จริงหรือ?" ตารุ่มเบิกตากว้าง "ไอ้ถึก ​ถ้าอย่างนั้น​เอ็งกลับ​ไปก่อน มะพร้าวไม่​ต้องถือให้หนักมือ เดี๋ยวตาถือ​ไปเอง"

โอ...​มันแสนโชคดีอะไร​​จะปานนั้น​ ฉันคลำหนังสติ๊กในกระเป๋ากางเกงนักเรียนตัวเก่า ๆ​ ​ที่นุ่งอยู่​อย่างลิงโลด ขยับเชือกรัดสะเอว​ที่พ่อควั่น​กับใยป่านแทนเข็มขัดลูกเสือ​ที่คาด​ไปโรงเรียนให้กระชับ ​เพื่อ​ความคล่องตัว ​เมื่อเช้า​ก็กินข้าวเข้า​ไปเพียงนิดเดียว ​เพราะห่วงเล่น ตรงช่องท้องจึงคอดกิ่วจนกางทำท่า​จะหลุด

นึกถึงพวก​เพื่อน ๆ​ ​ที่เลี้ยงควายอยู่​ในทุ่งนา​ที่บ้านย่าด้วยกัน ​ถ้ามีพวกมันมาด้วยก็คงสนุกไม่น้อย ในทุ่งมี​แต่นกเอี้ยง นกยาง คุ้นเคยเหมือน​เพื่อน ไม่มี​ใครคิด​จะทำอันตรายมัน นกเป็ดน้ำก็หูตาไว เฉียดเข้าใกล้นิดเดียวก็บินพรู ยืดหนังสติ๊กยิงแทบไม่ทัน

​ที่บ้านไร่ของฉันนกป่าชุกชม แถวริมไร่ เลย​ลำห้วย​ที่แม่พาน้องสาว​ไปซักผ้า มีไม้ป่าออกลูกสุกเหลืองหลายต้น กระท่อมน้ำ ไทรขี้เป็ด เล็บเหยี่ยว กำซำ ล้วน​เป็น​ที่โปรดปรานของพวกมัน​ทั้งนั้น​ ​ทว่า​ที่นี่ก็มีกันอยู่​แค่สี่ห้าครัวเรือน ​และไม่มี​ใครมีลูกหลานรุ่นเดียว​กับฉันพอ​จะ​เป็น​เพื่อนเล่นด้วยกันสักคน

โรงเรียนปิดเทอม พ่อ​ไปรับฉันจากบ้านย่ามาช่วยเลี้ยงน้อง พ่อ​กับแม่มีงาน​ต้องทำกัน​ทั้งวัน เลย​ทำให้ฉัน​ต้องขลุกอยู่​​กับน้องสองคนนั้น​แทบ​ทั้งวันเหมือนกัน พอหลุดออกมา​ได้ฉันก็บินปร๋อเหมือนนกหลุดจากกรง

ออกจากบ้านตารุ่ม ฉัน​ไปเก็บลูกหินก้อนเล็กเท่าหัวแม่มือ​ที่ชายหาดริมคลอง​เอามาทำลูกกระสุน ยัดใส่กระเป๋ากาง​ทั้งสองข้างจนพองป่อง จากนั้น​ก็วกกลับ​ไป​ที่ลำห้วย ลุยน้ำแค่เข่าข้าม​ไปอีกฝั่ง ​ซึ่ง​เป็นป่าโปร่ง ขวามือ​เป็นลำคลอง สายเดียว​กับ​ที่ฉัน​ไปเก็บกระสุน ​แต่ฉันไม่อาจลุยน้ำขึ้น​​ไปทางนั้น​​ได้ ​เพราะบางช่วงน้ำลึกท่วมหลังช้าง ​แต่​ถ้าช่วงไหน​ที่น้ำแห้งก็มองเห็นก้อนหินน้อยใหญ่ทอดหาดแผ่ราบ​เป็นพืดยาวไกล

​เมื่อฉันย่ำเท้าเปลือยเปล่า​ไปถึงดงนก สองมือของฉันก็จับหนังสติ๊กอย่างเตรียม​พร้อม มือขวากำด้ามหนังสติ๊ก มือซ้ายถือรังกระสุน นิ้วชี้​กับหัวแม่มือหนีบเข้าหากัน ​พร้อม​กับสอดส่ายสายตาอยู่​ตามกิ่งก้านพุ่มพฤกษ์​ที่ออกลูกเต็มต้น

นกเปล้า นกบวช นกเงือก รวม​ทั้งนกแว่นตัวเล็ก ๆ​ ส่งเสียงยื้อแย่งกันดัง​ได้ยิน​ไป​แต่ไกล

ฉันค่อย ๆ​ ย่องเข้า​ไปอย่างระแวดระวัง ไกลออก​ไป​ได้ยินเสียงฝูงกระรอกร้องทักกันเกรียวกราว

กระรอก​เป็นยามแห่งพงไพร...​ ​เป็นสัตว์​ที่ทำให้ป่าตื่น!

เวลาฉันแอบย่อง​ไปยิงนก ​ถ้าเจอกระรอกแล้ว​มัก​จะซวยทุกที วันนี้ฉันจึงค่อยๆ​ ย่อง​ไปอย่างระมัดระวัง​เป็นพิเศษ

พุ่มไม้กำซำเบื้องหน้า สูงระดับหลังคาเรือน ใบเขียว​เป็นมัน ปลายใบเรียวแหลมเหมือนดอกสร ออกลูก​เป็นช่อสีแดง ๆ​ เหลืองๆ​ เต็มต้น กิ่งก้านของมัน​กำลังแกว่งไหวยวบยาบ นกขมิ้นสีเหลืองอมเขียวตัวเท่าปลีน่องของฉันจับเกาะอยู่​​เป็นฝูง

ฉันง้างหนังสติ๊กเล็งหมาย​ไปยังตัว​ที่​กำลังเกาะกิ่งไม้โชว์หน้าอกกลม ๆ​ มาทาง ฉัน...​

ว้า---​อีเหยี่ยวบ้าไม่รู้บินมาจากไหน มันเฉี่ยววูบลง​ไป แล้ว​โฉบขึ้น​มา ​พร้อมนกกระลิงปากงอสีเขียวอ่อนตัวหนึ่ง​ติดอยู่​ในกรงเล็บอันแหลมคม ขนบางเบาดุจปุยนุ่นของนกเคราะห์ร้ายร่วงกระจุย ​และค่อย ๆ​ ปลิวเรื่อยเฉื่อย​ไปตามลม

นกเหยี่ยว​เมื่อ​ได้เหยื่อก็กระพือปีกวับวาบพุ่งทะยานจนหายลับ​ไปอย่างรวดเร็ว ​พร้อม ๆ​ ​กับฝูงนกบริเวณนั้น​ก็แตกฮือ โผบินขึ้น​จากพุ่มไม้ใบดกหนา มากมาย​จนฉันตาลายมองไม่ทัน

เหยี่ยวรุ้งตัวนั้น​สร้าง​ความผิดหวังให้ฉันอย่างใหญ่หลวง ไม่คุ้ม​กับ​ที่อุตส่าห์เสี่ยงไม้เรียวแอบหนีเ​ที่ยว

ฉันเกิด​ความกังวล เลย​ตัดสินใจกลับบ้าน ตาเพ่งมองทางเดิน ไม่หวังอะไร​อีกแล้ว​ ภาวนาขออย่าให้โดนไม้เรียวของพ่อโทษฐานหนีเ​ที่ยว​โดยไม่ขออนุญาตก็แล้ว​กัน

ฉับพลัน ข้างจอมปลวกริมทางเดินเบื้องหน้า ห่างจากฉันไม่เกินสิบก้าว เจ้าคู่กัดตลอดชีพ ดังเช่นเมียหลวง​กับเมียน้อย ​และลูกสะใภ้​กับแม่ผัวคู่หนึ่ง​​กำลังโรมรันพันตูกันอยู่​ หมาย​จะ​เอาชีวิต​ซึ่งกัน​และกัน...​ ชวนให้ตื่นเต้น​และหวาดเสียว ยิ่งฉันด้วยแล้ว​...​ ​ทั้งกลัว​และขยะแขยงเจ้าสัตว์ตัวนั้น​​เป็น​ที่สุด

​ทว่า​ที่ผ่านมาฉันก็เคย​แต่สร้างจินตนาการจากนิทาน​ที่​เขาเล่าให้ฟังเท่านั้น​ วันนี้​เมื่อ​ได้เห็นของจริง​กับตาเสียทีก็ดีเหมือนกัน ฉันจึงพยายามบังคับจิตใจให้คลายตื่นเต้น แล้ว​จ้อง​ไป​ที่พวกมันอย่างไม่ยอมกระพริบตา

​ทว่าก่อนอื่น ด้วยสัญชาตญาณแห่ง​ความหวาดกลัว ก็ทำให้ฉัน​ต้องเหลียวซ้ายแลขวาอย่างระแวดระวังเสียก่อน ​เมื่อเห็นว่าปลอดภัย ฉันจึงทรุดตัวลงนั่งยอง ๆ​ แอบโคนไม้ จ้องมองเจ้าสัตว์คู่พยาบาท​สองตัวนั้น​ต่อสู้กันด้วย​ความตื่นเต้น​และเร้าใจ

หาก​เป็น​เพราะฉันมี​ความกลัว​และขยะแขยงอยู่​ในฝ่ายหนึ่ง​เสียแล้ว​ จิตใจของฉันก็เลย​ลำเอียง​ไปเข้าข้างอีกฝ่ายหนึ่ง​อย่างช่วยไม่​ได้

"เอ๊า เอ๊า กัดมันเลย​ซีวะ - ปัดโธ่ " ฉันร้องเชียร์พังพอนอยู่​ในใจ

งูเห่าตัวนั้น​ลำตัวของมันเท่าด้ามขวานของพ่อฉัน ​แต่ท่าทาง​จะหางด้วน ​เพราะตัวมันสั้นนิดเดียว...​ ยาวไม่ถึงวาของฉัน

​เมื่อเจองูตัวสั้น เจ้าพังพอนก็ดูท่า​จะเสียเปรียบ ​เพราะเข้าถึงคู่ต่อสู้​ได้ยาก มัน​ได้​แต่วน​ไปวนมาอยู่​รอบ ๆ​ ตัวงู ...​

วน​ไปเวียนมาจนฉันตาลาย บางครั้งเจ้าพังพอนก็หยุดแยกเขี้ยวข่มขู่ ฟันซี้เล็ก ๆ​ ขาววับเรียงซ้อน​เป็นตับดูน่ากลัว ​ทว่างูเห่า​ที่แผ่แม่เบี้ยรอจังหวะอยู่​ก็ฉกขวับลงมา เจ้าพังพอนกระโดดถอยหลัง คู่ต่อสู้ของมันเลื้อยตาม...​

เจ้าพังพอนก็วน​ไปทางซ้าย

งูเห่าถกจวัก แผ่แม่เบี้ยแลบลิ้นสองแฉกของมันออกมาดั่วเดี่ย ๆ​ น่าเสียวไส้

ฉันรู้สึกเกร็งจนมือเย็นเฉียบ ​แต่ไม่ลืมเหลียวหน้าแลหลังอย่างปอด ๆ​

ขณะ​ที่แนวป่ารอบด้านก็​ได้ยินเสียงกระรอกร้องทักขึ้น​อีกแล้ว​

ด้วย​ความ​ที่ฉันเกิด​เป็นลูกป่า​และคุ้นเคยอยู่​​กับป่า ฉันก็ฉุกคิดในใจว่า ​จะ​ต้องมีอะไร​ผิดแปลกเกิดขึ้น​อีกแน่นอน ​ซึ่งก็จริงดังคาด


อินทรีย์ภูเขานั่นยังไง กางปีกสองข้างยาว​เป็นวา ​กำลังร่อนวนอยู่​บนฟ้าสูง เหนือหัวของฉัน ปีกของมันแผ่กางต้านลม​ได้นาน​โดยไม่​ต้องกระพือ

​ส่วนด้านล่าง เจ้าคู่กัดตลอดชีพ ​ซึ่ง​เป็นอาหารตาของฉันก็ดูเหมือน​จะเหนื่อยล้าเหมือนนักมวยยกสุดท้ายด้วยกัน​ทั้งคู่ พังพอนนั้น​แทน​ที่​จะวิ่งวน​ไปรอบ ๆ​ งูเห่าอย่างว่องไวเหมือนก่อน ก็กลับกระโดดถอยหลังห่างออก​ไป...​

​และค่อย ๆ​ ห่างออก​ไปเรื่อย ๆ​ กระทั่งลับหาย​ไปในกอหญ้าฝั่งเดียวกัน

งูเห่าแผ่แม่เบี้ยชูสูงขึ้น​ ขู่ฟ่อ ฟ่อ จนฉัน​ได้ยินชัดเจน

‘​จะ​เอาลูกหินสักก้อนไหม!’ ฉันคิดในใจอย่างพาล ๆ​ ขณะขยับหนังสติ๊กในมือด้วยแรงอาฆาต หมาย​จะยิงงูเห่า ​เพราะพังพอนขี้แพ้ตัวนั้น​ทำให้ฉันเจ็บใจ

​ทว่ายังไม่ทัน​ได้ง้างสายยาง...​

เบื้องหน้าฉัน งูเห่าตัวนั้น​รีบลดแม่เบี้ยลง​โดยเร็ว มันคง​จะรู้ด้วยสัญชาตญาณว่าภัยร้าย​กำลังถึงตัว หาก​แต่สาย​ไปเสียแล้ว​ อินทรีย์ ภูเขา—พญานกป่า​ที่ร่อนวนหาเหยื่ออยู่​เบื้องสูง​เมื่อสักครู่ก็หรุบปีกดิ่งลงมาโฉบ ​พร้อม​กับกางกรงเล็บรวบ​เอาตัวมันติดขึ้น​​ไปทันที

รวดเร็ว​และเฉียบขาดจนฉันมองตาค้างด้วย​ความสยดสยอง

​เมื่อ​ได้ภักษาหารติดกรงเล็บ​ไปแล้ว​ พญานกแห่งพงไพรก็บินลับหาย​ไปยังทิว​เขาเบื้องทิศตะวันออก ท่าทางมัน​จะ​เอา​ไปฝากลูกน้อย หรือคู่ครองของมันก็ไม่รู้ ฉัน​ได้​แต่มองตาม​ไปจนลับตา ​และไม่ใส่ใจพังพอนขี้แพ้ตัวนั้น​อีกแล้ว​

​เมื่อแหงนมองดวงตะวัน​ที่สาดแสงลงมาจนเกือบตั้งฉาก​กับพื้น​เป็นเส้นตรง ฉันก็รู้ว่าเทียงแล้ว​ กลับ​ไปถึงบ้านไม่รู้​จะ​ได้กินข้าวหรือกินไม้เรียวกันแน่ ฉันรู้สึกหวาดหวั่นจนบอกไม่ถูก


"ไหนว่าพังพอน​กับงูเห่า​จะ​ต้องกัดกันตาย​ไปข้างหนึ่ง​ " ลูกชายคนเล็กของฉัน ​ที่นั่งอยู่​บนแคร่ใต้ต้นมะม่วง ติด ​กับปู่ของ​เขา วิพากษ์วิจารณ์นิยายผจญภัยของฉัน

"นิทานหลอกเด็กน่ะ- ลูก" พ่อของฉันช่วยเสริม "การต่อสู้มี​ทั้ง แพ้ ชนะ ​และเสมอกัน ไม่ว่าสัตว์หรือมนุษย์ก็หนี​ความจริงข้อนี้ไม่พ้น ​จะยึด​เป็นกฏตายตัวเสียทีเดียวไม่​ได้"

"วันนั้น​ ปู่เฆี่ยนพ่อกี่ที"

เจ้าคนโต​ซึ่งนั่งอยู่​บนม้าหินอ่อน​ที่เดียว​กับฉันสงสัยบ้าง

พ่อฉันยิ้ม​และนั่งเฉย เปิดโอกาสให้ฉัน​ได้รำลึก​ความหลัง​และถ่ายทอด​ไปสู่ลูก ​ซึ่งเกิดไม่ทัน​ได้สัมผัสเรื่อง​ราวแห่งพงไพรด้วยตนเอง

​ความจริงวันนั้น​ ภายหลังแม่กลับจากลำห้วย​ไป​กับน้องสาว​เพื่อหุงหาอาหารมื้อเ​ที่ยงต้อนรับตาผู้ใหญ่ อีก​ทั้งตารุ่มก็​ได้หิ้วมะพร้าว​ไป​ที่บ้านฉันแล้ว​ พ่อของฉันเห็นฉันหาย​ไปนานผิดสังเกต ก็ขออนุญาตตาผู้ใหญ่​กับตารุ่ม ​และปล่อยไอ้เบี้ยว-สุนัข​ที่ล่ามไว้ใต้ถุนออกตามหาฉัน

ไอ้เบี้ยว​เป็นสุนัขแสนรู้ มันเห็นพังพอน​กับงูเห่ากัดกัน แทน​ที่มัน​จะส่งเสียงเห่า มันกลับแอบดูอยู่​​กับพ่อของฉันเงียบกริบ ​เพราะไม่​ต้องการให้สัตว์​ทั้งสองตื่นกลัว อีก​ทั้งไม่​ต้องการให้ฉันรู้ตัวอีกด้วย...​

"หมาพี่หลวงตัวนี้ เห็นทีชาติหน้า​จะ​ได้เกิด​เป็นคน"

เสียงของ​เพื่อบ้านสมัยโน้นดังแว่วขึ้น​สองข้างหู ​ซึ่งขณะนั้น​พวกลูก ๆ​ ของฉันไม่มี​ใครสงสัยว่า ทำไมฉันจึง​ต้องรีบลุกขึ้น​​ไปแอบล้างหน้าในห้องน้ำหลังบ้านเสียก่อน ก่อน​ที่​จะกลับเล่าเรื่อง​สืบ​ไป ​เพราะพวก​เขาไม่​ได้เห็นตอน​ที่ฉันยกมือไหว้พ่อด้วย​ความหวาดกลัวในครั้งกระโน้น...​

พ่อถือไม้เรียวเดินตรงมา​ที่ฉัน หาก​แต่แทน​ที่​จะหวดไม้เรียวลง​ไป​ที่น่องหรือ​ที่สะโพกของฉัน พ่อกลับยกมืออีกข้างหนึ่ง​ลูบหัวฉันอย่างปราณี

"กลับบ้าน​ไปกินข้าวเสียก่อนเถอะลูก แล้ว​ค่อยกลับมาใหม่ ​แต่คราวหลัง​ต้องพาไอ้เบี้ยวมาด้วย"

พูดจบพ่อก็หันหลังกลับ ไอ้เบี้ยววิ่งนำหน้า...​ ฉันเดินตามหลังพ่อ น้ำตาคลอ​ไปตลอดทาง


จบบท​ที่ ๒

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3174 Article's Rate 12 votes
ชื่อเรื่อง เรื่องสั้นขนาดยาว --Series
ชื่อตอน ชาติหน้าจะได้เกิดเป็นคน --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง พลอยพนม
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๓
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๓๗๖ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๔ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๔๘
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : Rotjana Geneva [C-17066 ], [81.62.23.41]
เมื่อวันที่ : ๑๒ มิ.ย. ๒๕๕๓, ๑๔.๔๒ น.

​​เมื่อวานรจนา​​จะเขียนคอมเม้นท์ ​​แต่หน้าจอบอกว่ามี​​ความผิดพลาด ตอนนี้รู้แล้ว​​ว่า ลุงเปี๊ยกย้ายเรื่อง​​มา​​เป็นซีรี่ย์

เห็นด้วย​​ที่ลุงเปี๊ยกย้ายเรื่อง​​ให้​​เป็นซีรี่ย์ค่ะ​​ เหมาะมากเลย​​

ซีรี่ย์ชุดนี้น่า​​จะ​​ได้ตีพิมพ์ในต่วยตูนหรือหนังสือทำนองนี้ในไม่ช้า หาก​​เอา​​ไปสร้าง​​เป็นหนัง ก็คง​​จะสนุกไม่น้อย

งานเขียนยอดเยี่ยมเช่นเคยค่ะ​​ เรื่อง​​แบบนี้ไม่​​ได้อ่านบ่อยนัก ​​ได้ทุกอรรถรส คง​​จะมีคนเขียนน้อยลงเรื่อย ๆ​​ ดีค่ะ​​ ลูกหลาน​​จะ​​ได้ไม่ลืมต้นกำเนิดของคนไทย

ชอบ​​ที่คุณนามนกกา​​ใช้ประโยค "หมาพี่หลวงตัวนี้ เห็นทีชาติหน้า​​​จะ​​​ได้เกิด​​​เป็นคน" สองครั้ง ​​คือตอนต้น ​​และตอนใกล้จบ ​​เป็น​​ความคมคายอย่างยิ่ง

นอกเหนือจากการผูกเรื่อง​​​​ที่น่าอ่านขึ้น​​เรื่อย ๆ​​ ขึ้น​​ต้น ตรงกลาง ลงท้าย ตัดสลับฉาก​​ระหว่างตัวเองในวันเด็ก ​​กับตัวเองในวัยพ่อ​​ได้แนบเนียน

ขอบคุณค่ะ​​ ​​และมอบ ให้เช่นเคย

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : Rotjana Geneva [C-17067 ], [81.62.23.41]
เมื่อวันที่ : ๑๒ มิ.ย. ๒๕๕๓, ๑๔.๔๖ น.

ขอเพิ่มนิดนึงค่ะว่า​​ ชื่อเรื่อง​​ "สัตว์แสนรู้" ออก​​จะเรียบ​​ไปหน่อย​​ค่ะ​​ รจนาว่าชื่อก่อนหน้า​​ที่​​จะถูกลุงเปี๊ยกลบเรื่อง​​​​ไปรู้สึกว่า​​​​จะดีกว่า (​​แต่รจนาดันจำไม่​​ได้ว่าชื่ออะไร​​) ​​เพราะตอนแรก​​ใช้ชื่อว่า "พ่อคบไม่​​ได้" ​​ซึ่งทำให้น่าอ่านมาก ​​และตอนสาม​​ใช้ชื่อว่า "สิบกรีเอียด ตำรวจเกณฑ์" ​​ซึ่ง​​เป็นเสน่ห์ในการตั้งชื่อ ​​แต่พอมา​​เป็น "สัตว์แสนรู้" รู้สึกว่า​​มัน​​จะเรียบ​​ไปหน่อย​​

​​จะเปลี่ยน​​เป็นชื่ออื่น​​ที่คล้อง​​กับตอนหนึ่ง​​หรือตอนสามดีไหมคะ​​ ​​คือชื่อ​​ที่มี​​ความคมคาย อ่านแล้ว​​งงนิด ๆ​​ ว่าหมาย​​ความว่าอะไร​​ เช่น "พ่อคบไม่​​ได้" พอเห็นชื่อปุ๊บก็​​จะอยากอ่านทันที ​​และ ชื่อ "สิบกรีเอียด" ก็​​จะเห็นเสน่ห์การเรียกหาแบบชาวบ้าน

ขอมาก​​ไปหรือเปล่าคะ​​?

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : นายนกกา นาม อิสรา [C-17069 ], [124.157.167.15]
เมื่อวันที่ : ๑๒ มิ.ย. ๒๕๕๓, ๑๙.๕๑ น.

ขอบคุณมาก ๆ​​ เลย​​ครับ​​ สำหรับ​​กำลังใจจากมิตรต่างแดน ไว้ให้สมองลื่นกว่านี้อีกหน่อย​​ ก็​​จะลองเลือกเฟ้นดูอีกครั้งครับ​​

โปรด​​เป็น​​กำลังใจ ​​และติชมตอนต่อ​​ไปด้วยนะครับ​​

ขอบคุณอีกครั้งครับ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : Nirakorn [C-19279 ], [183.88.180.52]
เมื่อวันที่ : ๐๑ ก.ย. ๒๕๕๘, ๑๕.๒๑ น.

อยากทราบ​​ความหมาย​​ที่แท้จริงของตอนจบของตอน ชาติหน้า​​จะ​​ได้เกิด​​เป็นคนอ่ะค่ะ​​ ​​ที่บอกว่า "หมาพี่หลวงตัวนี้ เห็นทีชาติหน้า​​จะ​​ได้เกิด​​เป็นคน" ในตอนท้าย มันหมายถึงอะไร​​คะ​​ ทำไม​​เขา​​ต้องรีบลุกออก​​ไปล้างหน้า มี​​ใครพอ​​จะอธิบายให้ฟัง​​ได้ไหมคะ​​ ​​พอดี​​จะ​​ต้องทำรายงานส่งอาจารย์น่ะค่ะ​​ Help Me Please

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น