นิตยสารรายสะดวก  Articles  ๐๘ มีนาคม ๒๕๕๕
รางวัลซีไรท์ (S.E.A. WRITE AWARD) #12
จันทน์กะพ้อ
... นิคม รายยวา เดิมชื่อ นิคม ประกอบวงศ์ เกิดวัน​ที่ 9 เมษายน ปี พ.ศ.2487 ​ที่ตำบลหาดเสี้ยว อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัด ส...

ตอน : นิคม รายยวา

นิคม รายยวา เดิมชื่อ นิคม ประกอบวงศ์ เกิดวัน​ที่ 9 เมษายน ปี พ.ศ.2487 ​ที่ตำบลหาดเสี้ยว อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัด สุโขทัย ​ได้รับการศึกษาชั้นมัธยม จากโรงเรียนเมืองเชลียง ​และจบการศึกษา​ได้รับปริญญา ตรี สาขาเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ​เขาเริ่มต้นชีวิตการทำงาน​กับ บริษัทธุรกิจเกี่ยว​กับน้ำมันปิโตรเลียม อยู่​ในกรุงเทพฯ ชั่วระยะเวลาหนึ่ง​ แล้ว​เปลี่ยน​ไป ทำงานอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มทางภาคใต้ ระยะหลังสนใจการเกษตรแบบคนต่างเมือง ลง มือทำสวนโกโก้​โดยเซาะป่า​เป็นร่อง ​ใช้แนวไม้​เป็นร่มบังไพร โกโก้เสียหายหมด​ทั้ง 50,000 ต้น ปัจจุบันหันมาเรียนรู้จากเกษตรกรในท้องถิ่นดั้งเดิม​เพื่อทำสวนยางพารา



ตอน​ที่เรียนธรรมศาสตร์ ​เขาอยู่​ในกลุ่ม "​พระจันทร์เสี้ยว" ร่วม​กับ​เพื่อนๆ​หลายคน​ที่มีบทบาท​ในวงการวรรณกรรมไทย เช่น วิทยากร เชียงกูล สุชาติ สวัสดิ์ศรี วีรประวัติ วงศ์พัวพันธ์ วินัย อุกฤษณ์ เธียรชัย ลาภานันท์ ฯลฯ เริ่มเขียนเรื่อง​สั้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2510

นิคม รายยวา กล่าวถึง​ความรู้สึก​ที่เริ่มเขียนหนังสือเรื่อง​สั้นครั้งแรกว่า

"เหมือน​กับ​ความรู้สึกตอน​ที่เขียนกลอน เขียนกาพย์​ซึ่ง​เป็นการแสดงออกอย่างหนัก​ที่​ต้องศึกษา ระยะแรก​เป็นช่วงของการพยายาม ​เมื่อออกมา​เป็นงานเขียนจริงๆ​ แล้ว​ ก็​จะ​เป็นอีกอย่าง เวลา​จะเขียนอะไร​ก็​ต้องมีเรื่อง​​ที่​จะบอก ​ถ้าไม่มีอะไร​​จะบอกหรือไม่เคยพบอะไร​​ที่​เป็นปรัชญาจริงๆ​ เข้าใจสังคมหรือเข้าใจมนุษย์ไม่รอบด้าน ไม่รู้​ที่มา​ที่​ไปของปัญหา​ที่เกิด ​ซึ่งก็​จะ​เอาอารมณ์​และ​ความรู้สึก​ส่วนตัวเข้ามาร่วมด้วย​แม้ว่า​จะไม่ถูกนัก สำหรับแรงบันดาลใจในการเขียนหนังสือนั้น​ก็คง​จะมาจากการสะสมทีละนิดทีละหน่อย​​โดย​ที่ตนเองไม่รู้สึกตัว ตั้งแต่เยาว์วัย​เมื่ออ่านหนังสือแล้ว​ก็รู้สึกว่า​มีอะไร​น่าสนใจ การเขียนเรื่อง​สั้นหรือเรื่อง​ยาวนั้น​แตกต่างกันเพียงวิธีการแสดงออก ​เมื่อมีหัวข้อ​ที่​จะแสดงออกก็ทำออกมาให้ถึงผู้รับ​ได้​เพื่อให้ผู้อ่าน​ได้คิด ​และรู้สึกเหมือน​กับ​ที่เราคิด เรารู้สึกหลังจากนั้น​ก็​เป็นวิธีการ ทีนี้เรื่อง​​ที่​จะแสดงนั้น​ก็​เป็นหัวข้อใหญ่หรือเล็ก กว้างหรือแคบ​และ​ต้องการรายละเอียดมากหรือน้อย ​ถ้ามากก็ยาวหน่อย​ ​ถ้าน้อยก็สั้นหน่อย​ แล้ว​ในทางมาก ทางน้อย ยาว สั้น ก็ให้มีองค์ประกอบของศิลปะ​ที่​จะออกมา​พอดี กลมกลืน​และมีเอกภาพ...​"

พ.ศ. 2512 มีผลงานเรื่อง​สั้นชื่อ "คนบนต้นไม้" ​ได้ลงพิมพ์ในหนังสือ "ตะวัน" ในนามของ "นิคม กอบวงศ์"
พ.ศ. 2513 เขียนเรื่อง​สั้น ขออย่ารู้เลย​ ลงใน วิทยาสารปริทัศน์
พ.ศ. 2525 เขียนเรื่อง​สั้นชื่อ "บ่ายแห่งหมอกควัน" ลงในวารสาร "แลใต้"
พ.ศ. 2526 นวนิยายเรื่อง​แรก เรื่อง​ตะกวด​กับคบผุ ​ใช้ชื่อว่า นิคม รายยวา
พ.ศ. 2527 รวมเรื่อง​สั้นพิมพ์​เป็นเล่ม ชื่อ คนบนต้นไม้
นอกจากนี้มี หนังสือเด็ก เรื่อง​ ของฝากแม่ สิ่ง​ที่สวยงาม ปูเสฉวนในเปลือกหอยตีนช้าง เกาะใน เรา​จะปลูกกันใหม่

ปัจจุบันสมรส​กับนางกันยารัตน์ (คีรี) รายยวา
มีบุตรชาย​และบุตรหญิงรวม 2 คน ชื่อ รวี รายยวา​และรูป รายยวา

นามปากกา : นิคม กอบวงศ์, นิคม รายยวา

ผลงาน​ที่​ได้รับรางวัล

พ.ศ. 2513 เรื่อง​สั้นชื่อ "ขออย่ารู้เลย​" ​ได้รับรางวัล​ที่สองจากบริษัทลองแมน
พ.ศ. 2526 นวนิยายเรื่อง​ ตะกวด​กับคบผุ ​ได้รับรางวัลชมเชยจากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ
พ.ศ. 2527 นวนิยายเรื่อง​ ตลิ่งสูงซุงหนัก ​ได้รับรางวัลดีเด่นจากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ
พ.ศ. 2531 ​ได้รับรางวัลซีไรต์จากนวนิยายเรื่อง​ "ตลิ่งสูงซุงหนัก" ​และ​ได้รับการ แปล​เป็นภาษาอังกฤษชื่อ "High Banks, Heavy Log" ​โดย Richard C. Lair สำนักพิมพ์เพนกวินจัดจำหน่าย



สำหรับข้อมูลในการเขียนนวนิยายเรื่อง​ตลิ่งสูงซุงหนัก นิคม รายยวากล่าวว่า

" เรื่อง​นี้อยู่​ในใจผมตั้งแต่อายุสิบหก...​​เมื่อตอน​เป็นเด็ก บ้านผมอยู่​ริมแม่น้ำยม เวลามองออก​ไปทางฝั่งโน้นก็​จะเห็นตลิ่งสูง แล้ว​ข้างบนก็มีซุงอยู่​มากเลย​ มีช้างลากซุงทำงานกันอยู่​แทบทุกวัน มีอยู่​วันหนึ่ง​ผม​ได้ยินเสียงช้างร้อง มันพยายาม​จะลากซุง ควาญช้างก็สับตะขอลง​ไป แล้ว​ยังไงก็ไม่ทราบ ตลิ่งพัง ภาพนี้ประทับใจ​และมีอะไร​บางอย่าง​ที่น่า​จะ​เอามา​ใช้​ได้ ก็เลย​ลองเขียน เขียน​ไปเขียนมาเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเรา​จะบอกอะไร​ เราก็เก็บ​เอาไว้ เขียนใส่สมุดสองสามบรรทัดว่า ช้างตกตลิ่ง เก็บไว้จนกระดาษขาด ผ่านมาหลายปี จนกระทั่งเรียนหนังสือออกมาทำงานทำการ ​ไปเห็นช้างไม้ตัวใหญ่ใหญ่ เจ้าของบอกว่า​ใช้เวลาแกะสลักหลายปี แล้ว​แพงกว่าช้างจริงๆ​ เสียอีก ก็​ได้​แต่สะท้อนใจ แล้ว​​ได้​ไปเห็น​เขาสตั๊ฟฟ์สัตว์อีก เราเลย​คิดว่าเรามีอะไร​บางอย่าง​ที่เราไม่เข้าใจ มาเห็นโน้ตเก่าๆ​ บนกระดาษขาดๆ​ ก็คิดว่าน่า​จะ​เป็นเรื่อง​เดียวกัน...​"


ตลิ่งสูง ซุงหนัก ​เป็นเรื่อง​ของช้าง​กับคน​ซึ่งรักผูกพันกันมาก คำงายรักพลายสุด​ซึ่ง​เป็นช้าง​ที่พ่อมี​ความจำ​เป็น​ต้องขาย​ไป​เพื่อ​เอาเงินมารักษาตัว ​เพราะ​เขาไม่มีทางเลือก ถึง​แม้​จะเสียดาย​และเฝ้าคิดถึง ​ต่อมาคำงายบุตรชาย​ซึ่งรักพลายสุดมาก​ได้แกะสลักช้างไม้​ที่สง่างามเหมือนพลายสุด ​เขาอุทิศ​ทั้งกาย​และใจ​ทั้งหมดในการแกะช้างไม้นั้น​ ​และในขณะเดียวกัน​เขาก็คิดว่า​เป็นวิธีเดียว​ที่​เขา​จะ​ได้ใกล้ชิดช้าง​ที่​เขารัก ​เขาจึง​ได้สมัคร​เป็นควาญช้างรับจ้างพ่อเลี้ยง​โดยรับ​เป็นควาญของพลายสุดรับจ้างลากซุง ​เขาเกิด​ความคิดว่า มิใช่พลายสุดเท่านั้น​​ที่ลากซุง ​เขาเอง​และทุกชีวิตต่างก็​กำลังลากซุงด้วยกัน​ทั้งนั้น​​เพราะ​ความอดอยาก หิวโหย ​เขาพยายามทำงานอย่างขยันขันแข็งต่อ​ไป​และหวังว่าวันหนึ่ง​​จะ​ได้พลายสุดกลับคืนมา ​โดยแลก​กับช้างไม้​ที่​เขาพยายามแกะสลัก ​แต่ใน​ที่สุด​ได้เกิดอุบัติเหตุขึ้น​ ร่างคำงาย​ได้ถูกซุงบดทับทำให้สิ่ง​ที่​เขาคิดไว้กลาย​เป็น​ความฝัน


ผลงานเรื่อง​ "ตลิ่งสูง ซุงหนัก" ของ นิคม รายยวา ​ได้รับการยกย่องจากคณะกรรมการตัดสินว่า "​เป็นเรื่อง​ของคนผู้แสวงหา​ความหมาย​และคุณค่าของชีวิต ​และพบว่า ทุกคนมีการเกิด​และ​ความตายอย่างละหนึ่ง​หนเท่ากัน ​แต่สิ่ง​ที่อยู่​​ระหว่างกลางนั้น​​เป็นชีวิต เรา​ต้องหากัน​เอาเอง...​" ในขบวนการแสวงหานี้ตัวละครเอก ​คือ คำงาย ก็​ได้ตระหนักถึงคุณค่า​ที่แท้จริงของชีวิต ​โดยเห็นว่า "คนเรานั้น​มัว​แต่รักษาซาก​ที่ไม่มีชีวิต ไม่เคยรักษาชีวิต​ที่อยู่​ในซากเลย​ " คำงายจึงเลือกรักษาชีวิต​โดย "เลี้ยงมัน รักมัน ถนอมมัน" ​และเห็น​ความสัมพันธ์โยงใย​ระหว่างชีวิต​ทั้งหลาย


"​เขาขยับตาขอในมือ ขณะสะกิดช้างออกเดิน แล้ว​พลายสุดล่ะ ​เขาคิด ทำไมมัน​ต้องลากซุง มันน่า​จะออก​ไปเก็บหญ้า เก็บลูกไม้กินอยู่​ในป่า ไม่​ต้องตรากตรำอย่างนี้ มันกลัวอะไร​ ​ใครบังคับมัน

ตา​เขามองลงกระพองหัว เห็นรอยแผลเก่าอยู่​หลายแห่ง มันโดนยับเหมือนกัน ​เขาคิด แล้ว​หันมาดูตาขอในมือ หรือว่ามันกลัวอ้ายนี้ ​เขาหัวเราะขำ ท่า​จะจริง พอมันกลัว​และยอมจนเคยชิน นานเข้าถึงไม่มีตาขอ มันก็ยอม

ฉันก็เหมือน​กับพลายสุด ​เขาคิด กลัวตาขอจนเคยชิน ไม่ทำอะไร​​ที่แปลก​ไปจากเดิม ​แต่ตาขอ​ที่ฉันกลัว มันมองไม่เห็นหมือน​กับตลิ่งหน้าน้ำท่วม

​เขามองกลับ​ไปข้างหลัง เห็นซุง​กำลังครูดดินตามมา คนอื่น​เขา​ต้องลากซุงอย่างฉันหรือไม่นะ มัน​จะ​เป็นอย่างไร ​ถ้าซุงข้างหลังฉันเกิดมองไม่เห็นขึ้น​มา พลายสุด​กับฉัน​กำลังโก้งโค้งตัวงออยู่​กลางแดด คนอื่น​ที่มองดูคงหัวเราะตาย ...​...​..

ขณะลากซุงจนตัวกลมอยู่​กลางแดด น้ำหนักถ่วงข้างหลัง ​เขาเหงื่อโชก อ่อนเพลีย ​จะทำไง​ได้ ​เขาคิด มันหนัก ​แต่ฉันก็ลากมัน ​จะทุกข์หรือสุข ดีใจหรือเสียใจ ฉันก็​ต้องลาก ...​. "

บางตอนจาก ตลิ่งสูงซุงหนัก

ข้อมูลบาง​ส่วนจากหนังสือ100 นักประพันธ์ไทย ผศ. ประทีป เหมือนนิล
นิคม รายยวา

 

F a c t   C a r d
Article ID S-1811 Article's Rate 929 votes
ชื่อเรื่อง รางวัลซีไรท์ (S.E.A. WRITE AWARD) --Series
ชื่อตอน นิคม รายยวา --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง จันทน์กะพ้อ
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๘ มีนาคม ๒๕๕๕
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ภาพยนตร์ เพลง บันเทิง
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๕๓๗๑ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๒ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๓๙๓๔
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : อ้อน [C-13654 ], [203.172.139.242]
เมื่อวันที่ : ๑๕ ก.พ. ๒๕๕๑, ๑๒.๓๕ น.

อ่านแล้ว​​สนุกมากเลย​​นะ

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : วราภรณ์ [C-15713 ], [203.148.253.18]
เมื่อวันที่ : ๑๗ เม.ย. ๒๕๕๒, ๑๕.๔๕ น.

รบกวนถามหน่อย​​ว่า​​จะติดต่อคุณนิคม รายยวา ​​ได้อย่างไรคะ​​ ​​เนื่องจาก​​ต้องการเรียนเชิญมา​​เป็นวิทยากรบรรยายให้​​กับทาง รร ค่ะ​​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น