นิตยสารรายสะดวก  Articles  ๐๘ มีนาคม ๒๕๕๕
รางวัลซีไรท์ (S.E.A. WRITE AWARD) #5
จันทน์กะพ้อ
... อัศศิรินอกจาก​จะมี​ความ​สามารถในการเขียนบท​ความ​และข่าวแล้ว​ งานเขียนเรื่อง​สั้นของ​เขายัง​ได้รับการยกย่องว่า​เป็นกวีร้อยแก้วอีกด้วย ​เพราะ​ใช้ภาษาคมคาย...

ตอน : อัศศิริ ธรรมโชติ

อัศศิรินอกจาก​จะมี​ความ​สามารถในการเขียนบท​ความ​และข่าวแล้ว​ งานเขียนเรื่อง​สั้นของ​เขายัง​ได้รับการยกย่องว่า​เป็นกวีร้อยแก้วอีกด้วย ​เพราะ​ใช้ภาษาคมคาย ลุ่มลึก นิ่มนวล​และมีศิลปะ

​เขา​เป็นชาว อ. หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เกิด​เมื่อวัน​ที่ 10 กรกฎาคม 2490 ​เป็นลูกคนสุดท้องของครอบครัว พี่สาวคนโต​เป็นพี่น้องต่างบิดา ​ส่วนพี่ชายสองคนร่วมบิดามารดาเดียวกัน

อัศศิริเรียนชั้นประถมศึกษา​ที่โรงเรียนสาธุการในอำเภอหัวหิน เรียนต่อชั้นมัธยม​ที่โรงเรียนไกลกังวล เลือกเรียนแผนกวิทยาศาสตร์ เกิดเบื่อหน่ายในการเรียนจึงสอบตกชั้นมัธยมศึกษาปี​ที่ 5 บิดามารดาจึงส่ง​ไปอยู่​วัดสามปลื้ม​เพื่อเรียนต่อ​ที่โรงเรียนผดุงศิษย์พิทยา กรุงเทพฯ พอเรียนจบชั้นมัธยมศึกษา​เขาก็​ไปสอบเข้าคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ​แต่สอบเข้าไม่​ได้ ประกอบ​กับครอบครัวประสบปัญหาขาดทุนในการทำประมง อัศศิริ จึงช่วยเหลือครอบครัว​โดยการเข้าทำงาน​เป็นลูกจ้างชั่วคราว​ที่สำนักงานสถิติแห่งชาติ ​โดยทำหน้า​ที่ตามโครงการสำมะโนประชากรตามต่างจังหวัดอยู่​ 2 ปี

​เมื่อปี พ.ศ.2513 ​เขากลับมาสอบเข้าคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย​ได้ พอเรียนอยู่​ปีสอง มารดาก็เสียชีวิต ช่วงนี้​เขาเริ่มเขียนเรื่อง​สั้น เรื่อง​แรก​ที่​เขาเขียน ​คือ สำนึกของพ่อเฒ่า ​ซึ่ง​ได้รับการคัดเลือก​เป็นเรื่อง​สั้นอันดับ​ที่ 3 จากการประกวดเรื่อง​สั้นชิงรางวัล พลับพลามาลี ของชุมนุมวรรณศิลป์จุฬาฯ 2515 ในช่วงนี้​เขาเองก็สนใจเขียนวิจารณ์ภาพยนตร์ด้วย

​เมื่อจบการศึกษาในปี พ.ศ.2517 ร่วม​กับ​เพื่อนทำนิตยสารรายสัปดาห์​แต่ขาดทุน ​เขาจึงเข้าทำงานตามหนังสือต่างๆ​ เช่น หนังสือประชากรของ บีอาร์ ประชาชาติ มาตุภูมิ ฯลฯ ​และสุดท้ายก็​ที่สยามรัฐ เขียนบท​ความ​และคอลัมน์​โดย​ใช้นามปากกาว่า "ชะลอม" ตามชื่อของพี่ชายคนโต



เหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ.2516 ​เป็นแรงบันดาลใจ​ที่ทำให้นักข่าวการเมืองอย่างอัศศิริ กลับมาเขียนเรื่อง​สั้นอย่างจริงจัง "เธอยังมีชีวิตอยู่​อย่างน้อยก็ในใจฉัน" ​ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกใน สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ​และ​เขาก็เขียนเรื่อง​อื่นๆ​​ต่อมาอีกหลายเรื่อง​ ​ซึ่ง​ส่วนใหญ่ลงในนิตยสารชาวกรุง มีเรื่อง​สั้นขนาดยาวอย่าง "ขอบฟ้าทะเลกว้าง" มีการรวมเรื่อง​สั้นครั้งแรก​เมื่อ ปี พ.ศ.2521 ชื่อ "ขุนทอง...​เจ้า​จะกลับ​เมื่อฟ้าสาง" ​ซึ่ง​ได้รับรางวัลสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งเอเซียน ปี พ.ศ.2524



ผลงาน​และรางวัล​ที่​ได้รับ

2521 ขุนทองเจ้า​จะกลับ​เมื่อฟ้าสาง ​ได้รับรางวัลซีไรต์
2524 เหมือนทะเลมีเจ้าของ
2524 ทะเล​และกาลเวลา
2525 สาหร่าย
2526 ดาราลับฟ้า
2527 บ้านริมทะเล
2528 โลกสีน้ำเงิน ​ได้รับรางวัลชมเชยงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ 2529
2529 งามแสงเดือน
2530 มหกรรมในท้องทุ่ง ​ได้รับรางวัลชมเชยงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ 2530
2531 ขอทาน แมว ​และคนเมา
2531 นวลน้อย
2531 เด็กผู้หญิง คนแก่ แมว ​และผม
2532 ชีวิต​คือวัยอันผ่านพ้น
2532 หลายๆ​ครั้งในชีวิต
2534 มโนสาเร่
2534 ทะเลร่ำลมโศก
2535 เสือกระดาษ


นอกจาก​เขา​จะ​ได้รับรางวัลดังกล่าวมาแล้ว​
​เขายัง​ได้รับการเชิดชูให้​เป็น"นักหนังสือพิมพ์ดีเด่น​ที่ควรยกย่อง"
นอกจากนี้​เขา​ได้เขียนบทละครโทรทัศน์ เช่น เรื่อง​ ขุนเดช นายฮ้อยทมิฬ ครูแก หรือ The Shadow Lovers ​เป็นต้น

​เขา​ได้รับเกียรติให้​เป็นศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ประจำปี 2543

อ่านเรื่อง​ ขุนทองเจ้า​จะกลับ​เมื่อฟ้าสาง

จากหนังสือ 100 นักประพันธ์ไทย ผ.ศ. ประทีป เหมือนนิล
หุบ​เขาวรรณกรรม

 

F a c t   C a r d
Article ID S-1421 Article's Rate 932 votes
ชื่อเรื่อง รางวัลซีไรท์ (S.E.A. WRITE AWARD) --Series
ชื่อตอน อัศศิริ ธรรมโชติ --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง จันทน์กะพ้อ
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๘ มีนาคม ๒๕๕๕
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ภาพยนตร์ เพลง บันเทิง
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๔๖๔๔ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๔ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๓๙๔๘
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : จันทน์กะพ้อ [C-6742 ], [203.188.0.149]
เมื่อวันที่ : ๒๐ ม.ค. ๒๕๔๙, ๑๔.๐๓ น.

"ขุนทอง เจ้า​​จะกลับ​​เมื่อฟ้าสาง" ​​เป็นหนังสือรวมเรื่อง​​สั้นของ อัศศิริ ธรรมโชติ ​​โดย​​ใช้ชื่อตามเรื่อง​​สั้น เรื่อง​​เอก ​​คือ ขุนทองเจ้า​​จะกลับ​​เมื่อฟ้าสาง ​​ซึ่ง​​เป็นเรื่อง​​ราวช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม

เรื่อง​​สั้นเรื่อง​​ " เธอยังมีชีวิตอยู่​​ อย่างน้อยก็ในใจฉัน" ​​เป็นเรื่อง​​เล่าถึงนักศึกษาหญิงคนหนึ่ง​​​​ที่ผู้เขียนบังเอิญ​​ได้รู้จัก เกี่ยว​​เนื่อง​​กับเหตุการณ์ 6 ตุลา

"เหมือนพายุ​​ที่ระเบิด สำแดงฤทธิ์อันหยาบช้าหลังตั้งเค้าให้เห็นท้องฟ้ามัวมืดมาแล้ว​​ก็นานนักหนา ​​และเหมือนเปลวไฟ​​ที่ไหม้ร้อน ทำลายผลาญพร่าสรพพสิ่งนานาอยู่​​​​ที่ไหนสักแห่ง ผมรับรายงานข่าวเช้า​​วันนี้เหมือน​​กับ​​ที่กล่าวมาแล้ว​​นั้น​​แทบ​​จะทุกบรรทัด มี​​ความตาย​​และหยาดน้ำตา เรียงราย ไหล​​เป็นทางอยู่​​ใน​​ที่แห่งนั้น​​
เธอ-ผู้​​เป็นเจ้าของคำพูดอันแสนธรรมดาว่า "ในประเทศของเรานั้น​​ เรา​​จะ​​ต้องช่วยกันสร้าง​​ความถูก​​ต้อง​​และ​​ความ​​เป็นธรรม"

อีกตอนหนึ่ง​​​​เขาเขียนว่า
"ผมเกิด​​ความคิดอันวิปริต อยาก​​จะ​​ไป​​ที่โรงพยาบาล ​​ที่ศพของเธอยังคาค้างอยู่​​ ด้วย​​ความอยากรู้ว่าเธอถูกทำร้าย​​ที่ตรงไหนบ้าง...​​เรือนร่างเล็กๆ​​บอบบางคงอยู่​​ในชุดเสื้อดำกางเกงยีนส์ รองเท้าผ้าใบเปื้อนฝุ่น หรือว่าเปลี่ยน​​ไปเสียแล้ว​​ นิ้วมือเรียวงาม​​ที่เปรอะเลอะกาว ​​และลำแขนอันสลักเสลา​​ที่แนบแผ่นใบปลิวนั้น​​เล่า​​จะคงดีอยู่​​หรือ หรือว่าเต็ม​​ไปด้วยรอยแผล แหลกหักยับเยินอย่างจดจำกันไม่​​ได้"

​​ส่วนเรื่อง​​ ขุนทองเจ้า​​จะกลับ​​เมื่อฟ้าสาง ขุนทอง ​​เป็นตัวแทนของหนุ่มสาวผู้ปรารถนา​​จะเห็น​​ความถูก​​ต้อง​​และ​​เป็นธรรมในบ้านเมือง ​​เป็นเรื่อง​​​​ที่ต่อ​​เนื่องจาก "เธอยังมีชีวิตอยู่​​ อย่างน้อยก็ในใจฉัน" ​​คือ ขุนทองทนไม่ไหว​​ที่​​จะอยู่​​ต่อ​​ไป
"ข่าวว่ามีคนเห็นมันกลั้นสะอื้น​​ไปคนเดียวด้วยสองมือว่างเปล่า"
"ดาบล่ะ เอ็งไม่​​เอา​​ไปด้วยหรือ" คนสวนทางซักถาม
"ไม่​​ต้อง ข้า​​ไปหา​​เอาข้างหน้า​​ได้"
"เจ้าขุนทองมันว่าอย่างนั้น​​ ก่อน​​จะสะบัดหน้าแล้ว​​เดินหายเข้าป่า​​ไป"

แม่ของขุนทองกล่าวว่า
" แม่ไม่เคยนึกสักนิด ว่าในกาล​​ต่อมา มัน​​จะ​​ไปเ​​ที่ยวถือดาบคลุกอยู่​​​​กับเลือด​​และ​​ความตาย ท่องอยู่​​ตามป่า​​เขา​​และดงดิบกันดารไกล ​​ทั้ง​​ที่ไม่เคยเห็นมันจับดาบ นอกจากหนังสือหนังหา​​ที่มันรักของมัน"

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : จันทน์กะพ้อ [C-6743 ], [203.188.0.149]
เมื่อวันที่ : ๒๐ ม.ค. ๒๕๔๙, ๑๔.๐๗ น.

มารู้จัก​​กับเจ้าขุนทอง

เจ้าขุนทองในเพลง วัดโบสถ์ ​​เป็นเพลง​​ที่คนภาคกลาง​​ใช้ร้องกล่อมลูกหลาน ร้องว่า

วัดเอ๋ยวัดโบสถ์ มีตาลโตนดอยู่​​เจ็ดต้น
เจ้าขุนทอง​​ไปปล้น ป่านฉะนี้ไม่เห็นมา
คดข้าวออกใส่ห่อ ​​จะถ่อเรือออกตามหา
​​เขาก็เล่าลือมา ว่าขุนทองเจ้าตายแล้ว​​
ถือ​​แต่กระดูกแก้ว เมียรัก​​จะ​​ไปปลง
ขุนศรี​​จะถือฉัตร ยกกระบัตร​​จะถือธง
ถือท้ายเรือหงส์ ​​ไปปลงศพเจ้าพ่อนา

เจ้าขุนทอง ​​เป็นสามัญชนคนบ้านนอก มีอาชีพปากงวงตาลจากต้นโตนด​​เพื่อ​​ไปทำน้ำตาลขาย ในขณะนั้น​​พม่ายกทัพมารุกราน เจ้าขุนทองคว้าดาบหาย​​ไปจากหมู่บ้าน คนก็ร่ำลือกันว่า มัน​​ไปต่อสู้​​กับพม่าปกปักรักษาบ้านเมืองจนตัวตาย ​​พระเจ้าแผ่นดินจึง​​พระราชทานเพลิงศพถึงขั้น "ขุนศรี​​จะถือฉัตร ยกกระบัตร​​จะถือธง ถือท้ายเรือหงส์ ​​ไปปลงศพเจ้าพ่อนา"

หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 เจ้าขุนทองของสุจิตต์ วงษ์เทศก็ดังสะท้อนสะท้านใจคน

วัดเอ๋ยวัดโบสถ์ ตาลโตนดเจ็ดต้น
ขุนทองเจ้า​​ไปปล้น ป่านฉะนี้ไม่เห็นมา
คดข้าวใส่ห่อ ถ่อเรือ​​ไปตามหา
​​เขาก็ร่ำลือมา ว่าเจ้าขุนทองตายแล้ว​​
นั่งรถยนต์เรไร นั่งรถไฟนกแก้ว
ส่งเสียงแจ้วแจ้ว ว่าเจ้าขุนทอง เจ้าขุนทอง
เจ้าออกจากบ้าน ​​เมื่อตะวันเรืองรอง
แล้ว​​หันมาสั่งน้องน้อง ว่าพี่​​จะ​​ไปหลายวัน
​​ไป​​เพื่อสิทธิเสรี ​​เพื่อศักดิ์ศรีชาวบางระจัน
โอ้เจ้นนก​​เขาขัน แล้ว​​เจ้าขุนทองก็ลงเรือน
สะพายย่ามหาดเสี้ยว ​​ซึ่งใส่หนังสือแสงเดือน
​​ทั้งสมุด​​ที่ลบเลือน ด้วยรอยน้ำตา​​แต่​​เมื่อคืน
ขุนทองเจ้าร้องไห้ อยู่​​ในเรือนจนดึกดื่น
ว่าดอกจำปีถูกปืน ตายอยู่​​เกลื่อนเจ้า​​พระยา
ลูกเอ๋ยหนอลูกเอ๋ย เข้าอย่าเฉยเชือนชา
แม่มาร้องเรียกหา นี่พ่อมาตั้งตาคอย
เจ้ามิใช่นักรบ ​​ที่เคยประสบริ้วรอย
รูปร่างก็น้อยน้อย ​​เพราะเรียนหนังสือหลายปี
แม่ก็รู้ว่าลูกรัก นั้น​​มี​​ความภักดี
พ่อก็รู้ว่าลูกมี กตัญญูต่อแผ่นดิน
​​แต่​​ใคร​​เขา​​จะรู้ ​​เพราะ​​เขามิใช่​​พระอินทร์
มนุษย์อาจ​​ได้ยิน ​​แต่อำนาจมาบังตา
ลูกบอกว่าลูกรู้ จึงสู้แบบอหิงสา
แม่​​กับพ่อก็รอมา หลายเพลาหลายเพล
ดอกโสนบานเช้า​​ ดอกคัดเค้าบานเย็น
ออกพรรษามาตระเวณ ​​ที่อนุสาวรีย์ทูน
ไม่มีร่างเจ้าขุนทอง มี​​แต่รัฐธรรมนูญ
พ่อ​​กับแม่ก็อาดูร ​​แต่ภูมิใจลูกชายเอย

เพลงนี้ ​​ถ้า​​ใครเคยฟัง วงต้นกล้า รังสิต จงฌาณสิทโธ (ป่อง)ร้อง​​ได้กินใจมาก

นอกจากนี้ยังมีเจ้าขุนทอง จากบทกวี "เพลงขลุ่ยเหนือทุ่งข้าว" ในหนังสือชุด เพียง​​ความเคลื่อนไหว ของเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ (​​ซึ่ง​​ได้รางวัลซีไรท์ ปี 2523)​ ​​ซึ่ง​​เป็นบทกวี​​ที่​​ได้สร้างแรงบันดาลใจให้ อัศศิริ ธรรมโชติ เขียนเรื่อง​​ "ขุนทองเจ้า​​จะกลับ​​เมื่อฟ้าสาง" ​​โดยจินตนาการ​​กับเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ​​และ 6 ตุลาคม 2519

เพลงขลุ่ยเหนือทุ่งข้าว

"วัดเอ๋ยวัดโบสถ์ ปลูกตาลโตนดอยู่​​เจ็ดต้น
เจ้าขุนทอง​​ไปปล้น ป่านฉะนี้ไม่เห็นมาฯ"
ขลุ่ยข้าครวญหวนโหยระโอยโอด
พิไรโรธนาการสะท้านพร่า
เป่าคำหอมเหินลิ่วขึ้น​​ปลิวฟ้า
แล้ว​​ทอดช้า เฉื่อยฉ่ำประจำยาม
พอ​​พระพายชายพัดก็ชัดชื่น
ทุกถ้อยคำย้ำยืนไม่ขื่นขาม

"ทุ่งนี้ นานี้ มีนาม
ของหวง เขตห้าม อย่าข้ามกัน
ข้าวงาม น้ำดี ทุกปีมา
แผ่นดินข้า ข้ารัก หนักมั่น
ปู่ย่า พ่อลูก ผูกพัน
เลือดเนื้อ ​​ทั้งนั้น​​ ทีในดิน"

ใบข้าวพลิ้วริ้วระเนน​​เป็นคลื่นข้าว
ใบตาลกราวกรากลมระงมถิ่น
กระท่อมค้อมคร่ำคร่าอยู่​​อาจิณ
หอมกลิ่นข้าวใหม่มาจางจาง

คดข้าวใส่ห่อ​​ไปรอรับ
ขุนทองเจ้า​​จะกลับ​​เมื่อฟ้าสาง
เพลงขลุ่ยผิวครื้นสะอื้นคราง
ไม่มีร่างไม่มีเงาเจ้าขุนทอง

ตะวันรุ่งเรื่อแรงจนแดงเลือด
แผ่นดินเดือดดูน้ำก็คล้ำหมอง
เพลงขลุ่ยขาดห้วงท่วงทำนอง
เสียงตะโกนกู่ก้องมาไกลไกล

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : pilgrim [C-6757 ], [82.3.32.76]
เมื่อวันที่ : ๒๒ ม.ค. ๒๕๔๙, ๐๒.๔๐ น.

เคยอ่านรวมเรื่อง​​สั้นเล่มนี้มานาน ตั้งแต่ยังเรียนปริญญาตรีแน่ะค่ะ​​ พี่แอ๊ด นานจนลืมหมดแล้ว​​ แหะๆ​​ๆ​​ๆ​​

เลย​​คลิกเข้า​​ไปอ่านในลิงค์ค่ะ​​ ​​เพื่อย้อน​​ความจำ

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : นักศึกษาคนหนึ่งค่ะที่รักความยุติธรรม [C-13531 ], [58.147.36.241]
เมื่อวันที่ : ๑๔ ม.ค. ๒๕๕๑, ๒๑.๒๘ น.

หนู​​เป็นนักศึกษาคนหนึ่ง​​ค่ะ​​ ​​ที่ชอบผลงานการเขียน
เรื่อง​​สั้นของคุณอัศศิริ ธรรมโชติมากค่ะ​​
ให้ข้อคิดมากมาย​​ค่ะ​​
ผลิตผลงานมาเรื่อยๆ​​ๆ​​นะคะ​​
​​จะ​​เป็น​​กำลังใจให้ค่ะ​​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น