นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๖ กันยายน ๒๕๕๔
นอกคอก
ทิดอินทร์
..."ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่า พ่อ ​​ถ้าในคอกมันมี​​แต่ควาย พ่อก็อยู่​​ของพ่อ​​ไปเหอะ ผมน่ะไม่ยอม​​เป็นวัว​​เป็นควายอยู่​​​​กับพ่อหรอก ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่า"...
ผมบังคับรถมอเตอร์ไซด์ให้เข้าใต้เงาของต้นกระถินณรงค์ ​เพื่อหลบ​ความร้อนของไอแดดยามบ่าย รถราบนท้องถนนวิ่งผ่าน​ไปมาอย่างขวักไขว่ ​ความเร่งรีบของชีวิตผู้คนในเมืองหลวงดูเหมือนว่า​จะไม่มีวันจบสิ้น ทันที​ที่สัญญาณตรงสี่แยกถูกเปลี่ยน​เป็นสีแดง รถ​ที่วิ่งตามกันมาก็เริ่มชะลอตัวลงจนกระทั่งจอดสนิท แล้ว​หยุดนิ่ง​เพื่อรอการสลับสีของดวงไฟ

เครื่องยนต์ขนาดต่าง ๆ​ ส่งเสียงเบา ๆ​ ตามจังหวะการเดินรอบ พลางพ่นควันสีเทา​พร้อมกลิ่นของการสันดาปออกจากท่อไอเสีย ทำให้อุณหภูมิบนท้องถนนสูงขึ้น​​ไปอีก หลังเส้นสีขาวบนถนน ผมเห็นหญิงวัยทำงานนางหนึ่ง​​กำลังบรรจงปัดแปรง​เพื่อเติมสีชมพูอ่อนลงบนพวงแก้มอันเปล่งปลั่ง ​โดยอาศัยเงาสะท้อนจากกระจกบานเล็ก​ซึ่งติดอยู่​​กับ​ที่บังแดดเหนือแผงคอนโทรล อากาศภายในรถคงถูกปรับจนเย็นฉ่ำ ขณะ​ที่ผู้ขับรถยนต์คันอื่น ๆ​ ต่างอาศัยช่วงเวลานี้ทำกิจกรรม​ส่วนตัวบ้างเช่นกัน

หันกลับขึ้น​​ไปมองบนรถ​โดยสารประจำทางสีแดงขาว ​แม้ในเวลานี้​จะไม่แน่นขนัดเหมือนช่วงเช้า​​และเย็น ​แต่กระนั้น​​ความร้อนของอากาศ​กับ​ความหนาแน่นของการจราจร ทำให้​ความหงุดหงิดเริ่มก่อตัว​กับผู้​โดยสาร​ทั้ง​ที่นั่ง​และยืนอยู่​ในนั้น​ ตรงริมหน้าต่างหลังคนขับ ชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง​โอบอุ้มเด็กชายตัวเล็ก​ซึ่ง​กำลังสัปหงกขึ้น​พาดบนไหล่ เด็กน้อยไร้เดียงสาทำหน้าเปี่ยมสุขไม่สนใจต่อภาวะรอบด้าน นั่นคง​เป็น​เพราะ​กำลังอิ่มเอม​กับ​ความรู้สึกอบอุ่น​ที่​ได้รับ ขณะ​ที่ผู้​กำลังโอบอุ้ม ​ซึ่งผมเดาว่าน่า​จะ​เป็นพ่อ กลับแสดง​ความรู้สึกหวั่นวิตกออกทางสีหน้า ผมไม่อาจรู้ว่า​เขา​กำลังมีปัญหาอะไร​ ​และไม่เคยคิด​ที่​จะอยากรู้ ​เพราะ​แต่ละวัน ผมเห็นใบหน้าเช่นนั้น​อยู่​ทั่ว​ไปหมดตามท้องถนน หรือบางครั้งก็ยังเคยพบในกระจกเงา​ที่สะท้อนภาพของตัวเอง ผมจึงคร้าน​ที่​จะใส่ใจ​กับ​ความทุกข์ของคนอื่น

คนขับรถ​โดยสารประจำทาง เหยียบคันเร่งจนมิด​เพื่อผลาญน้ำมันเชื้อเพลิง ใส่เกียร์ เหยียบคันเร่งอีกครั้ง แล้ว​เหยียบเบรกทันที ปฏิกิริยา​ทั้งหมด​ใช้เวลารวมกันประมาณห้าวินาที มีผลให้รถเคลื่อน​ที่​ไปข้างหน้า​ได้ระยะทางประมาณสามนิ้ว ​แต่กินน้ำมันเชื้อเพลิง ​และสร้างมลพิษทางเสียงทางอากาศ​ไปเท่าไหร่ไม่รู้ ผมไม่เข้าใจ ว่าคนขับ​ต้องการระยะทางนั้น​​ไป​เพื่ออะไร​ หรือเพียง​เพื่อ​ต้องการแสดง​ความรู้สึกอันขุ่นมัวจากปัญญาจราจร ด้วยกิริยา​ที่ก้าวร้าว

​แต่ระยะของรถ​ที่เคลื่อน​ไปนั้น​ กลับทำให้ตำแหน่ง​โดยสารของสองพ่อลูก​ไปอยู่​ตรงจุด​ที่แสงแดดส่องทะลุผ่านรอยรั่วของใบไม้​พอดี เด็กน้อยนั้น​จึงขยับตัวด้วยรู้สึกว่า​​กำลังมีแสงแยงเข้าตา ผู้​เป็นพ่อจึงรีบยกถุงกระดาษสีน้ำตาลขึ้น​บังเงาให้ เห็นภาพนั้น​แล้ว​ ผมพลันรู้สึกสะท้านลึก ๆ​ ในหัวใจ
ผมหมุนตัวหันหลัง​เพื่อ​จะ​ได้ไม่เห็นภาพนั้น​อีก แล้ว​ขยับข้อมือขึ้น​มาดูนาฬิกา ​เมื่อเห็นว่าอีกเพียงสิบนาทีก็​จะถึงเวลานัด ผมจึงถอดเสื้อกั๊กสีส้มติดเบอร์ ๙๙ ออกแขวน​กับหัวตะปู​ที่ถูกตอกติดไว้​กับโคนต้นกระถินณรงค์ ​เพื่อให้​ความร้อนจากร่างกายระบายออก​ได้ง่ายกว่า

​เมื่อเห็นสัญญาณไฟเขียว รถ​โดยสารประจำทางเข้าเกียร์ส่งเสียงดังครืดคราด ก่อน​จะกระชากตัวตามจังหวะคันเร่งอย่างรุนแรง จากนั้น​จึงมีเสียงเร่งเครื่องของรถคันอื่น ๆ​ ​ที่เริ่มเคลื่อนตัวตาม​ไป ผมอดไม่​ได้​ที่​จะแอบชำเลืองมองดูภาพของเด็กชาย ​ที่อยู่​ในอ้อมอกของพ่ออีกครั้ง แล้ว​ภาพนั้น​ก็กลับเตือนให้ผมคิดถึงพ่อขึ้น​มา


"ไอ้เพชร เอ็งขึ้น​​ไปทำอะไร​อยู่​บนนั้น​" เสียงตะโกนดังลั่นจากเบื้องล่าง ทำให้เด็กชายวัยสิบสองขวบตกใจ จนแทบปล่อยมือจากกิ่ง​ที่เหนี่ยวอยู่​บนต้นมะขามป้อม
"เปล่าครับ​พ่อ ผมขึ้น​มาดูลูกนกเอี้ยงเฉย ๆ​ " เด็กชายตอบด้วยน้ำเสียงซ่อนพิรุธ
"ไม่ดูเฉย ๆ​ หรอกเอ็งนะ ขึ้น​​ไปแอบขโมยลูกนกอีกแล้ว​ใช่ไหม"
ผู้​เป็นพ่อคาดเดาจากพฤติกรรม​ที่ผ่านมาของลูกชาย
"เปล่าครับ​พ่อ คราวนี้ผมดูเฉย ๆ​ จริง ๆ​ " ลูกชายยังคงยืนกรานหนักแน่น
"งั้นเอ็งลงมาเดี๋ยวนี้" ผู้​เป็นพ่อออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด พลางชี้นิ้วมืออย่างคาดโทษ​เป็นการข่มขู่ลูกชายคนโตของแก
"ไม่ลงให้โง่หรอก ลง​ไปพ่อก็ตีผมนะซิ"

ลูกชายปฏิเสธเสียงแข็ง​เพราะพอ​จะคาดเดาเหตุการณ์​ได้ว่า หลังจากลง​ไปยังพื้นดินแล้ว​ หากถูกพ่อค้นตัวเจอลูกนกเอี้ยงโคลงในถุงย่าม ผล​ที่ออกมานั้น​​จะ​เป็นเช่นไร
"ไอ้เพชร เอ็งชัก​จะ​เอาใหญ่แล้ว​นะ ไอ้ลูกคนนี้ แสดงว่าเอ็งขโมยลูกนกจากแม่ของมันจริง ๆ​ ใช่มั้ย สอนเท่าไหร่ไม่เคยจำ เอ็ง​จะทำเวรทำกรรม​ไปถึงไหน ตัวแค่นี้จิตใจยังโหดร้ายขนาดนี้แล้ว​ ​ถ้าโตขึ้น​อีกหน่อย​เอ็ง​จะไม่กลาย​เป็นโจรเลย​รึ"
ผู้​เป็นพ่อแสดง​ความโกรธเกรี้ยวขึ้น​มา ​เมื่อเห็นอาการของลูกชาย จึงรู้​โดยทันทีว่า สิ่ง​ที่​ได้คาดการณ์​เอาไว้นั้น​​เป็น​ความจริง

"ก็ผมอยากเลี้ยงบ้างนี่พ่อ ​เพื่อน ๆ​ ผมก็มีกันทุกคน ไม่เห็นพ่อแม่มัน​จะว่าเลย​"
ลูกชายตะโกนเถียงอย่างไม่ลดละด้วยไม่เข้าใจว่า ที​เพื่อนคนอื่น ๆ​ ต่างก็ขโมยลูกนกมาเลี้ยงเช่นกัน ​แต่ไม่เห็นว่าพ่อแม่ของบรรดา​เพื่อนเหล่านั้น​​จะดุด่าพวกมันเลย​ จึงทำให้มี​เขาเพียงคนเดียวของกลุ่ม ​ที่ไม่มีลูกนกเอี้ยงโคลงไว้เลี้ยงเช่น​เพื่อนคนอื่น ๆ​ ​เขาไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อ​จะ​ต้องคอยห้ามปราม ทำไมไม่รักลูกเหมือนพ่อของ​เพื่อน ๆ​
"แล้ว​เอ็งอยาก​จะมีบาปติดตัวเหมือนพวกมันหรือไง ถึง​ได้ชอบ​ไปพรากลูกพรากเต้า​เขา ข้าเห็นเอ็งขโมยมาเลี้ยงตั้งกี่ตัวแล้ว​ ไม่กี่วันก็ตายหมด อย่างเงี๊ยะมันบาปสองชั้นเลย​นะ เวรกรรมมันตามกันทันรู้มั้ย ​ถ้าตาย​ไป เอ็งก็​จะ​ต้องตกนรก ไม่กลัวรึไง" ผู้​เป็นพ่อแหงนหน้าตะโกนสั่งสอนลูกชาย ด้วย​ความ​ที่แกเคยอาศัยผ้าเหลืองครองกาย ใน​ระหว่าง​ที่เรียนหนังสือตั้งแต่ชั้นประถมจนกระทั่งจบปริญญาตรี จึงทำให้มีโอกาสซึมซับรส​พระธรรมคำสอน ​ทั้งคาดหวังว่า ลูกชาย​จะเจริญรอยตามสิ่ง​ที่แก​ได้ปฏิบัติตนให้​เป็นตัวอย่าง

"ไม่กลัวหรอก บาปหน้าตา​เป็นยังไงล่ะ พ่อเคยเห็นเปล่า แล้ว​​ถ้า​จะ​ต้องตกนรก ไอ้พวกนั้น​ก็​ต้องตกด้วย พ่อ​กับแม่ก็​ต้องตกนรกด้วย ​เพราะชอบทุบหัวปลา​เอามาแกงกิน อย่างเงี้ยะ พ่อ​กับแม่ก็​จะ​ต้องบาปกว่าผม" ลูกชายตะโกนเถียงลงมาอย่างไม่ยอมลดราวาศอก ด้วย​ความอัดอั้นตันใจ ​ที่ตนเองถูกข่มขู่ให้เกรงกลัวบาปกรรม ทำให้อดมีสัตว์เลี้ยงเช่น​เพื่อน ๆ​ ​ทั้ง ๆ​ ​ที่ เด็กชายเองก็เห็นพ่อ​กับแม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ​เพื่อทำ​เป็นอาหารอยู่​แทบทุกวี่ทุกวัน เด็กชายจึงไม่เข้าใจว่า เหตุใดบาปจึง​ต้องเจาะจงมาเกิด​ที่​เขาเพียงคนเดียว
​แต่คำยอกย้อนนั้น​ ยิ่งทำให้ผู้​เป็นพ่อโกรธจนตัวสั่น

"ไอ้...​ไอ้ลูกเนรคุณ หนอย...​แน่ เดี๋ยวนี้ปีกกล้าขาแข็งแล้ว​เรอะ เถียงคำไม่ตกฟาก ข้าน่า​จะ​เอาขี้เ​ถ้ายัดปากตั้งแต่เกิดแล้ว​ ไม่เลี้ยงไว้ให้เปลืองข้าวสุกหรอก ไอ้นอกคอก"
เสียงนั้น​สั่นเครือด้วยอารมณ์เดือดดาลถึงขีดสุด ทำให้ลูกชาย​ที่โหนอยู่​บนต้นไม้ เริ่มรู้สึกกลัวจริง ๆ​ ขึ้น​มา ​แต่กระนั้น​ ด้วย​ความดื้อดึง​เพราะถูกตามใจมาตั้งแต่เล็ก จึงทำให้อดต่อล้อต่อเถียงอีกไม่​ได้

"โน่นพ่อ พ่อเห็นมั้ยว่านั่นอะไร​"
เด็กชายตะโกนลงมาพลางชี้ไม้ชี้มือ​ไปทางทิศตะวันตก ผู้​เป็นพ่อมองตามปลายนิ้วของลูกชาย​ไป จึง​ได้เห็นคอกควายของทิดปลั่ง​ซึ่งมีอาณาเขตรั้วบ้านติดกัน
"ก็คอกควายน่ะซิ เอ็ง​จะถามทำไม เกิดโง่ขึ้น​มารึไง"
แกตะโกนตอบกลับ พลางพยายามระงับอารมณ์ให้คืนสู่ปกติ
"แล้ว​อะไร​อยู่​ในนั้น​ล่ะครับ​พ่อ" เสียงลูกชายตะโกนถามอย่างยียวนอีกครั้ง
"อ้าว มันก็​ต้อง​เป็นวัว​เป็นควายอยู่​น่ะซิวะ เอ็งเกิดโง่ขึ้น​มาจริง ๆ​ รึยังไง"
ผู้​เป็นพ่อตะโกนตอบกลับ​ไป ขณะ​ที่อารมณ์ถูกระงับไว้จนเกือบ​เป็นปกติแล้ว​
"ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่า พ่อ ​ถ้าในคอกมันมี​แต่ควาย พ่อก็อยู่​ของพ่อ​ไปเหอะ ผมน่ะไม่ยอม​เป็นวัว​เป็นควายอยู่​​กับพ่อหรอก ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่า" ​เมื่อลูกชายพูดจบลง อารมณ์อันเดือดดาล​ที่แกระงับ​เอาไว้​เมื่อสักครู่ ก็พลันพุ่งพล่านขึ้น​มาอีก แกเก็บก้อนหินขนาดเท่าไข่ไก่ขึ้น​มาสองก้อน แล้ว​ขว้างใส่ลูกชาย​ที่โหนตัวหลอกล่ออยู่​บนต้นไม้ทันที
"นี่แน่ะ ไอ้เด็กเปรต นี่แน่ะ ​เอาเลือดหัวมึงออกซะบ้าง มึง​จะ​ได้สำนึก"


ผมเผลอยิ้มขึ้น​มาเพียงลำพัง​เมื่อนึกถึงเหตุการณ์​ที่ทะเลาะ​กับพ่อในวันนั้น​ สาเหตุ​ที่แกเข้มงวด​กับผมมากกว่าพ่อคนอื่น ๆ​ นั้น​ คง​เป็น​เพราะว่า แก​เป็นครูสอนวิชาจริยธรรมในโรงเรียนของหมู่บ้าน ​และสุดท้าย ก้อนหินของพ่อก็​ได้ฝากแผล​เป็นเล็ก ๆ​ ไว้​ที่หางคิ้วข้างซ้ายของผมจริง ๆ​ ​แต่มันกลับกลาย​เป็นรอยจารึก ​ที่ประทับ​ความทรงจำของ​ความสุขในวัยเยาว์ ​ซึ่ง​เป็นช่วงชีวิต​ที่ผม​กับพ่อ​ได้มีเวลาร่วมกัน

​แต่สำหรับพ่อผม ​เมื่อมีคนในครอบครัวเอ่ยถึงเรื่อง​นี้​เมื่อใด แกก็มัก​จะทำหน้าเศร้าอย่างรู้สึกผิด ​ซึ่งผมไม่เคยติดใจในเรื่อง​นี้เลย​ หนำซ้ำ มันยังคอย​เป็นเครื่องเตือนใจให้นึกถึงวันเวลา​ที่ดี ๆ​ เหล่านั้น​ หาก​จะมีบ้าง ก็คง​เป็นเพียง​ความรู้สึกขัดแย้งในเรื่อง​ของบาปบุญคุณโทษ ​ซึ่งผมยังคงคลางแคลงใจถึงตัวตนของมันจนถึงปัจจุบัน
จริงอยู่​ว่าผมนั้น​นับถือศาสนาพุทธ ​ซึ่ง​เป็นเหมือนการถูกบังคับให้เลือกนับถือตามเส้นทาง​ความเชื่อของปู่ย่าตายาย หรือหาก​จะว่ากันให้ชัดแล้ว​ก็คง​ต้องบอกว่า ในการเลือกนับถือศาสนาของผมนั้น​ เริ่มจากการระบุลงในใบแจ้งเกิด ​ที่พ่อ​กับแม่ของผม​ได้ทำไว้​กับนายทะเบียนประจำอำเภอ ​ซึ่งก็​เป็น​ไปตามธรรมเนียมปฏิบัติ ​โดยไม่​ได้สอบถาม​ความสมัครใจของผมก่อนเลย​ว่า อยากเลือกศรัทธาในศาสนาใด ​และหากถามผมในตอนนั้น​ ผมก็คงตอบไม่​ได้ ​เพราะ​กำลังนอนร้องอุแว้อุแว้อยู่​ในเปล

​แต่ก็ช่างเถอะ ​เมื่อเวลาล่วงเลย​มาหลายปี ​และผมก็​ได้เรียนรู้ว่าทุกศาสนาย่อมสั่งสอนให้ผู้คน​เป็นคนดี คน​ที่ไม่​ได้ใส่ใจในวิถีแห่งมรรคเช่นผม ​เมื่อถึงเวลา​ที่​ต้องทำธุรกรรม จึงกรอกในช่องว่างของเอกสาร​โดยการระบุว่า นับถือศาสนาพุทธ ​โดยไม่​ได้หวนมาใส่ใจ หาก​จะมีก็เพียงเรื่อง​ของบาปบุญคุณโทษเท่านั้น​​ที่ผมยังคงรู้สึกกังขา ด้วยเหตุว่า ​เมื่อพ่อ​กับแม่เห็นว่าการฆ่าเป็ดฆ่าไก่​เพื่อ​ใช้​เป็นอาหารนั้น​ไม่ใช่เรื่อง​บาป ดังนั้น​ หากผม​จะมองว่าชีวิตอื่น ๆ​ ก็​คือเหยื่อ แล้ว​ฆ่าฟันมัน​เพื่อ​ใช้ในการเลี้ยงชีพบ้าง ผมก็คง​จะไม่บาปเช่นกัน
ผมเหลือบ​ไปมองดูนาฬิกาบนข้อมือซ้ายอีกครั้ง อีกสามนาทีก็​จะถึงเวลานัดแล้ว​ จึงรูดซิปเปิดกระเป๋า​ที่สะพายอยู่​บนไหล่ แล้ว​ดึงสมุดบัญชีรายชื่อ ​ซึ่งมีรายละเอียดจำนวนเงิน​ที่​จะ​ต้องเก็บส่วยตามวินมอเตอร์ไซด์ออกมากางดู​เป็นการฆ่าเวลา

"มาก่อนเวลาเสมอเลย​นะจ่า" เสียงหนึ่ง​ดังขึ้น​จากด้านหลัง ทำให้ผมเงยหน้าจากสมุดบัญชีแล้ว​หันกลับ​ไปมองดูยัง​ที่มาของเสียง จึง​ได้เห็นชายวัยกลางคนใบหน้าเกรียมแดด​เป็นมันระยับ มีร่องรอยผุ ๆ​ ของสิวอักเสบกระจายอยู่​ทั่ว​ไป​ทั้งใบหน้า​และลำคอ ด้วยสาเหตุนี้กระมัง ​ใคร ๆ​ จึงชอบเรียกมันว่า "ไอ้ปลวก"
"เออ คนเราทำงานมันก็​ต้องรู้จักรักษาเวลา ยังไงเอ็งก็​ต้องจ่ายอยู่​แล้ว​ ​จะชักช้าทำไม คราวหน้าให้มันรู้จักรักษาเวลาเหมือนอย่างงี้นะ ข้า​ต้อง​ไปเก็บ​ที่อื่นต่อ" ผมตอบกลับด้วยเสียงแข็งตามปกติ ​เพราะไม่อยาก​จะเปิดช่องให้คนอย่างพวกมันมาตีสนิท ไม่เช่นนั้น​ การทำงานก็​จะยากขึ้น​​ไปอีกเยอะ

"โธ่...​จ่า ไอ้พวกผมน่ะก็อยาก​จะจ่ายกัน​ทั้งนั้น​แหละ​ ​แต่บางครั้งคนเรามันก็มีฝืดกันบ้าง ยิ่งช่วงนี้น้ำมันก็โคตรแพงเลย​ พวกผม​จะกอดคอกันตายหมด​ทั้งวินอยู่​แล้ว​ เดือนหน้าจ่าช่วยบอก "นาย" งดเก็บซักเดือนนึงเหอะ พวกผม​จะ​ได้พอมีเหลือเลี้ยงลูกเลี้ยงเมียกันบ้าง" ไอ้ปลวกทำเสียงอ่อนน้อมแกมประจบประแจง ​ซึ่งกิริยาของมันก็ไม่ต่าง​ไปจากหัวหน้าวินซอยอื่น ๆ​ ​เพราะไอ้พวกนี้มันชอบทำทีเข้ามาตีสนิท ​เพื่อหวัง​จะ​ได้อภิสิทธิ์จากผมอยู่​เสมอ ​ซึ่งหากพวกมัน​ได้รู้​ความจริงก็คง​จะไม่ทำอย่างนี้ ​เพราะยอดตามบัญชี​ที่นายแจ้งมามันก็ตรงตัวอยู่​แล้ว​ หากผมไม่เก็บส่วยของ​ใคร​ไป หรือลดหย่อนให้​กับบางวิน ยอดเงินใน​ส่วน​ที่ขาด ผมก็​ต้องควักกระเป๋าจ่ายเอง พวกมันไม่รู้หรอกว่าผมเพียงทำหน้า​ที่ไม่ต่าง​กับคนเก็บเงินค่าน้ำค่าไฟธรรมดาเท่านั้น​ ไม่​ได้มีอำนาจตัดสินใจอะไร​ยิ่งใหญ่นักหรอก ​แต่​ที่ไม่ยอมบอกพวกมัน ​เพราะผมเองก็ชอบเวลาเช่นนี้แหละ​ เวลา​ที่มีคนมาคอยพินอบพิเทา​และก้มหัวให้ มันทำให้ผมรู้สึกว่า​ตัวเองยิ่งใหญ่​และสำคัญขึ้น​มา

ผมแบมือออก​ไปรับซองแล้ว​ตรวจนับจำนวนเงิน ​เมื่อเห็นว่าครบตาม​ที่ระบุในบัญชี จึงกากบาท​รายชื่อนั้น​แล้ว​เก็บลงกระเป๋า ​ความเงียบ​ที่เกิดขึ้น​​ระหว่างนั้น​คงทำให้บรรยากาศดูขลังกว่าเดิม ​เพราะผมเห็นรอยยิ้มเจื่อน ๆ​ อยู่​บนใบหน้าของไอ้ปลวก
"​ใครไม่ไหวก็ออก​ไป ข้า​จะ​ได้เซ้งเสื้อให้คนอื่นมาขับ หรือพวกเอ็ง​จะเลิกกัน​ทั้งวินเลย​ก็​ได้นะ ​เพราะมีคน​ที่เค้าคิดว่าจ่ายไหวรอขับแทนพวกเอ็งอยู่​แล้ว​" ผมส่งสายตาเย็นชาสบ​กับมันแล้ว​เน้นเสียงเข้ม​เพื่อข่มขู่ ​ได้ผลทันที ไอ้ปลวกพลันหน้าซีดเผือด​และทำตัวลีบ พลางเข้ามาบีบนวดผมอย่าง​เอาใจแล้ว​ตอบว่า
"โธ่...​จ่า ผมไม่​ได้พูดอย่างงั้นสักหน่อย​ ก็แค่บ่น ๆ​ ว่าน้ำมันขึ้น​ราคา ยังไงก็​ต้องหามาจ่ายให้จ่าจนครบอยู่​แล้ว​ ไม่มีปัญหาหรอกครับ​"
"งั้นก็อย่าพูดมาก คราวหน้าให้รักษาเวลาอย่างงี้นะ" ผมชิงตัดบท พลางหัน​ไปปลดเสื้อกั๊ก​ที่แขวนไว้บนหัวตะปูลงมาใส่ สวมหมวกกันน็อก แล้ว​ขับออกมาทันที ​เพราะยังมีอีกสิบกว่าซอย ​ที่ผม​ต้องรีบ​ไปเก็บค่าส่วยรายเดือน​เพื่อส่งนายให้ทันภายในวันนี้ ผมขับรถย้อนศร​เพื่อตัดเข้าซอยถัด​ไปทันที ​แม้ว่ายังมีเวลาเหลืออยู่​อีกโข ​แต่ผมก็อยาก​จะทำงานนี้ให้จบเร็ว ๆ​ ​เพราะรู้สึกว่า​มีบางสิ่งบางอย่างคอยรบกวนจิตใจอยู่​ตลอดเวลา

พ่อ​กับแม่ของผม​เป็นครูอยู่​​ที่ราชบุรี น้องสาวของผม​ทั้งสองคนก็​เป็นครู ทำให้​ทั้งบ้านมีผมเพียงคนเดียวเท่านั้น​​ที่ไม่​ได้​เป็นครู

"ผม​เป็นตำรวจ"
ผมจำ​ได้แม่นถึงแรงบันดาลใจ​ที่ทำให้อยาก​เป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ​ซึ่งไม่​ได้มีอะไร​​ที่ซับซ้อนเลย​ ก็​เพราะว่าหนังกลางแปลงในสมัยนั้น​ ​พระเอก​ต้อง​เป็นตำรวจ ​ส่วนผู้ร้ายก็​ต้อง​เป็นโจร ผมอยาก​จะ​เป็น​พระเอก อยาก​จะ​เป็นผู้บำบัดทุกข์บำรุงสุขของประชาชน ดังนั้น​ จากสมการง่าย ๆ​ ของชีวิต ผมจึงสมัครสอบ​เพื่อ​เป็นตำรวจ
​ซึ่งใน​ความ​เป็นจริงนั้น​มันกลับไม่ง่ายเลย​ ​เพราะ​ระหว่าง​ที่เรียนอยู่​มัธยมปลาย ผมก็มาสมัครสอบ​ที่โรงเรียนนายร้อยสามพรานทุกปี ตั้งแต่อยู่​ชั้น ม.๔ กระทั่งจบชั้น ม.๖ ผมทุ่มเทเวลาในอ่านหนังสือ​และฟิตซ้อมร่างกาย ​แต่กลับไม่มีปีใดเลย​​ที่ผ่านการสอบข้อเขียน

​เมื่อ​เป็นเช่นนั้น​แล้ว​ ก็ใช่ว่าผม​จะละ​ความพยายาม ​เมื่อมี​เพื่อนร่วมรุ่นร่วมอุดมการณ์​ที่อยาก​จะ​เป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์เหมือนกัน มาชวนสอบเข้าโรงเรียนนายสิบ ​โดยให้เหตุผลว่า ​เมื่อ​เป็นนายสิบแล้ว​ค่อย​ไปเรียนต่อนิติศาสตร์​ที่รามคำแหง จากนั้น​ก็รอสอบบรรจุภายในอีกครั้ง ก็มีโอกาส​ได้​เป็นนายร้อยห้อยกระบี่​กับ​เขาเหมือนกัน ผมจึงตัดสินใจทำตามคำชวนอย่างไม่ลังเล
​ที่น่าตลกก็​คือ สุดท้าย ผมก็​สามารถสอบเข้าโรงเรียนนายสิบ​ได้จริง ๆ​ ขณะ​ที่​เพื่อนของผมกลับผิดหวัง ​และ​ต้อง​ไปเรียนต่อวิทยาลัยครู​ที่ตัวจังหวัดแทน ป่านนี้มันก็คง​จะ​ไป​เป็นครูเหมือน​กับพ่อแม่ของผม อยู่​​ที่โรงเรียนไหนสักแห่งแล้ว​ล่ะ
เส้นทางชีวิตตำรวจของผมก็ดูเหมือน​จะสวยงามในตอนเริ่มต้น กล่าว​คือผมเรียนจบ​โดย​ได้คะแนนสูงสุดของรุ่น จึง​สามารถเลือกสถานี​ที่บรรจุ​ได้ ​และผมก็ตัดสินใจเลือกลงเขตบางกะปิ ​เพราะ​ต้องการเรียนต่อคณะนิติศาสตร์ในมหาวิทยาลัยรามคำแหงนั่นเอง

ครั้งแรก​ที่ลงบรรจุ ผม​ได้อยู่​ใน​ส่วนของงานจราจร​ซึ่งชีวิตก็ไม่มีอะไร​มากมาย​ แค่ยืนพกปืนสวมถุงมือเป่านกหวีด​เพื่อระบายการจราจรบนท้องถนน เลิกงาน ผมก็​จะท่องตำราเรียนด้วยหวังให้จบไว ๆ​ ​จะ​ได้ห้อยกระบี่​ไปอวด​เพื่อน ๆ​ ​ที่บ้านสักที ​แต่นานวันเข้า​เมื่อเริ่มสนิท​กับ​เพื่อนร่วมอาชีพ ผมก็มัก​จะโดนชักชวนให้ร่วมวงสุราอยู่​​เป็นประจำ แรก ๆ​ ผมก็ปฏิเสธ ​แต่พอบ่อยครั้งเข้าผมก็ชักเริ่มเกรงใจ จึงเข้าร่วมวงแบบขอ​ไปที ครั้นนาน ๆ​ ​ไป เลย​กลาย​เป็นกิจวัตรประจำวัน​ไปเสียแล้ว​ เวลา​ที่เคย​ใช้อ่านหนังสือเรียนจึงเหลือน้อยลงทุกที สุดท้าย ผมก็เผลอทิ้งตำราเรียนทิ้ง​ความฝัน​ไปตั้งแต่​เมื่อไหร่ไม่รู้ มารู้สึกตัวอีกที ​เมื่อห้าปีผ่าน​ไปผมยังคง​เป็นตำรวจชั้นประทวนอยู่​เช่นเดิม แล้ว​ภาพ​ที่เคยฝันไว้ก็เลือนรางหาย​ไปใน​ที่สุด

ด้วย​ความ​เป็นตำรวจชั้นผู้น้อย​ที่มีราย​ได้ไม่กี่พันบาท​ ​กับค่าครองชีพ​ที่พุ่งสูงขึ้น​จนอัตราเงินเดือนปรับไล่ไม่ทัน แรก ๆ​ ผมก็เดือดร้อนจนชักหน้าไม่ถึงหลัง กระทั่งรุ่นพี่คนอื่น ๆ​ เห็นว่ากรอบเจียนแย่ หรือพวก​เขารอให้ผมแย่จริง ๆ​ เสียก่อน จึงค่อยชักชวนให้ร่วมการตั้งด่านลอย คอยดักจับผู้​ที่กระทำผิดพ.ร.บ.อย่างง่าย ๆ​ หาก​ใครหาว่าพวกผมรีดไถแล้ว​ละก้อ ผมขอเถียงเลย​ว่าไม่จริง ​เพราะคน​ที่ถูกจับพวกนั้น​ ล้วนกระทำ​ความผิดจริงอยู่​แล้ว​ ผมไม่เคยยัดเยียดข้อหาให้​ใคร เพียง​แต่ว่าผมไม่​ได้ส่งเงินค่าปรับเข้าหลวงเท่านั้น​
​เพราะ​ถ้าส่งเงินค่าปรับเข้าหลวง พวกผมก็ไม่พอกิน แล้ว​​จะให้​เอาแรงจาก​ที่ไหนมาเป่านกหวีด​และโบกรถให้​กับประชาชนกันล่ะครับ​ จริง ๆ​ แล้ว​การกระทำเช่นนั้น​ ​เป็นการแก้ปัญหาปากท้องของเจ้าหน้า​ที่ในทางตรงมากกว่า ​เพราะ​ถ้าหากให้รอการปรับเงินเดือนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็คงมีหวัง​ต้องอดตายกัน​ทั้งสถานีแน่ ๆ​

​เป็นตำรวจจราจร​ได้หกปี จนบรรดานาย ๆ​ บนสถานีมองเห็นหน่วยก้านในการหาราย​ได้เข้ากองกลางของผมแล้ว​ จึงย้ายให้เข้ามาอยู่​ใน​ส่วนของงานสืบสวน ​ซึ่งงานสบายกว่า ​เพราะไม่​ต้อง​แต่งเครื่องแบบออก​ไปโบกรถตามเวลา หน้า​ที่​ส่วนใหญ่ก็แค่เพียงคอยเดินสายเก็บส่วยจากโต๊ะรับพนันฟุตบอล บ่อน อาบอบนวด ผับ​และร้านคาราโอเกะ ในเขตพื้น​ที่​ที่รับผิดชอบเท่านั้น​ ​แต่ก็มีเรื่อง​​ที่น่าตลก​คือ ตำรวจสืบสวน​ส่วนใหญ่มัก​จะ​เป็น​ที่รู้จักกันของโจรในพื้น​ที่อยู่​แล้ว​ ดังนั้น​ ไอ้การอยู่​ในเครื่องแบบหรือนอกเครื่องแบบก็แทบไม่มีประโยชน์อะไร​ นอก​จะมีโจรเซ่อซ่าจากนอกพื้น​ที่หลงเข้ามาก่อเหตุเท่านั้น​

​เมื่อเวลาผ่าน​ไปสิบปี ชีวิตตำรวจของผมจึงไม่​ได้ชักปืนออกมายิงต่อสู้​กับโจรผู้ร้ายเลย​สักครั้ง โอกาส​ที่​จะ​ได้ยิงปืนของผม จึงมีเพียงการซ้อมในสนาม​เพื่อเตรียมตัวแข่งขันยิงปืนประจำปี ​ระหว่างสถานีต่าง ๆ​ จากทั่วประเทศเท่านั้น​ ​และผมก็อดรู้สึกไม่​ได้ว่า การยิงเป้ากระดาษ มันคงไม่สะใจเท่า​กับการ​ได้ลั่นไก​เพื่อปล่อยกระสุนให้วิ่งสู่ร่าง​ที่มีเลือด​และเนื้อของคนจริง ๆ​ ​แต่กระนั้น​ ผมก็กวาดโล่​และเหรียญกลับมาแทบทุกปี จน​เป็น​ที่โปรดปรานของบรรดานาย ๆ​ ​ทั้งหลาย

กระทั่งวันหนึ่ง​ ​เมื่อนายคน​ที่สนิท​กับผม ​ได้เรียกตัวให้เข้า​ไปรู้จัก​กับเสธ.โย-​เพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหารของแก หลังจากแนะนำตัวกันเรียบร้อย​แล้ว​ เสธ.โยก็พูดเข้าประเด็นเลย​ว่า พอ​ได้ยินกิตติศัพท์การ​ใช้ปืนของผม แกจึงอยากรู้จัก​และอยาก​ได้ตัวไว้​ไปช่วยงาน ​เพราะมือปืนในซุ้มของแกเริ่มร่อยหรอลง ​เพราะปลดระวางกัน​ไปบ้าง หรืออยู่​​ระหว่างการซ่อนตัวบ้าง ทำให้ในฤดูกาลเลือกตั้ง​ที่​กำลังมาถึง อาจ​จะมีงานชุกมากจนมือดีไม่เพียงพอ
​ได้ยินดังนั้น​ผมก็ตกใจจนหน้าซีด ​เพราะถึง​แม้ว่า ชีวิตในช่วง​ที่ผ่านมาผมอาจไม่ใช่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์​ที่ดีสักเท่าไหร่ ​แต่ก็ไม่คิด​จะทำให้ปณิธาน​ที่เคยตั้งไว้​ต้องมัวหมอง ผมจึงแบ่งรับแบ่งสู้แบบขอ​ไปที ​เพราะไม่​ต้องการให้นายเสียหน้า ​แต่เสธ.โยคง​จะอ่านอาการนั้น​ออก แกจึงให้ผมกลับมาลองคิดดู​พร้อม​ทั้งยื่นนามบัตรหนึ่ง​ใบแล้ว​สั่งว่า หาก​พร้อมเริ่มงาน​เมื่อไหร่ให้โทรหา​ได้ทันที ผมจึงถือโอกาสนั้น​ถอยออกมาแล้ว​​ใช้ชีวิตตามปกติ

ผมเกือบ​จะลืมนามบัตร ​ที่เหน็บอยู่​ในซอกกระเป๋าสตางค์​ไปเสียแล้ว​ จนกระทั่งวันหนึ่ง​ ​เมื่อ​ต้องเผชิญ​กับ​ความอัตคัดอย่างต่อ​เนื่อง ในช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลก​เมื่อหกปี​ที่แล้ว​ มันช่าง​เป็นช่วงเวลา​ที่ตกต่ำของชีวิตจริง ๆ​ ​เพราะไม่ว่าผมแทงทีมไหน ทีมนั้น​ก็​จะ​ต้องพบ​กับ​ความพ่ายแพ้อย่างขาดลอยทุกที ​เมื่อถึงรอบสี่ทีมสุดท้าย ผมก็แทบ​จะ​ต้องจำนำปืน​เพื่อ​ใช้ทำทุนในการกู้สถานการณ์ให้กลับคืนมา ​และนั่นเอง​คือสาเหตุ​ที่ทำให้ผมนึกถึงนามบัตรใบนั้น​อีกครั้ง ​และสุดท้าย ผมจึงกลาย​เป็นมือหนึ่ง​ในซุ้มของเสธ.​ไป

ผมแตะเบรกแล้ว​เอนตัวเอียงขวา​เพื่อประคองให้รถเข้าโค้งอย่างนุ่มนวล ​เมื่อบิดคันเร่งเบา ๆ​ อีกที รถก็ค่อย ๆ​ ไหลเข้าใต้เพิงสังกะสี ​ที่สมาชิกของวินช่วยกันทำไว้คุ้มหัวอย่างตามมีตามเกิด
ทันที​ที่รถจอดสนิท ผมพลันสังเกตเห็นแววตาชิงชังฉายอยู่​ในกลุ่มคนเหล่านั้น​ เช่นเดียวกัน​กับ​ที่เคยเห็นจากสมาชิกของวินอื่น ๆ​ ​แม้ว่ากิริยาต่าง ๆ​ ​ที่แสดงออกมา ​จะทำทีท่าเหมือนยำเกรง ​แต่กระนั้น​ก็ยังปกปิดไม่​ได้ว่าพวก​เขารู้สึกรังเกียจผมเพียงใด สายตาเช่นนี้นี่แหละ​​ที่ทำให้ผมรู้สึกว่า​ ศักดิ์ศรี​และ​ความหยิ่งผยองของ "จ่าเพชร โพธาราม" ​ได้ลดลง​ไปทุกที จนบางครั้ง ผมอยาก​จะมีโอกาสย้อนเวลากลับ​ไปแก้ไขชีวิตสักครั้ง ​แต่ก็ยังอดสงสัยไม่​ได้ว่า ควร​จะกลับ​ไปเริ่มแก้​ที่ตรงจุดไหนดี
ผมกวาดสายตาดูจนทั่ว ​เมื่อไม่เห็นคน​ที่อยู่​ในรายชื่อตามนัดหมาย จึงเปิดหน้ากากหมวกกันน็อกขึ้น​แล้ว​เอ่ยถามว่า

"ไอ้ชาติ​ไปไหน"
"กลับพิจิตรครับ​จ่า พ่อพี่​เขาล้มหัวฟาดพื้นตาย​เมื่อวานนี้ อีกสามสี่วันนั่นแหละ​ครับ​ถึง​จะกลับ แกฝากซองรายเดือนของจ่าไว้​ที่ผมครับ​" เด็กหนุ่มผิวเข้มหน้าตาดีคนหนึ่ง​ตอบด้วยรอยยิ้มฝืน ๆ​ ​พร้อม​ทั้งส่งซองสีน้ำตาลมาให้
ผมพยักหน้าพลางพยายามรักษาอาการให้ปกติ ด้วยข่าวร้ายของพ่อไอ้ชาติทำให้รู้สึกเสียววาบในหัวใจ ​เพราะนานมากแล้ว​​ที่ผมไม่​ได้กลับบ้าน ​ทั้ง ๆ​ ​ที่รู้อยู่​แก่ใจว่า ช่วงหลัง ๆ​ มานี้ พ่อของผมเองก็มีอาการป่วยด้วยโรค​ความดันโลหิตสูง ​แต่คง​เป็น​เพราะ​ความรู้สึกละอาย​เมื่อ​จะ​ต้องเผชิญหน้า​กับแก จึงทำให้ผมหาข้ออ้าง​เพื่อหลีกเลี่ยงการกลับบ้านอยู่​เสมอ ​และอดคิดอย่างหวาดหวั่นไม่​ได้ว่า
หากผม​ได้กลับ​ไปอีกครั้ง ก็คง​จะ​เป็นวัน​ที่​ต้องทำศพแกเสียแล้ว​

ผมนั่งเงียบบนเบาะรถอยู่​นาน จึงค่อยเปิดซอง​ที่บรรจุค่าส่วยออกนับ ​เมื่อเห็นว่าครบตามจำนวน​ที่ระบุไว้ในบัญชีจึง​ใช้ปากกากากบาท​ลงในรายชื่อ ผมนิ่ง​ใช้​ความคิดอย่างหนักอยู่​ชั่วครู่ ก่อน​ที่​จะตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว แล้ว​ปิดผนึกซองคืนกลับ​ไปให้เด็กหนุ่ม​พร้อม​กับซองของวินแรก
"เอ้า...​ ​ถ้ามี​ใคร​ไปร่วมงานศพพ่อไอ้ชาติ ข้าฝากสองซองนี้ทำบุญด้วยก็แล้ว​กัน"
​ได้ยินคำพูดนั้น​ ดูเหมือนว่าทุกคน​ที่อยู่​ภายในเพิงหมาแหงน​จะมีสีหน้าประหลาดใจขึ้น​มาทันที ไม่เว้น​แม้กระทั่งตัวผมเอง ทุกคนต่างตะลึง​และจับจ้องมา​เป็นจุดเดียว ผมจึงบิดคันเร่ง​เพื่อบังคับรถมอเตอร์ไซด์ให้ออกมาจาก​ที่นั่นทันที
​เมื่อกลับถึงบ้านเช่า ผมโยนกระเป๋าบัญชีทิ้งลงถังขยะอย่างไม่แยแส แล้ว​รีบเปิดโทรทัศน์ด้วย​ความกระวนกระวาย ด้วยวิทยุสื่อสาร​ที่อยู่​ข้างเอว กลับไม่มีข่าว​ที่​ต้องการฟังแจ้งผ่านมาเลย​ ผมไล่สายตา​ไปตามตัวอักษร​ที่รายงานข่าวด่วน ค่อยพบว่าสิ่ง​ที่​กำลังหวาดหวั่นนั้น​ยังไม่เกิดขึ้น​ ผมยกนาฬิกาขึ้น​มาดูอีกครั้ง ใช่แล้ว​ นี่ยังห่างจากเวลา​ที่กำหนดไว้อีกร่วมห้าชั่วโมง คง​เป็น​เพราะ​ความเคร่งเครียดจึงทำให้ผมรู้สึกหวั่นใจ​ไปเอง

สองวันก่อน เสธ.โยเรียกมือดี​ทั้งหมดของซุ้ม​ที่อยู่​ในเขตกรุงเทพฯ​และปริมณฑล ให้เข้ามาประชุม​พร้อมกัน ​และนั่น​คือครั้งแรก ​ที่ผม​ได้เห็นมือปืนคนอื่น ๆ​ ในสังกัด ​เพราะทุกครั้ง​ที่ผ่านมา เรา​จะรับงานแบบเดี่ยว ๆ​ ทางโทรศัพท์เสมอ งานนี้จึงถือว่า​เป็นชิ้นใหญ่สุดเท่า​ที่ผมเคยรับมา ​เพราะ​ต้องระดมมือดีถึงสิบห้าคน ​เมื่อเสธ.โยอธิบายแผนการ​ทั้งหมดจบลง ผมก็​ต้องตะลึงอย่างไม่อยาก​จะเชื่อหูว่า มีแผนการ​ที่ชั่วร้ายเช่นนั้น​ อยู่​ในสมองของคนจริง ๆ​

การขัดแย้งทาง​ความคิดของกลุ่มการเมือง ก่อให้เกิดการชุมนุมประท้วง​ที่ยืดเยื้อจนสถานการณ์เริ่มทวี​ความรุนแรง ​เมื่อรัฐบาลตัดสินใจนำ​กำลังทหารเข้าโอบล้อม​และกระชับพื้น​ที่การชุมนุม ข่าวการปะทะกัน​ระหว่างผู้ชุมนุมประท้วง​และทหารผู้ทำหน้า​ที่ ถูกรายงานผ่านจากสื่อต่าง ๆ​ อย่างต่อ​เนื่อง ยุทธวิธีการตัดน้ำตัดไฟ​และเส้นทางการลำเลียงเสบียงอาหาร ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมอ่อนเปลี้ยลงอย่างรวดเร็ว ​และมีแนวโน้มว่า​จะพ่ายแพ้ให้แก่รัฐบาล สถานการณ์ต่าง ๆ​ ​กำลังถูกประเมินว่า ไม่เกินหนึ่ง​สัปดาห์ทุก ๆ​ อย่างน่า​จะกลับคืนสู่ภาวะปกติ
เสธ.โยฉายแผน​ที่การชุมนุมผ่านเครื่องโปรเจคเตอร์ ทำให้ทุกคนเห็นภาพ​ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น​ ​ที่แยกราชประสงค์ ผู้ชุมนุม​ได้ปิดขวางการจราจร​เพื่อกดดันรัฐบาล ภาพ​ต่อมา ​เป็นการแสดงรายละเอียดแผนผังของห้างสรรพสินค้าย่านนั้น​ใน​แต่ละชั้น เสธ.โยชี้ให้พวกเราดูเป้าหมาย ​ซึ่งก็​คือร้านทอง​และร้านเครื่องเพชร​ที่อยู่​ในชั้นต่าง ๆ​ ​พร้อมเส้นทางการเข้าออก ​เมื่ออธิบายถึงตรงนี้ เหล่ามืออาชีพ​ทั้งหลายจึงพากันยิ้มออกมาด้วย​ความดีใจ ​เพราะประเมินจากมูลค่าหลายสิบล้านของชิ้นงานแล้ว​ ก็เชื่อ​ได้เลย​ว่า ทุกคน​สามารถวางมือ​ได้ทันทีหลังจากรับ​ส่วนแบ่ง

​แต่แล้ว​เสธ.โยกลับอธิบายแผนการ​ที่ไม่คาดฝัน นั่น​คือ หากพวกเรา​จะปกปิดร่องรอย​ทั้งหมด​ได้ ก็​จะ​ต้องอาศัยเงื่อนไขของการจลาจลของเหล่าผู้ชุมนุมประท้วง​และการปราบปรามของรัฐบาล ​เพื่อ​ใช้​ความวุ่นวาย​ที่เกิดขึ้น​ทำลายหลักฐาน ทุกคนจึง​ได้รับแจกอาวุธสงคราม ​ทั้งปืนกลเอ็ม ๑๖ ​และเครื่องยิงลูกระเบิดแบบเอ็ม ๗๙ แล้ว​จัดแบ่งออก​เป็นสองทีม ทีมแรกให้แทรกซึมเข้า​ไปในกลุ่มผู้ประท้วง​เพื่อยิงใส่ทหาร​ที่ล้อมกรอบ ​ส่วนทีม​ที่สองให้ปีนขึ้น​​ไปบนหลังคาตึกแล้ว​ทำการยิงใส่กลุ่มผู้ชุมนุมประท้วง ​ซึ่งในขั้นตอนนี้ ​จะ​ต้องวางตำแหน่ง​และนัดหมายเวลาของทุกคนให้ดี ไม่เช่นนั้น​อาจพลาดโดนพวกเดียวกัน​ได้

​เมื่อสถานการณ์เข้าสู่การจลาจลตาม​ที่​ต้องการแล้ว​ เสธ.โย ​ได้กำหนดจุดนัดพบ ​ที่ชั้นหนึ่ง​​เพื่อเข้า​ไปค้นหาทรัพย์สิน ​และคาดว่าอุปสรรคชิ้นใหญ่นั้น​ก็​คือตู้นิรภัยแบบต่าง ๆ​ ​ที่​จะ​ต้อง​ใช้อุปกรณ์พิเศษเข้า​ไปช่วย ​ซึ่งเสธ.โย​จะส่งทีมช่วยเหลือ​และอุปกรณ์มาให้ ณ จุดนัดพบ ขั้นตอนสุดท้าย ​เมื่อ​ได้ทุกอย่างตาม​ต้องการแล้ว​ ให้ทุกคนกระจายกันออก​ไป ​เพื่อวางเพลิงทำลายหลักฐาน
ผมกวาดสายตา​ไปตามใบหน้าของสมาชิกคนอื่น ๆ​ ​แม้​จะพบ​ความลังเลอยู่​ในนั้น​บ้าง ​แต่กลับไม่มี​ใครเลย​​แม้​แต่ผม ​ที่กล้าลุกขึ้น​คัดค้านปฏิบัติการ​ที่สุด​จะเลวร้ายครั้งนี้ ทุกคน​กำลังกระหยิ่มยินดี​กับลาภก้อนโต ​โดยไม่คำนึงถึง​ความหายนะของประชาชน ​และ​ความอยู่​รอดของประเทศชาติ ​เมื่อทบทวนรายละเอียดเรื่อง​ตำแหน่ง​และเวลาในการลงมืออีกครั้ง เสธ.โยจึงปล่อยให้ทุกคนกลับมาเตรียมตัว ​เพื่อรอเวลาลงมือในวันนี้

ขยับนาฬิกาบนข้อมือดูเวลาอีกครั้ง ก่อน​จะหันกลับ​ไปสำรวจดูกระเป๋าเสื้อผ้า​ที่เตรียมไว้สำหรับการเดินทาง เดิมทีผมเตรียมไว้สำหรับหลบหนีหากมีเหตุฉุกเฉิน ​แต่ขณะนี้ผมเปลี่ยนใจแล้ว​ ​เพราะหากให้รอเวลาจนถึงตอนนั้น​มันเสี่ยงเกิน​ไป
หลังออกจากการร่วมประชุม ผมก็นอนตัดสินใจอยู่​นาน จริงอยู่​ ​แม้ว่าช่วงเวลา​ที่ผ่านมา ผมอาจ​จะไม่ใช่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์​ที่ดีนัก ใช่แล้ว​ หากยอมรับ​ความจริงสักหน่อย​ ผมแทบไม่​ได้ทำหน้า​ที่​ที่ใกล้เคียง​กับคำ ๆ​ นั้น​เลย​​แม้​แต่น้อย ผมอาจ​จะ​เป็นโจรในเครื่องแบบ ​เป็นกาฝากของสังคมอย่าง​ที่​ใครเรียกขานกัน ​แต่ผมไม่ใช่ทรราช ไม่ใช่ผู้กระหายเลือด ไม่ใช่ผู้​ที่เห็นแก่ประโยชน์​ส่วนตน จนถึงขั้น​สามารถกระทำสิ่ง​ที่เลวทรามต่ำช้า​ได้ขนาดนั้น​ ใช่แล้ว​ ผม​เป็นเพียงคนชั่วช้าธรรมดาคนหนึ่ง​ ​เป็นลูก​ที่พลัดหลงจากคอกศีลธรรมของพ่อ ​แต่ผม​จะไม่ยอม​เป็นเช่นนั้น​เด็ดขาด ผม​จะไม่ยอม​เป็นปีศาจร้าย ​ที่ทำลาย​ได้​แม้กระทั่งแผ่นดินเกิดของตนเอง

เดิมทีผมตั้งใจ​จะโทรศัพท์แจ้ง​ไปยังสำนักงานสภา​ความมั่นคงแห่งชาติ ​แต่​เมื่อลอง​ใคร่ครวญดูอีกทีจึงเห็นว่าวิธีการนั้น​มันเสี่ยงเกิน​ไป ​เพราะสถานการณ์ในขณะนี้ ​แต่ละฝ่ายก็​กำลังทำสงครามประสาทใส่กัน โอกาส​ที่เจ้าหน้า​ที่​จะเชื่อข้อมูลของผม ​และลงมือจับกุม​โดยไร้ข้อกังขาจึง​เป็น​ไป​ได้ยาก ​และหากทางเจ้าหน้า​ที่เพียงแค่ทำการตรวจเช็คข้อมูลก่อน ก็เท่า​กับ​เป็นการแจ้งให้เสธ.โยรู้ว่าภายในกลุ่มมีคนทรยศ แล้ว​ชีวิตของผม​จะ​ต้องตกอยู่​ในอันตรายทันที ดังนั้น​​เมื่อวานนี้ ผมจึงนำแผนการ​ที่รับฟังมา​ทั้งหมด​ไปเล่าให้ผู้กำ​กับฟัง ใช่แล้ว​ ผมไม่กล้าไว้ใจนายใกล้ตัว ก็​เพราะแก​เป็น​เพื่อนรักของเสธ.โย
ผู้กำ​กับทำหน้าตกใจเช่นกัน ​เมื่อ​ได้รับฟังเรื่อง​ราว​ทั้งหมด ​ทั้งยังขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน​และตะโกนด่าอย่างรุนแรง ต่อแผนการอันชั่วร้ายนั้น​ แล้ว​ผู้กำ​กับให้ผมทำตัว​เป็นปกติ ​เพราะเกรงว่า​จะมี​ใครคอยจับตาดูอยู่​ ​และแกก็รับปากว่า ​จะจัดชุดเฉพาะกิจ​เพื่อตามจับกุมเสธ.โย​และทีมงาน​ทั้งหมด​โดยทันที

ผมเปลี่ยนใจมาหนีในตอนนี้ ก็​เพราะเพิ่งคิด​ได้ว่า ​ถ้าหากผู้กำ​กับจับกุมเสธ.โย​ได้ ผมอาจ​จะ​ต้องถูกซัดทอดในข้อหาฆาตกรรมหลายคดี ​และหากผู้กำ​กับทำผิดพลาด ชีวิตของผมคง​จะอยู่​ในสถานการณ์​ที่เลวร้ายกว่านั้น​เยอะ ดังนั้น​​เพื่อ​ความไม่ประมาท ผมจึงควรหลบหนีออก​ไปเสีย​แต่เนิ่น ๆ​ ตอน​ที่ยังพอมีเวลา
​ความ​เป็นคนโสดทำให้ผมตัดสินใจอะไร​​ได้ง่ายขึ้น​ เสื้อผ้าในกระเป๋านั้น​เตรียมไว้เรียบร้อย​หมดแล้ว​ ปืนสองกระบอก​พร้อม​กับเครื่องกระสุนอีกสองกล่อง ถูกเตรียมไว้สำหรับกรณีจำ​เป็นมากกว่า ผมคาดหวังว่าคงไม่​ต้อง​ใช้มัน โทรศัพท์​และแบตเตอรี่สำรอง ซิมการ์ดใหม่​ที่เพิ่งเปิด​ใช้ ​เพราะของเดิมนั้น​อาจ​จะกลาย​เป็นเครื่องติดตามตัว​ไปในทันที หากเกิด​ความผิดพลาดตาม​ที่คาดการณ์ไว้ ​แต่ยังก่อน ตอนนี้ผมยัง​ต้อง​ใช้มัน​เพื่อติดต่อ​กับผู้กำ​กับ ​และ​ใช้รับโทรศัพท์จากเสธ.โย​เพื่อไม่ให้เกิดพิรุธ ผม​ต้องตั้งสติให้ดี​และดำเนินการทุกอย่างด้วย​ความรอบครอบ ​ความ​เป็นมืออาชีพนี่เอง ​ที่ทำให้ผมรักษาตำแหน่งมือหนึ่ง​ของซุ้มมา​ได้จนถึงขณะนี้ ยังขาดอะไร​อีก อ๋อ...​นั่นไง ผมยิ้มให้​กับตัวเอง ​เมื่อเห็นกระเป๋าหนังสีดำคร่ำคร่าวางอยู่​บนหลังตู้เสื้อผ้า กระเป๋า​ที่บรรจุเงินสดสองล้านบาท​-ผลพลอย​ได้จากการรับงานครั้งล่าสุด ผมวางมันไว้บนหลังตู้อย่างสะดุดตา ​เพราะเชื่อว่านั่น​คือจุด​ที่ปลอดภัย​ที่สุด

ผมยกข้อมือขึ้น​มาดูเวลาอีกครั้ง ยังพอมีเวลาอีกเกือบสี่ชั่วโมง รถไฟสายเชียงใหม่เ​ที่ยวต่อ​ไป​จะออกเดินทางเวลา ๑๘.๐๐ น. ผมเลือก​ใช้เส้นทางนี้ในการหลบหนี ​เพื่อปะปน​ไป​กับฝูงชนจำนวนมาก นี่คง​เป็นวิธี​ที่ดี​ที่สุด แล้ว​ค่อยหาจังหวัดสงบ ๆ​ หมู่บ้านเล็ก ๆ​ ​เพื่อซ่อนตัว อา...​ผมรู้สึกชุ่มชื่นหัวใจขึ้น​มาทันที ​เมื่อนึกเห็นภาพตัวเอง​กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่​ริมลำธารเล็ก ๆ​ ​ที่เต็ม​ไปด้วยก้อนกรวดกลม ๆ​ น่า​จะ​เป็นแม่ฮ่องสอน ผมเลือกจังหวัดนี้​เพราะเคยเห็นภาพทิวทัศน์สวย ๆ​ จากภาพยนตร์

ผมลุกขึ้น​คว้าถุงใส่อาหารแมวสำเร็จรูป พลางสอดส่ายสายตาหามัน เจ้าแมวดำผู้ทระนง ไม่รู้ว่าอะไร​ทำให้ผมติดใจมันนักหนา ​ทั้ง​ที่มันไม่เคยแยแสผมเลย​ ใช่แล้ว​ มันยังคงนอนผึ่งแดดอยู่​บนหลังคากันสาดบ้านฝั่งตรงข้ามโน่น ผมไม่มีโอกาส​ได้ลูบหัวมันเลย​สักครั้ง ​แต่มันกลับมีเสน่ห์บางอย่าง​ที่ทำให้ผม​ต้องซื้ออาหารมาไว้ให้มัน เพียงแค่​ได้เห็นมันกินจนหมดผมก็รู้สึก​เป็นสุขใจ นั่นอาจ​เป็น​เพราะว่าลึก ๆ​ แล้ว​ผมแอบอิจฉาใน​ความหยิ่งผยองของมัน มันไม่ยอมก้มหัวให้​ใครลูบ​ได้ง่าย ๆ​ เพียง​เพื่ออาหารในจาน ​แต่มันก็ยังกิน มันกินจนหมดจานทุกครั้ง

ผมชั่งใจว่า​จะเรียกมันให้เข้ามา​เพื่อขอลูบหัว​เป็นการสั่งลาดีหรือไม่ ​แต่ก็พลัน​ต้องตัดใจ ​เพราะดูจากอิริยาบถของมันแล้ว​ คงอีกนานกว่ามัน​จะยอมลุกขึ้น​จากท่าหงายท้องขาชี้ฟ้า ผมเทอาหารในถุงลงจานจนหมด แล้ว​ปิดประตูลง คงยังมีเวลาอีกสักหน่อย​ สำหรับการทำธุระ​ส่วนตัวในห้องน้ำ
ทันใดนั้น​ กลับรู้สึกเหมือนมีเงาเคลื่อนไหวอยู่​ข้างหน้า ผมจึงรีบวาดมือ​ไปด้านหลัง​เพื่อคว้าด้ามปืน ​แต่ช้า​ไปเสียแล้ว​ ​เพราะ​เมื่อเห็นชัดตาว่ามี​ใครอยู่​ตรงนั้น​ ผมก็พบว่ามีลำกล้องปืนเก็บเสียงสีดำด้าน จับ​ที่ร่างของผมอยู่​ก่อนแล้ว​
"เสธ.โย...​ " แกยิ้มเยาะนิดหนึ่ง​​เมื่อผมเอ่ยชื่อ ​แต่ยังไม่ยอมลดปืนกระบอกนั้น​ลง ฉับพลันนั้น​ ปรากฏเงาของชายอีกคนโผล่ออกมาทางด้านหลัง
"ผู้กำ​กับ...​" ผมส่งเสียงครางในลำคออย่างตกใจสุดขีด ​แต่ใบหน้าของผู้กำ​กับกลับไร้​ความรู้สึกใด ๆ​ เสธ.โยขยับกระบอกปืนเข้าใกล้ แล้ว​คำรามในลำคออย่างคลั่งแค้น
"ไอ้เพชร กูไม่เคยนึกมาก่อนเลย​ว่ามึง​จะทรยศ"

"​แต่นั่นมันเลวเกิน​ไปนะเสธ. ผม​เป็นคนไม่ใช่สัตว์ ผมไม่ยอมทำเรื่อง​เลวชาติอย่างนั้น​หรอก" ผมระเบิดอารมณ์ออก​ไปทันที ​เพราะรู้ตัวดีว่าวันนี้คงไม่รอดแล้ว​
เสธ.โยขยับปืนจี้เข้ามาใกล้กว่าเดิม แล้ว​ยิ้มเยาะผมอย่างสะใจ
"เศษสวะไร้หัวคิดอย่างมึง​จะเข้าใจอะไร​ การ​ที่​จะเปลี่ยนแปลงประเทศชาติ​ได้นั้น​ มันก็​ต้อง​ใช้อะไร​ลงทุนกันบ้าง ตายสิบเกิดแสนน่ะมึงเคย​ได้ยินมั้ย บางครั้งอุดมการณ์มันก็​ต้องการคนเสียสละ"
ผมเบิกตาโพลง​เพราะคาดไม่ถึงว่า เรื่อง​ราว​จะซับซ้อนกว่า​ที่คิด
"พวกมึงมันชั่วร้ายมาก ไอ้เดนนรก ไอ้สารเลว ไอ้พวกทรราช"
ผมตะโกนด่าออก​ไป​ได้เพียงแค่นั้น​ ​เพราะนึกคำอื่น​ที่สาสมกว่าไม่ออก ​แต่ก็​ได้ผล เสธ.โยหน้าสีแดงฉานด้วย​ความเดือดดาลทันที
"มึงน่ะแหล่ะไอ้เศษสวะ ไอ้คนทรยศ ไอ้นอกคอก"

ผมเห็นประกายไฟสว่างวาบ ​และรู้สึกเจ็บแปลบ​ที่รอยแผล​เป็นบนหางคิ้วนิดหนึ่ง​ แมวดำตัวนั้น​ปรากฏในคลองสายตา ก่อน​ที่ภาพ​ทั้งหมด ๆ​ ​จะดับ​ไป เหลือเพียง​ความมืดมน อย่าง​ที่ผมคาดว่ามันน่า​จะ​เป็น
ตัวหนาตัวหนา

 

F a c t   C a r d
Article ID A-3561 Article's Rate 6 votes
ชื่อเรื่อง นอกคอก
ผู้แต่ง ทิดอินทร์
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๖ กันยายน ๒๕๕๔
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๕๑๘ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๑๑ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๓๐
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : Rotjana Geneva [C-18424 ], [85.3.117.58]
เมื่อวันที่ : 18 ก.ย. 2554, 12.50 น.

ยินดีต้อนรับแมวดำกลับศาลานกน้อยค่ะ​

แหม เจ้าแมวหง่าว หาย​ไปเ​ที่ยวเสียนานเลย​นะคะ​ ไม่​ได้เห็นผลงาน

มอบดอกไม้ให้ตามเคยค่ะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : ทิดอินทร์ [C-18425 ], [124.120.204.131]
เมื่อวันที่ : 18 ก.ย. 2554, 20.12 น.

ขอบ​พระคุณสำหรับ​กำลังใจ ​ที่พี่รจนา มีให้แก่ผมเสมอมาครับ​

ด้วยจิตคารวะ

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : ลุงเปี๊ยก [C-18428 ], [182.53.96.113]
เมื่อวันที่ : 01 ธ.ค. 2553, 07.05 น.

น่า​จะ​เป็นเรื่อง​สั้น​ที่ดี​ที่สุดของทิดอินทร์ (เท่า​ที่ผม​ได้อ่าน) วางพล็อตเรื่อง​​ได้ดีมากครับ​ รวม​ทั้งวิธีเล่าเรื่อง​ รายละเอียดรายรอบ ​แม้ใน​ส่วนการเก็บส่วย​จะไม่เกี่ยวข้อง​กับพล็อต​โดยตรง ​แต่ก็ทำให้ผู้อ่านมองเห็นเส้นทางตัวละคร ​และจูงใจให้ไม่คาดเดาตอนจบเร็วเกิน​ไป

มอบดอกไม้ ๕ ดอกให้ด้วย​ความเต็มใจ

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : ทิดอินทร์ [C-18429 ], [124.121.240.196]
เมื่อวันที่ : 01 ธ.ค. 2553, 07.58 น.

ขอบ​พระคุณสำหรับ​กำลังใจครับ​ลุงเปี๊ยก
คาดว่า ผม​จะพยายามพัฒนาสีมือขึ้น​เรื่อยๆ​ครับ​ อิอิ

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๕ : ลุงปิง [C-18430 ], [115.87.13.125]
เมื่อวันที่ : 21 ก.ย. 2554, 11.11 น.

เรื่อง​นี้นับ​ได้ว่า​เป็นเรื่อง​สั้น​ที่เยี่ยมเรื่อง​หนึ่ง​ทีเดียว มองเห็นภาพตัวละคร​และฉาก​ได้ทุกวินาที​ที่อ่าน ถูกใจครับ​!

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๖ : เล็ก โยธา [C-18431 ], [124.122.185.116]
เมื่อวันที่ : 22 ก.ย. 2554, 07.33 น.

งานเขียนชิ้นนี้เยียมครับ​

อยากเขียน​ได้แบบนี้จัง ผมคง​ต้องพัฒนา​และเขียนให้มากกว่านี้

ช่วงนี้ไม่ค่อยมีเวลาเขียนเรื่อง​สั้น

งานเขียนเรื่อง​สั้นก็จริง ​แต่เวลา​ที่​ใช้มันไม่สั้นเลย​

ว่างนิดหน่อย​ ก็เลย​​ได้​แต่​แต่งกลอนเชย ๆ​

เหมือน​กับใส่กลอนงานเขียนของตัวเอง...​ชอบกล

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๗ : ทิดอินทร์ [C-18436 ], [124.121.253.211]
เมื่อวันที่ : 22 ก.ย. 2554, 14.12 น.

ขอขอบคุณสำหรับ​กำลังใจ ​ทั้งจากลุงปิง​และพี่เล็กครับ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๘ : มะขวิด [C-18457 ], [203.114.104.203]
เมื่อวันที่ : 29 ก.ย. 2554, 14.57 น.

​เป็นคนธรรมดาดีจังเลย​ครับ​จ่าคนนี้ เสียดาย​ที่เพิ่งมา​เป็นแมวดำตอน​ที่​กำลัง​จะตาย ​ถ้า​เป็นหนังฮอลลีวูดคงไม่ตาย​และเปิดโปงแผนชั่ว​ได้หมด

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๙ : มะขวิด [C-18458 ], [203.114.104.203]
เมื่อวันที่ : 29 ก.ย. 2554, 15.00 น.

ว่า​แต่ทำไม​ความเห็น​ที่ 3 ​และ 4 เกิดขึ้น​ในเดือนธันวาคมปี​ที่แล้ว​หว่า

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๑๐ : ทิดอินทร์ [C-18460 ], [124.120.254.16]
เมื่อวันที่ : 29 ก.ย. 2554, 21.06 น.

ขอบคุณ คุณมะขวิด​ที่แวะมาให้​กำลังใจครับ​ ​และอยากอ่านงานของคุณอีกครับ​ หาย​ไปนานเลย​นะครับ​ แฟนๆ​คิดถึง

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๑๑ : ทอรุ้ง [C-18507 ], [182.53.216.61]
เมื่อวันที่ : 08 พ.ย. 2554, 14.38 น.

นานมากเลย​​ที่ไม่​ได้ แวะมาอ่านอะไร​ๆ​ๆ​

เรื่อง​นี้ลื่นไหลดีจัง อ่านแล้ว​ไม่หงุดหงิด ค่ะ​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น