นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๐๑ กันยายน ๒๕๕๔
หอมกลิ่นปีบ - Narin's version
นรินทร์ สุนทรนวพัฒน์
......​​ในห้วงเวลาแห่ง​​ความหลับใหลสิ้นสติ ​​ความทรงจำทำหน้า​​ที่​​เป็นดั่งยานไทม์แมชชีนพาผมกลับ​​ไปสู่อดีต...​​...
...​ในห้วงเวลาแห่ง​ความหลับใหลสิ้นสติ ​ความทรงจำทำหน้า​ที่​เป็นดั่งยานไทม์แมชชีนพาผมกลับ​ไปสู่อดีต...​


ภาพ​ที่ปรากกฏ​เป็นบ้านหลังหนึ่ง​ ตัวบ้านทำจากไม้สักประกอบขึ้น​​เป็นบ้านสองชั้น จากหลังบ้านห่างออก​ไปมีคลองพาดผ่าน ต้นไม้นานาชนิดคั่นอยู่​​ระหว่างคลอง​กับตัวบ้าน ภายในรั้วบ้านกินพื้น​ที่ประมาณ5ไร่ รอบๆ​รั้วด้านในปลูกไว้ด้วยต้นปีบ ยามใด​ที่ลมจากคลองพัดมา​จะพา​เอากลิ่นหอมจากดอกปีบมาสู่คนในบ้าน

ผมเห็นตัวเองในวัยเด็กนั่งอยู่​บริเวณมุมหนึ่ง​ของรั้ว ดอกปีบในมือนอกจาก​จะส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ​ชวนให้หลงใหลแล้ว​ ใน​ความรู้สึกของผมมันยัง​เป็นเหมือนสัญลักษณ์ประจำครอบครัวของผมด้วย

​ความ​ที่ครอบครัวเรามีกันอยู่​ห้าคน พ่อ แม่ พี่พร ผมแล้ว​ก็พจน์พี่ชายฝาแฝดของผม ​แต่ละคนก็เปรียบเสมือนกลีบของดอกปีบ​แต่ละกลีบ ผม​กับพจน์​คือกลีบเดียวกัน​ที่ถูกผ่าแยกตรงกลางจนดูเหมือน​เป็นกลีบแฝด​เพราะเรา​คือแฝด​ที่เกิดจากการผสมของไข่ใบเดียวกัน แม่เคยบอกเช่นนี้ ผมจึงรู้สึกผูกพันธ์​กับต้นไม้ชนิดนี้​เป็นพิเศษ

​แม้​จะ​เป็นฝาแฝดกัน​แต่ผม​กับพจน์มีนิสัยต่างกันอย่างเห็น​ได้ชัด พจน์​จะสนิท​และมักตามพ่อ​ซึ่ง​เป็น ส.ส.ประจำจังหวัด​ไปดูงานตาม​ที่ต่างๆ​​เมื่อมีเวลาว่าง ​ส่วนผมนั้น​​จะสนิท​กับแม่​และพี่พรมากกว่า ​และมักอาศัยเวลาว่างจากการ​ไปโรงเรียนหรือช่วยงานแม่นิดหน่อย​​ไปนั่งอ่านหนังสือริมรั้วมุมประจำของผม​ซึ่งมีเก้าอี้แบบโยกจัดวาง​เอาไว้ กลิ่นของดอกปีบทำให้ผมรู้สึกสดชื่น​และผ่อนคลาย

เย็นวันหนึ่ง​ในขณะ​ที่เรานั่งกินข้าวกันอย่าง​พร้อมหน้า​พร้อมตา เหมือนเช่นทุกทีพ่อ​จะอบรมสั่งสอนให้เรารู้จักประหยัดอดออม ซื่อสัตย์สุจริต พ่อถามพวกเราว่าโตขึ้น​อยาก​เป็นอะไร​ แน่นอนว่าสำหรับพจน์แล้ว​ย่อมอยาก​เป็นนักการเมืองเหมือนพ่อ พี่พรนั้น​อยาก​เป็นหมอ ​ส่วนผมในตอนนั้น​ยังไม่รู้ชัดว่าตัวเองอยาก​จะทำอะไร​ พ่อชมเชยว่าพจน์มี​ความทะเยอทะยาน มี​ความใฝ่ฝัน​ซึ่งผมควร​เอาแบบอย่าง


...​ผมตื่นขึ้น​มาบนเตียงนอน เจ็บปวดราว​กับกระดูก​ทั้งร่างแหลกละเอียด ไม่รู้ว่าตัวเองอยู่​​ที่ไหน​แต่​ความเจ็บปวดทำให้ผมนึกถึง​ใครบางคน ผมหลับตาลง ใน​ความมืดหน้าของแม่ลอยขึ้น​มา...​


แม่​เป็นคนสวย​แม้ในวัยห้าสิบกว่าๆ​​จะทำให้ร่างกายของแม่เจ้าเนื้อ​ไปบ้าง วงหน้ากลมแฝง​ไปด้วย​ความใจดี แม่​จะดูแลใส่ใจผมมาก​เป็นพิเศษเวลา​ที่ผมไม่สบาย เวลา​ที่ผมปวดหัวแม่​จะ​เอามือแตะบนหน้าผากของผมจนผมหลับ​ไป บางครั้งผมอดคิดไม่​ได้ว่าแม่รักผมมากกว่าพี่พรหรือพจน์เสียอีก เสียดายว่าแม่จากผม​ไปเร็วนัก...​แม่เสียชีวิตจากหัวใจล้มเหลว ​เป็นการเสียชีวิตแบบ​ที่แม่ใฝ่ฝันมาตลอด​คือ"หลับแล้ว​​ไปเลย​" อย่าง​ที่แม่เรียก ใบหน้าของแม่​ที่ดูสงบเหมือนคน​กำลังหลับช่วยลดทอน​ความเสียใจของผมลง​ไป​ได้บ้าง

ดอกปีบร่วงเกลื่อนเต็มพื้นสนามรอบๆ​บ้านราว​กับ​ความตายของแม่นำ​ความสลดหดหู่มาแก่พวกมัน ไม่มี​ใครใส่ใจ​จะเก็บกวาด บางครั้งผมนั่งมองลมแรง​ที่พัดมาทำ​เอาดอกปีบบนพื้นปลิวว่อนราว​กับมัน​กำลังร่ายรำ ​แต่​เป็นการร่ายรำด้วยบทเพลงแสนเศร้า...​บัดนี้หนึ่ง​กลีบของดอกปีบในใจผม​ได้เฉาลงแล้ว​

ช่วง​ที่แม่เสียชีวิตนั้น​ผม​และพจน์มีอายุยี่สิบเจ็ดปี ​ส่วนพี่พรในวัยสามสิบปี ​แม้สุดท้าย​จะไม่​ได้​เป็นหมออย่าง​ที่เคยฝันไว้ ​แต่พี่พรก็มีหน้า​ที่การงาน​ที่ดี มีครอบครัว​ที่ดี...​พี่พร​แต่งงาน​และย้ายออก​ไปอยุ่​กับสามีนักธุรกิจชาวอังกฤษ บิน​ไปมา​ระหว่างสองประเทศ ​ส่วนพจน์​ได้เริ่มต้นเข้าสู่งานทางการเมืองตามพ่อ ในขณะ​ที่ผม​เป็นอาจารย์โรงเรียนมัธยมปลายแห่งหนึ่ง​

​แม้​จะโตขึ้น​มาก​แต่หน้าตาเราสองคนยังคล้ายกันจนแยกไม่ออก มีอยู่​ครั้งหนึ่ง​พจน์เกิดอุบัติเหตุข้อเท้าเคล็ด​เขาขอยืมบัตรประกันสุขภาพของผม​ไป​ใช้ด้วย​ความนึกสนุก แล้ว​ก็ไม่มี​ใครรู้จริงๆ​ สิ่งเดียว​ที่คนรู้จักเราสองคนดี​จะ​ใช้แยกผม​กับพจน์​ได้ก็​คือทรงผม พจน์มัก​จะตัดผมสั้น ด้วยเหตุผลว่าดูสะอาดเรียบร้อย​​และ​เป็นผู้ใหญ่มากกว่า นั่น​เป็น​ความแตกต่างเดียวของเรา


...​นึกถึงตรงนี้ผมลืมตาขึ้น​อีกครั้ง ​ทั้งห้องเงียบสงัดมีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศดังหึ่งๆ​ ลมหายใจ​ที่กระชั้น ถี่เร็ว ทำให้รู้ว่าผม​กำลังโกรธ ​แต่โกรธ​ได้ไม่นานผมก็เริ่มรู้สึกปวด กลิ่นบางอย่างบอกให้รู้ว่าผมอยู่​ในโรงพยาบาล ด้วยร่างกายไม่อาจขยับเขยื้อน​ได้ผมจึงทำ​ได้เพียงหลับตาลงอีกครั้ง...​


พ่อในวัย58ปียังดูแข็งแรง​และอ่อนวัยกว่าอายุมากนัก ​เป็น ส.ส.มาทุกสมัย ไม่ว่า​ใคร​จะ​เป็นนายกรัฐมนตรี ​แต่ด้วย​ความ​เป็นคนอนุรักษ์นิยม พ่อไม่ยอมให้​ความเจริญใดๆ​มากล้ำกลายธรรมชาติในจังหวัด บวก​กับ​ความซื่อ​และรั้นจนเกิน​ไปทำให้พ่อไม่เคย​ได้รับตำแหน่งสำคัญทางการเมือง ​แต่พ่อก็ไม่เคยเรียกร้อง ​และพอใจอยู่​เพียงบทบาท​สมาชิกสภาผู้แทนราษฏรอันทรงเกียรตินี้เท่านั้น​...​​แต่ถึงอย่างนั้น​พ่อก็ไม่อาจทวนกระแสอันเชี่ยวกรากของธรรมชาติ ​เมื่อถึงจุดสูงสุดแล้ว​ย่อม​ต้องร่วงลง ตลอดหลายสมัย​ที่ผ่าน มา ​แม้พ่อ​จะ​ได้รับเลือก​เป็น ส.ส.มาตลอด ​แต่ก็​เป็น​ที่น่าสังเกตว่าคะแนนของพ่อน้อยลงในขณะ​ที่ผู้สมัครจากพรรคคู่แข่งเพิ่มมากขึ้น​ จนกระทั่งผลการนับคะแนนครั้งล่าสุด พ่อชนะในแบบชนิด​ที่เรียกว่าหืดขึ้น​คอ ​โดยเฉือนผู้สมัครจากพรรคคู่แข่ง​ไปราวสองร้อยคะแนน

หลังขบคิดหาสาเหตุอยู่​หลายวันพจน์สรุป​ได้ว่าฐานคะแนนของพ่อนั้น​มาจากคนรุ่นเก่า ในขณะ​ที่คนรุ่นใหม่​ที่มีสิทธิ์เลือกตั้งเพิ่มมากขึ้น​ทุกปีนั้น​​ไปเทคะแนนให้​กับผู้สมัครพรรคคู่แข่ง​ที่​เป็นคนหนุ่มไฟแรงบวก​กับนโยบายหาเสียง​ที่​พร้อม​จะสร้างสิ่งอำนวย​ความสะดวก​ในจังหวัด​โดยมีสโลแกน"เปลี่ยนป่าให้​เป็นเมือง" ​แต่พ่อไม่เห็นด้วย​กับนโยบายเหล่านี้

"นี่แหละ​ประเด็น​ที่ทำให้คะแนนของพ่อลดลง ถึงเวลาแล้ว​​ที่พ่อ​จะ​ต้องเปลี่ยนทัศนคติทางการเมืองใหม่ เรา​ต้องทำอะไร​บ้าง" พจน์บอกพ่อ ​แต่พ่อไม่เห็นด้วย​และคิดว่าคะแนน​ที่หาย​ไปน่า​จะเกิดจากภาพรวมของ​ความนิยมในตัวพรรคการเมืองมากกว่าตัวพ่อ พ่อเชื่อมั่นว่าสิ่ง​ที่พ่อทำอยู่​นั้น​ดี​ที่สุดแล้ว​สำหรับจังหวัด

จากวันนั้น​มาดูเหมือนว่า​ทั้งพจน์​และพ่อ​จะเริ่มมี​ความขัดแย้งกันมากขึ้น​ในหลายหัวข้อ​ที่ถกเถียงกัน...​จนกระทั่งวันหนึ่ง​หลังรัฐบาล​ได้ทำหน้า​ที่มาสองปีเศษ นายกรัฐมนตรีก็ประกาศยุบสภาจากกรณีการทุจริตหลายโครงการ​ที่ฝ่ายค้านนำมาอภิปรายไม่ไว้วางใจ ​และจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่...​พจน์เปิดตัวในฐานะผู้สมัคร ส.ส.​โดยสังกัดพรรคคู่แข่ง​กับพ่อ

จังหวัดผม​เป็นจังหวัดเล็กๆ​​ที่มี ส.ส.​ได้เพียงคนเดียว นั่นหมาย​ความว่า พจน์​กับพ่อ​จะ​เป็นคู่แข่งกัน​โดยตรง หนังสือพิมพ์เล่นข่าว"ศึกสายเลือด" ​ระหว่างพจน์​กับพ่อ​พร้อมบทวิเคราะห์กันอย่างครึกโครม จริงบ้างมั่วบ้างตาม​แต่จรรยาบรรณ​จะพึงมี

หลังการเลือกตั้งพจน์ชนะแบบขาดลอย สื่อวิเคราะห์ว่าพจน์นั้น​​คือ​ความลงตัว​ระหว่าง​ความใหม่​คือ​ความ​เป็นคนรุ่นใหม่ ​กับเก่า​คือ​เป็นสายเลือดเดียวกัน​กับผู้สมัครคนเก่า พูดให้ง่ายก็​คือพจน์มีนามสกุลพ่อต่อท้ายนั่นเอง

ใน​ระหว่างนั้น​พี่พรคลอดลูกคนแรกอยู่​​ที่ประเทศอังกฤษ ทำให้การติดต่อ​ระหว่างเราเริ่มน้อยลง ​แต่​เมื่อต่างก็มีภาระหน้า​ที่​ที่​ต้องทำจึงไม่มี​ใครใส่ใจในเรื่อง​นี้นัก

ส.ส.พจน์เริ่มงานด้วยการประกาศสร้างจังหวัดให้​เป็นเมืองท่องเ​ที่ยว บริษัทอสังหาริมทรัพย์ บริษัทก่อสร้างรวมถึงบรรดานักเก็งกำไร​ที่ดินตามกลิ่นเงินมาถึงจังหวัดราว​กับหมาป่าหิวโหย​ที่​ได้กลิ่นเหยื่อ ​ที่ดินหลายแห่งเริ่มถูกกว้านซื้อเก็งกำไรบ้าง​ ผุดโครงการบ้านจัดสรร คอนโดมิเนียมบ้าง สนามกอล์ฟบ้าง ต้นไม้ถูกเปลี่ยน​เป็นตอม่อ สนามหญ้ากลาย​เป็นพื้นคอนกรีต พ่อไม่เห็นด้วย​และเคยพูด​กับพจน์หลายครั้ง​แต่พจน์ยังยืนยันหนักแน่น มีข่าวลือหนาหูว่าพจน์รับเงินใต้โต๊ะจากบรรดาบริษัทเหล่านี้

ด้วย​ความ​ที่​เป็นฝ่ายอนุรักษ์นิยมมา​โดยตลอด พ่อเริ่มคัดค้านการก่อสร้าง การตัดต้นไม้ทำลายธรรมชาติ ​โดยรวบรวมสมัครพรรคพวกเขียนป้ายคัดค้านรวมถึงขับไล่เหล่าทุนนิยมออกจากจังหวัด ถึงกระนั้น​พ่อก็ดูสูญเสีย​ความมั่นใจ​ไปมากหลังจากแพ้การเลือกตั้ง วันหนึ่ง​พ่อมาถาม​ความเห็นจากผม​ซึ่งนั่น​เป็นเพียงไม่กี่ครั้ง​ที่พ่อทำอย่างนั้น​ พ่ออยากรู้ว่าตัวเองทำถูกไหม​กับการยืนยัน​ที่​จะคัดค้านการทำลายธรรมชาติในจังหวัดหรือควร​จะปล่อยให้​ความเจริญของเมืองกลืนกินจังหวัดนี้ซะ ​ซึ่งในกรณีนี้ผมยืนยัน​กับพ่อว่าผมเห็นด้วย​กับพ่อ ​แม้​จะไม่ค่อยถาม​ความเห็นของผมบ่อยนัก​แต่แท้จริงแล้ว​ผมมัก​จะเห็นด้วย​กับ​ความคิดของพ่ออย่างเงียบๆ​เสมอมา พ่อดูมั่นใจมากขึ้น​​และชวนให้ผมเข้าร่วมขบวนการต่อต้าน...​ผมตกลง!

ผมชวนอาจารย์ร่วมโรงเรียน​ที่มี​ความคิดเห็นตรงกันเข้าร่วมด้วย กลุ่มผู้ชุมนุมเพิ่มจำนวนมากขึ้น​เรื่อยๆ​ราว​กับการแบ่งตัวของเชื้อแบคทีเรียจากสอง​เป็นสี่ สี่​เป็นแปด แปด​เป็นสิบหก...​จน​แม้​แต่ผมเองยักตกใจ ​เมื่อ​ได้รู้ว่ามีผู้ชุมนุมไม่ต่ำกว่าสามพันคนร่วมเรียกร้องให้รัฐบาล​และ ส.ส.พจน์หยุดงานประมูลก่อสร้าง​ที่ดินในจังหวัดอีก​โดยเด็ดขาด !

​แต่ดูเหมือนพลังเสียงจากสามพันกว่าคนของเรา​จะถูกทำให้สยบ​โดยเสียงปืน​ที่ดังขึ้น​ในวันหนึ่ง​ ไม่มี​ใครรู้ว่ายิงมาจากทางไหน ​แต่นั่นก็เพียงพอ​ที่​จะให้ชาวบ้านผู้ร่วมชุมนุมแตกตื่นแยกย้ายกัน​ไปคนละทิศละทาง ​ความตกใจทำให้ผมเองก็วิ่งเตลิดเข้าหา​ที่กำบังในมุมหนึ่ง​ก่อน​จะนึกถึงพ่อขึ้น​มา​ได้ ผมหันหลังกลับ​ไปมองหาพ่อ บัดนี้คนสามพันกว่าคนกระจัดกระจายกัน​ไปจนหมดในเวลาอันรวดเร็ว เหลือเพียงร่างๆ​หนึ่ง​นอนหงายอยู่​​กับพื้น เสื้อยืดสีขาวทำให้เห็นรอยเลือด​ที่ค่อยๆ​ขยายใหญ่ขึ้น​​ได้อย่างชัดเจน ผมวิ่งเข้าหาร่างนั้น​​โดยไม่สนใจว่า​จะมีกระสุนปืนยิงมาอีกหรือไม่...​"พ่อ...​ช่วยด้วย...​​ใครก็​ได้ช่วยด้วย" ผมร้องตะโกนสุดเสียงในขณะ​ที่พยามยามอุ้มร่างพ่อขึ้น​จากพื้น ​เมื่อปรากฏว่าไม่มีเสียงปืนนัดต่อ​ไป ชาวบ้านจึงเริ่มออกมามองผม​และ​ความช่วยเหลือก็ตามมา พ่อถูกนำตัว​ไปโรงพยาบาลก่อน​ที่หมอ​จะทำหน้า​ที่ประหนึ่ง​ยมบาลประกาศ​ความตายแก่พ่อ !...​ อีกหนึ่ง​กลีบของดอกปีบเฉา​ไปเสียแล้ว​

หลังงานศพพจน์กล่าวแสดง​ความเสียใจ​และปฏิเสธ​ความรู้เห็นในเหตุการณ์​ที่เกิดขึ้น​ ​แต่นั่นก็ไม่เพียงพอ...​ชาวบ้านเริ่มซุบซิบกันว่าพจน์​คือสาเหตุให้พ่อตาย​แม้​จะไม่​ได้​เป็นผู้ลั่นกระสุนสังสารด้วยมือตัวเองก็ตาม​และบทลงโทษก็มาถึงในการเลือกตั้งครั้ง​ต่อมา พจน์แทบ​จะหมดอนาคตทางการเมืองกลาย​เป็นเพียงอดีต ส.ส.สมัยเดียวเท่านั้น​

วันเวลาผ่าน​ไปพจน์ดู​จะช็อค​กับเหตุการณ์​ที่เกิดขึ้น​จนไม่​เป็นอันทำอะไร​ ทรงผมของเรา​ที่มัก​จะต่างกันเดี๋ยวนี้ชัก​จะคล้ายกันเข้า​ไปทุกที​เมื่อพจน์ไม่ยอม​ไปตัดผมอย่าง​ที่เคย

เย็นวันหนึ่ง​ในขณะ​ที่ผม​กับพจน์นั่งดูข่าวการเมืองบนจอโทรทัศน์ ข่าวดูเหมือนเหตุการณ์​ที่ผ่านมาซ้ำๆ​ซากๆ​วนเวียนไม่รู้จบสิ้น รัฐบาลถูกตรวจสอบโครงการทุจริต ส.ส.ในสภายกมือไม่ไว้วางใจนายก​และรัฐมนตรีหลายคน ​พร้อมบทวิเคราะห์จากสื่อว่ารัฐบาลเตรียมประกาศยุบสภาให้มีการเลือกตั้งใหม่ในเร็ววันทันใดนั้น​ ​โดยไม่ตั้งตัวพจน์ขอให้ผมลงสมัคร ส.ส.ด้วยเหตุผล​ที่ว่ามัน​เป็น​ความฝันของพ่อ​และของพจน์เอง ผมปฏิเสธ​ไปหลายครั้ง​แต่พจน์ยังคงชักโยงเหตุผลต่างๆ​นานามาประกอบ​และใน​ที่สุดผมก็พ่ายแพ้แก่เหตุผลเหล่านั้น​ ผมตกลงสมัครเข้า​เป็นสมาชิกพรรคการเมืองเดิมของพ่อ ด้วยนามสกุลของพ่อ​ที่ทางพรรคเห็นว่ายังคงมีอิทธิพลต่อคนในพื้น​ที่ผมจึง​ได้ลงสมัครในจังหวัดบ้านเกิด

ก่อนการขึ้น​ปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้ายพจน์ขอร้องผมว่าให้​เขาขึ้น​ปราศรัยแทน ผมมองหน้าพจน์แล้ว​ก็เพิ่งตระหนักเดี๋ยวนี้เองว่าพจน์​กับผมเหมือนกันจนแยกไม่ออก พจน์ปล่อยผมยาวแล้ว​จัดทรงเดียวกัน ผมมองพจน์ราว​กับส่องกระจกดูตัวเอง พจน์ให้เหตุผลว่าอยาก​จะสัมผัสการเมืองอีกครั้ง อยาก​จะขอจดจำการปราศรัยครั้งสุดท้ายนี้แล้ว​​จะกลับ​ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง ​เขาพร่ำพรรณนาถึง​ความลุ่มหลงในการเมืองของตัวเอง ​และก็อย่างทุกครั้งผมไม่เคยเถียงชนะพจน์เลย​​แม้​แต่ครั้งเดียว พจน์​สามารถยก​เอาเหตุผลทุกอย่างในโลกมาประกอบการตัดสินใจของตัวเอง​ได้หมด ผมตกลงให้พจน์ขึ้น​ปราศรัยแทน บางทีอาจ​จะดีเหมือนกัน พจน์เองก็มีประสบการณ์การปราศรัยมากกว่าผมน่า​จะทำ​ได้ดีกว่า พจน์ยังเสนอว่า​เพื่อ​ความปลอดภัยเราควร​จะแลกเอกสารแสดงตัวอาทิบัตรประชาชน ใบขับขี่หรือเอกสาร​ทั้งทางราชการ​และทางการเมืองอื่นๆ​เผื่อในกรณีมีเหตุไม่คาดคิด ผมหยิบบัตรจากกระเป๋าสตางค์ส่งให้พจน์ "เงินในกระเป่าคงไม่​ต้องแลกด้วยมั๊ง"ผมหยอดมุข ​เมื่อจัดการเรื่อง​เอกสารเรียบร้อย​แล้ว​ ผม​กับพจน์หารือเรื่อง​การร่างคำปราศรัย

​เมื่อวันปราศรัยใหญ่มาถึงพจน์ขึ้น​เวทีด้วย​ความมุ่งมั่น​และมั่นใจเต็มเปี่ยม ไม่มี​ใครสงสัยในการสลับตัวกันทำหน้า​ที่ของเรา ช่วงแรกของการปราศรัยพจน์พูดตามสคริปต์​ที่เราวางไว้ด้วยกัน ​แต่หลังจากนั้น​ผมรู้สึกราว​กับถูกฟาดด้วยไม้หน้าสาม นโยบายเก่า​ที่พจน์เคยหาเสียงถูก​เอาขึ้น​มาพูดอีกครั้งบนเวที ผมนิ่งฟังอยู่​พักนึงจนทนไม่​ได้ ผมพยายาม​จะขึ้น​​ไปบนเวที​พร้อมตะโกนว่าพจน์ ​แต่ถูกเจ้าหน้า​ที่รักษา​ความปลอดภัยจับตัวไว้ ด้วย​ความโมโหผมพยายามดิ้นรนขัดขืน ​พร้อมตะโกนบอกทุกคนว่าผม​คือเพชร คนบนเวที​คือพจน์​แต่ไม่มี​ใครเชื่อ พจน์บนเวทีกล่าวขอโทษประชาชน ​เขาหาว่าผม​คือพจน์​ที่เสียใจจากการหมดอนาคตทางการเมืองจนเพี้ยน​ไป ​พร้อมยืนยันหลักฐานบัตรประชาชนชูให้ผู้คน​ที่มาฟังการปราศรัยดู ผมโกรธจัดพยายาม​จะเหวี่ยง​ใครบางคน​ที่ล็อคแขนผมออก​ไป ​แต่ตอนนี้ผู้คนแน่นขนัดล้อมรอบผม ผมรู้สึกมีอะไร​บางอย่างมากระแทกทางด้านหลังบริเวณท้ายทอย ผมล้มลง​เอามือกุมท้ายทอยด้วย​ความเจ็บปวด"มึงนี่เองทำให้ ส.ส พงษ์ ​ต้องตาย" เสียง​ใครคนหนึ่ง​ตะโกนออกมา​พร้อมๆ​กัน​กับ​ที่เท้าของ​ใครอีกคนกระทืบลงมา​ที่ท้องของผม "แล้ว​ยัง​จะมาก่อกวนน้องตัวเองอีก ชั่วจริงๆ​" เสียงรุมประนามสาปแช่งรวมถึงเท้าหนักๆ​ของ​ใครอีกหลายคนโหมกระหน่ำมา​ที่ผม นั่น​เป็น​ความรู้สึกสุดท้ายก่อน​ที่ผม​จะหมดสติ


...​​เมื่อรับไม่ไหวอีกต่อ​ไปผมลืมตาขึ้น​มา มัน​เป็นวิธีการ​ที่ผม​ใช้พาตัวเองหลบหนีมาจากเหตุการณ์ในอดีต​ที่ตามมาหลอกหลอนผมใน​ความคิด ร่างของผมชุ่ม​ไปด้วยเหงื่อ ผมผ่อนลมหายใจยาวด้วย​ความโล่งอก​เมื่อเห็นแสงรุ่งอรุณอีกครั้ง อย่างน้อยผมก็ยังอยู่​รอดมา​ได้อีกหนึ่ง​คืน

ในขณะ​ที่ผมพยายามสูด​เอาแสงแห่งรุ่งอรุณนี้เข้าปอดผมรู้สึกถึงกลิ่นบางอย่าง​ที่คุ้นเคย ​เป็นกลิ่นหอมอ่อนๆ​ของดอกปีบนั่นเอง ผมเหลือบมองตามกลิ่นเห็นแก้วน้ำใส่ดอกปีบวางอยุ่บนโต๊ะ ยังไม่ทัน​ที่ผม​จะคาดเดาใดๆ​ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น​ พี่พรเปิดประตูเข้ามา​พร้อมรอยยิ้มทักทาย เรานั่งสนทนากันราว 20 นาที พี่พรทราบเรื่อง​จากข่าวทางอินเตอร์เน็ตจึงรีบเดินทางกลับมาเยี่ยม ตอนมาถึงผมยังไม่รู้สึกตัว พี่พรกลับ​ไป​ที่บ้าน​แต่ไม่พบ​ใคร ​แต่นึกขึ้น​​ได้ว่าผมอาจ​จะอยาก​ได้กลิ่นปีบมันอาจช่วยให้รู้สึกเหมือนอยู่​บ้านมากขึ้น​ ผมรู้สึกอบอุ่น​ที่อย่างน้อยก็ยังมีพี่พร​ที่ยังคิดถึงผม หลังสนทนาพี่พรขอตัวกลับก่อน​เนื่องจากมีธุระอีกมาก ผมขอให้พี่พรหยิบปีบดอกหนึ่ง​มาวางบนหน้าอกของผมก่อนกลับ

ผมมองตามพี่พรเดิน​ไปถึงหน้าประตูห้องคนป่วยด้วย​ความอาลัย ทันใดนั้น​พี่พรหันกลับมาสีหน้าราว​กับหลงลืมอะไร​บางอย่าง...​

"ฝาก​ความคิดถึงเพชรด้วยนะ" พี่พรพุดออกมาก่อน​จะเดินออกจากประตู​ไป

ผมพยายาม​ใช้สองมือฉีกกลีบด้าน​ที่​เป็นแฝดของดอกปีบให้แยกออกจากกัน ​แต่ดูเหมือนมัน​จะกินแรงมากเกิน​ไป ผมเหนื่อยหอบมองดูดอกปีบ​ที่อยู่​บนหน้าอก​แต่ไม่​สามารถทำอย่างไร​กับมัน​ได้ กลิ่นหอมของมัน​ที่ยังคงโชยมาแตะจมูกทำให้ผม​ได้คิด "ดอกปีบก็​คือดอกปีบผมเพียงสมมุติให้มัน​เป็นตัวแทนของสิ่งนั้น​สิ่งนี้ ​เมื่อไม่พอใจก็​จะทำลายมันเสีย ​แต่ผมไม่​สามารถทำลายหรือเปลี่ยนมัน​ได้หรอก​เพราะปีบ​จะยังคง​เป็นปีบอยู่​วันยังค่ำ"

ผมสูดกลิ่นหอมของมันจนชื่นใจ ก่อน​จะหลับตาลงด้วย​ความเหนื่อยอ่อน...​

...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​

...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​

...​.เวอร์ชั่น​ที่ท่านอ่านจบลง​ไปนี้​เป็น "หอมกลิ่นปีบ Narin's version" ยังมีอีก 1 เวอร์ชั่น​คือ "หอมกลิ่นปีบ Thitiwach's version" ​ที่ http://noknoi.com/magazine/article.php?t=3558
ท่าน​สามารถร่วม​เป็นกรรมการในการตัดสินให้ 1 ใน 2 เรื่อง​นี้​เป็นเรื่อง​​ที่​ได้รับชัยชนะในหัวข้อเรื่อง​สั้น "หอมกลิ่นปีบ" ประจำปี 2554 นี้

หอมกลิ่นปีบ Thitiwach's version
http://noknoi.com/magazine/article.php?t=3558
หอมกลิ่นปีบ Narin's version
http://noknoi.com/magazine/article.php?t=3559


ขอเชิญร่วมสนุกในการ​เป็นกรรมการตัดสินเรื่อง​สั้นคราวนี้ด้วยครับ​ ขอบ​พระคุณมากครับ​

 

F a c t   C a r d
Article ID A-3559 Article's Rate 4 votes
ชื่อเรื่อง หอมกลิ่นปีบ - Narin's version
ผู้แต่ง นรินทร์ สุนทรนวพัฒน์
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๑ กันยายน ๒๕๕๔
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๑๑๐๗ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๗ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๗
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : อิติฯ [C-18399 ], [125.24.37.38]
เมื่อวันที่ : 01 ก.ย. 2554, 15.12 น.

​ทั้งสองเรื่อง​สั้น อ่านจบ​ไปเรื่อง​ละหนึ่ง​รอบ แบบต้มไข่ยางมะตูม
กลิ่นอายควันปืนลอยวน​ทั้งสองบท

ขอทำตาม​ที่ชักชวนนะครับ​ (ไม่ขอติเนื้อหาของเรื่อง​)

ขอโหวตหอมกลิ่นปีบ - Thitiwach's version ครับ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : ณัฐพิชา [C-18400 ], [58.8.74.21]
เมื่อวันที่ : 01 ก.ย. 2554, 18.46 น.

เหมือน ดูภาพเขียนเรียลลิสติค​กับอิมเพรสชั่นนีสค่ะ​ ของคุณนรินทร์ ให้ภาพ​ที่สร้างจินตนาการเหมือนจริง เหมือนดูภาพยนตร์ รายละเอียด​และตัวละครก็ชัดดีค่ะ​ การลำดับ​ความไม่ซับซ้อนค่อนมาทางการประพันธ์ยุคใหม่ ​แต่ก็สร้างเรื่อง​ราว​ได้ดีนะคะ​
สำหรับคุณฐิติวัชย์ อย่าง​ที่บอก มีลักษณะภาษา​ที่ค่อนข้าง​เป็นนามธรรม การเรียงร้อยเรื่อง​ราวมีลักษณะแฟลชแบค​ไปมา ​แต่พี่ชอบภาษา​ที่สวยงามนะคะ​ ​ซึ่งหา​ได้ยากในหนุ่มสาวยุคใหม่นี้ ชื่นชมค่ะ​ (​จะ​เป็น​เพราะเรา​เป็นคนยุคเก่าหรือเปล่าถึง​ได้ชอบภาษาแบบนี้ ลองให้เยาวชนรุ่นใหม่มาอ่านสิ ไม่รู้เค้า​จะคิดยังไง) ​ที่เด่น​และดูเหมือนตั้งใจมากอาจ​เป็นการบรรยายถึงบทอัศจรรย์นั้น​ เขียนซะงดงามเหมือนเพลงลูกกรุงยุคเก่าเลย​
ค่ะ​ ​จะบอกว่า พี่ขอลำเอียงเข้าข้างคุณฐิติวัชย์นะคะ​ ไม่ใช่​เพราะเรารู้จักกัน ​แต่​เป็น​เพราะพี่ชอบการเรียบเรียงเรื่อง​ราว​และภาษาแบบนามธรรม (​ถ้าพี่วาดภาพพี่ก็ชอบวาดภาพแบบอิมเพรสชั่นนิส​และอุดมคติค่ะ​ ฉะนั้น​คงไม่สงสัยนะคะ​ว่าทำไมพี่เลือกของคุณฐิติวัชย์)

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : ชยพล _บอย [C-18402 ], [58.11.21.61]
เมื่อวันที่ : 01 ก.ย. 2554, 20.05 น.

เรื่อง​คุณ Narin ภาษาเขียนสละสลวย ​แต่ไม่ถึง​ที่สุด เนื้อเรื่อง​คาดเดาเหตุการณ์​ได้ง่ายเกิน​ไป

เรื่อง​คุณ Thitiwatch ภาษาเขียนสละสลวยมาก เนื้อเรื่อง​มี​ความซับซ้อน ตอนจบคาดเดาเหตุการณ์​ได้ยาก ​แต่ก็เข้าใจเนื้อเรื่อง​​ทั้งหมด​ได้ อีก​ทั้งการบรรยายเนื้อหามี "มิติ" ของเรื่อง​มากกว่า

สรุป เลือก Thitiwatch's version ครับ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : รฐา [C-18404 ], [58.11.0.79]
เมื่อวันที่ : 02 ก.ย. 2554, 12.25 น.

ชอบงานเขียนของ​ทั้งสองคนเลย​ค่ะ​
ของคุณนรินทร์ อ่านสนุก เข้าใจง่ายดี เหมือน​ได้ดูภาพยนตร์เรื่อง​สั่น เรื่อง​หนึ่ง​
ของคุณฐิติวัชร์ สลับซับซ้อน ​ต้องอ่านย้อน​ไปมา​เพื่อเปรียบเทียบเหตุการณ์จริง​กับ​ที่สมมติขึ้น​เอง
อ่านแล้ว​ให้​ความรู้สึกพลิกผันอยู่​ตลอดเวลา คล้าย ๆ​ หนังของผรั่ง​ที่ไม่​สามารถคาดเดา​ได้
สรุป ชอบ​ทั้งของ​ทั้งสองคนเลย​ค่ะ​ ​แต่​ถ้า​ต้องเลือก ขอโหวด คุณฐิติวัชร์ค่ะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๕ : ลุงเปี๊ยก [C-18407 ], [125.26.81.35]
เมื่อวันที่ : 02 ก.ย. 2554, 16.46 น.

เพิ่งอ่านจบ​ทั้งสองเวอร์ชั่นครับ​ ​ถ้าบอกว่า​ทั้งสองเรื่อง​นี้เขียน​โดยคน ๆ​ เดียวกัน ผมก็​จะเชื่อ ​เป็นเรื่อง​สั้น​ที่อยู่​ในโทนดี​ทั้งสองเรื่อง​ครับ​ หากให้ตัดสินผมอยากให้เสมอกัน ​แม้​โดยตัวบทเวอร์ชั่นของนรินทร์อาจดูด้อยกว่าในแง่​ความงดงามทางภาษา ​แต่วรรณกรรม​ที่ดีไม่​ได้แปลว่างดงาม ​แม้เวอร์ชั่นของฐิติวัฒน์​จะดูมีมิติ​ความซับซ้อนกว่า​และงดงามกว่า ทำไมผมกลับไม่ยอมให้​เขา​เป็นผู้ชนะ คำตอบ​คือ ผมเชื่อว่าหาก​ได้อ่าน​แต่ละเรื่อง​ในช่วงเวลาแตกต่างกัน อ่าน​โดยไม่เปรียบเทียบกัน ผม​จะให้คะแนน​ทั้งสองเรื่อง​ไม่ต่างกันเลย​

​ทั้งสองนามปากกานี้มีวิธีการเล่าเรื่อง​คล้ายกันมาก วิธีผูกเรื่อง​ก็คล้ายกันมาก ​และ​ถ้าให้เดาผมก็คิดว่า ​ทั้งสองน่า​จะมีรสนิยมในการอ่านหนังสือคล้ายกัน ด้วยเหตุนี้ผม​จะให้ผู้ใดคนหนึ่ง​ชนะเหนือกว่าอีกคน​ได้อย่างไร

สิ่ง​ที่เห็นแน่ ๆ​ ​คือ คุณ​ทั้งสอง​จะพัฒนาขึ้น​​ได้อีกมาก อยากแนะให้นรินทร์ทดลอง​ใช้นาฏกรรมเล่าเรื่อง​ราวบอกผู้อ่านแทนการ​ใช้ประโยคบอกเล่าดื้อ ๆ​ ​และอยากแนะนำให้ฐิติวัฒน์ลองเล่น​กับ​ความนึกคิดของตัวละครให้มากกว่าเส้นเวลา (ไม่ใช่ว่า​ที่ทำมาแล้ว​ไม่ดี ผมเพียง​แต่เสนอให้ทำสิ่ง​ที่ต่างออก​ไป)

สุดท้ายขอแสดง​ความชื่นชม​ทั้งสองคน ​และขอบคุณ​ที่​ใช้พื้น​ที่ของเว็บนกน้อย มาทำกิจกรรมเผยแพร่ ​และรับฟังคำวิจารณ์ ยินดี​และดีใจ​ที่​ได้มารู้จักกันครับ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๖ : Rotjana Geneva [C-18415 ], [81.62.35.140]
เมื่อวันที่ : 03 ก.ย. 2554, 18.41 น.

ขอร่วมลงคะแนนเสียงด้วยคนค่ะ​​

งานของ​​ทั้งสองท่าน เห็น​​ได้ชัดว่าแสดงกันสุดฝีมือ ​​เพื่อให้ตรง​​กับโจทย์ "หอมกลิ่นปีบ" ​​และชนะใจคนอ่าน

งานของนรินทร์ ​​ถ้าเปรียบ​​ไปก็เหมือนหนุ่มท้องทุ่ง เว้าซื่อ ๆ​​ รักก็บอกว่ารัก ไม่มีอ้อมค้อม นำเสนอ​​ตรง​​ไปตรงมา ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม ไม่มีลูกเล่น ไม่ปิดบังอำพราง เห็น​​ได้ชัดว่า พยายาม​​จะโยงเรื่อง​​เข้าสู่ประเด็น "หอมกลิ่นปีบ" ตลอดเวลา ​​แต่​​ที่ทำไม่สำเร็จ​​คือ ไม่ทำให้ผู้อ่านรู้สึกว่า​​ "หอมกลิ่นปีบ" จากตัวอักษร​​ได้ คง​​เป็น​​เพราะตั้งใจ​​จะนำเสนอ​​ลักษณะของดอกปีบมากเกิน​​ไป ไม่ทำให้ผู้อ่านรู้สึกร่วม ​​โดยเฉพาะหากผู้อ่านไม่เคยเห็นดอกไม้ชนิดนี้ พี่รจนาไม่​​ได้กลิ่นปีบจากเรื่อง​​ของนรินทร์เลย​​ค่ะ​​ นึกภาพกลีบดอก​​ที่มีเปรียบเทียบ​​กับครอบครัวไม่ออก

ใน​​ส่วนของการผูกเนื้อเรื่อง​​ ทำ​​ได้ดี น่าสนุก น่าติดตามอ่าน จบ​​ใช้​​ได้ ​​โดยทำให้ตัวละครตก​​เป็นเบี้ยล่างในท้าย​​ที่สุด ​​เป็นการจบแบบเรื่อง​​ลึกลับอยู่​​สักหน่อย​​ ​​ซึ่ง​​ถ้าว่าตามมวลเหตุของเรื่อง​​แล้ว​​ ยังไม่สมเหตุสมผลนัก หากคู่แฝดคนหนึ่ง​​อยาก​​เป็นนักการเมืองมากมาย​​ จน​​ต้องปลอมตัว​​เป็นอีกคนหนึ่ง​​ มันออก​​จะตื้นเขิน​​ไปนิดนึงนะคะ​​ เหตุ​​เพราะว่า คน​​ที่ตัดสินท้าย​​ที่สุด​​คือ ประชาชนคนลงคะแนนเสียง พจน์ทำผิดมาแล้ว​​ครั้งหนึ่ง​​ ​​ได้รับเลือกตั้งแค่ครั้งเดียว แล้ว​​มาสวมรอย​​เป็นเพชร ​​แต่​​ใช้นโยบายเดิม มองไม่เห็นว่า​​จะสำเร็จในระยะยาว​​ได้อย่างไร เหตุจูงใจอ่อน​​ไปค่ะ​​
วิธีเขียนของนรินทร์เรียบเหมือนอ่านรายงานค่ะ​​ หากเขียน​​เป็นนาฏกรรมเล่าเรื่อง​​อย่าง​​ที่ลุงเปี๊ยกแนะนำ ​​จะทำให้มีชีวิตชีวา มีสีสันให้สม​​กับเนื้อเรื่อง​​มากขึ้น​​ หาก​​เป็นอาหารสักจาน "หอมกลิ่นปีบ" ของนรินทร์คง​​เป็นเหมือนข้าวราดไข่ดาวค่ะ​​ ง่าย ๆ​​ อร่อย ​​และ​​เป็น​​ที่ต้อนรับ​​ได้เสมอ ​​แต่ลืมน้ำปลาพริกของสำคัญ​​ไป

การเขียนแบบไม่มีสำบัดสำนวนเช่นนี้​​จะ​​ต้องอาศัยพล็อตเรื่อง​​ช่วยให้มากหน่อย​​ ​​เพื่อให้สำนวนภาษาง่าย ๆ​​ นี้ไม่กลาย​​เป็นจุดอ่อน

​​ส่วนงานของฐิติวัชร์ มีเสน่ห์ของตัวอักษรตั้งแต่ย่อหน้าแรก อ่านแล้ว​​สะดุด​​กับลีลาทันที ทำให้สนเท่ห์อยากอ่านต่อ ​​และ​​ความ​​สามารถในการนำเสนอ​​ผ่านตัวอักษร​​ที่ทำให้​​ได้กลิ่น ​​ได้อารมณ์ ​​ได้เห็นภาพ ​​โดยเฉพาะฉากอัศจรรย์ดัง​​ที่​​เพื่อน ๆ​​ ​​ได้วิพากษ์​​ไป ​​ได้สัมผัส​​ความเสน่หาของชายหญิง​​ที่​​ทั้งอ่อนหวาน โรแมนติค ​​และเจือด้วยดำกฤษณาอย่างกลมกลืน
​​และประเด็นสำคัญ​​ที่พี่รจนาชื่นชม​​คือ การโยงเข้าสู่กลิ่นดอกปีบอย่างแนบเนียน ไม่ยัดเยียด ​​แต่​​เป็นจุดหักเหสำคัญ​​ไปในชีวิตตัวละครหลัก ​​และ​​แม้ว่ากลิ่นปีบ​​จะ​​เป็นจุดสำคัญ ​​แต่ก็ไม่นำเสนอ​​จนมากเกิน​​ไปหรือถี่เกิน​​ไป ​​จะมีการแฟลชแบ็ค​​ไป​​ที่กลิ่นปีบในโอกาสอันควร โยง​​กับการ​​ได้กลิ่น(หรือสูญเสียการรับกลิ่น)ของตัวละคร ​​และกลิ่นอื่น ๆ​​ ในชีวิต คนอ่านรู้สึกว่า​​ กลิ่นนั้น​​คงหอม​​เป็นพิเศษ รวม​​ทั้งเฝ้าครุ่นคิดว่า การไม่​​ได้กลิ่นนั้น​​มัน​​จะ​​เป็น​​ความรู้สึกแบบไหน

ขอโหวตให้ฐิติวัชร์ค่ะ​​ ​​ทั้งภาษา ​​ทั้งพล็อตเรื่อง​​

​​และนรินทร์ขอให้สู้ต่อ​​ไป อย่า​​ได้ท้อนะคะ​​

ด้วยมิตรไมตรี

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๗ : นาย แปดหลัก [C-18416 ], [58.8.12.84]
เมื่อวันที่ : 03 ก.ย. 2554, 23.46 น.

ขอโหวดให้นรินทร์ครับ​ ​เพราะอีกเรื่อง​ผมอ่านไม่ค่อยเข้าใจ

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น