นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๗ มีนาคม ๒๕๕๔
แมวดำ
ทิดอินทร์
...ยุคดึกดำบรรพ์ ทุกสรรพสิ่ง ล้วนสื่อสารด้วยภาษาเดียวกัน
สรรพชีวิต ต่างเคารพในคุณค่าแห่งชีวิต ของ​​แต่ละชีวิต...

เสียงอึกทึกของรถรา​ที่ขวักไขว่ในยามเช้า​ของเมืองหลวง ค่อยเบาบางลง​ไปบ้างแล้ว​ ​เมื่อเลย​ชั่วโมงเร่งด่วน ​แม้​จะ​เป็นวันอาทิตย์ ​แต่เหมือนชีวิตของมนุษย์ในทุกวันนี้ ​จะไม่มีเส้นแบ่งเขตของ​ความวุ่นวาย

ป่านนี้บนชายหลังคากันสาด คงมีแดดอุ่น ๆ​ รออยู่​ ข้าจึงลุกขึ้น​ยืดตัว ​เพื่อขับไล่​ความ​เมื่อขบ​ที่เกาะกินอยู่​ตามกล้ามเนื้อ แล้ว​ค่อย ๆ​ ก้าวเท้าเดินอย่างแช่มช้าด้วย​ความเคยชินในสัญชาติญาณเดิม ​ที่​ต้องการรักษา​ความเคร่งขรึมสำรวม มากกว่า​จะหวาดระแวงต่อการจู่โจมของศัตรู

เดินทอดน่องมาถึงริมหน้าต่างชั้นสอง ​ที่เปิดบานไว้คอยรับลม ให้อากาศภายในบ้านถ่ายเทอยู่​เสมอ ข้ากระโจนแผล็วขึ้น​​ไปยืนอยู่​บนริมขอบ แล้ว​จึงค่อยส่งสายตาออก​ไปสอดส่องดูลาดเลาอยู่​ชั่วครู่ จึงค่อยระโดดลงสู่หลังคาอย่างแผ่วเบา

สายลม​ที่โชยผ่าน​ระหว่างซอกตึก ​ได้พัดพา​เอากลิ่นขยะ ​และกลิ่นเน่าของเศษซากอาจม ​ที่ลอยอยู่​ในคลองระบายน้ำขนาดเล็ก ข้าแหงนหน้า​เพื่อ​ใช้ฆานประสาทแยกแยะสิ่งต่าง ๆ​ ​ที่ปะปนกันอยู่​ในนั้น​ ​แต่กลับไม่มีกลิ่นของสิ่ง​ที่ข้า​ต้องการ รวมอยู่​ด้วยเลย​ ​แม้ว่ามัน​จะทำให้ข้า​ต้องรู้สึกผิดหวัง ​และมันมัก​จะ​เป็นเช่นนั้น​ ​แต่ก็ไม่​ได้ทำให้ข้าประหลาดใจ ​เพราะในเวลาเช่นนี้ เหยื่อของข้า มันมัก​จะมุดหัวกลับลง​ไปในรูหมดแล้ว​

แสงแดดอันอบอุ่น ส่องกระทบ​กับแผ่นกระเบื้องมุงหลังคา ยังคงมีเวลาอีกชั่วครู่ ก่อน​ที่มัน​จะเปลี่ยน​เป็น​ความร้อน แล้ว​แผดเผาทุกสิ่งทุกอย่าง​ที่สัมผัส ดังนั้น​ ข้าจึงนอนแผ่ราบลง​กับแผ่นกระเบื้อง ​เพื่อรับ​กับ​ความสบายนั้น​ พลางสงบนิ่งดูสิ่งรอบกาย ​ที่​กำลังดำเนิน​ไปในเวลาของวันนี้

ฝั่งตรงข้ามของถิ่นข้า ​คือคอนโดมิเนียมโทรม ๆ​ ปลูก​เป็นตึกรูปเกือกม้า ​ซึ่งอัดแน่น​ไปด้วยสิ่งมีชีวิต​ที่น่ารังเกียจ พวกมันมัก​จะดำรงชีวิตอย่างอึกทึก ​และไม่เคารพใน​ความเท่าเทียมของสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ​ ​ที่อยู่​บนโลกใบเดียวกัน ช่างน่าประหลาดใจ ​ที่พวกมันกล้าเรียกตนเองว่า สัตว์ประเสริฐ

ช่างโง่เขลาแท้ ๆ​ เจ้าสัตว์ชนิดนี้

พวกมันมักแข่งขันกันทำลายโลก ​โดยอ้างเหตุผลว่า​เพื่อ​ความอยู่​รอด ​เพื่อการดำรงชีพ พวกมันเคยสังเกตเห็นไหมว่า สิ่งมีชีวิตอื่น ๆ​ ต่างก็ดิ้นรน ​เพื่อ​ที่​จะมีชีวิตรอดด้วยเช่นกัน ​แต่มีสัตว์โลกเผ่าพันธุ์ใดนอกจากพวกมันบ้าง ​ที่ขยันสะสมขยะอันไร้ค่า ไว้​เป็นกรรมสิทธิ์ครอบครอง​ได้เท่า​กับพวกมัน พวกมันไม่รู้เลย​หรือว่า ทุกชีวิตนั้น​ล้วน​แต่มีช่วงเวลาของตนเอง ​เมื่อเกิดมาแล้ว​ ย่อมดับสูญ​ไปตามกาลเวลา มัน​เป็นดังนั้น​เอง ​เป็นเช่นนั้น​เอง แล้ว​พวกมันยัง​จะสะสมสิ่งเหล่านั้น​ไว้​เพื่ออะไร​

ช่างน่าประหลาดใจจริง ๆ​
บรรพบุรุษของเผ่าพันธุ์ข้า ​ได้เล่าขานสืบต่อกันมาว่า ก่อนหน้านั้น​โลกใบนี้เคย​เป็นโลก​ที่สมบูรณ์แบบ มีสายน้ำสะอาด มีผืนป่าไม้​ที่เขียวขจี อากาศก็แสน​จะบริสุทธิ์ สิ่งมีชีวิตทุกเผ่าพันธุ์ ล้วนพูดจาสื่อสารด้วยภาษาเดียวกัน​โดยไม่มีการแบ่งแยก ต่างดำเนินชีวิต​ไปตามครรลอง ​ทั้งเกิด แก่ เจ็บ ​และตาย ​เพราะมัน​คือกฎแห่งธรรมชาติ ​คือสิ่ง​ที่​เป็นธรรมดาของชีวิต ​เป็นวัฏจักร​ที่ไม่มีสิ่งใดหนีพ้น ชีวิต​คือการส่งผ่าน ​คือการรวมตัวของอณูธาตุ​และสะสารจากธรรมชาติ ​เมื่อสิ้นขัย ทุกสิ่งย่อมหวนคืนสู่​ที่เดิม ดังนั้น​ สิ่งมีชีวิตต่าง ๆ​ จึงมี​ความ​ต้องการขั้นพื้นฐานเพียงแค่ ​ที่อยู่​อาศัย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม​และยารักษาโรค

​ทว่า โลกกลับมีเผ่าพันธุ์หนึ่ง​ ​ซึ่งมีพัฒนาการทางสมองใหญ่ผิดปกติ ​ได้ปฏิเสธ​ที่​จะพัฒนาเครื่องนุ่งห่มด้วยร่างกายของตนเอง เหมือนเช่นสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ​ ​ที่​ใช้ขนของตนเองปกคลุมร่างกาย

เจ้าสิ่งมีชีวิตนั้น​ไม่พอใจในสิ่ง​ที่พวกมันมีอยู่​ จึงเริ่มไล่ล่าเผ่าพันธุ์อื่น ​เพื่อถลก​เอาหนัง​และขน มา​ใช้ปกคลุมร่างกายของตนเอง ​ซึ่งนอกเหนือจาก​ความจำ​เป็น​ที่​ต้อง​ใช้​เพื่อรักษา​ความอบอุ่นแล้ว​ พวกมันยังคิดว่านั่น​คือสิ่ง​ที่สวยงาม ​และ​ใช้​เป็นเครื่องประกาศศักดา​ความเข้มแข็งอย่างโง่เขลา ​และนั่นเอง ​คือจุดเริ่มต้นของการสะสมเศษซากของชีวิตอื่น แล้ว​กลาย​เป็นกิเลสเริ่มแรก​ที่เผาผลาญโลก ​เมื่อพวกมัน​ได้รู้จัก​กับคำว่า "​ความโลภ"

ณ จุดนั้น​นั่นเอง ​ที่เผ่าพันธุ์อื่น ๆ​ ​ได้เริ่มปฏิเสธ​ที่​จะสื่อสาร ​กับสิ่งมีชีวิตเผ่าพันธุ์นั้น​ เผ่าพันธุ์ผู้เรียกตัวเองว่า "มนุษย์"

หลังจาก​ได้เริ่มสะสมเศษซากของสิ่งมีชีวิตอื่น ​เพื่อ​ใช้​เป็น​ทั้งอาหาร​และเครื่องนุ่งห่มแล้ว​ พวกมันยังเริ่มสร้างอาณาเขตของตน ​และกวาดต้อนชีวิตอื่น ๆ​ ให้​เป็นกรรมสิทธิ์ แล้ว​เปลี่ยนแปลงวิถีของโลก ด้วยการหักล้างถางป่า ​ซึ่ง​เป็นพื้น​ที่​ส่วนรวมของเผ่าพันธุ์ต่าง ๆ​ ตามธรรมชาติ ​เพื่อ​ใช้เพาะปลูกเฉพาะสิ่ง​ที่พวกมัน​ต้องการ สมดุล​โดยธรรมชาติจึงเริ่มถูกแตะ​ต้อง ​และถูกบิดเบือนจากการเลือก​ที่เห็นแก่ตัว

ท่ามกลางการขยายจำนวนของเผ่าพันธุ์มนุษย์ พื้น​ที่​ส่วนรวมของสรรพสิ่งจึงถูกแย่งชิง​ไปจับจองมากขึ้น​ ​ทั้งบนผืนดิน​และในน้ำ ​เป็นผลให้สิ่งมีชีวิตอื่น ๆ​ ​ต้องถูกสังเวย ​แต่ถึงกระนั้น​ พวกมันก็ยังไม่รู้จักเพียงพอ เจ้าพวกมนุษย์ยังคิดประดิษฐ์เครื่องมือ ​เพื่อ​ใช้ในการทำลายทุกอย่างในโลก ​ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น​กว่าเดิม ด้วยการสร้างโลหะ​เพื่อ​ใช้แทนหินลับคม ​และนั่นเอง ​คือสัญญาณ​ที่บ่งบอกว่า​ความหายนะ​ที่แท้จริง​กำลังเริ่มต้น

​เมื่อมนุษย์​ได้สะสมสิ่งไร้ค่าต่าง ๆ​ ไว้ในครอบครองแล้ว​ ค่านิยมแบบใหม่จึงพัฒนา​ไปสู่​ความโลภ​ที่ไม่มีวันสิ้นสุด แล้ว​​ได้ชักนำพวกมัน​ไปสู่สงคราม ​ซึ่ง​แต่เดิมนั้น​ก็เพียง​เพื่อแย่งชิง​และครอบครองกรรมสิทธิ์ในสิ่งของ​ระหว่างกัน​และกัน กระทั่งถึงวันหนึ่ง​ ​เมื่อพวกมัน​ได้เรียนรู้ ​และสร้างกฎเกณฑ์ใหม่​ซึ่งเรียกกันว่า "อำนาจ" ​ที่​สามารถเรียกรับ​และบันดาลวัตถุให้แก่ผู้​ที่ครอบครอง​ได้ การทำสงครามครั้งใหม่ของพวกมัน จึงถูกเปลี่ยน​ไป​เพื่อให้​ได้สิ่งนี้ ด้วย​ความลุ่มหลงมัวเมา ​โดยหลงลืม​ไปว่า ไม่มีผู้ใด​ที่​สามารถครอบครองสิ่งใด ๆ​ ไว้​ได้ตลอดกาล ด้วยไม่มีผู้ใดหลีกพ้นจาก "​ความตาย" เงื่อนไข​ที่​เป็น​ไปตามกฎแห่งธรรมชาติ​ได้

​แต่กระนั้น​ การทำลายล้างโลก​โดยพวกมนุษย์ ในช่วงแสนปี​ที่ผ่านมา ก็ถือว่ายังค่อย​เป็นค่อย​ไป ระยะสองสามพันปีก่อนหน้านั้น​ ก็​เป็นเพียงแค่สงคราม​เพื่อรวบรวมอาณาจักร จนกระทั่งสองร้อยห้าสิบปี​ที่ผ่านมานี่เอง ​เมื่อเผ่าหนึ่ง​ของพวกมัน​ได้เริ่มทำสงครามแย่งชิงดินแดน ​เพื่อสะสม​ความมั่งคั่งครั้งใหม่ ​ที่พวกมันเรียกกันว่า การล่าอาณานิคม ​เป็นเหตุให้มนุษย์เผ่าอื่น ๆ​ เริ่มทำตามกันบ้าง

ดังนั้น​ เผ่า​ที่มีศักยภาพแข็งแกร่งจึงค่อย ๆ​ เข้าครอบครองเผ่า​ที่อ่อนแอกว่า ​และเผ่า​ที่อ่อนแอกว่า จึง​ได้เริ่มหันมาสนใจสร้างอาวุธให้ทัดเทียมกัน หนึ่ง​ร้อยปีถัดมา การแข่งขันของเหล่าเผ่าพันธุ์มนุษย์ จึงมุ่งสนใจ​ไป​ที่การพัฒนา​เพื่อสร้างอาวุธ​ที่มีอานุภาพมากกว่าเดิม ทำให้ชีวิตอื่น ๆ​ ​ที่อาศัยร่วมในดินแดน ​ซึ่งถูกพวกมันถือสิทธิครอบครอง​และเรียกรวมกันว่า "ทรัพยากร" ​ทั้งแร่ธาตุ พืช​และสัตว์ จึงถูกนำ​ไป​ใช้แลกเปลี่ยน​กับ​ความมั่งคั่ง ​และศักยภาพในการครอบครองอาวุธ ​ที่​จะ​สามารถฆ่าชีวิตของอีกฝ่าย​ได้คราวละมาก ๆ​ จนใน​ที่สุด พวกมันก็​สามารถค้นพบ​ความโง่​ที่สมบูรณ์แบบ ​เมื่อพวกมัน​สามารถสร้างสิ่งประดิษฐ์ ​ที่เรียกว่า "ระเบิดนิวเคลียร์" ​ได้

นั่นเอง​คือ​ความหายนะครั้งใหม่ของโลกใบนี้ ​เมื่อมีผู้​ใช้เจ้าสิ่งนั้น​คร่าชีวิตผู้อื่น​ได้คราวละล้าน ๆ​ ชีวิต พวกมันเคยสำนึกกันบ้างหรือไม่ว่า นอกจากฝ่ายตรงข้าม​ที่พวกมัน​ต้องการ​จะฆ่าแล้ว​ ยังมีชีวิตในเผ่าพันธุ์อื่น ๆ​ ​ต้องถูกสังเวย​ไป​กับ​ความโง่เขลาของพวกมันด้วย หรือ​ทั้ง​ที่รู้ว่า​กำลังเดินอยู่​ในเส้นทาง​ที่ผิด ​แต่พวกมันยังคงตั้งใจ​ที่​จะทำเช่นนั้น​

สกุณาตัวจ้อย เผ่าพันธุ์​ที่มีปีกโบยบินขึ้น​สู่ท้องฟ้า ส่งเสียงร้องดัง "จิ๊บ จิ๊บ" อยู่​บนเสาไฟฟ้า กระตุ้นสัญชาติญาณของข้าให้หันกลับ​ไปจ้องมอง ​แต่มันยังอยู่​ไกล​ไป ​และข้าก็ยังรู้สึกคร้าน​ที่​จะไล่ล่าในเวลาเช่นนี้ ท้องข้ายังไม่หิวมากพอ​ที่​จะสร้างแรงขับ​เพื่อล่าเหยื่อ​ได้ ข้าจึงพลิกหงายท้องมองดูมันด้วย​ความอิจฉา พลางคิด​ไปว่า หากข้าบิน​ได้เช่นมัน ข้า​จะท่องเ​ที่ยว​ไป​ที่แห่งใดดี

ทันใดนั้น​ มีรถตู้สีขาวเคลื่อน​ที่เข้ามาหน้าคอนโดมิเนียม ​เมื่อจอดสนิทดีแล้ว​ คนขับรถจึงรีบวิ่งอ้อมมาเลื่อนประตู ​เพื่อเปิดให้ผู้​โดยสาร​ที่อยู่​ในนั้น​ลงมา ข้าจึงเห็นมนุษย์ชาย​และหญิง นุ่งขาวห่มขาวหลากวัยลงมาจากรถ คนสุดท้าย​คือชายสูงอายุผู้หนึ่ง​ ตัดผมสั้นเกรียนแทบ​จะติดหนังหัว คนผู้นี้เอง ​ที่​ใคร ๆ​ ในแถบนี้ยกย่อง​และเรียกกันว่า "ลุงมหาฯ" แกคง​เป็นหัวหน้ากลุ่มของเจ้าพวกนี้เหมือนเช่นเคย ​แม้​จะไม่​ได้ยินบทสนทนา ​แต่ข้าก็พอ​จะเดา​ได้ไว้ เจ้ามนุษย์เหล่านั้น​ เพิ่งกลับจากการ​ไปหาสถาน​ที่​เพื่อบำเพ็ญศีลภาวนา

ทันที​ที่รถตู้ถอยออก​ไปจากลานจอดรถ ประตูห้องพักอีกด้านหนึ่ง​ของปีกคอนโดฯก็พลันเปิดออกมา แล้ว​จึงปรากฏชายสูงวัยอีกผู้หนึ่ง​ ปล่อยผมสีดอกเลายาวประบ่า สวมแว่นตากรอบดำหนาเตอะโผล่หน้าออกมา พลางส่งสายตา​และรอยยิ้มเหยียด ๆ​ ให้แก่ลุงมหาฯ ​ที่สบสายตา​และส่งรอยยิ้มเหยียด ๆ​ ตอบกลับ​ไปเช่นกัน

ชายแว่นหนาผู้คงแก่เรียนนี้ ​เป็นอาจารย์สอนวิชาปรัชญาตะวันออก อยู่​​ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง​ ​แต่เดิมนั้น​ ​ทั้งชายหัวเกรียน​และชายแว่นหนา ต่างก็​เป็นสหายสนิทกันดี ​เพราะ​ทั้งคู่มีห้องพักอยู่​ตรงข้ามกัน​ที่ชั้นล่างสุด ​และ​ทั้งสองคนก็​เป็น​ที่นับถือ ของผู้คน​ที่อาศัยอยู่​ในชุมชนแถบนี้ กระทั่งมีผู้ศรัทธาของ​แต่ละฝ่าย เริ่มตั้งข้อสงสัยกัน​ระหว่างสองคนนี้ว่า ​ใคร​คือผู้​ที่ควรถูกยกย่องให้​เป็นปราชญ์ ​และน่าเคารพมากกว่ากัน

ด้วยเหตุเล็ก ๆ​ น้อย ๆ​ นี้เอง ​ที่ค่อย ๆ​ ขยายวงออก​ไป จนกระทั่งเรื่อง​ราว​ไปถึงหูของผู้นำใน​แต่ละฝ่าย จึงกลาย​เป็นเรื่อง​ใหญ่โต สุดท้ายมิตรภาพของชาย​ทั้งสองคนนั้น​ จึงขาดสะบั้น​ไป ​เมื่อชายหัวเกรียน​ได้เขียนข้อ​ความติดไว้บนประตูหน้าห้องพักว่า
"นักปรัชญา ​คือ คนตาบอด​ที่มุ่งค้นหาแมวดำภายในห้องอันมืดมิด"

​เมื่อ​เป็นเช่นนั้น​ ชายแว่นหนาจึง​ได้เขียนข้อ​ความ ติดไว้บนประตูหน้าห้องของตนบ้าง ​เพื่อ​เป็นการตอบโต้กลับ​ไปว่า "นักศาสนา ​คือ คนตาบอด​ที่มุ่งค้นหาแมวดำภายในห้องอันมืดมิดเช่นกัน หาก​แต่อ้างว่า ตนเอง​ได้พบแล้ว​"

เห็นเช่นนั้น​ ข้าจึงรู้สึกหดหู่แกมเวทนา ใน​ความเขลาของมนุษย์​ทั้งสองจำพวกนี้
หลังสงครามการทำลายล้างเผ่าพันธุ์ ครั้งยิ่งใหญ่​ที่สุด​เมื่อเจ็ดสิบปีก่อน มนุษย์​ได้บทเรียนจาก​ความเขลาของตนเองบ้างแล้ว​ จึงหันกลับ​ไปแข่งขันกันสร้างอำนาจ จากการสะสม​ความมั่งคั่งอีกครั้ง ​แม้คราวนี้​จะมีสงครามเล็ก ๆ​ ​ระหว่างชนเผ่าของพวกมันเกิดขึ้น​บ้าง ​แต่ก็ยังเทียบไม่​ได้เลย​ ​กับการกดขี่​และแย่งชิงภายในชนเผ่าของพวกมันกันเอง ​และ​ที่แย่ลง​ไปกว่านั้น​​คือ การสู้รบ​กับสงครามภายในจิตใจของมนุษย์เอง

การมุ่งมั่น​เพื่อทำลายสิ่งแวดล้อมในธรรมชาติ ​ที่พวกมันเรียกกันว่า การพัฒนาเศรษฐกิจ​และสังคมของมนุษย์ จึงเกิด​เป็นแบบแผนหลักสูตร ​เพื่อการเรียนรู้อย่าง​เป็นระบบ จากรุ่นหนึ่ง​สู่อีกรุ่นหนึ่ง​ จากผู้​เป็นบรรพบุรุษ ต่อผู้สืบสันดานของตน

มนุษย์ครอบงำ​และบ่มเพาะลูกหลานตนเอง ให้หมกมุ่นอยู่​​กับการแสวงหา ​และสะสมขยะอันไร้ค่า ​เมื่อนานวันเข้า สิ่งจอมปลอมเหล่านั้น​ จึงค่อย ๆ​ เข้าเกาะกุม​และกัดกร่อนจิตใจ ทีละน้อยทีละน้อย ​แต่กระนั้น​ ก็ยังมีผู้คนในเผ่าพันธุ์ของพวกมันบางกลุ่ม เกิด​ความสับสนจน​ต้องการปฏิเสธ กฎเกณฑ์​ที่เคยถูกสั่งสอนมา ​และเ​ที่ยวค้นหาสิ่ง​ที่​ใช้ยึดเหนี่ยวจิตใจ กระทั่งพยายามแยกตัวออกจากวิถีชีวิตในสังคม

จาก​ความเปราะบางของภาวะจิตใจนั้น​เอง ​เมื่อพวกมันรู้ว่า มีผู้ใดเลือก​ใช้วิถีชีวิตแบบสมถะ มนุษย์ก็​จะพากันยกย่อง​และนับถือว่า​เป็นผู้ทรงศีลหรือผู้วิเศษ ข้าจึงประหลาดใจ​กับเจ้าสิ่งมีชีวิต ​ที่มักคิดว่าตนเองปราดเปรื่องกว่าสัตว์โลกเผ่าพันธุ์อื่น ๆ​ ​แต่กลับจนปัญญา​กับเรื่อง​ง่าย ๆ​ เพียงเท่านี้ ​เพราะหากพวกมันเฉลียวใจกันสักหน่อย​ แล้ว​ลองก้มหน้ามองดูเผ่าพันธุ์อื่น ๆ​ อย่าง​ใช้สติปัญญาบ้าง มนุษย์ก็​จะ​ได้พบ​กับคำตอบ​ที่​ต้องการ นั่น​คือหนทางกลับ​ไปสู่ ณ จุดเดิมก่อนการแปลกแยกของเผ่าพันธุ์บนพื้นพิภพ

หาก​ได้พิจารณาดูอย่างจริงจัง พวกมันย่อมพบว่า นอกจากมนุษย์แล้ว​ กลับไม่มีเผ่าพันธุ์ใดเลย​​ที่ล่าเหยื่อ​เป็นอาหาร เกินกว่า​ที่กระเพาะตนเอง​ต้องการ หรือหาก​จะมากกว่านั้น​ ก็เพียงแค่สะสมไว้สำหรับฤดูจำศีล

ขณะ​ที่เผ่าพันธุ์อื่น ๆ​ ​ต้องการเพียงแค่​ความอิ่ม ​และพยายาม​ใช้ประโยชน์จากซากของชีวิตอื่นให้คุ้มค่า​ที่สุด ​แต่พวกมนุษย์ กลับ​ต้องการลิ้มรส​ความอร่อย ​และ​ความแปลกใหม่ในรสชาติ มันจึงเลือกกินเพียงบาง​ส่วน​ที่ตนเอง​ต้องการ มันเคยสังเกตเห็นไหมว่า มีเผ่าพันธุ์ใดบ้าง สร้าง​ที่อยู่​อาศัยเกินกว่า​ความจำ​เป็นเช่นพวกมนุษย์ ​เพราะมันไม่เคารพสิทธิ์ในการ​ใช้โลกร่วมกัน​กับสิ่งมีชีวิตอื่น มันจึงสร้างทุกอย่างตาม​ที่ใจปรารถนา

ขณะ​ที่สิ่งมีชีวิตอื่น ๆ​ สมสู่กันตามฤดูกาล​ที่เหมาะสม ด้วย​ความรัก​และ​ความจำ​เป็นในการรักษาเผ่าพันธุ์ ​แต่พวกมนุษย์ กลับเสพสังวาส​โดยไม่เลือกฤดู​และเวลา มันสมสู่กัน​เพื่อ​เป็น​ความบันเทิง เช่นนั้น​แล้ว​ มันยังมีหน้ามาดูหมิ่นเผ่าพันธุ์อื่น ว่าโหดร้าย​และป่าเถื่อน ​แต่ข้ากลับไม่เคยเห็นสัตว์ป่าตัวใดเลย​ ​ที่ทอดทิ้ง หรือฆ่า​ได้​แม้กระทั่งลูกของตนเอง

หากมนุษย์​ได้พิจารณาเผ่าพันธุ์อื่นอย่างจริงจัง ย่อม​จะพบว่า ผู้ทรงศีลนั้น​ไม่​ได้อยู่​ไกลเลย​ ​เพราะไม่เคยมีหมา แมว จิ้งจก ตุ๊กแกตัวใด ​ที่เคยโกหก​แม้​แต่คำเดียว ​และสัตว์โลก​ทั้งหลายเหล่านั้น​ ไม่มี​ความโลภอยู่​เลย​​แม้​แต่น้อย ​แต่ก็นั่นแหละ​ คง​เป็น​เพราะพวกมันไม่รู้จัก​กับคำว่า "พอ" ไม่รู้จักพอเพียง ไม่รู้จักเพียงพอ ไม่รู้จัก​กับคำว่า​พอดี ​และคำว่าดีพอ ​ทั้ง ๆ​ ​ที่มันควร​จะรู้นะว่า คำนี้เพียงคำเดียว อาจทำให้โลกนี้ เปลี่ยน​ไป​ได้​ทั้งใบ

ดวงอาทิตย์เริ่มแผด​ความร้อนแรง ข้าจึงค่อย ๆ​ ยันกายลุกขึ้น​อย่างเชื่องช้า ​เมื่อเหยียดกาย​เพื่อยืดตัวไล่​ความเกียจคร้าน ออกจากขาหน้า​และหลังแล้ว​ ข้าจึงนั่งชันขาอยู่​บนก้นเช่นเดิม พลาง​ใช้ลิ้นเลีย​เพื่อทำ​ความสะอาดร่างกาย ​โดยเริ่มจากอุ้งเท้าหน้าภายใต้กรงเล็บ​ทั้งสองข้างก่อน แล้ว​จึงค่อยไล่ตามขนบนลำตัว บางเส้น​ที่หมดอายุก็หลุดล่วงหล่นลง บ้างก็ปลิวหาย​ไป​กับสายลมร้อน​ที่พัดผ่านมา ข้านั่งผิงแดดอีกชั่วครู่ ​เพื่อให้​ความร้อนช่วยไล่​ความชื้นของน้ำลาย​ที่แทรกอยู่​ในนั้น​ให้หาย​ไป

ผ่าน​ไปชั่วครู่ แสงแดดก็ร้อนแรงเกินกว่า​จะทน​ได้ ข้าจึงกระโจนกลับมายืนอยู่​บนขอบหน้าต่างอีกครั้ง พลางชั่งใจว่า ​จะ​ไปหา​ที่ใดนอนต่อดี
"มาทำอะไร​อยู่​ตรงนี้อีเหมียว"

เสียงหนึ่ง​ดังขึ้น​ด้านหลัง ทำให้ตกใจจนสะดุ้ง ​เมื่อตั้งสติ​ได้ ข้าจึงเบิกตาโพลงแล้ว​หัน​ไปมองดูยัง​ที่มาของเสียง จึงเห็นชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง​แต่งกายสะอาดสะอ้าน มัน​เป็นเจ้าของบ้านเช่าสองชั้นหลังนี้

"ไง มาทำอะไร​ ทำไมไม่ตอบวะอีเหมียว หิวหรือเปล่า" ชายหนุ่มผู้นั้น​ยังคงส่งเสียงพูดคุย​กับข้าอย่างอารมณ์ดี ​ทั้งยังส่งยิ้มอย่างคาดหวังว่า ข้า​จะตอบคำใดกลับ​ไป
"อ้าว ไม่ตอบอย่างงี้แสดงว่าหิวแน่ ๆ​ ใช่มั้ย"
ชายหนุ่มนั่นยังคงเซ้าซี้ ​เพื่อ​ที่​จะ​เอาคำตอบจากข้าให้​ได้ ​ทั้ง ๆ​ ​ที่รู้สึกรำคาญในกิริยาของมัน ​แต่ข้าก็อดนึกขันขึ้น​มาไม่​ได้ ว่าหากข้าตอบมันกลับ​ไปด้วยภาษาของพวกมนุษย์แล้ว​ล่ะก็ ไอ้หนุ่มนั่น มัน​จะทำหน้าอย่างไร

​แต่ไม่​เอาดีกว่า หากว่า​ความสนุกเพียงชั่วครู่ของข้า ​จะ​ต้องแลกด้วย​ความวุ่นวาย​ไปตลอดชีวิต ข้าพอ​จะนึกภาพออกว่า หากไอ้หนุ่มนั่น นำเรื่อง​​ที่ข้าพูด​กับมันด้วยภาษามนุษย์ ​ไปเล่าให้คนอื่น ๆ​ ฟังแล้ว​ละก็ ชีวิตของข้า​จะ​ต้องเปลี่ยนแปลง​ไปมากเพียงใด ก็คง​ต้อง​ได้ร่อนเร่​ไปตามงานวัดแน่ ๆ​ ข้าจึงตัดสินใจร้องตอบกลับ​ไปสั้น ๆ​ ว่า
"เหมียว"

ไอ้หนุ่มนั่น คง​จะพอใจ​กับคำตอบ​ที่​ได้รับ มันจึงหัวเราะออกมาเบา ๆ​ แล้ว​พูดว่า
"นั่นไงว่าแล้ว​ ฉลาดจริง ๆ​ นะเอ็งอีเหมียว ฟังภาษาคนรู้เรื่อง​ด้วยเหรอวะ รออยู่​ตรงนี้แหละ​ เดียวข้า​เอาหัวปลาทูมาให้" พูดจบมันก็หันหลังกลับลง​ไปยังห้องครัว
​ได้ยินเช่นนั้น​แล้ว​ ข้าก็อยาก​จะบอกให้มัน​ได้รู้เหลือเกินว่า สัตว์ทุกตัวบนโลกใบนี้ ต่างเข้าใจในภาษาของมนุษย์​ทั้งสิ้น ​แต่พวกข้าไม่ปรารถนา​จะเสวนา​กับเผ่าพันธุ์​ที่โหดร้ายเช่นพวกมันต่างหาก

"คุยอยู่​​กับ​ใครเหรอค่ะ​พี่ชาญ"
เสียงหญิงสาวอ่อนวัยกว่า เอ่ยถามไอ้หนุ่มนั่นทันที​ที่มันเดินลงบันได​ไป
"แมวจ๊ะ​แต๋ว แมวดำน่ะ" เสียงไอ้หนุ่มนั่นตอบแฟนสาวของมัน

 

F a c t   C a r d
Article ID A-3526 Article's Rate 1 votes
ชื่อเรื่อง แมวดำ
ผู้แต่ง ทิดอินทร์
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๗ มีนาคม ๒๕๕๔
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๔๙๓ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๒ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-18181 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 17 มี.ค. 2554, 21.47 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : เปิดฟ้า ก้องหล้า [C-19216 ], [171.7.249.117]
เมื่อวันที่ : 23 มิ.ย. 2558, 14.00 น.

สวัสดีครับ​คุณทิดอินทร์
คุณเขียน​ได้ดี ละเอียด ลัก ซั่งสภาพของครเราบางคนหรือ​ส่วนมากยังมือบอดอยู่ย่ิงกว่าคนตาบอดมองหาแมวดำในห้องมือเสียอีก เพราบุคลเหล่านั้น​ ยังมือด้วยอวิชา ไม่มีเสงสว่างใดเข้าตา ​แม้​จะพบเห็นตลอดเวลาก็ตาม สืิงท่ีบิดบังให้มืดบอด​คือ ควาวมไม่รู้ตามสภาพ​เป็นจริงตามสภาวะ
ธรรมชาติ ​แต่​ไปรู้ตามสภาวะของส่ิงท่ีมากระทบ​ทั้งทางหู ตา จมูก การสัมผัน การฟังต่าง มันปรุง​แต่ง​ไปตามอารมณ์ท่ีมี​ความรู้สึก ย่ิงทำให้มืดบอกย่ิงขั้น​ไปอีก บุคคลจึงควรศึกษาทำ​ความเข้าใจ​กับธรรมะ​และธรรมชาติของจิต จัง​จะพ้นสภาพมืดบอด​ได้ ​แต่มีสักกี่ท่านท่ีมีโอกาส​ได้สัมผัสอย่างจริงจัง ​ส่วนมากปล่อยให้​ไปตามยถากรรม
ขอให้

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น