นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๐๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
เพียงลมพัดผ่าน
ทิดอินทร์
...​​พระอาทิตย์ยามสายในวันฟ้าหลังฝนทอแสงอบอุ่น​​ไปทั่ว​​ทั้งผืนไร่​​และท้องนา ฝนในลมมรสุมครั้ง​​ที่ผ่านมา​​ได้พัดพาหอบ​​เอา​​ความชุ่มชื้นคืนให้แก่สรรพสิ่ง ​​และสร้างชีวิตใหม่ให้ก่อกำเนิดจากเมล็ดพันธุ์​​ที่ตั้งใจเพาะหว่านในนาข้าว...
​พระอาทิตย์ยามสายในวันฟ้าหลังฝนทอแสงอบอุ่น​ไปทั่ว​ทั้งผืนไร่​และท้องนา ฝนในลมมรสุมครั้ง​ที่ผ่านมา​ได้พัดพาหอบ​เอา​ความชุ่มชื้นคืนให้แก่สรรพสิ่ง ​และสร้างชีวิตใหม่ให้ก่อกำเนิดจากเมล็ดพันธุ์​ที่ตั้งใจเพาะหว่านในนาข้าว จนทั่วบริเวณมี​แต่ยอดอ่อนของกล้าใบ​ที่แทงหน่อโผล่พ้นโคลนตมขึ้น​มา แลดูราว​กับผืนนานั้น​ถูกปูไว้ด้วยพรมกำมะหยี่สีเขียวขจี​ไปทั่ว​ทั้งท้องทุ่ง

เหนือขึ้น​​ไปบนภูเขา​และเชิงลาด เมล็ดพันธุ์แห่งชีวิตอื่น ๆ​ นอกผืนเกษตรกรรม ​ที่พยายาม​จะธำรงเผ่าพันธุ์ของตน​เอาไว้ ต่างก็แข่งขันกันตะเกียกตะกายแตกหน่อ​และช่อราก จนป่า​ทั้งป่าแลดูชอุ่มชุ่มชื้นระรื่นนัยน์ตา ฝูงนกกระยางบ้างเกาะคอนกิ่งไม้​เพื่อสอดส่ายสายตาหาเหยื่อ บ้างก็ยืนแช่นิ่งอยู่​ในแอ่งน้ำขัง ​เพื่อรอปลาหรือกบเขียดโชคร้ายสักตัว​ที่ว่ายวนผ่านมาทางนั้น​ เมฆน้อยก่อตัวเกาะกลุ่มก้อนแล้ว​ลอยหาย​ไป​กับกระแสลม​ที่พัดพา​ไปทางด้านหลังของขุน​เขา

หลังสิ้นฤดูกาลหว่านไถ ​เมื่อพอ​ได้ผ่อนคลายจนหายเหนื่อยจากการตรากตรำงานหนักในไร่นาแล้ว​ ชายชราจึงมีโอกาส​ได้กลับมาสำรวจดู​ความเรียบร้อย​​และสภาพของคันเบ็ดไม้ไผ่​ทั้งสองหลัง ​ที่ถูกเหน็บ​เอาไว้ใต้แฝกมุงหลังคาบนเรือนหลังเก่า เรือน​ที่บรรจุ​ความสุข​และ​ความทรงจำของแก เก็บซ่อน​เอาไว้ในแทบทุกตารางนิ้ว

ลุงชัยแกไม่ใช่คนพื้นถิ่นนี้ หาก​แต่​เป็นคน​ที่ร่อนเร่พเนจรมา​กับวงดนตรีลูกทุ่งคณะหนึ่ง​ ​แต่เดิมบ้านเกิดของแกนั้น​อยู่​​ที่จังหวัดเลย​ ​แต่ด้วยใจรัก​และ​ความใฝ่ฝัน​ที่อยาก​จะ​เป็นนักร้องชื่อเสียงโด่งดังเช่น "ก้าน แก้วสุพรรณ" จึงทำให้แกหนีพ่อ​และแม่ ทิ้งไร่ทิ้งนาแล้ว​แอบกระโดดขึ้น​หลังรถบรรทุกเครื่องดนตรี ​ที่มัคนายก​ได้จ้างมาแสดง​เพื่อฉลองโบสถ์หลังใหม่ของตำบล

​เมื่อแกะผ้าชุบน้ำมัน​ที่พันห่อหุ้มเบ็ด​ทั้งสองคันนั้น​ไว้ด้วยกันออกแล้ว​ จึงค่อย ๆ​ สำรวจดูว่าลำคันยังคงอยู่​ในสภาพ​ที่ดีหรือไม่ ​และ​เมื่อ​ได้ตรวจอย่างละเอียดจนพบว่า วิธีการ​ใช้ผ้าชุบน้ำมันขี้โล้พันรอบคันเบ็ดไว้ ยังคง​เป็นวิธีการเก็บรักษา​ที่คงประสิทธิภาพเช่นเดิม ​เพราะปราศจากร่องรอยการรบกวนจากมอด เจ้าแมลงตัวเล็ก ๆ​ ​ที่ชอบทำลายวัสดุ​ที่ประดิษฐ์ขึ้น​จากไม้ไผ่

ลมอ่อน ๆ​ พากลิ่นหญ้าเน่า​ที่หมักอยู่​ในโคลนตมพัดโชยมา​เป็นระยะ ​แต่แกก็คร้าน​ที่​จะใส่ใจ ​เมื่อลูบคลำสัมผัสอีกครั้งจนพอใจชายชราจึงค่อยมวนยาเส้นด้วยใบตองแห้ง ครั้น​ได้สูด​เอาควันอันข้นฉุนเข้าสู่ปอดอยู่​สองสามครั้ง แกจึงค่อยลงมือสานงานของแกต่ออย่างช้า ๆ​ ไม่เร่งรีบ

เบ็ด​ทั้งสองคันนี้ประกอบ​ไปด้วยคันยาว​และคันสั้น คันยาวนั้น​ยาวเกือบสิบศอก ​ซึ่งแทบ​จะ​สามารถ​ใช้​เป็น "เบ็ดยก" ​เพื่อล่อปลากินเนื้ออย่างพวกไอ้ช่อนหรือชะโด​ได้เลย​ทีเดียว ​ส่วนคันสั้นนั้น​ยาวเพียงหกศอก ​ซึ่ง​ส่วนใหญ่เหยื่อของมันนั้น​มัก​จะ​เป็นปลาหมอ ปลาตะเพียน หรือพวกปลานิลหลงบ่อมาเสียมากกว่า
แกผูกสายเอ็น​กับตัวคันเบ็ด แล้ว​จึงค่อยร้อยเข้า​กับทุ่นไม้ ตะกั่วถ่วง​และผูกตะขอเบ็ดอย่างบรรจง ราว​กับ​กำลังเกรงว่างานของแกนั้น​​จะจบลงเสีย​โดยง่ายดายเกิน​ไป ​แต่กระนั้น​การประกอบเบ็ดคันยาวก็เสร็จสิ้น​พร้อม ๆ​ ​กับการดีดก้นมวนยาลงสู่พื้นดิน แกจับมันวางลงสู่หน้าตักแล้ว​ลูบคลำอีกครั้งอย่างแผ่วเบา ก่อน​ที่​จะแหงนมองขึ้น​​ไปบนท้องฟากฟ้า ​เพื่อหวนนึกถึงเรื่อง​ราวใน​ความหลัง รอยยิ้มพลันผุดขึ้น​​ที่มุมปากอันยับย่น ก่อน​ที่แกผ่อนลมหายใจยาว ๆ​ ออกมา


ในเช้า​วันรุ่งขึ้น​ หลังจากหัวหน้าวงดนตรี​ได้รู้ว่ามีสมาชิกใหม่เพิ่มมาอีกหนึ่ง​คน​โดยไม่ทัน​ได้ตั้งตัว จึงเกิดการซักไซ้ไล่เรียงกันขึ้น​ ไอ้หนุ่มชัยจึงอธิบาย​กับหัวหน้าวงว่า​ได้ถูกทิดปลั่งโฆษกประจำคณะทำการชักชวนให้เข้าร่วมดนตรี ภายหลังจาก​ที่มันร้องเพลงประกวดบนเวที​และ​ได้​ที่หนึ่ง​ของตำบล

​แต่​เมื่อมันกลับ​ไปเก็บเสื้อผ้า​ที่บ้าน แล้ว​แอบลงเรือนหนีพ่อ​กับแม่​เพื่อ​จะกลับมาสมัคร​เป็นนักร้องร่วมวงดนตรีจริงๆ​ ​ทั้งทิดปลั่งหัวหน้าวง​และนักร้องคนอื่นๆ​ก็​ได้พากันเก็บข้าวขนของออกจากลานวัด​ไปหมดแล้ว​ เหลือเพียงรถขนอุปกรณ์เวที​และฉาก​เป็นคันสุดท้าย มันจึงเข้า​ไปพูดคุยสอบถาม​เพื่อ​จะขอติดตามมาด้วย โชเฟอร์รถบรรทุกขนอุปกรณ์กลับปฏิเสธ ดังนั้น​มันจึงตัดสินใจแอบกระโดดขึ้น​ท้ายรถ​เพื่อติดตามมาเอง

ทิดปลั่ง​ได้ยินเช่นนั้น​ก็รีบแย้งว่า ​เขาเพียงชักชวนก็ด้วยทีเล่น เช่น​กับ​ที่เคยแกล้งชักชวนคนอื่น ๆ​ ​โดยไม่​ได้คาดคิดเลย​ว่า ไอ้หนุ่มชัย​จะเห็น​เป็นทีจริง เห็นดังนั้น​หัวหน้าวงดนตรีจึงปฏิเสธ​และพยายามเกลี้ยกล่อมให้มันกลับบ้าน ​เพราะเกรงว่าพ่อ​กับแม่ของมัน​จะ​เป็นห่วง ​พร้อม​ทั้งยื่นเงินค่ารถในการเดินทางให้ด้วย ​แต่ไอ้หนุ่มชัยกลับไม่ยินยอม ซ้ำยังเฝ้าพร่ำอ้อนวอนต่อหัวหน้าวงดนตรี​เพื่อขออยู่​ร่วมในคณะฯ ​ทั้งสัญญาว่า​จะช่วยทำงานต่าง ๆ​ ​โดยไม่เกี่ยงว่าหนักหรือเบา ​เพื่อแลก​กับอาหาร​และการ​ได้ร้องเพลง ​ทั้งยังไม่ขอรับค่าตอบแทนใด ๆ​ สุดท้ายหัวหน้าวงดนตรีจึงอดใจอ่อน​เพราะทนลูกดื้อของมันไม่​ได้ ดังนั้น​จึง​ได้บรรจุชายหนุ่มไว้ในตำแหน่งกรรมกรแบกหามประจำวง​โดยไม่มีเงินเดือน ด้วยหวังว่า​เมื่อมันเหนื่อยมาก ๆ​ จนทนไม่ไหว ก็คง​จะขอลาออกจากวง​ไปเอง

​แต่หัวหน้าวงตรีก็​ต้องประหลาดใจ ​เมื่อเวลาผ่าน​ไปหนึ่ง​ปีแล้ว​ยังเห็นว่า ไอ้หนุ่มชัยยังคงก้มหน้าก้มตาทำงาน​ทั้งหนัก​และเบา​โดยไม่ยอมปริปากบ่น ครั้น​เมื่อเห็น​ความตั้งใจอันแน่วแน่ดังนั้น​ ​เมื่อมีสมาชิกคนหนึ่ง​ของวงลา​ได้ออก​เพราะ​ต้อง​ไปรับราชการทหารตามหมายเกณฑ์ ไอ้หนุ่มชัยจึง​ได้รับการบรรจุ​โดยปริยาย​พร้อม​ทั้งเงินเดือนอีกเดือนละยี่สิบบาท​ ​และมีโอกาส​ได้ร้องเพลงก่อน​ใครในทุกงาน ​เพราะมันมีหน้า​ที่ในการทดสอบ​ความ​พร้อมของเครื่องเสียง ก่อนการแสดงจริงของนักร้องประจำวง

ผ่าน​ไปอีกสองปี ชีวิตของชายหนุ่มยังคงดำเนินต่อ​ไป​พร้อมด้วยใจ​ที่มุ่งมั่นใน​ความฝัน ​แม้ว่าในช่วงหลัง ๆ​ งานของวงดนตรี​จะเริ่มลดน้อยลงทุกที ​เพราะมีวงดนตรีใหม่ ๆ​ ประจำถิ่นในจังหวัดต่าง ๆ​ เกิดขึ้น​มาจำนวนมาก จึงทำให้ราย​ได้ของวงดนตรีเริ่มลดลง กระทั่งในบางครั้ง ​แม้​แต่เงิน​จะซื้อข้าวสารมากรอกหม้อ ​เพื่อให้ลูกวง​ได้กิน​กับก้อนเกลือนั้น​ก็แทบยัง​จะไม่มี

​เมื่อสถานการณ์เริ่มตกต่ำลงเช่นนั้น​ สมาชิกหลาย ๆ​ คนจึง​ได้พากันทยอยอำลาจากวงดนตรี​ไป ด้วยทนต่อ​ความอดอยากไม่ไหว ​แต่ไม่มีวันใดเลย​​ที่ไอ้หนุ่มชัยคิด​จะละทิ้งสิ่ง​ที่มันรัก ​และสิ่ง​ที่มันใฝ่ฝันในการ​จะ​ได้​เป็นนักร้อง จนใน​ที่สุดโอกาสของมันก็มาถึง
วันนั้น​​เป็นวันแรก​ที่หัวหน้าวงดนตรี ​ได้ปรับชายหนุ่มให้​เป็นหนึ่ง​ในนักร้องประจำวง แทนนักร้องคนเก่า​ที่ลาออกกลับ​ไปช่วยแม่ทำนา​ที่จังหวัดสุพรรณบุรี ​โดยมีเงื่อนไขว่าไอ้หนุ่มชัย​จะ​ต้อง​เป็นนักร้อง ควบคู่​ไป​กับการทำหน้า​ที่กรรมกรประกอบเวทีในตำแหน่งเดิม ​เพราะขณะนั้น​สมาชิกของวง​ได้เหลือเพียงไม่กี่คน

ใน​พร้อมกันนั้น​ หัวหน้าวงยัง​ได้ตั้งชื่อประจำวงการให้​กับไอ้หนุ่มชัยเสีย​เพราะพริ้งว่า "ชัย ชินกร" ​และ​เนื่องจาก​เป็นการแสดงจริงครั้งแรก หัวหน้าวงดนตรีจึง​ได้มอบหมายให้มัน​ได้ร้องเพลงหนึ่ง​เพลงในตอนเปิดวง ​และถึง​แม้ว่านั่น​จะ​เป็นแค่เพียงเพลงเดียว ​แต่กลับ​เป็นเพลง​ที่เปลี่ยนชีวิตของชายหนุ่ม​ไปตลอดกาล

ก่อนการแสดง ภายหลังจากจัด​แต่งเวที​เพื่อเตรียมการตามหน้า​ที่เสร็จเรียบร้อย​แล้ว​ ด้วย​ความครึ้มอกครึ้มใจ​ที่​ได้รับการบรรจุ​เป็นนักร้องในวันแรก จึงทำให้ว่า​ที่นักร้องวันแรกอดตื่นเต้นไม่​ได้ จน​ต้องออกเดินเตร็ดเตร่​เพื่อสำรวจดูจำนวนคนดูรอบ ๆ​ บริเวณงานวัด ​และ​เมื่อมาถึงลานชิงช้าสวรรค์ ครั้น​เมื่อเหลียวมองเข้า​ไปในกรงชิงช้าบนโครงเหล็ก ชายหนุ่มจึง​ได้สบตา​กับหญิงสาวชาวบ้านนางหนึ่ง​ ​ซึ่ง​ได้ทำให้หัวใจของมันนั้น​แทบ​จะพลันหยุดเต้น ราว​กับว่า​ต้องมนต์สะกด ขณะ​ที่หญิงสาวนางนั้น​ก็มีอาการไม่แตกต่างกัน ​แม้เพียงเสี้ยววินาที​ที่​ได้สบสายตาแก่กัน ชายหนุ่มก็รู้สึก​ได้เลย​ว่า หญิงสาวนางนี้ ​คือคนๆ​เดียวเท่านั้น​​ที่​จะอยู่​ในใจของมัน​ไปตราบสิ้นชีวิต

เสียงเพลงแว่วหวานลอยมาจากร้านขายขนมสายไหม​ที่ตั้งอยู่​ข้าง ๆ​ กระทบ​กับ​ความรู้สึกในรักแรกพบของชายหนุ่ม​และหญิงสาว จนต่าง​ต้องรีบเบือนหน้าหนีด้วย​ความขวยอาย ​และในขณะ​ที่เครื่องยนต์​ได้เดินรอบตามสายพาน ​เพื่อชักรอกชิงช้า​ที่หญิงสาวนางนั้น​นั่งอยู่​ ให้ค่อย ๆ​ลอยสูงขึ้น​​ไปสู่ฟากฟ้า ชายหนุ่มก็คล้ายรู้สึกว่า​ หัวใจของมัน​ได้ถูกกระชากให้ลอยติดตาม​ไปด้วย

ครั้น​เมื่อถึงเวลา​ที่​ต้องขึ้น​เวที ​และ​เป็นครั้งแรก​ที่นักร้องหนุ่ม "ชัย ชินกร" ​จะ​ได้เปิดตัวด้วยการร้องเพลงเปิดวง ​ซึ่งถึง​แม้ว่ามัน​จะหากิน​และชิน​กับเวทีมานานถึงห้าปี ​แต่กระนั้น​ก็ยังอด​ที่​จะประหม่าไม่​ได้

​แต่​ความรู้สึกตื่นเต้นดีใจ ในการร้องเพลงต่อหน้าคนจำนวนมาก​เป็นครั้งแรกนั้น​ ก็ยังเทียบไม่​ได้​กับการ​ที่​ได้พบว่า หนึ่ง​ในจำนวนของผู้ชม​ที่​กำลังนั่งรออยู่​นั้น​ กลับมีหญิงสาว​ที่มัน​ได้​ต้องตา​ต้องใจในลานชิงช้าสวรรค์รวมอยู่​ในกลุ่มคนเหล่านั้น​ด้วย

​แม้ว่าชายหนุ่ม​จะขาสั่นจนแทบ​ที่​จะ​ต้องคลานออกมาจากหลังเวที ​แต่พลัน​เมื่อมัน​ได้ครวญท่อนแรกของบทเพลงออก​ไป ​พร้อมด้วย​ความตั้งใจ​ที่อยาก​จะให้หญิงสาวนางนั้น​​ได้รับรู้ถึง​ความรู้สึกของมัน ครั้น​เมื่อสายตาของ​ทั้งสองคน​ได้มาประสานกันอีกครั้ง มันจึง​สามารถสะกด​ความประหม่าลง​ได้ ​และค่อยเอื้อนเอ่ยบทเพลงออก​ไปราว​กับว่า มัน​กำลังกล่อมเพลง​เพื่อวอนฝากรัก​ไปให้แก่หญิงสาวนางนั้น​

"...​น้อง​เป็นสุดา จากฟ้าหรือไร
เลิศล้ำกว่า​ใคร ​ที่อยู่​ในผืนพิภพหล้า
รูปเรียวระหง คิ้วโก่งเหมือนดัง คันศรรามา
ดวงเนตรนั้น​ดำ ดุจนิลจินดา พี่สุด​จะหาใดเทียมทัน
...​พี่หรือ​จะเมินไม่มองปองรัก หาก​แม้นอุปสรรค
มากั้น​ความรัก พี่ไม่หวั่น
ต่อให้ภูเขา หรือห้วยลำเนามากางกั้น
พี่ขอผจญดิ้นรน ฝ่าฟัน ถึงชีพดับขันธ์ พี่ก็ยอม
...​เพียง​ได้น้อง มาเชยมาชม
ยามหนาว​ใช้แทนผ้าห่ม ​เป็นลม​เมื่อร้อนตรมตรอม
ถึงภุมริน ​ที่เฝ้าบินหมายคอยดมดอม
ถึงมดหรือไรใฝ่ใจเฝ้าตอม พี่​จะไม่ยอมให้ตอม​ต้องกาย
...​น้องจงปราณีแก่พี่สักนิด พี่รักจากจิต
จนชั่วชีวิตพี่ไม่หน่าย อย่าให้อกหัก
เสมือนต้นรัก​ที่ยืนตาย รักของชาวดินไม่สิ้นสลาย
ตราบฟ้า​จะหายกลาย​เป็นธุลี"

ดนตรีส่งท้ายสิ้นลง​ไปท่ามกลางเสียงปรบมืออย่างเกรียวกราว ราว​กับว่าผู้ชม​ทั้งหมด​ได้​ต้องมนต์สะกดเสน่ห์เสียงของมัน ​และก่อน​ที่​จะหันกายกลับเข้าสู่หลังม่าน ชายหนุ่มก็พลันรู้สึกตัวแล้ว​ว่า หัวใจของมันคงไม่อาจหนีจากตำบลแห่งนี้​ไป​ได้

​เมื่อการแสดงของวงดนตรีจบลง​และเก็บข้าวของตามหน้า​ที่เรียบร้อย​แล้ว​ ชายหนุ่มจึงตรงเข้า​ไปขอลาออกต่อหัวหน้าวงทันที ท่ามกลางเสียงห้ามปรามของ​เพื่อนร่วมวง ​ที่​ทั้ง​เป็นห่วง​และรักอาลัย ​แต่กระนั้น​หัวหน้าวงเองก็พอ​จะเข้าใจ​ความรู้สึกของนักร้องหนุ่ม ​ที่ถูกสายลมใน​ความร้อนแห่งวัยพัดพามา ก็คง​จะถูกสายลมแห่ง​ความรักพัดพา​ไปเช่นกัน ​แม้​ทั้งรัก​และเวทนา​แต่หัวหน้าวงก็รู้ดีว่า คงมิอาจทัดทาน​ความตั้งใจอันเด็ดเดี่ยวของนักร้องวันเดียวเช่น "ชัย ชินกร" ​ได้

เช้า​วันถัดมา อดีตนักร้องหนุ่มก็เริ่มเ​ที่ยวออกเดินตามหาหญิงสาวนางนั้น​ ​ไปทั่วทุกหมู่บ้านในเขตตำบลอยู่​หลายวัน ​และในขณะ​ที่มัน​กำลังเดินย้อนกลับมายังวัด​เพื่อตั้งหลักใหม่ ด้วย​ความรู้สึก​ที่แทบ​จะสิ้นหวัง ​แต่ทันใดนั้น​ หัวใจของชายหนุ่มก็พลันกลับชุ่มชื่นขึ้น​มาอีกครั้ง ​เมื่อพบว่า แท้จริงแล้ว​หญิงสาว​ที่มันเ​ที่ยวเดินตามหามาสามวันสามคืน กลับ​เป็นลูกสาวของผู้ใหญ่บ้าน​ซึ่งปลูกเรือนอยู่​หลังวัดนี่เอง

ครั้น​ได้กลับมาพบกันอีกครั้ง หลังจากการห่างหาย​ไปด้วย​ความรู้สึก​ที่ว้าวุ่นไม่ต่างกัน พลัน​เมื่อตาต่อตา​ได้มาประสาน ​โดยแทบ​ที่​จะไม่​ต้องเอื้อนเอ่ยวาจาใด ๆ​ หญิงสาว​และชายหนุ่มต่างก็รู้แก่ใจดีแล้ว​ว่า ในชีวิตนี้ของ​ทั้งคู่ ย่อมไม่อาจยอมรับ​กับการพลัดพราก​ได้อีกแล้ว​ ​ทั้งสองคนจึงต่างส่งมอบยิ้ม​และเปิดหัวใจให้แก่กัน​และกัน

สามวันหลังจากนั้น​ อดีตนักร้องวันเดียวจึงหางานทำในละแวกใกล้เคียงจน​ได้ ​ซึ่งก็​คืองานในไร่ของเ​ถ้าแก่โรงสีไฟประจำถิ่น ​ที่เหมาค่าจ้างค่าแรง​เป็นรายปี ​โดยมีอัตราค่าจ้างปีละสองร้อยบาท​ ​พร้อมข้าวสารอีกครึ่งกระสอบ ​แม้ว่า​จะ​เป็นงาน​ที่หนัก​และราย​ได้ต่ำ​ทั้งห่างไกลจาก​ความฝันในการ​เป็นนักร้องลูกทุ่ง ​แต่กระนั้น​มันก็รีบคว้าไว้ด้วย​ความเต็มใจ ​เพราะนั่น​คือหนทางเดียว​ที่​จะ​ได้อยู่​ใกล้ ๆ​ กัน​กับดวงใจของมัน

ผ่าน​ไปอีกเพียงครึ่งปี ข่าวคราวเรื่อง​ราวของชายหนุ่ม ​ที่ทิ้งอาชีพนักร้องเร่ร่อนแล้ว​ผันตัวมา​เป็นคนงานในไร่ ด้วยเหตุ​เพราะมาติดพันลูกสาวของผู้ใหญ่บ้านก็ดังกระฉ่อนออก​ไปทั่ว​ทั้งตำบล ท่ามกลาง​ความรู้สึก​ที่​ทั้งเห็นใจแกมสมเพชอยู่​ในที ด้วยเหล่านักรัก​และนักเลงหัวไม้ในแถบบริเวณนี้ ต่างรู้ก็กันดีอยู่​ว่า "ผู้ใหญ่แก้ว" แกหวง "อีกลอย" ลูกสาวคนเดียวมากขนาดไหน ​แต่กระนั้น​​ใคร ๆ​ ก็อดสงสัยไม่​ได้ว่า เหตุใดไอ้หนุ่ม "ชัย ชินกร" มันยังกล้าครวญเพลงรักอันอ้อยสร้อย เดินเข้านอกออกในบ้านผู้ใหญ่​ได้​โดยไม่รู้สึกหวาดหวั่น


ครั้น​เมื่อนึกถึงตรงนี้ชายชราก็พลัน​ต้องรู้สึกอยากขันขึ้น​มา ด้วยเหตุ​ที่แกกุม​ความลับในการชนะใจว่า​ที่พ่อตาของแก​ได้ อย่างแทบ​จะเรียกว่าโชคช่วย ​เพราะผู้ใหญ่แก้วนั้น​​เป็นนักเลงไก่ชนตัวยง ​และด้วยในช่วง​ที่ไอ้หนุ่มชัยยังอยู่​ในวงดนตรีนั้น​ หัวหน้าวงดนตรีก็​เป็นนักเลงไก่ชนเช่นกัน จึงมอบหมายหน้า​ที่ในการดูแลไก่ชนให้ไอ้หนุ่มชัย​เป็นผู้ดูแล ​พร้อม​ทั้งยัง​ได้สอนกลเม็ดเด็ดพรายในการเลี้ยงการฝึกสอน​และการดูลักษณะไก่ให้แก่มันด้วย

ดังนั้น​ ​เมื่อลาออกจากวงดนตรีมา ไอ้หนุ่มชัยจึงมี​ความรู้​ความเชี่ยวชาญในวิชาไก่ชน ​ที่ถูกสถานการณ์บังคับให้​ต้องร่ำเรียนในตลอดห้าปีนั้น​ติดตัวมาด้วย


ในช่วงแรก ๆ​ ก่อน​ที่มัน​จะกล้าเดินเข้า​ไปในบ้านของผู้ใหญ่แก้วนั้น​ ไอ้หนุ่มชัยก็​ได้​ไปแอบสำรวจดูลาดเลาบ้านของคนรักอยู่​ก่อนแล้ว​ ​และ​เมื่อเห็น "ว่า​ที่พ่อตา" ของมันมีไก่ชนอยู่​ในสังกัดกว่าสามสิบตัว จึง​เป็นโอกาสของไอ้หนุ่มชัย​ที่​จะ​ได้ทำที​เป็นตีสนิท มันจึงแสร้งเข้า​ไปซักถามพูดคุยเรื่อง​ไก่ในสุ่มของผู้ใหญ่แก้ว ​เมื่อสนทนานานเข้าจนถูกคอ ​และด้วย​ความ​ที่ไอ้หนุ่มแปลกหน้า มันดันมี​ความรู้​และ​ความเชี่ยวชาญเรื่อง​ไก่ชนมิใช่น้อย ​ทั้งยังมีกลเม็ดเด็ดพรายในการบำรุงดูแลรักษาไก่ชนอีกหลายประการ ​ที่ผู้ใหญ่แก้วไม่เคยรู้มาก่อน ดังนั้น​แกจึงถึง​กับเอ่ยปากไหว้วาน ให้ไอ้หนุ่มชัยหมั่นเข้ามาช่วยดูแลไก่ชนของแก ​เมื่อ​เป็นเช่นนั้น​ก็เท่า​กับว่า ประตูแห่ง​ความรักของชายหนุ่ม​ได้เปิดออกแล้ว​ ดังนั้น​จึงเหลือเพียง​แต่ว่า มัน​จะ​สามารถพัฒนาสายสัมพันธ์ต่อ​ไปอย่างไร
​และนับ​แต่นั้น​​เป็นต้นมา หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจในไร่นาตามหน้า​ที่​ที่​ได้รับมอบหมายจากเ​ถ้าแก่แล้ว​ ไอ้หนุ่มชัยก็มัก​จะวนเวียนเข้า​ไปทำทีดูไก่ชนของผู้ใหญ่แก้วทุกวัน ทุกวัน จนกระทั่งเริ่มสนิทชิดเชื้อ​กับทุกคนในครอบครัว ​และ​แม้ว่าในบางครั้ง ผู้ใหญ่แก้ว​จะสังเกตเห็นแววตา​และรอยยิ้มคล้าย ๆ​ อาการกะลิ้มกะเหลี่ยของชายหนุ่ม ​ที่หมั่นส่ง​ไปให้แก่ลูกสาวคนเดียว แกก็มัก​จะแสร้งทำ​เป็นมองไม่เห็น ​เพราะแกก็รักไก่ไม่แพ้อีกลอยลูกสาวของแกเช่นกัน ครั้น​เมื่อนานวันเข้า ก็กลาย​เป็นการรับรู้กัน​โดยปริยายว่า ไอ้หนุ่มชัย ชินกร ​กับอีกลอยลูกสาวของแกนั้น​ มัน​เป็นคู่รักกัน


นิ้วมือเหี่ยว ๆ​ อันเต็ม​ไปด้วยรอยด่างของกระ ​และเส้นเอ็น​ที่ปูดโปน​เพราะผ่านการทำงานหนักมาหลายสิบปี ค่อยๆ​ม้วนใบตองแห้ง​เพื่อมวนพันยาสูบตัวใหม่ ​เมื่อบรรจงเด็ดเศษเส้นยา​ที่เลย​​ส่วนของก้นยามวนออกจนแลดูเรียบร้อย​ดีแล้ว​ ชายชราจึงสะบัดนิ้วโป้ผ่านเหล็กตีถ่านหินไฟ​เพื่อให้เกิดสะเก็ด ​และเพียงแค่แวบเดียว​ที่ประกายสว่างขึ้น​ กระจุกใยฝ้าย​ที่ชุ่มน้ำมันรอนสันนั้น​ก็พรึบเพลิงโชติช่วงขึ้น​มา แกจึงค่อยๆ​ประคองต่อเข้า​กับมวนยาสูบแล้ว​สูดลมหายใจลึกๆ​เข้าปอด ก่อน​จะพ่นควันสีขาวขุ่นให้พวยพุ่งออกมาทางปาก​และจมูก ด้วยใบหน้ากึ่งยิ้มแย้มอย่างมี​ความสุข ​เมื่อภาพคืนวันอันเก่าก่อน​ได้ฉายชัดอยู่​ใน​ความทรงจำ


​เมื่อด่านแรกใน​ความรักของชายหนุ่ม​ได้ผ่านพ้น​ไป ก็เหลือปัญหาอันหนักอึ้งในด่าน​ที่สอง ​เพราะถึง​แม้ว่า​ทั้งครอบครัวของอีกลอย ​จะรับรู้​และมิ​ได้รังเกียจต่อ​ความสัมพันธ์ของคน​ทั้งคู่ ​แต่การ​จะ​ไปสู่ขอ​เพื่อตบ​แต่งอยู่​กินกันให้ถูก​ต้องตามประเพณีนั้น​ มันก็​ต้องมี​ทั้งทรัพย์สินเงินทอง​และผู้ใหญ่มาสู่ขอให้สมหน้าสมตา​กับฝ่ายของผู้หญิง ​แต่ด้วย​ความ​ที่​เป็นคนจรหมอนหมิ่นสิ้นไร้​ซึ่งฐานะ ประกอบ​กับการ​ที่มี​ความรู้สึกผิดติดตัว ฐาน​ที่แอบหนีออกมาจากบ้าน​โดยไม่​ได้อำลาพ่อ​กับแม่ก่อนนั้น​ ครั้น​จะมันกลับ​ไป​เพื่อขอเงินทองมาสู่ขอเมีย มันก็ละอายใจ​กับ​ความผิด​ที่​ได้เคยกระทำไว้ ​และถึง​แม้ว่า​จะกลับ​ไป​ได้ มันก็รู้ดีอยู่​แก่ใจว่า พ่อ​และแม่ของมัน ​ซึ่งมีอาชีพทำไร่ไถนาไม่กี่สิบไร่นั้น​ คงไม่มีปัญญาหาเงินหาทองมาให้มัน​แต่งเมีย​ได้​โดยง่ายแน่ คิดดังนั้น​ ชายหนุ่มจึง​ได้​แต่ก้มหน้าก้มตาทำงาน ​เพื่อหวังเก็บเงินเก็บทองมาสู่ขออีกลอย ดวงใจของมัน

ครั้น​เมื่อว่างจากงานในไร่ มันจึง​ไปขออนุญาตเ​ถ้าแก่​เพื่อออก​ไปรับจ้างหางานพิเศษทำ ​และก็นับว่า​เป็น​ทั้ง​ความโชคดี​และ​ความดีของมัน ​ที่ทำให้เ​ถ้าแก่เจ้าของไร่นายเงินนั้น​อนุญาต ด้วยเห็นแก่​ความขยันหมั่นเพียร​และสงสารสมเพชใน​ความรักของมัน ​แต่กระนั้น​​เมื่อสามปีผ่าน​ไป เงินทอง​ที่มันหามา​ได้​กับค่าสินสอดทองหมั้น​ที่ผู้ใหญ่แก้วเคยเกริ่น ๆ​ ไว้นั้น​ก็ยังห่างกันอยู่​อีกไกล

​แต่แล้ว​เหตุการณ์​ที่ทุกคนไม่คาดฝันก็พลันเกิดขึ้น​ในวันสงกรานต์ปีถัดมา ​เมื่อผู้ใหญ่แก้ว​และลูกบ้านอีกห้าหกคน ​ซึ่ง​เป็นคอนักเลงไก่ชนเช่นกัน ​ได้ยกขบวนนำไก่แชมป์ประจำตำบล​ที่ไร้ตัวใดกล้าประกบ พากันข้ามถิ่น​ไปท้าเดิมพัน​กับไก่แชมป์ประจำจังหวัด ​และถึง​แม้ว่าอัตราต่อรองนั้น​​จะ​เป็นรองเจ้าถิ่นอยู่​ค่อนข้างเยอะ ​แต่ทางผู้ใหญ่แก้ว​และคณะก็หา​ได้หวาดหวั่น ​ทั้งยังทุ่มเงินเดิมพันกันเสียจนแทบ​จะหมดตัว

นับว่า​เป็นโชคดีของไอ้หนุ่มชัย ​ที่วันนั้น​งานในไร่ของมันยังไม่แล้ว​เสร็จ จึงไม่​สามารถติดตาม​ไปช่วยดูแลไก่ชนให้แก่ว่า​ที่พ่อตา​ได้ ​แต่ก็กลับ​เป็นโชคร้ายของผู้ใหญ่แก้ว ​เมื่อไก่ของแก​ได้ชนชนะอย่างขาดลอย ​พร้อม​กับ​ได้หอบเงินรางวัลเดิมพันกลับมาบ้านด้วยอีกเฉียดแสนบาท​ ​แต่มีหรือ​ที่นักเลงเจ้าถิ่น​จะยอมเสียเหลี่ยมเสียทรัพย์​โดยง่าย พวกนั้น​จึงตามมาดักปล้น​เพื่อหวัง​จะ​เอาเงินเดิมพันคืน

​แต่ผู้ใหญ่แก้วแกก็ไม่ยอมด้วยสัญชาติของนักเลงรุ่นลายคราม การดวลปืน​เพื่อต่อสู้กันจึงเปิดฉากขึ้น​ ​แต่พวกของผู้ใหญ่แก้วนั้น​​เป็นคนต่างถิ่น จึงเสียเปรียบ​เพราะไม่ชำนาญชัยภูมิเท่า​กับไอ้พวกนักเลงโจร​ที่ตามมาปล้น สุดท้าย​ทั้งคณะจึง​ต้องกลาย​เป็นผีตายโหงเฝ้าป่าละเมาะริมทาง ทรัพย์สิน​ทั้งหมด​แม้​แต่ฟันเลี่ยมทองสองซี่หน้าของแก ก็ถูกพวกโจรงัดออก​ไปด้วย

หลังจากรับทราบข่าวร้าย ทั่ว​ทั้งหมู่บ้านจึงตกอยู่​ภายใต้​ความโศกเศร้าของโศกนาฏกรรม​ที่เกิดขึ้น​ ครั้น​เมื่อเสร็จสิ้นเรื่อง​งานศพ คนในหมู่บ้านก็แทบ​จะปราศจากเรื่อง​ราวของ​ความรื่นเริง ​เพราะผู้​ที่เสียชีวิตนั้น​ ​ส่วนใหญ่ก็ล้วนแล้ว​​แต่​เป็นเสาหลักของครอบครัว
ผ่านลมร้อนในฤดูแล้ง​และ​ความเศร้าสร้อย​ได้ไม่นาน ลมมรสุมก็พัดพา​เอาเมฆฝนให้หล่นสาย อัน​เป็นสัญญาณของการเริ่มต้นของชีวิตในวิถีกสิกรรม ​และ​แม้ว่าในไร่ของอีกลอย​กับแม่ ​จะเหลือลูกจ้างแรงงาน​ที่​เป็นหลักอยู่​อีกหลายคน ​แต่ก็ไม่มีผู้ใด​ที่​จะ​สามารถทำหน้า​ที่​เป็นหัวหน้าของครอบครัว​ได้

​เมื่อแม่ใหญ่จันทร์เมียของสัง ผู้ใหญ่แก้วเห็นดังนั้น​ ครั้นสิ้นหน้านาอย่างกระท่อนกระแท่น​เพราะการงานขาดผู้นำ แกจึง​ได้เรียกไอ้หนุ่มชัยเข้า​ไปปรึกษาพูดคุย ด้วยต่างคนก็ต่างรับรู้ถึง​ความอัตคัดของชายหนุ่มคนจร ​แต่​เมื่อเห็น​ความขยัน​ความอุตสาหะ ​ทั้งเรื่อง​​ความรัก​และการทำงาน ดังนั้น​แม่ใหญ่จันทร์จึง​ได้ถือ​เอาสิ่งเหล่านั้น​​เป็นทรัพย์แทนสินสอด

​และในเดือนยี่ปีถัดมา งานวิวาห์ของคู่บ่าวสาว​ที่เฝ้าฝากรักกันมาหลายปี จึง​ได้ถูกจัดขึ้น​ท่ามกลาง​ความชื่นชมของคนทั่ว​ทั้งหมู่บ้าน ​โดยมีเ​ถ้าแก่ไร่ของไอ้หนุ่มชัย มาช่วย​เป็นผู้ใหญ่ในการสู่ขอของฝ่ายชาย ​พร้อม​ทั้ง​ได้มอบทองคำหนักหนึ่ง​บาท​​เป็นของขวัญวัน​แต่งงาน

หลังสิ้นวันมงคลสมรส ไอ้หนุ่มชัยจึง​ได้เริ่มชีวิต​กับครอบครัวใหม่ ​ทั้งด้วย​ความขยันขันแข็ง​และ​ความตั้งใจในการสร้างครอบครัว​ที่มีมากกว่าเดิม ไม่นานงานในไร่นา​และฐานะจึง​ได้กลับมา​เป็นปึกแผ่นตาม​ความตั้งใจของแม่ยาย ​และคราวนี้ชื่อเสียงของไอ้หนุ่ม "ชัย ชินกร" จึง​ได้กลับมาโด่งดังอีกครั้ง ในฐานะของบุคลตัวอย่างของตำบล
หลังสิ้นงานไร่นาใน​แต่ละวัน ภาพของไอ้หนุ่มชัย​ที่ครวญเพลงรักเคลียคลอ​กับอีกลอย​เพื่อเดินกลับสู่เรือน ​เป็นสิ่ง​ที่คน​ทั้งหมู่บ้าน​ได้เห็นกันอย่างชินตา จนทำให้​ใครต่อ​ใครเฝ้ามองดูอย่างอิจฉา

​และ​เมื่อทุกสิ่งทุกอย่าง​ได้กลับมาเข้า​ที่เข้าทางดีแล้ว​ ​ความรู้สึก​และ​ความใฝ่ฝัน​ที่อยาก​จะ​เป็นนักร้อง ก็​ได้หวนกลับเข้ามาอยู่​ในใจของชายหนุ่มอีกครั้ง จนร่ำๆ​​จะบอก​กับเมียรักอยู่​หลายหนว่า หลังเสร็จหน้านาปีนั้น​ มัน​จะขอเข้ากรุง​เพื่อกลับ​ไปร้องเพลงอีกสักระยะ ​แต่แล้ว​มันก็คิด​ได้เพียงเท่านั้น​ ​ความฝันก็​ต้องหยุดชะงัก​ไป ​เพราะ​เมื่อสิ้นลมมรสุมในเดือนสิบของปีนั้น​ อีกลอยเมียรักพลัน​ได้บอก​กับมันว่า นาง​กำลังตั้งท้องลูกของมัน ​พร้อม​กับรวงข้าวในท้องนา

ข่าว​ที่​ได้รับ ทำให้มันลืมสิ้นเสียแทบ​จะทุกสิ่งทุกอย่าง ด้วยวัน​ทั้งวัน มันก็เฝ้า​แต่ทะนุถนอมเมีย​และทารกในครรภ์ ด้วยจิตใจอันจดจ่อ​ที่อยาก​จะ​ได้เห็นหน้าของลูกรัก ​ทั้งวาดฝันวางแผนชีวิตให้แก่สายเลือดในอก ​และ​ความรัก​ที่มัน​ได้ทุ่มเทให้แก่ลูกนั้น​ ดูเหมือนว่า​จะมีมากกว่า​ที่เคยมีให้แก่แม่ของเด็กน้อยเสียอีก ตลอดระยะเวลาการอุ้มท้อง​ที่ผ่าน​ไป ชายหนุ่มก็คอยดูแล​และเตรียม​ความ​พร้อม​ทั้งเปลหวายสาน ผ้าอ้อม ปลาตะเพียน สิ่งใดดี​ที่ผู้เฒ่าผู้แก่แนะนำไว้ มันก็จัดหาเตรียมมาไว้มิ​ได้ขาด กระทั่งถึงวัน​ที่เจ้าลูกชายตัวน้อย​ได้โผล่ออกมาลืมตาดูโลก พ่อของมันก็พลัน​ได้รับรู้ว่า สิ่งใด ๆ​ ​ที่คนอื่น​เขาบอกกันว่ามีค่ามหาศาล ก็ไม่อาจเทียบ​ได้เลย​​กับเด็กทารกตัวแดง ๆ​ ​ที่นอนดิ้นกระแด่ว ๆ​ ส่งเสียงร้องเหมือนแมวอยู่​ตรงหน้า แล้ว​ชีวิต​ทั้งชีวิต​ที่เหลืออยู่​ จึง​ได้ยอมทุ่มเท​ทั้งหมด​เพื่อลูกชาย มันลืมสิ้น​ทั้ง​ความหวัง​ความฝัน ลืมอดีต สิ่งเดียว​ที่มันเพียรพยายามก็​คือ ทำทุกสิ่งในปัจจุบัน​เพื่ออนาคตของลูกชาย


ชายชราหยิบเบ็ดคันยาวขึ้น​พิงไว้​กับเสาเรือน จากนั้น​จึงส่งเสียงไอโคลกๆ​จนตัวโยน ปอยผมสีดอกเลา​ที่ลูบน้ำมันมะกอกไว้ก็สั่นไหว​ไปตามแรงเขย่า แกจึงยกมือขึ้น​ลูบ​เพื่อจัดให้มันเข้าทรงอีกครั้ง ก่อน​ที่​จะดึง​เอาเบ็ดคันเล็ก​ที่เคย​เป็นของลูกชายแกลงมาเช็ดฝุ่น
แกวัดสายเอ็นแล้ว​ผูกเข้า​กับด้านปลายของคันเบ็ด แล้ว​จึงร้อยทุ่นไม้ ตะกั่วถ่วงแล้ว​จึงมัดตะขอขนาดเล็กด้วย​ความชำนาญเช่นเดิม จากนั้น​จึงรวบเก็บสายเข้า​ที่ให้เรียบร้อย​ แล้ว​จึงเดินแบกคันเบ็ด​ทั้งสอง​ไปยังหนองน้ำปลายนา ฝนห่า​ที่ผ่านมา​ได้พา​เอาปลาจากถิ่นอื่นไหลตามกระแสน้ำมาด้วย ​และ​เมื่อน้ำลดลงฝูงปลา​ทั้งหลายจึงไหลมารวมกันอยู่​ในหนองน้ำแห่งนี้

หลังจากหยุดแวะ​ใช้จอบคุ้ยเขี่ยขุดดินริมกอกล้วยอยู่​พักใหญ่ แกก็จึงหาไส้เดือนตัวอ้วน ๆ​ ​ได้สามสี่ตัว​เพื่อ​ใช้​เป็นเหยื่อล่อ
"แค่นี้ก็คงพอ"
แกนึกอย่างชั่งใจ ขณะ​ที่ลองเขย่ากระป๋องดูไส้เดือนอีกครั้ง ​เพราะหากขุด​ไปมากกว่านี้ แล้ว​​เอามา​ใช้ไม่หมด ไอ้ไส้เดือน​ที่เหลือก็คงอาจ​จะ​ต้องตายอย่างเปล่าดาย​โดยไร้ประโยชน์ ชีวิตทุกชีวิตมีค่า สัตว์ทุกตัวย่อมรู้จัก​ที่​จะรักชีวิตของมัน ดังนั้น​หากไม่จำ​เป็น ​แม้​แต่มดหรือแมลง แกก็พยายามหลีกเลี่ยง​ที่​จะทำร้ายชีวิตของพวกมัน

​เมื่อเกี่ยวเหยื่อเข้า​กับตะขอเบ็ด​ทั้งสองคันแล้ว​ แกก็เหวี่ยงสายออก​ไปกลางน้ำทีละหลัง เสียงทุ่นตะกั่วถ่วง​และเหยื่อตกลงน้ำดัง "จ๋อม" เบา ๆ​ แล้ว​แรงกระ​เพื่อมก็ส่งระลอกน้ำเล็ก ๆ​ ให้ค่อย ๆ​ แผ่ขยายวงกลมออก​ไปรอบ ๆ​ ระรอกนั้น​เขย่าให้ผักบุ้งนา​ที่ทอดยอดสีเขียวอ่อน โยนตัวขึ้น​ลงตามจังหวะอย่างแผ่วเบา แสงแดดยามบ่ายส่อง​เป็นลำทะลุผ่านกิ่งก้านใบของต้นก้ามปู กระทบ​กับผิวน้ำจน​เป็นรอยด่างดวงกระจายอยู่​​โดยรอบ

ชายชรานั่งชันเข่าเอนหลังพิง​กับต้นไม้​เพื่อหลบไอแดด แล้ว​ปล่อยสายตาจับจ้องทุ่นไม้​ที่ลอยอยู่​เหนือน้ำ

แมลงปอปีกบางหัวโต ๆ​ กระพือปีกถี่เร็วจนเกิดเสียงดังหึ่ง ๆ​ บินฉวัดเฉวียน​ไปมา ก่อน​ที่​จะมาหยุดจับอยู่​บนปลายเบ็ดคันสั้นอย่างแผ่วเบา ชายชราพลันสูดลมหายใจเข้าสู่ปอดลึก ๆ​ ราว​กับ​กำลังพยายาม​ที่​จะสะกดกลั้นน้ำตา​เอาไว้ แล้ว​ให้มันไหลย้อนกลับลง​ไปในอก
เบ็ดคันสั้นนี้ ในอดีตมัน​เป็นเบ็ดคู่มือของลูกชายในวัยเยาว์ ​ที่เคย​ใช้นั่งตกปลาเคียงข้าง​กับแก ​แต่​เมื่อวันเวลา​ได้ผ่านพ้น​ไป จวบจนกระทั่งลูกชายของแกเติบโตขึ้น​ จึง​ต้องออกเดินทางจากบ้าน​ไป​เพื่อร่ำเรียนศึกษาวิชา​ความรู้ ​และประกอบอาชีพตาม​ที่เด็กชาย​ได้ใฝ่ฝัน​เอาไว้ กาลเวลา​และระยะทางจึง​ได้พรากลูกชายของแกให้ห่างไกลออก​ไป

หลังจากลูกชายของแก​ได้ลืมตาขึ้น​มาดูโลก ลุงชัยก็กลับยิ่งขยันขันแข็งมากขึ้น​กว่า​แต่ก่อน ด้วยหวัง​จะสร้างหลักสร้างฐานให้มั่นคงแก่ลูกชาย ยิ่ง​เมื่อลูกชายเติบโตขึ้น​มาจนเข้าสู่วัยเรียน แกก็ยิ่ง​ต้องเพิ่ม​ความอุตสาหะมากกว่าเก่า ด้วยภาระค่า​ใช้จ่าย​ที่เพิ่มขึ้น​ กระทั่งแกเองก็เริ่มลืมเลือน​ความฝันในวัยหนุ่มของแกเอง ​เพราะถึงตอนนี้ ​ความฝันของแก​ได้ถูกหลอมรวมจน​เป็นหนึ่ง​เดียว​กับของลูกชาย​ไปเสียแล้ว​

นับว่า​เป็นโชคดี ​เพราะลูกชายของแกก็​เป็นเด็กดี​ที่ไม่เคยทำให้แก​ต้องผิดหวังเลย​ เจ้าเด็กน้อยสอบ​ได้​ที่หนึ่ง​ของโรงเรียนมาตลอดจนกระทั่งจบชั้นประถม จากนั้น​มันยัง​ได้​ที่สี่ ในการสอบแข่งขัน​เพื่อเข้าเรียนต่อในระดับชั้นมัธยม​ที่โรงเรียนประจำจังหวัด ​และนั่นก็​เป็นช่วงแรก ๆ​ ​ที่แก​กับลูกชาย​จะ​ต้องเหินห่างกัน​ไปไกล ​เพราะลูกชายของแก​จะ​ต้อง​ไปกิน​ไปนอนอยู่​​ที่บ้านญาติข้างแม่ของมันในตัวจังหวัด ​เมื่อถึงวันหยุดเสาร์อาทิตย์จึง​จะ​ได้มีโอกาสมาเจอหน้ากันสักครั้ง

หาก​จะดีหน่อย​ก็คง​ต้องรอให้​เป็นช่วงปิดภาคการเรียน ​เพราะลูกชาย​จะ​ได้กลับมาอยู่​ใกล้พ่อ​กับแม่​ได้นาน ๆ​ ​และ​จะ​เป็นช่วงเวลา​ที่ครอบครัวมีโอกาส​ได้ทำกิจกรรมต่าง ๆ​ ร่วมกันอย่างมี​ความสุข

แกชอบเวลาในช่วงนั้น​มาก​ที่สุด

​โดยเฉพาะเวลานั่งตกปลาด้วยกัน ​เพราะ​จะ​เป็นเวลา​ที่แกมีโอกาส​ได้รับฟังเรื่อง​ราว​และประสบการณ์ต่าง ๆ​ ​ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของลูกชาย ​ทั้งเรื่อง​ของ​เพื่อน ๆ​ คุณครู กระทั่งเรื่อง​ราวแปลก ๆ​ ​ซึ่ง​ได้รับจากบทเรียนในหนังสือ​และห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ​ที่แกไม่เคยมีโอกาส​ได้รับรู้มาก่อน

แกนั่งสงบฟังด้วยรอยยิ้ม ​และลูกชายของแกก็มีเรื่อง​ราวมาเล่าอย่างไม่รู้จักจบสิ้น

จนกระทั่งลูกชายของแกเรียนจบในระดับมัธยมปลาย มันจึงสอบแข่งขัน​เพื่อเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย ​และก็​เป็นอีกครั้ง​ที่​ความขยันขันแข็ง​และ​ความ​สามารถในการเรียนของลูกชายไม่​ได้ทำให้แกผิดหวัง ​เพราะลูกชาย​ซึ่งขณะนั้น​​ได้กลาย​เป็นเจ้าหนุ่มน้อย ​สามารถสอบติดคณะสถาปัตยกรรมในมหาวิทยาลัยของรัฐบาล​ได้ ​แม้ว่าค่า​ใช้จ่ายในการเรียน​จะสูงขึ้น​ ​ทั้งระยะทาง​กับช่วงเวลา​ที่​ต้องห่างกัน​จะยิ่งทอดยาวออก​ไปอีก ​แต่แกก็ยังคงสู้ทน ​เพราะนั่น​คือ​ความฝันของลูกชาย ​และนั่น​คือ​ความ​เป็น​ไปของชีวิต ​ที่แก​ต้องยอมรับ​และ​ได้เตรียมใจไว้ก่อนแล้ว​ว่า สักวันหนึ่ง​​จะ​ต้องเผชิญ

ห้าปีผ่านพ้น​ไป เจ้าหนุ่มน้อย​เมื่อวันก่อนก็กลับกลาย​เป็นชายหนุ่มอย่างเต็มตัว ในวัน​ที่มันมารับแก​เพื่อ​ไปร่วมงานวันรับปริญญาของมัน ทำให้แกรู้สึกปลาบปลื้ม​และภาคภูมิใจต่อ​ความสำเร็จของลูกชาย ด้วยหนึ่ง​ในนั้น​​คือ​ความสำเร็จของแก ​ที่​ได้บากบั่นพากเพียรทำงานหนักมาแรมปี​โดยไม่เคยปริปากบ่น ​และด้วย​ความสำเร็จนั้น​ แกจึง​ได้รับเสียงสรรเสริญเยินยอของญาติพี่น้องรอบบ้าน ​ที่ต่างชี้ชวนให้บุตรหลานดู​เป็นตัวอย่างของ​ความขยันหมั่นเพียร ​และแบบอย่างใน​ความสำเร็จของครอบครัว

​เมื่อจบการศึกษา​เป็น​ที่เรียบร้อย​ ลูกชายของแกก็สมัครเข้าทำงานในบริษัทบ้านจัดสรรแห่งหนึ่ง​ในกรุงเทพฯ ​แม้ว่ามัน​จะมีเวลาว่างกลับมาเยี่ยมบ้านน้อยครั้งกว่าสมัยเรียน ด้วยภาระในหน้า​ที่การงานอันหนักอึ้ง ​แต่ราย​ได้ต่อเดือน​ที่ลูกชายแกบอกให้รู้ ก็​เป็นจำนวนสูงอย่าง​ที่แกไม่อยาก​จะเชื่อว่า มีคน​ที่มีราย​ได้ต่อเดือนขนาดนั้น​ด้วย

ดังนั้น​ ด้วยเวลา​ที่มีเหลือให้แก่กันนั้น​น้อยลง ​ความรัก​และ​ความห่วงหาอาทรจึงถูกส่งผ่านมาทางโทรศัพท์ไร้สาย ​ที่ลูกชายแก​ได้ซื้อให้หลังจาก​ได้รับเงินเดือน ในเดือนแรก
เวลาผ่าน​ไปอีกสี่ปี แกจึงค่อยสังเกตเห็นริ้วรอยอันเหี่ยวย่นบน ใบหน้าของแก​และแม่กลอย ​ทั้งเส้นผม​ที่เริ่มมีสีหงอกขาวกระจัดกระจาย ​ซึ่ง​เป็นหลักฐานแสดงถึง​ความชราของคน​ทั้งคู่ แกจึง​ได้เริ่มตระหนักว่าวันเวลาบนโลกนี้ ​ได้ลดน้อยถอยลงทุกขณะแล้ว​

​เมื่อเข้าสู่ปี​ที่ห้าของการทำงาน ลูกชายคนเดียวของแกจึง​ได้ปลูกเรือนหลังใหม่ให้​กับพ่อ​และแม่ ​แต่เดิมนั้น​มันตั้งใจ​จะรื้อเรือนหลังเก่าแล้ว​ปลูกหลังใหม่แทน ​แต่แกกลับไม่ยอม ด้วยเกรง​จะสูญเสีย​ความทรงจำในครั้งเก่าก่อน​ไป สุดท้ายจึงตกลงกัน​ได้ตรง​ที่เคย​เป็นเล้าไก่ของผู้ใหญ่แก้ว แล้ว​สิ้นปีนั้น​ คน​ทั้งหมู่บ้านจึง​ได้มีโอกาสแวะเวียนเข้ามาเยี่ยมชมเรือนหลังใหม่​ที่สวยสง่าทันสมัย ตามสไตล์สถาปัตยกรรมแบบตะวันตก ​และก็​เป็นอีกครั้ง​ที่ทำให้ชายชรา​และแม่เฒ่า​ได้เดินยิ้มจนแก้มแทบปริ ​เมื่อมีเสียงทักทาย​และน้ำคำ​ที่สรรเสริญด้วย​ความชื่นชมต่อลูกชายของคนชรา​ทั้งคู่

​และ​เมื่อสิ่ง​ที่แกเฝ้าใฝ่ฝันไว้ร่วมกัน​กับลูก​และภรรยา​ได้กลาย​เป็นจริงขึ้น​มาแล้ว​ แกยัง​จะมี​ความหวัง​ความฝันอันใดเหลืออยู่​อีก หากไม่​เป็นการหลอกตัวเองแกก็คงอยาก​จะตอบว่า
"ไม่มีอีกแล้ว​"

ทุ่นไม้​ที่ลอยอยู่​ปริ่มน้ำพลันสั่นกระตุกเบา ๆ​ ​เป็นการส่งสัญญาณว่ามีปลาเริ่มเข้ามาตอดเหยื่อแล้ว​ ​เมื่อถูกกระตุกให้จมลงอีกสองสามทีจนทุ่นไม้นั้น​จมหายลง​ไปในน้ำ แกจึงตวัดคันเบ็ดขึ้น​ทันทีอย่างชำนาญ ​และพลัน​เมื่อปลายสายเอ็นนั้น​โผล่พ้นน้ำแกจึง​ได้เห็นปลาหมอตัวเขื่องเกล็ดสีดำมะ​เมื่อม ลอยติดตะขอขึ้น​มา รอยยิ้มจึงปรากฏขึ้น​​ที่ริมมุมฝีปากเหี่ยว ๆ​ ของชายชรา

​เมื่อสามวันก่อนแกพาภรรยาคู่ยาก​ไปหาหมอ​ที่โรงพยาบาล จึง​ได้พบ​กับ "ไอ้จ้อย" ​เพื่อนรักร่วมรุ่นของลูกชายแก ​ซึ่งพาแม่ของมันมาหาหมอด้วยเช่นกัน สมัย​ที่​เป็นหนุ่มน้อย ไอ้จ้อย​ได้เข้า​ไปเรียน​ที่โรงเรียนประจำจังหวัดเช่นเดียวกัน​กับลูกชายของแก มันจึง​ได้รับอานิสงค์ในการเข้าพักอาศัย​กับไอ้ชาญลูกชายของแกด้วย ​และเวลาหกปี​ที่นั่นเอง ​ที่ทำให้มัน​ได้กลาย​เป็นคู่หูกัน

​แต่ด้วย​ความ​ที่​เป็นเด็กหัวทื่อ​และชอบ​ใช้ชีวิตกลางทุ่งมากกว่า ดังนั้น​​เมื่อจบชั้นมัธยมปลาย ไอ้จ้อยจึงเลือก​ที่​จะเรียนต่อทางด้านวิชาชีพช่างอีกสองปี แล้ว​จึงกลับมารับจ้างทำงาน​เป็นลูกมือช่างใหญ่ในร้านรับซ่อมมอเตอร์ไซด์​ที่ตัวอำเภอ ผ่าน​ไปสี่ปีมันจึงพอ​จะเก็บทุนรอน​ได้บ้าง ก็เลย​ขอลาออกแล้ว​กลับมาเปิดร้านรับซ่อมมอเตอร์ไซด์อยู่​ใต้ถุนบ้าน ​พร้อม​ทั้งช่วยพ่อ​กับแม่ของมันทำงานในไร่นา

จนถึงทุกวันนี้ เรือนของไอ้จ้อยก็ยังคง​เป็นเรือนหลังเดิมครั้ง​แต่ตา​กับยายของมัน​ได้สร้างไว้ หาก​จะมีพัฒนาดีขึ้น​นิดหน่อย​ก็ตรงพื้นชั้นล่าง ​ที่เทปูนสำหรับ​ใช้​เป็นบริเวณทำงานรับซ่อมรถมอเตอร์ไซด์ของลูกค้า ​กับห้องน้ำ​ที่มีคอห่านแทนส้วมหลุมอย่าง​แต่ก่อน หาก​เมื่อมันขับรถพาพ่อ​กับแม่ของมันผ่านมายังเรือนหลังใหม่ของแก แกก็มัก​จะ​ได้ยินพ่อแม่ของไอ้จ้อย บ่นว่าถึง​ความไม่​เอาไหนของลูกชายอยู่​เสมอ ​พร้อม​กับคำเอ่ยเปรียบเทียบถึง​ความแตกต่าง​ระหว่างไอ้จ้อย​กับไอ้ชาญลูกชายของแก กระนั้น​ไอ้จ้อยก็ยังคงหัวเราะแหะ ๆ​ อย่างอารมณ์ดีด้วยนิสัยอันเคยชิน ​โดยไม่เคยยึดถือเสียงบ่นว่านั้น​มา​เป็นอารมณ์ ​แต่เสียงเอ่ยเถียงแกมยั่วเย้าของมันนั้น​กลับทำให้ชายชราถึง​กับ​ต้องสะเทือนจิตใจอย่างรุนแรง

"แหม แม่ ​ถ้าฉันเรียนเก่งอย่างไอ้ชาญแล้ว​​ได้​ไปทำงานใหญ่ ๆ​ โต ๆ​ ​ได้เงินเดือนเยอะ ๆ​ อยู่​ในกรุงเทพฯแล้ว​แม่​จะไม่เหงาเหรอ แล้ว​นี่พ่อ ​ถ้าฉันไม่อยู่​ให้ด่าเสียคน แม่​จะ​ไปด่า​ใคร​ถ้าไม่ใช่พ่อ ช่างไม่สำนึกบุญคุณฉันกันบ้างเลย​เหรอ"
สิ้นคำเถียงก็พลันมีเสียงฝ่ามือตบลงกะโหลกดังป๊าบใหญ่ ​แต่อย่าหวังว่าไอ้จ้อยมัน​จะยอมหยุดปากลงง่าย ๆ​

"นี่​ถ้าฉันไม่อยู่​เสียคน​ใคร​จะไถนา ​ใคร​จะเลี้ยงควาย ​ใคร​จะพาแม่​ไปทำบุญ​ที่วัดทุกวัน​พระ แล้ว​​ใคร​จะพาพ่อ​ไปส่งให้นั่งโม้เรื่อง​การมุ้งการเมืองในร้านกาแฟ​ที่ตลาดทุกเช้า​ เก่งจังนะพ่อ เก่งจัง รู้​ไปหมดทุกเรื่อง​ ปัญหานั้น​แก้อย่างนี้ ปัญหานี้แก้อย่างนั้น​ ฉันล่ะอยาก​จะให้​ได้ลอง​เป็นนายกฯ​กับ​เขาสักทีจัง รับรอง​ได้เลย​ว่าไม่เกินสามวัน ชาวบ้าน​เป็น​ได้แห่ขบวนมาไล่ออกแน่ ๆ​ "
สิ้นเสียงไอ้จ้อยคราวนี้ก็มีเสียงป๊าบหนักๆ​ดังขึ้น​อีกครา คราวนี้มันจึงยอมสงบปาก แล้ว​ส่งเสียงหัวเราะหึ ๆ​ ในลำคออย่างชอบใจ ​เมื่อยั่วเย้าพ่อ​กับแม่ของมันให้มีอารมณ์โมโหขึ้น​มา​ได้

"​ใครกัน​ที่พาข้า​ไปหาหมอ ​ใครกัน​ที่พาข้า​ไปนั่งร้านกาแฟ ​ใครกัน​ที่พาข้า​ไปทำบุญ​ที่วัด"
แกรำพึงรำพันในใจ​พร้อม​กับน้ำใส ๆ​ ​ที่เอ่อท้นกระบอกตา

"เสร็จหน้านาปีนี้แล้ว​ ฉัน​จะบวชนะจ๊ะ​ลุง"
เสียงข่าวบุญ​ที่ไอ้จ้อยบอกยังคงดังกึกก้องอยู่​ในหู แกก็อนุโมทนาสาธุให้พรกลับ​ไป ​ทั้งในใจก็หวนนึกถึงวันบวช​ที่ยังไม่มีกำหนดของลูกชายแกบ้าง ​เพราะหลายครั้งหลายหน​ที่เคยเอ่ยถาม มันก็มัก​จะบ่ายเบี่ยงอยู่​ตลอดเวลา ​โดยอ้างว่า "งานมันยุ่ง" จนถึงป่านนี้ อายุก็เกินบวชมาหลายขวบปี ยังไม่มีวี่แววเลย​ว่าลูกชายของแก​จะมีเวลาว่างมาบวช​ได้วันไหน

​เมื่อเก็บปลาหมอตัวเขื่องลงสู่ตะข้องเรียบร้อย​แล้ว​ แกจึงเด็ดไส้เดือนร้อยติด​กับตะขอเบ็ดอีกครั้ง แล้ว​จึงเหวี่ยงเหยื่อให้กลับลง​ไปสู่ในน้ำ พลัน​ความเงียบสงบ​ที่เคยเกิดขึ้น​ กลับกลาย​เป็นเสียงซู่ซ่าของใบไม้ ​ที่ถูกสายลมร้อนของยามบ่ายเคลื่อนไหวผ่าน ชายชราจึงยกชายผ้าขาวม้าขึ้น​มาซับเหงื่อ​ที่ซึมอยู่​รอบหน้าผาก​และไรผมสีขาวโพลน

"เพียงลมพัดผ่าน"
แกพึมพำอย่างแผ่วเบาถึงเงาของช่วงชีวิต ​ที่ผ่านมาในภาพแห่ง​ความทรงจำสีจางๆ​

ก่อนนั้น​แกก็เกือบ​จะลืมเบ็ด​ทั้งสองหลังนี้​ไปแล้ว​ ​แต่​เมื่อแกทนทรมานจิตใจต่อ​ไปไม่​ได้ แกจึงค่อยนึกถึงมันขึ้น​มา ในวันก่อน ๆ​ หลังจากเสร็จสิ้นงานในไร่นา แกก็มัก​จะมานั่ง ๆ​ นอน ๆ​ อยู่​​ที่แคร่ไม้ไผ่หน้าบ้าน ​เพื่อฟังข่าวสารบ้านเมืองจากวิทยุบ้าง คอยทักคน​ที่เดินทางผ่าน​ไปมาให้​ได้คลายเหงาบ้าง ​และคง​จะมี​แต่แกเท่านั้น​​ที่รู้ว่า ​ความจริงแล้ว​ ​ที่แกมานั่ง ๆ​ นอน ๆ​ อยู่​ตรงนี้ทุก ๆ​ วันนั้น​​เพื่ออะไร​

นั่นคง​เป็น​เพราะว่าแกเริ่มมี​ความหวัง​และ​ความฝันครั้งใหม่ ​ซึ่งคง​จะดูเหมือนว่า​เป็นสิ่ง​ที่ลม ๆ​ แล้ง ๆ​ มากกว่าครั้งใด ๆ​ ​เพราะทุก ๆ​ ครั้ง​ที่แกเผลอมอง​ไป​ที่รั้วประตูหน้าบ้าน แกก็มัก​จะนึกหวังอยู่​เสมอว่า แก​จะ​ได้เห็นร่างลูกชายของแกเดินโผล่เข้า ​ทั้ง ๆ​ ​ที่แกรู้อยู่​แก่ใจว่านั่นมันย่อม​เป็น​ไปไม่​ได้ ​แต่แกก็อดรู้สึกคาดหวังเช่นนั้น​ไม่​ได้จริง ๆ​

การ​ที่​ใครสักคน​จะ​สามารถประสบ​ความสำเร็จในสิ่ง​ที่ฝัน​ได้นั้น​ อาจจำ​เป็น​ต้องมีบางคนเสียสละ​ความฝันของตน ​เพื่อให้ผู้อื่น​ได้ประสบ​ความสำเร็จ ดังเช่นแก​ที่​ต้องละทิ้ง​ความฝันของตนเอง ​เพื่อรักษา​ความฝันของลูกชาย​เอาไว้
​แต่น่าประหลาดใจ​ที่​ความฝันของลูกชายแกนั้น​ ​ได้พาให้ครอบครัวห่างไกลกันออก​ไปทุกขณะ ​และแกเองก็ชักเริ่ม​จะไม่แน่ใจแล้ว​ว่า นั่น​คือคำตอบ​ที่แก​ต้องการอยู่​จริง ๆ​

เสียงถกเถียงระคนยั่วเย้า​ระหว่างไอ้จ้อย​กับพ่อแม่ของมัน ดังขึ้น​ในหัวอีกครั้ง ในมุมมองของคนอื่น ๆ​ อาจ​จะรู้สึกอิจฉาใน​ความสำเร็จของแก​และครอบครัว ​แต่​ถ้าหากมี​ใครมาถามถึง​ความรู้สึกลึก ๆ​ ​ที่ซ่อนอยู่​ภายในจิตใจ ​เมื่อเปรียบเทียบถึง​ความแตกต่างในวิถีชีวิตของแก​กับพ่อแม่ของไอ้จ้อยแล้ว​ แกก็ไม่อาจปฏิเสธ​ได้ว่า แกเองต่างหาก​ที่รู้สึกอิจฉา ​ความอบอุ่นในชีวิตบั้นปลายของพ่อแม่ไอ้จ้อย

ในวัยใกล้ฝั่งเช่นนี้ ​จะมีสิ่งใดดี​ไปกว่าการ​ที่มีลูกหลานคอยดูแลอยู่​ใกล้ ๆ​ ช่วงเวลาของแกบนโลกใบนี้​กำลัง​จะหมดลง​ไป หาก​เป็น​ไป​ได้ สิ่ง​ที่แกคาดหวังก็​คือการ​ได้​ใช้เวลาช่วงสุดท้ายของชีวิต​กับคน​ที่แกรักให้นาน​ที่สุด

ทันใดนั้น​แกก็นั่งตะลึงอยู่​​กับ​ที่ ​เมื่อเพิ่ง​จะนึกถึงเรื่อง​ราวหนึ่ง​ขึ้น​มา​ได้
กี่ปีแล้ว​นะ​ที่แกออกมาจากบ้าน กี่ปีแล้ว​นะ​ที่พ่อแม่พี่น้อง​จะรอคอยการกลับ​ไปของแก ก่อน​ที่แก​จะเกิดมาพ่อ​กับแม่เคยมี​ความฝันใดๆ​อยู่​บ้างหรือเปล่า ​และ​เมื่อแก​ได้เกิดขึ้น​มา มี​ความฝันใดบ้าง​ที่พ่อ​กับแม่ของแก​ต้องละทิ้งมัน​ไป​เพื่อรักษา​ความฝันของแก​เอาไว้
ครั้น​เมื่อนึกถึงตรงนี้ แกก็พลันผุดลุกขึ้น​อย่างรวดเร็วด้วยใบหน้าอันซีดเผือด พลางเอ่ยคำระร่ำระลักขึ้น​มาว่า

"พ่อจ๋า แม่จ๋า อย่าเพิ่งจากฉัน​ไปนะ ฉัน​กำลังกลับ​ไปหา อย่าเพิ่งจากฉัน​ไปไหนนะ ฉัน​จะรีบกลับ​ไปหา"
ร่างนั้น​ก้าวเท้าเดินออกมาด้วยอาการสั่นเทาราว​กับทารก​ที่เสียขวัญ ​และ​แต่ละเท้า​ที่ก้าวย่าง​ไป กลับเปี่ยมด้วย​ความหวังอันเบาโหวงว่า แกคงยังไม่สายเกิน​ไป​ที่​จะกลับบ้าน

 

F a c t   C a r d
Article ID A-3510 Article's Rate 3 votes
ชื่อเรื่อง เพียงลมพัดผ่าน
ผู้แต่ง ทิดอินทร์
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๔๖๓ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๓ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๔
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : เล็ก โยธา [C-18127 ], [49.228.250.245]
เมื่อวันที่ : 01 มี.ค. 2554, 10.32 น.

คุณทิดอินทร์มี​ความ​สามารถในการพรรณนา​และ​ใช้ภาษาเก่งมาก
ครับ​ ​ถ้า​ได้พล็อตเรื่อง​​ที่แรง ๆ​ ผมว่าอนาคตไกลครับ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : จุฑา [C-18168 ], [223.204.69.239]
เมื่อวันที่ : 07 มี.ค. 2554, 23.48 น.

​ต้องขอบคุณ คุณทิดอินทร์​ที่อุตส่าห์เข้า​ไปเยี่ยมชมงานเขียนของผมทุกชิ้น ผมหวังว่า ผม​จะ​ได้อ่านงานชิ้นใหม่ของคุณเร็วๆ​ นี้นะครับ​

ก่อนอื่น ผมขอออกตัวว่า ผมไม่เก่งวิจารณ์ ยิ่งพูด ยิ่งอาจเข้าดงพงไพร​ไปก็​ได้

งานเขียนของคุณทิดอินทร์เรื่อง​นี้ ผมว่า​ใช้ภาษาเด็ดขาดมาก ผม​ต้องบอกตรงๆ​ ว่า ผม​เป็นคน​ที่ไม่มานั่งบรรจง​ใช้ภาษาละเมียดเหมือนคุณ เห็นแล้ว​​ต้องรู้สึกชื่นชมมากใน​ความปราณีต ละเอียดของการบรรยาย

​แต่มัน​จะติดขัดตรงท้ายเรื่อง​ ผมนึกสงสัยว่า ชายชราผู้​ที่ละทิ้ง​ความฝันการ​เป็นนักร้อง แปรเปลี่ยนมา​เป็นการส่งลูกชายทำงานจน​ได้ดิบ​ได้ดีนั้น​ ทำไมจู่ๆ​ มาคิดถึงพ่อแม่ตัวเอง​เอาจนป่านนี้ แบบว่าไม่เคยคิด ไม่เคยติดต่อเลย​เหรอ ​ถ้าในเรื่อง​ส่อ​ความหมายเช่นนี้จริงๆ​

ผมว่า ย่อมทำให้เรื่อง​ขาดน้ำหนักในตอนจบอย่างน่าเสียดายมาก ​แม้การขมวดเรื่อง​ให้คิดถึงพ่อแม่​ที่ตัวเอกจากมา ดูเหมือน​เป็นจุดสรุป ​แต่มองดีๆ​ ​เป็นคล้ายการเปิดให้เห็นจุดอ่อนด้วย เหมือนนักมวยปล่อยการ์ด ​จะน๊อกคู่ต่อสู้ ​แต่ก็​สามารถโดนสวน​ได้ง่ายๆ​ เช่นกัน

ด้วย​ความเคารพ

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : ทิดอินทร์ [C-18169 ], [124.122.150.119]
เมื่อวันที่ : 08 มี.ค. 2554, 07.34 น.

คุณจุฑา วิจารณ์คล้าย​กับคุณเรวัตร์ พันพิพัฒน์เลย​ครับ​
คุณเรวัตร์ บอกไว้ว่าหลายครั้ง​ที่เรื่อง​นี้ขาดเหตุผลสนับสนุนอย่างเพียงพอ ​ซึ่งผมมาวิเคราะห์ดูแล้ว​มีประเด็นหลักๆ​อยู่​สามจุดครับ​
๑.​คือตอนตัดสินใจกระโดดขึ้น​ท้ายรถขนเครื่องดนตรีของไอ้หนุ่มชัย
๒.​คือตอน​ที่ แม่ใหญ่จันทร์ตัดสินใจยกลูกสาวให้คนจรหมอนหมิ่นเสียดื้อๆ​
๓.​คือตอน​ที่ชายชราตัดสินใจกลับบ้าน
​ซึ่งผมยังไม่​ได้ลงมือแก้ไข​ทั้งสามจุดนี้เลย​ ​แต่คาดว่า ไม่เกินสัปดาห์หน้า ​จะปรับปรุงแก้ไขงานครับ​

ขอบคุณคุณจุฑานะครับ​ ​ที่แวะมาเยี่ยมชม
ช่วยกันชี้แนะเช่นนี้แหละ​ครับ​ งานของเราจึง​จะพัฒนา​ไป​ได้เรื่อยๆ​

ด้วยจิตคารวะครับ​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น