นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๒๘ มกราคม ๒๕๕๔
มืออาชีพ
ทิดอินทร์
...​​แม้ว่าห่างจากกรุงเทพฯไม่ถึงหนึ่ง​​ร้อยกิโลเมตร ​​แต่ชีวิตของคน​​ที่นี่กลับดูไม่เร่งรีบ ผิด​​กับวิถีชีวิตของผู้คนในเมืองหลวง ​​ที่ต่าง​​ต้องแย่งชิงกันแทบ​​จะทุกอย่าง ตั้งแต่เรื่อง​​ทำมาหากิน เรื่อง​​นอน เรื่อง​​ขับถ่าย ​​แม้กระทั่งการเสพสังวาส ทุกชีวิตดู​​จะเร่งรีบ​​ไปเสียหมดราว​​กับ...
แสงสีทองเริ่มจับขอบฟ้า ส่องให้เห็นตึกรามบ้านช่องในชุมชนอันล้าสมัยสลัวทึมเทา ​และในใยนวลของแสงนั้น​ยัง​ได้ทำให้ภาพ​ที่มองเห็น แลดู​ทั้งเก่าแก่​และขลังกว่า​ความ​เป็นจริง หรือนั่น​เป็น​เพราะเพียงอุปาทานของผมเอง

ควันไฟโขมงลอยปะปน​กับกลิ่นของเนื้อไก่ย่าง ​ที่สุกแล้ว​ก็ถูกนำมาเรียงไว้บนถาด​ที่รองด้วยใบตอง ​ที่รอการย่างก็ยังคงถูกแช่​ทั้งไม้เสียบอยู่​ในกะละมังหมัก กลิ่นกระเทียม พริกไทย​และเครื่องหมักเครื่องปรุง คละคลุ้งอยู่​ในบรรยากาศอันสดชื่นของยามเช้า​
ครั้นมีเสียงลูกค้าร้องสั่ง แม่ค้าไก่ย่างจึงรีบกุรีกุจอห่อไก่ลงใบตอง​ซึ่งถูกฉีกเตรียมไว้สำหรับห่อไก่ย่าง​และข้าวเหนียวอยู่​ข้างใต้รถเข็น ​เมื่อ​ความร้อนของไก่​และข้าวเหนียวกระทบถูกใบตองก็​จะเกิดกลิ่นอีกอย่าง ​ที่ช่วยกล่อมเกลาให้รสชาติรู้สึกหอมหวนชวนกิน
​ความรู้สึกเช่นนี้ทำให้ผมนึกถึง​ความทรงจำของมื้อเช้า​ในวัยเด็ก จนน้ำลายเริ่มสอขึ้น​มาทันที ​แต่ยังก่อน เช้า​ ๆ​ อย่างนี้ผมยังไม่อยาก​จะกินอะไร​ลง​ไป

ผมเดินทอดน่อง​ไปเรื่อย ๆ​ ก็พบ​กับพ่อค้าแม่ขาย ​ซึ่งต่างพากันมาตั้งรถเข็น​และโต๊ะพับอยู่​ริมทางสองข้างถนน ​ที่ถูกเข้าใจ​และตกลงตรงกันว่านี่​คือตลาดเช้า​ ​โดยปราศจากโครงสร้างใด ๆ​ ในลักษณะ​ที่​เป็นตลาดสดเช่นในตัวเมืองใหญ่ ๆ​ ​และ​แม้อาจ​จะดูยุ่งยากอยู่​บ้างในยามฤดูฝน ​แต่ด้วย​ความเคยชินตามวิถีของผู้คนในพื้น​ที่ จึงทำให้ไม่รู้สึกว่า​ สิ่งนั้น​มัน​คือปัญหา

​แม้​จะห่างจากกรุงเทพฯไม่ถึงหนึ่ง​ร้อยกิโลเมตร ​แต่วิถีชีวิตของคน​ที่นี่กลับดูไม่เร่งรีบ ผิด​กับผู้คนในเมืองหลวง ​ที่ต่าง​ต้องแย่งชิงกันแทบทุกอย่าง ตั้งแต่เรื่อง​การทำมาหากิน เรื่อง​​ที่หลับ​ที่นอน เรื่อง​ขับถ่าย ​แม้กระทั่งการเสพสังวาส ทุกชีวิตดู​จะเร่งรีบ​ไปเสียหมดราว​กับคนเสียสติ

ต่างกัน​กับ​ที่นี่ ผมจึง​ได้เห็นภาพของแม่บ้าน​ที่ออกมาเดินจ่ายตลาดแล้ว​ยังมีเวลาถามไถ่สาระทุกข์สุขดิบ​ระหว่างกัน บ้างก็ตะโกนถามหาเลขเด็ดประจำงวดหน้า บ้างก็ถามหาข่าวคราวลูกสาวลูกชายของ​เพื่อนบ้าน ​ที่​ไปทำงานหรือเรียนต่อในเมืองหลวง ด้วยน้ำเสียงอันแสดงถึง​ความห่วงหาอาทรกันอย่างจริงใจ กลับทำให้ผมยิ่งรู้สึกคิดถึงบ้านในต่างจังหวัดมากขึ้น​ทุกที

นานมากแล้ว​​ที่ผมไม่​ได้กลับ​ไป ไม่รู้ว่าทำไม ​ทั้ง​ที่เคยตั้งใจหลายครั้งแล้ว​ว่า ผมอยาก​จะกลับ​ไปเยี่ยมบ้านเกิด ​แต่​เมื่อถึงเวลา ผมก็มักมีเหตุขัดข้อง​ไปเสียทุกคราว หรือเหตุผลเหล่านั้น​เกิดจาก​ความรู้สึกหวาดหวั่น​และละอายแก่ใจ จนกลาย​เป็นข้ออ้าง ​เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า​กับผู้คนในครอบครัว ​โดยเฉพาะครูสอนวิชาจริยธรรมเช่นพ่อ

บ้านเดิมของผมอยู่​​ที่อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ​ซึ่งไม่ถือว่าไกลมากนักหากดูจากระยะทาง จากเขตบางกะปิ​ไปก็ประมาณเก้าสิบสามกิโลเมตร ​ใช้เวลาเดินทางเพียงหนึ่ง​ชั่วโมงครึ่งก็ถึงแล้ว​ ​ซึ่งสภาพแวดล้อมของคน​ที่นั่น ก็แทบไม่ต่างจากคน​ที่นี่ หาก​จะมีก็แค่เพียงสำเนียงคำพูดเท่านั้น​​ที่แปลกออก​ไป ​เพราะ​ที่โพธาราม คนมักพูดคุยกันด้วยด้วยสำเนียง​ที่เหน่อ ๆ​ ​ซึ่งผมเองก็ยังแอบคิดว่า ออก​จะเหน่อกว่าคนสุพรรณบุรีเสียด้วยซ้ำ ​แต่นั่นก็​เป็นอีกหนึ่ง​เอกลักษณ์​ที่ทำให้ผมภาคภูมิใจในถิ่นเกิด

ผมเดินทอดน่อง​เพื่อซึมซับบรรยากาศชีวิตยามเช้า​ในชนบท ​เพื่อทดแทน​ความรู้สึก​ที่โหยหามานาน ​เพราะนาน ๆ​ จึง​จะมีโอกาส​ได้ออกมาสัมผัส​กับ​ความรู้สึกเช่นนี้สักครั้ง ​และก็นับว่า​เป็นโชคดี ​เมื่องานรับจ้างแบบชั่วครั้งในคราวนี้ นายของผม​ได้จัดสรรให้มาลงในชุมชนเล็ก ๆ​ เช่น​ที่นี่​พอดี

ครั้นชมตลาด​และพื้น​ที่อย่างถ้วนทั่ว กระทั่งฟ้าสางเริ่มพอมองเห็นลายมือแล้ว​ ผมจึงมาหยุดอยู่​ตรงร้านกาแฟแบบดั้งเดิมตาม​ที่หมายตา​เอาไว้ ​เมื่อเหลือบลง​ไปมองดูนาฬิกาบนข้อมือ ก็พบว่าขณะนี้เพิ่งหกโมงครึ่ง ยังมีเวลาอีกมากโข ผมจึงถือโอกาสนั่งผ่อนคลายก่อน​ที่​จะรับ​กับ​ความตึงเครียด ​เมื่อ​ต้องถึงเวลาลงมือทำงาน ด้วยการเติมคาเฟอีน​และนิโคตินลงสู่กระแสเลือดอีกสักหน่อย​

"เฮียครับ​ ผมขอกาแฟร้อน​กับไข่ลวกสองฟองครับ​"
เจ้าของร้านรูปร่างอ้วนใหญ่ศีรษะล้านเลี่ยน ​ซึ่งมีลักษณะหน้าตาเชื้อสายแบบคนไทยมากกว่าคนจีน​ที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมา ​แต่ก็อย่างว่าแหละ​ครับ​ ​เพราะงานนี้​แต่เดิมนั้น​​เป็นอาชีพ​ส่วนใหญ่ของคนไทยเชื้อสายจีน ดังนั้น​คำเรียกหากัน​ระหว่างลูกค้า​กับผู้ขายจึงมัก​จะ​ใช้คำว่า "เฮีย" ​ไปทั่วทุกหัวระแหง จนแทบ​จะเรียก​ได้ว่า นั่น​คือชื่อประจำตำแหน่งของคนขายกาแฟแบบดั้งเดิม​ไปเสียแล้ว​

"เฮีย" ขยับแว่นเลนส์หนานิดหนึ่ง​ ​เพื่อหวัง​จะมองดูผมให้ชัดเจนขึ้น​ คง​เป็นด้วยเหตุ​ที่แกไม่คุ้นหน้า ​และ​เมื่อเห็นอย่างถนัดตาแล้ว​ว่าผมไม่ใช่คนถิ่นนี้ แกจึงหันกลับ​ไป​ใช้นิ้วมืออันหยาบกร้าน ​ซึ่งมีซอกเล็บแทบ​จะ​เป็นสีดำสนิทด้วยคราบกาแฟเกาะสะสม ลงมือทำงานตามหน้า​ที่ของแกอย่างคล่องแคล่ว ​ทั้งลีลาการแกะกระป๋อง แล้ว​​ใช้ช้อนดีดผงสีดำลงแก้วตูดแคบอย่างแผ่วพลิ้ว จึงค่อย​ใช้กระบวยตักน้ำร้อนเทตามลง​ไป จากนั้น​จึงถึงขั้นตอนการเติมนมข้นหวาน ​ซึ่ง​แม้ว่าการตักตวง​จะไม่มีอะไร​มาก ​แต่การตวัดช้อน​เพื่อปาดรอยยืดอันเหนียวข้นนั้น​เหมาะเหม็งจนผมแทบ​จะปรบมือให้เลย​ทีเดียว

"​เอาปลาหรือเปล่า"
แกถามห้วน ๆ​ ​เมื่อวางแก้วกาแฟ​และไข่ลวกลง พลางเขม่นสายตามองใบหน้าผมอีกครั้ง
ในคำถามของแกคง​จะหมายถึง "ปาท่องโก๋" ผมจึงเลือก​ที่​จะพยักหน้าแทนคำตอบ
"มีหนังสือพิมพ์มั้ยครับ​ เฮีย"
ผมร้องถาม ​เมื่อรู้สึกว่า​เช้า​นี้ยังขาดอะไร​​ไปสักอย่าง แกจึงเดินกลับ​ไป​ที่ตู้เครื่องกาแฟ ​เพื่อหยิบหนังสือพิมพ์ประจำเช้า​วันนี้มาโยนลง​ที่โต๊ะ แล้ว​หันกลับ​ไปทำหน้า​ที่ให้ลูกค้ารายต่อ​ไป

หนังสือพิมพ์ฉบับ​นี้คงเพิ่ง​จะเดินทางมาถึงร้าน​ได้ไม่นาน ​เพราะฉบับ​ของ​ส่วนข่าวสาร​และ​ส่วนบันเทิงยังคงพับรวมอยู่​ด้วยกัน ผมจึงดึง​ส่วนบันเทิง​ซึ่งไม่ค่อยมีเนื้อหา​ที่ผมสนใจนักวางไว้บนโต๊ะ แล้ว​จึงคลี่กางฉบับ​​ส่วน​ที่​เป็นหน้ารายงานข่าวสารประจำวันในบ้านเมืองออก

​เมื่อกางเสร็จ ​และไล่สายตาอ่านข่าวพาดหัวเรียบร้อย​แล้ว​ ผมก็แทบ​จะเลย​ผ่านข่าวในกรอบรูปเล็ก ๆ​ สี่ห้าข่าว ​ซึ่งกินพื้น​ที่ครึ่งหนึ่ง​ของหน้าหนังสือพิมพ์ ด้วยเหตุ​ที่ผมเอือมระอา​กับข่าวรุนแรง ประเภทฆ่า ๆ​ แกง ๆ​ กันอย่างไม่เว้น​แต่ละวัน ผมรู้ว่านั่น​คือจุดขายของหนังสือพิมพ์ ​แต่ผมก็อดเกิดคำถามไม่​ได้ว่า มันมากเกิน​ไปหรือเปล่า ​ที่หนังสือพิมพ์​ต้องลงภาพอุบัติเหตุสยองขวัญ ภาพยิงกันหัวแบะตายจนแทบ​จะ​ได้กลิ่นคาวเลือดโชยออกมาจากหน้ากระดาษ ผมเบื่อเต็มที ​โดยเฉพาะไอ้กลิ่นคาวเลือดนั่น ยิ่งในเช้า​ของวัน​ที่อากาศบริสุทธิ์เช่นนี้ ผมเลือก​ที่​จะผ่าน​ไปยังหน้าบรรณาธิการเลย​ดีกว่า

ในหน้า​ที่สาม ตรงกรอบล่างด้านขวาสุดของ "กิเลนประลองเชิง" ถือว่า​เป็นบท​ความ​ที่สำคัญสำหรับผมเพียงกรอบเดียวของหนังสือพิมพ์​ทั้งฉบับ​ ​เพราะหากในวัน​ที่มีงานยุ่งจนเวลาเหลือน้อยสำหรับการอ่านหนังสือพิมพ์ ผมก็​จะเลือกอ่านบท​ความในกรอบนี้เพียงบท​ความเดียว

ผมจำไม่​ได้ว่าเริ่มชอบบท​ความนี้ตั้งแต่​เมื่อไหร่​และทำไม ​แต่​เมื่อลองถามจาก​ความรู้สึกในตอนนี้แล้ว​ ก็คง​ต้องตอบ​ได้ว่า ผมชอบใน​ความลื่นไหลของสำนวนภาษา ​ทั้งคำอุปมาอุปมัย การกระทบกระเทียบเปรียบเปรยอย่างมีชั้นเชิง ​และนัยยะบางประการอันแสดงถึง​ความ​เป็นพหูสูตของผู้เขียน จนกลาย​เป็นแรงบันดาลใจให้ผมคิดอยาก​จะ​เป็นนักเขียนนักข่าวเช่นเดียวกัน​กับ​เขาเลย​ทีเดียว

​และบท​ความในวันนี้ ก็ทำให้ผม​ได้รับรู้ถึง​ความกว้างไกลของ​พระธรรมไตรปิฎก ​เมื่อ "กิเลนประลองเชิง" ​ได้เล่าเรื่อง​พุทธประวัติของ​พระพุทธรูปปางห้ามสมุทรหรือปางห้ามญาติ อันมีสาเหตุเกิดจาก กาลครั้งหนึ่ง​ แม่น้ำโรหิณีเกิดเหือดแห้งด้วยภาวะฝนแล้งมิตก​ต้องตามฤดูกาล ​เป็นเหตุให้ชาวนาในเมืองกบิลพัสดุ์ของฝ่ายพุทธบิดา ​กับชาวนาในเมืองเทวทหะของฝ่ายพุทธมารดา ​ที่เคย​ใช้น้ำทำนาร่วมกันมา​โดยตลอด เกิดทะเลาะเบาะแว้งกัน​เพื่อแย่งน้ำในการทำนา เริ่มแรกก็​เป็นเพียงการวิวาท​ระหว่างบุคลแล้ว​จึงค่อยลุกลามใหญ่โต จนกระทั่งใน​ที่สุด ​ทั้งสองเมืองเกิดการยกทัพมาประชิดชายแดน​เพื่อทำสงครามชิงน้ำกัน

เห็นดังนั้น​ ​พระพุทธองค์จึงเสด็จมา​เพื่อห้ามทัพ​พระญาติ​ทั้งสองฝ่าย ​และ​ได้แสดงธรรมจนทำให้กองทัพ​ทั้งสองหันกลับมาคืนดี​และสมานสามัคคีกันเช่นกาลก่อน ด้วยเหตุนี้พุทธศาสนิกชนจึง​ได้เล็งเห็นคุณอัศจรรย์แห่งอนุสัสนีปาฏิหาริย์ ​เป็นเหตุให้สร้าง​พระพุทธรูปปางห้ามสมุทรหรือปางห้ามญาติขึ้น​มา
​เมื่อจบนิทานในพุทธชาดก "กิเลนประลองเชิง"จึงนำมาสรุปเปรียบเทียบ​กับกรณีการแย่งชิงผลประโยชน์ ​และ​ความขัดแย้งในเชิง​ความคิด ​ซึ่ง​กำลังเกิดขึ้น​ในสถานการณ์บ้านเมือง จน​เป็นเหตุให้เกิดการรบราฆ่าฟันกันในหมู่พี่น้องร่วมชาติ แล้ว​ทิ้งท้ายให้ข้อคิดไว้อย่างแยบยลจนผมอด​ใคร่ครวญตามไม่​ได้

หลังอ่านบท​ความนั้น​จบลง คนห่างไกล​พระพุทธศาสนาอย่างผม ​ที่รู้จัก​กับ​พระธรรมไตรปิฎกแค่เพียงชื่อ​และปก จึงมี​ความศรัทธามากยิ่งขึ้น​ ใน​ความกว้าง​และลึกของ​พระคัมภีร์ประจำศาสนา ​ที่ผมถูกบังคับให้เลือกนับถือตามเส้นทาง​ความเชื่อของปู่ย่าตายาย หรือหาก​จะว่ากันให้ชัดก็คง​ต้องบอกว่า ในการเลือกนับถือศาสนาพุทธของผมนั้น​ คงเริ่มจากการระบุลงในใบแจ้งเกิด​ที่พ่อ​กับแม่ของผม​ได้ทำไว้​กับนายทะเบียนประจำอำเภอ ​ซึ่ง​เป็น​ไปตามธรรมเนียมปฏิบัติ ​โดยไม่​ได้สอบถาม​ความสมัครใจของผมก่อน ว่าอยากเลือกศรัทธาในศาสนาใด ​และหากถึงถามผมในตอนนั้น​ ผมก็คงตอบไม่​ได้ ​เพราะ​กำลังนอนร้องอุแว้อุแว้อยู่​ในเปล

​แต่ก็ช่างเถอะ​เมื่อเวลาล่วงเลย​มาหลายปี ​และผมก็​ได้เรียนรู้ว่าทุกศาสนาย่อมสั่งสอนให้ผู้คน​เป็นคนดี คน​ที่ไม่​ได้ใส่ใจในวิถีแห่งมรรคเช่นผม ​เมื่อถึงเวลา​ที่​ต้องทำธุรกรรม จึงกรอกในช่องว่างของเอกสาร​โดยการระบุว่า นับถือศาสนาพุทธ ไม่​ได้หวนมาใส่ใจ
ผมขยับสายตาขึ้น​​ไป​ที่หน้าข่าวในบทบรรณาธิการ ​แต่วันนี้ก็ไม่มีอะไร​มาก​ไปกว่าหัวข้อการปรับสูตรทางการเมือง ​ซึ่ง​เป็นการประลอง​กำลังกัน​ระหว่างฝ่ายรัฐบาล​และฝ่ายค้าน ​และการคุมอำนาจต่อรอง​ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเอง การแบ่งโควต้าเก้าอี้รัฐมนตรี ​ซึ่งยิ่งอ่านผมก็ยิ่งงงถึง​ความคิดของผู้คนเหล่านี้ ด้วย​แม้ว่าบ้านเมือง​จะเดือดร้อนด้วยปัญหา​ที่รุมเร้ามากเพียงใด ​แต่ทำไมพวก​เขาเหล่านั้น​ยังห่วงใยผลประโยชน์​ส่วนตน ​และแสดงท่าทีราว​กับว่าประชาชนนั้น​​กำลังกินหญ้า จึงมองไม่ออกว่า พวก​เขา​กำลังทำอะไร​กัน หรือว่าประชาชนอย่างเรา ๆ​ ก็กินหญ้ากันจริง ๆ​ จึง​ได้เลือกผู้แทนเช่นนั้น​​ไปนั่งอยู่​ในสภาฯ ​แต่ก็ช่างมันเถอะ ​เพราะการเลือกตั้งคราว​ที่แล้ว​ผมก็ไม่​ได้​ไป​ใช้สิทธิ ​เพราะไม่เคยคิดว่า เสียงเดียวของผมนั้น​​จะแก้ปัญหาของชาติ​ได้จริง ๆ​

ขณะ​ที่​จะหันกลับ​ไปอ่านในกรอบของ โจ๊ก โอเปร่า ​ซึ่งมัก​จะนำข่าวแบบกวน ๆ​ ขำ ๆ​ จากทั่วทุกมุมโลกมาลงไว้ให้รู้ว่า โลกใบนี้มีเรื่อง​ราวอะไร​แปลก ๆ​ พลันผมก็เกิดเปลี่ยนใจด้วยอยาก​จะอ่านรายงานข่าวผลฟุตบอล คู่​ที่ผมควักกระเป๋าแทง​ไป​เมื่อวานนี้ ถึง​แม้ผม​จะทราบผลการแข่งขัน​ซึ่งรายงานมาในระบบส่งข้อ​ความของโทรศัพท์มือถือตั้งแต่​เมื่อตอนตีสามกว่า ๆ​ แล้ว​ว่า ผมถูกกินเรียบจนแทบสิ้นเนื้อประดาตัว​ไป​กับทีม​ที่ผมรัก ​แต่กระนั้น​ก็ยังอยากรู้​ความ​เป็น​ไปในตารางคะแนนของทีม​ที่ผมเชียร์อยู่​

​แต่เดิมนั้น​ผมก็ไม่​ได้คิด​ที่​จะเล่นการพนันเช่นคนอื่น ๆ​ ​เขาหรอก เพียงเริ่มจากการติดตามผลคะแนน ​เพื่อเชียร์ทีมรักของผมในการชิงแชมป์ถ้วยพรีเมียร์ลีกทางเว็บไซด์เท่านั้น​ ​แต่​เมื่อในวงสังคม ​ทั้ง​เพื่อนฝูง​ที่อยู่​ร่วมกันในสายอาชีพการงาน ต่างก็พูดคุยถึงเรื่อง​ราวบวกลบ​และผลกำไร​ที่แทง​ไปใน​แต่ละวัน กระทั่งผมเองเริ่มชาชิน​และเห็น​เป็นเรื่อง​ปกติ นานวันเข้า​เมื่อพรรคพวกมีโพย​ที่​เอามาจากโต๊ะรับพนันเหลืออยู่​ ผมจึงถือโอกาสนั้น​กาเล่น ๆ​ ​กับ​เขาบ้าง กระทั่งกลาย​เป็นกิจวัตรประจำวัน​กับ​เพื่อนร่วมงาน​ไปเสียแล้ว​

ยิ่งทุกวันนี้โต๊ะรับพนันแทงบอลนั้น​พัฒนา​ไปมากกว่าเดิม ​เพราะเพียงแค่พิมพ์คำว่า "ผลฟุตบอล" เข้า​ไปในเว็บไซด์กลูเกิ้ล ก็​จะปรากฏรายชื่อเว็บไซด์​ที่รายงานผลการแข่งขันฟุตบอล​และคำเชิญชวนให้ร่วมเดิมพันผ่านระบบออนไลน์กันให้พรึบ ​เมื่อ​เป็นเช่นนั้น​ ไอ้​ที่รัฐบาล​เขาคุยกันนักคุยกันหนาว่า​กำลังปราบปราม ผมก็เห็นไล่ไม่ทันไอ้พวกนี้สักที มี​แต่​จะเพิ่มมากขึ้น​ทุกวัน นี่ขนาดผมยังรู้เลย​แล้ว​ตำรวจ​ซึ่งมีหน้า​ที่กำ​กับดูแล​เขา​เอาหู​เอาตา​ไปไว้ไหนกัน จึงไม่​สามารถจัดการ​ได้สักที หรือว่า​กำลังหาหญ้ากินกันอยู่​

"นี่ไอ้หนุ่มเอ็งเห็นข่าวนี้หรือเปล่า"
เสียงชายสูงอายุดังขึ้น​​พร้อม​กับยื่นมือเหี่ยว ๆ​ มาเขย่าข้อศอก ​เพื่อให้ผมลดแผ่นหนังสือพิมพ์​ที่กางเสียเกือบเต็มพื้น​ที่นั้น​ลง​เพราะหวัง​จะสนทนาด้วย ทำให้ผมเพิ่งรู้สึกตัวว่ามีสมาชิกใหม่เข้ามานั่งร่วมโต๊ะกาแฟ แกคง​เป็นสมาชิกขาประจำในสภากาแฟแห่งนี้ จึงทำให้กล้าพูดคุย​กับคนแปลกหน้าเช่นผมอย่างไม่รู้สึกเคอะเขิน ​และ​เมื่อผม​ได้มองเห็นแกอย่างเต็มตา ผมก็แทบ​จะเผลอปล่อยเสียงหัวเราะออกมาดัง ๆ​ ด้วยรู้สึกว่า​คนแถวนี้ช่างนิยมไว้ผมทรงหัวล้านกันเสียเหลือเกิน ดีหน่อย​​ที่ลุงคนนี้แกยังมีผมสีดอกเลาดกหนาปกคลุมอยู่​เหนือใบหู​ทั้งสองข้าง อย่าง​ที่​เขาเรียกกันว่า "ดงช้างข้าม" ขณะ​ที่เฮียเจ้าของร้านกาแฟนั้น​ ไว้ผมทรงหัวล้านแบบ "ทุ่งหมาหลง"

"ข่าวอะไร​หรือลุง" ผมถามกลับ​ไป​เพื่อรักษามารยาท มากกว่า​จะสนใจ​ใคร่รู้เนื้อหาของกรอบภาพในหน้าหนึ่ง​ ​ที่ชายชรา​กำลัง​ใช้นิ้วชี้เหี่ยว ๆ​ นั้น​จิ้มลง​ไป
"ข่าวนี่ไง "ดับเซียนพนันฟุตบอลขาใหญ่​เพื่อล้างหนี้" โอ้โหยมันยิงซะหมดแมกซ์ ​จะแค้นอะไร​กันนักกันหนาหนอ" ลุงแกตอบกลับมา​พร้อมลมหายใจ​ที่ค่อย ๆ​ ระบายออกอย่างรู้สึกสังเวช

"คง​ไปเบี้ยวหนี้​เขาล่ะมั้งลุง ​เขาถึง​ได้มายิง​เอา"
ผมตอบกลับ​ไปอย่างไม่ค่อยเต็มเสียงนัก ​เพราะอย่าง​ที่บอกนะแหละ​ครับ​ ว่าผมไม่ค่อยชอบข่าว​ที่แฝงกลิ่นคาวเลือดเช่นนี้เลย​ แค่นึกถึงผมก็เอียนจนแทบ​จะอาเจียนเสียแล้ว​
"อืม มันคง​จะจ้างมืออาชีพมาเก็บเลย​นะเนี่ย ดูสิยิงซะหมดแมกซ์ คงคิด​จะไม่ให้รอดเลย​แหละ​"
แกกล่าวต่อแถมพยายามชี้​ที่กรอบข่าวในหน้านั้น​ให้ผมดู
​เมื่อผมเห็นแล้ว​ว่าบทสนทนาคง​จะไม่จบลงง่าย ๆ​ แน่ ผมจึงพับเก็บหนังสือพิมพ์​ส่วน​ที่อ่านค้างไว้ลง แล้ว​ขยับแขนยกขึ้น​มาดูนาฬิกา​ที่ผูกไว้บนข้อมือ
"​เอาน่ายังเช้า​อยู่​ ยังมีเวลาก่อน​จะเริ่มงานอีกถมถืด นั่งคุย​เป็น​เพื่อนแก้เหงาให้แก​ไปก่อนดีกว่า"
ผมนึกในใจก่อน​จะหัน​ไปยิ้ม​และสบตา​กับแก
"ลุงรู้​ได้ยังไงหรือครับ​ ว่า​เป็นมืออาชีพยิง" ผมกลับมาต่อบทสนทนาด้วยประโยคคำถาม
"อ้าว...​เอ็งก็ดูในข่าวนี่สิวะ คนธรรมดา​ใคร​เขา​จะมีปืนกล็อก​ใช้ เนี่ยหนังสือพิมพ์บอกว่า "พบปลอกกระสุนปืนกล็อกเกลื่อนบริเวณ​ที่เกิดเหตุ​ซึ่งคาดว่าน่า​จะมาจากปืนกระบอกเดียวกัน" แสดงว่ามัน​ต้อง​เป็นมืออาชีพแน่ ๆ​" แกตอบกลับมาพลางชี้นิ้วไล่อ่านตามตัวอักษรในภาพข่าว ​เพื่อ​เป็นหลักฐานยืนยัน

"​แต่ผมว่า ​ถ้ามือปืน​เป็นมืออาชีพจริงอย่างลุงว่า มันก็น่า​จะยิงเข้า​ที่สำคัญแค่นัดสองนัดก็พอละมั้งครับ​ ไม่น่า​จะยิงจนหมดแมกซ์ให้เปลืองกระสุน ราคาก็ไม่ใช่ถูก ๆ​ นะครับ​กระสุนแบบนี้" ผมแกล้งแย้งแกกลับ​ไป​เพื่อต่อบทสนทนาให้ยืดยาว มากกว่า​จะสนใจ​กับเหตุ​และผล​ที่​เป็นจริง​เป็นจัง

"ก็นั่นนะแหละ​ ก็​เพราะว่ามัน​เป็นมืออาชีพไง ถึงไม่เสียดายค่ากระสุนเล็ก ๆ​ น้อย ๆ​ อย่างโบราณ​เขาว่า ฆ่าควาย​ต้องไม่เสียดายเกลือไง" แกพยายามหาเหตุผลมาสนับสนุน ขอสันนิษฐานของแกต่อ จนผมชักเริ่มสงสัยว่า ตกลงแก​กำลังนึกสังเวชเหยื่อหรือว่า​กำลังชื่นชมต่อ​ความ​เป็นมืออาชีพของมือปืนกันแน่

"อืม...​ก็คง​จะจริงอย่างลุงว่านะแหละ​"
ผมอือ ๆ​ ออ ๆ​ อย่างตัดบท ​เพราะเกรงว่า​ความเห็น​ที่เริ่มขัดแย้ง​กับแก​จะลุกลามบานปลาย​ไปกันใหญ่ ​โดยเฉพาะไอ้เสียงแหลม ๆ​ สูง ๆ​ ในตอนท้ายนั้น​ คง​กำลังเริ่มแสดงนิสัยการ​เอา​แต่ใจตัวเองของแก หรือไม่ก็เกิดขึ้น​​เพราะระดับฮอร์โมน​ที่ไม่​ได้​เป็น​ไปตามปกติด้วยวัย​ที่สูงขึ้น​ จึงทำให้แกมีอารมณ์แบบขึ้น​ ๆ​ ลง ๆ​

​เมื่อเห็นว่าผมเงียบ​ไป แกก็คง​จะเริ่มรู้สึกตัวว่า​ได้เผลอแสดงอารมณ์ฉุนเฉียวออกมา จึงพับหนังสือพิมพ์ฉบับ​หน้าข่าวนั้น​ลง ​เป็นผลให้แสงแดด​ที่กระทบ​กับตู้กระจกร้านกาแฟแล้ว​สะท้อนกลับเข้ามาแยงนัยน์ตาของผม ทำให้​ต้องขยับปีกหมวกแก๊ปให้ต่ำลง​เพื่อบดบังแสงนั้น​

"มาเ​ที่ยวหรือหนุ่ม" แกเปิดบทสนทนาอีกครั้งด้วยน้ำเสียง​ที่ราบเรียบเช่นก่อนหน้า
"มาทำงานครับ​" ผมตอบออก​ไปตาม​ความ​เป็นจริง
"อากาศเย็นหน่อย​นะ ​ที่นี่ตอนเช้า​ ๆ​ ก็​เป็นแบบนี้แหละ​ ​ถ้าอยู่​นานหน่อย​ก็​จะชิน"
แกกล่าวต่อพลางส่งสายตามามองมือ​ทั้งสองข้างของผม ​ที่สวมถุงมือสีดำอยู่​
ผมเผยยิ้ม​ที่มุมปากแทนคำตอบ

"มาจากไหนล่ะ" แกถามอีกครั้งหลังจากวางแก้วกาแฟลง
"กรุงเทพฯครับ​" ผมตอบสั้น ๆ​ ก่อน​ที่​จะหยิบซอสถั่วเหลืองเหยาะลงในแก้วใส่ไข่ลวก ตามด้วยพริกไทยอีกนิดหน่อย​พอให้ดับกลิ่นคาว แล้ว​จึง​ใช้ช้อนคนให้สีน้ำตาลเข้มของซอสถั่วเหลือง สีขาวของไข่ขาว​และสีเหลืองของไข่แดงคละเคล้าเข้าด้วยกัน จากนั้น​ก็ยกแก้วขึ้น​แตะริมฝีปากแล้ว​จึงค่อยปล่อยไข่ลวกรสกร่อย ๆ​ ​แต่อุ่นลิ้นให้ไหลลงสู่ลำคอ
"ลูกสาวข้าก็อยู่​กรุงเทพฯ ​แต่แหม...​" แกเอ่ยขึ้น​มาด้วยเสียงสูงอีกครั้ง ก่อน​ที่​จะหยุด​ไปแบบครึ่ง ๆ​ กลาง ๆ​ คล้าย​กับ​กำลังชั่งใจว่า​จะเล่าต่อดีหรือไม่

ผมวางแก้วเปล่าลงแล้ว​ยกข้อมือขึ้น​มาดูนาฬิกาอีกครั้ง ครั้น​เมื่อเห็นว่ายังพอมีเวลาเหลืออยู่​ ​และน้ำเสียงสูง ๆ​ เช่นนั้น​กลับกระตุ้นให้ผมรู้สึกกระหาย​ใคร่รู้ขึ้น​มา จึงทำให้ผมตัดสินใจถามแกกลับ​ไปอีกว่า
"ลูกสาวลุง​เป็นอะไร​หรือครับ​"
ชายชราเหลือกเปลือกตา​ที่ยับด้วยรอยเหี่ยวย่น ขึ้น​มามองดูหน้าผมอีกครั้งอย่างชั่งใจ แล้ว​ถอนลมหายใจออกมาแรง ๆ​ คล้าย​กับเรื่อง​ราว​ที่แก​กำลัง​จะเล่านั้น​​เป็นเรื่อง​​ที่ลำบากใจอย่างยิ่ง

"ลูกสาวข้านะรึ...​ มันหลงผัวจนลืมพ่อ"
"ตั้งแต่มันเข้า​ไปเรียนต่อ​ที่กรุงเทพฯจนกระทั่งจบ มันก็แทบ​จะไม่เคยกลับมาบ้านเลย​ ไอ้ข้าก็มีลูกอยู่​แค่คนเดียวก็​คือมันนะแหละ​ แม่มันก็ตาย​ไปตั้งแต่มันยังตัวเล็ก ๆ​ ข้าก็อดทนทำมาหากินเลี้ยงดู​โดยไม่ยอมหาเมียใหม่ ก็​เพราะว่าข้านะกลัว​จะเหมือน​กับในหนัง ​ที่แม่เลี้ยง​จะคอยกลั่นแกล้งลูกเลี้ยงตอนลับหลัง แล้ว​นี่ดูซิ พอมันเรียนจบออกมาจน​ได้ทำงาน​ที่ธนาคาร แทน​ที่มัน​จะสนใจกลับมาหาข้าบ้าง ว่าเวลา​ที่ข้าอยู่​คนเดียวเนี่ย ​จะกิน​จะนอนยังไง โทร​ไปหามัน มันก็อ้าง​แต่ว่างานยุ่ง ไม่ค่อยมีเวลา ​แต่ข้าก็รู้นะว่า ไอ้​ที่มันไม่ยอมกลับมานะ ​เพราะมันมัว​แต่หลงผัวมันอยู่​"

จบคำบอกเล่าอย่างยืดยาว แกก็ควักบุหรี่ตรารวงข้าวแบบไร้ก้นกรองออกมาจุด ผมจึงถือโอกาสนั้น​ควักบุหรี่กรองทิพย์ออกมาจุดบ้าง ​เพื่อดับกลิ่นคาวไข่ไก่​ที่ค้างอยู่​ในช่องปาก
"อ้าว...​.แล้ว​ลูกสาวลุงเรียนจบก็​แต่งงานเลย​เหรอ"
ผมแกล้งถามกลับ​ไป ​เพราะรู้สึกว่า​เรื่อง​ราวมันน่า​จะมีอะไร​ซับซ้อนกว่านั้น​
"เปล่าหรอก มันยังไม่​ได้​แต่งงานกัน แรก ๆ​ ตอน​ที่มันเรียนจบแล้ว​ทำงานใหม่ ๆ​ มันก็กลับบ้านมาหาข้าบ่อยดีอยู่​หรอก ​แต่สักพักพอมันเริ่มมีแฟน มันก็ไม่ค่อยยอมกลับมา ช่วงหลัง ๆ​ ข้าก็​เป็นห่วง กลัวว่ามัน​จะโดนหลอก ก็เลย​ให้มันพาแฟนมาเ​ที่ยวหา​ที่บ้านบ้าง ​จะ​ได้รู้จักหน้าค่าตากัน​เอาไว้"

"แหม...​อีตอนก่อน​จะพาแฟนมา มันก็เล่าเสียอย่างดิบอย่างดีเลย​นะว่า แฟนมันนะ​เป็นหมอ ไอ้ข้าก็หลงดีใจ เลย​​เอา​ไปคุยเสียแปดบ้านเก้าบ้านว่า​จะ​ได้ลูกเขย​เป็นหมอ ​แต่ครั้นมาเจอตัวจริงเข้า พอซัก​ไปซักมา แฟนมันถึง​ได้ยอมสารภาพว่า มัน​เป็นจิตแพทย์อยู่​โรงพยาบาลบ้า ข้าก็ของขึ้น​เลย​ซิ หนอย...​มาหลอกกัน​ได้ อีลูกสาวข้านะแหละ​ตัวดี กลัว​จะไม่​ได้ผัวจนถึง​กับ​ต้องมาหลอกพ่อ" แกเล่าพลางใส่อารมณ์อันเดือดดาลจนผมแทบ​จะหัวเราะออก​ไปด้วย​ความขบขัน ในเรื่อง​ราว​ระหว่างพ่อตา​กับลูกเขยคู่นี้

"โธ่ลุง...​​เขาก็ไม่​ได้โกหกนี่นา จิตแพทย์เนี่ย​เขาก็เรียกหมอเหมือนกัน"
ผมแกล้งกระเซ้าต่อด้วยเสียงหึหึในลำคอ อย่างพยายาม​ที่​จะสะกดกลั้นเสียงหัวเราะ​เอาไว้
"เออ...​มันก็หมอจริง ๆ​ ​แต่เสือก​เป็นหมอรักษาคนบ้า นี่​ถ้าอยู่​​กับคนบ้านาน ๆ​ มันก็​จะไม่กลาย​เป็นบ้า​ไปด้วยหรอกเหรอ ​ถ้ามันเกิด​เป็นบ้าขึ้น​มาจริง ๆ​ แล้ว​มาทำร้ายลูกสาวข้าล่ะ ข้า​จะทำยังไง ข้ายิ่งมีลูกสาวอยู่​คนเดียวด้วย ป้องกันไว้ก่อนดีกว่ามาแก้ทีหลัง​จะดีกว่ามั้ย ข้าก็เลย​บังคับให้พวกมันเลิกกัน"

แกหยุดสูดควันเข้าปอดนิดหนึ่ง​แล้ว​พ่นออกมา​เป็นเส้นยาว แล้ว​จิบน้ำชา​เป็นการล้างคอ จากนั้น​จึงเล่าต่อว่า "​แต่พวกมันก็ไม่ยอมเลิกกัน แถมยังหอบผ้าหอบผ่อน​ไปอยู่​กินด้วยกัน ​ทั้ง​ที่ยังไม่​ได้จัดพิธี​แต่งงาน ไม่​ได้สู่ขอตามประเพณี ข้าก็เลย​บอก​กับพวกมันว่า ​ถ้าอย่างงั้นก็ไม่​ต้องกลับมาให้ข้าเห็นหน้าอีก พวกมันก็เลย​ไม่ยอมมาจริง ๆ​ "

นั่นไงล่ะ ใน​ที่สุดแกก็ยอมสารภาพออกมา ผมนึกแล้ว​ว่าเรื่อง​ราวมันคง​ต้องมีมากกว่านั้น​แน่ อยู่​ ๆ​ ลูกสาวคนเดียว​ที่แกส่งเสียให้เรียนจนจบมีอนาคตมีการงาน​ที่ดี ​จะมาทิ้งแกง่าย ๆ​ ผมว่ามันก็กระไรอยู่​ นี่พวก​เขาคงกลัวว่า​จะถูกพ่อกีดกัน​ความรักหรือบังคับให้เลิกกันอีกกระมัง จึงไม่ยอมพากันกลับมาหาแก

ผมขยับข้อมือ​เพื่อดูนาฬิกาอีกครั้ง จึงเห็นว่าเวลาเริ่มงวดลงทุกขณะ ​พร้อม ๆ​ ​กับ​ความตึงเครียด​ที่ค่อย ๆ​ เพิ่มขึ้น​ตามลำดับ มือ​ทั้งสองข้างของผมเริ่มมีเหงื่อซึมออกมา ผมมัก​จะ​เป็นเช่นนี้ทุกครั้ง​เมื่อ​ต้องลงมือทำงาน ​แต่ในเรื่อง​ราว​ที่ชายชรา​กำลังเล่าให้ฟังนั้น​ ผมกลับรู้สึกว่า​ยังมีอะไร​บางอย่างอยู่​ จึงถามแกกลับ​ไปอีกครั้งว่า
"แล้ว​ยังไงต่อละครับ​ลุง"

คราวนี้แกถอนลมหายใจเบา ๆ​ ออกมาอีกครั้ง ​ทั้งด้วยแววตา​และอารมณ์​ที่แลดูอบอุ่นขึ้น​กว่าก่อนหน้านั้น​มาก แล้ว​แกก็แหงนมองขึ้น​​ไปบนท้องฟ้า​และนิ่งเงียบอยู่​ครู่ใหญ่ ผมเห็นเช่นนั้น​จึงหันกลับมาเตรียมตัว​เพื่อลงมือทำงานด้วยนึกว่าแก​จะเลิกเล่าแล้ว​ ​แต่ทันใดนั้น​ชายชราก็พลันระบายเสียงนุ่มนวลออกมาอย่างแผ่วเบาว่า
"ผ่าน​ไปสามปี มัน​ทั้งสองคนผัวเมียก็กลับมาอีกครั้ง ก็​เมื่อหกเดือนก่อนนี่แหละ​ ​แต่คราวนี้มันมีลูกสาวอายุประมาณหนึ่ง​ขวบกลับมาด้วย ลูกสาวของมันนะดันหน้าตา​ไปเหมือนผัวมันเสียด้วย ​แต่ข้าก็ไม่รู้สึกชังน้ำหน้าหรอกนะ ​เพราะครึ่งหนึ่ง​ของเด็ก มันก็มีเลือดของลูกสาวข้าอยู่​ด้วย"

"แล้ว​ผัวมันบอกว่า​จะมาทำพิธีขอขมา ​และผูกข้อไม้ข้อมือกันให้ถูก​ต้องตามประเพณี ​แต่ข้าก็ยังยืนกรานคำเดิม ว่าให้พวกมันเลิกกัน แล้ว​ให้ลูกสาว​กับหลานสาวกลับมาอยู่​​กับข้า ไม่​ต้องกลัวหรอกไอ้เรื่อง​อดตายนะ ไร่นาข้าก็มี​เป็นร้อย ๆ​ ไร่ ราคาเดี๋ยวนี้ก็ไม่ใช่ถูก ๆ​ ขายแค่ไม่กี่แปลง พวกมัน​ใช้กันจนตายก็ไม่หมดหรอก"
"​แต่พวกมันก็ไม่ยอมเลิกกันอีก ​โดยเฉพาะอีนางลูกสาวตัวดีของข้าน่ะแหละ​ มันรีบพาลูกพาผัวหนีกลับ​ไปกรุงเทพฯเลย​ ข้าก็เลย​บอก​กับมัน​ไปว่า ​ถ้ามันไม่ยอมกลับมา ก็อย่าหวังเลย​ว่า ​ถ้าข้าตายแล้ว​​จะยกทรัพย์สมบัติให้"

แกหยุดลงอีกครั้งแล้ว​ค่อยหันมาจับจ้องมองหน้าผมด้วยแววตา​ที่ขึงขังอีกครั้ง ราว​กับว่าผม​เป็นลูกเขยนอกจารีตของแกอย่างนั้น​แหละ​ ​แต่ด้วยเวลา​ที่​จะ​ต้องลงมือทำงาน​ได้กระชั้นเข้ามา ผมจึงไม่อยากใส่ใจ​กับแกมากนัก ​เพราะ​ต้องหันกลับมาสำรวจดูอุปกรณ์​ที่​จะ​ใช้ทำงานก่อน
"ข้าไม่รู้หรอกว่าพวกมัน​จะเชื่อหรือเปล่า ​แต่ข้าก็ไม่​ได้แค่ขู่หรอก ลูกสาวของข้ามันก็คง​จะรู้ว่าข้าน่ะ​เอาจริง ยิ่งไอ้หมอรักษาคนบ้านั่น ​ถ้าเดาไม่ผิดข้าว่า ​ที่มันไม่ยอมเลิก​กับลูกสาวข้าเนี่ย ก็คง​เป็น​เพราะมันอยาก​ได้​ที่ดินข้าด้วยน่ะแหละ​ ​แต่อย่าหวังเลย​ว่าพวกมัน​จะ​ได้ ข้า​จะขายแล้ว​​เอาเงินทำบุญให้หมด ​แม้​แต่สตางค์แดงเดียว ข้าก็​จะไม่ให้พวกมัน"
แกหยุดนิดหนึ่ง​ก่อน​ที่​จะยกกระเป๋าหนังดำ ๆ​ ด่าง ๆ​ ขึ้น​มาวางบนโต๊ะแล้ว​เล่าต่อว่า
"เนี่ย ข้าก็เพิ่งขาย​ที่ดินแปลงแรก​ไป ​ได้มาสองล้าน ก็เลย​นัดท่านสมภารว่า​จะแวะ​เอา​ไปถวายตอนหลังฉันเช้า​นี้แหละ​"

​เมื่อสิ่ง​ที่ไม่คาดฝันพลันเกิดขึ้น​ จึงทำให้ผมถึง​กับ​ต้องตกตลึง ด้วยนึกไม่ถึงว่า ชายชราท่าทางซอมซ่อผู้นี้​จะหิ้วกระเป๋า​ที่บรรจุเงินถึงสองล้านบาท​ ติดตัวมานั่งกินกาแฟตอนเช้า​ด้วย
"โอ้โฮลุง...​ ทำไมลุงไม่ให้คนซื้อ​เขา​เอาเข้าธนาคารให้ล่ะ แล้ว​ค่อยตีเช็คให้วัดทีหลัง ทำไมลุงถึงใจกล้าอย่างงี้ เล่นหิ้วกระเป๋าเงินสองล้านเดินโทง ๆ​ อย่างงี้ไม่กลัว​ใคร​เขามาปล้นมาจี้​เอาหรอกเหรอ"
ผมตกใจจนแทบ​จะตะโกนถามแกออก​ไปดังๆ​
"โฮ้ย...​​เอาเข้าธนาคารทำไมให้มันยุ่งยาก แล้ว​​ต้องมาทำเรื่อง​เช็คเรื่อง​เชิคอะไร​นั่นอีก วุ่นวายเปล่า ๆ​ ก็ข้าไม่​ได้อยาก​ได้เงินนี่หว่า ไม่อย่างงั้นข้า​จะ​เอา​ไปทำบุญทำไม ​ถ้า​ใครมันอยากปล้น ข้าก็ยกให้มัน​ไปเลย​​จะ​เป็นไร ไม่เห็น​ต้องกลัวเลย​ ​ใครมันอยาก​ได้ก็ให้มัน​ไปสิ ถือว่าทำบุญเหมือนกัน"

คำตอบของแกเล่น​เอาผม​ต้องตกตลึงด้วย​ความ​ที่คาดไม่ถึง ​แต่ก็จริงของแกน่ะแหละ​ ใน​เมื่อแกไม่อยาก​ได้ แกก็​จะหวงทำไมให้เปล่าประโยชน์ คิดแล้ว​ผมก็อดขันตัวเองไม่​ได้ ​ที่เผลอ​ไปนึก​เป็นห่วง​เป็นใยแก ​แต่แล้ว​ในคำตอบนั้น​ ก็ทำให้ผม​ต้องนึกทบทวนเรื่อง​ราวของแกอีกครั้ง นี่​ถ้าไม่เข้าใจเหตุผลใน​ความทิฐิ​ที่​ต้องการ​เอาชนะลูกสาว​และลูกเขยของแกแล้ว​ละก็ ผมก็คง​จะเข้าใจว่าแก​เป็นคนธรรมะธรรโม​ที่ปราศจาก​ความโลภ​และไม่ยึดติด​กับวัตถุใด ๆ​ อย่างแน่นอน

ราว​กับว่าแก​กำลังรู้สึกดีขึ้น​​ที่​ได้ระบายเรื่อง​ราวต่าง ๆ​ ให้​ใคร​ได้ฟัง ​แต่ผมเชื่อว่า ทุกคน​ที่มีโอกาส​ได้ผ่านเข้ามาในชีวิตของแก ก็คง​จะ​ได้รับรู้เรื่อง​ราวเหล่านี้​ไปกันบ้างแล้ว​ ผมขยับข้อมือ​เพื่อดูนาฬิกาอีกครั้ง หน้าปัดมันบอกว่าเหลือเวลาอีกเพียงสองนาที ผมก็​จะ​ต้องลงมือทำงานแล้ว​ ​และชายชราคงเห็นอาการนั้น​เกิดขึ้น​​กับผมบ่อยครั้ง จึงถามขึ้น​ด้วย​ความรู้สึกรำคาญใจว่า
"​ได้เวลาทำงานแล้ว​หรือหนุ่ม"
ผมจึงพยักหน้าแทนคำตอบแล้ว​ล้วงมือลง​ไปในกระเป๋าเสื้อแจ๊คเก็ต
"อือ...​อย่างน้อยก็รู้สึกว่า​วันนี้ข้าโชคดีนะ ​ที่มี​เพื่อนคุย ​เพราะคนอื่น ๆ​ เดี๋ยวนี้มันไม่ค่อยมี​ใครอยาก​จะฟังเรื่อง​ราวของข้าแล้ว​" แกปิดบทสนทนาลงด้วยน้ำเสียง​ที่เศร้าสร้อย ผมจึง​ได้เข้าใจว่า เหตุใด​ทั้ง ๆ​ ​ที่โต๊ะ​ซึ่งผมนั่งร่วมดื่มกาแฟ​กับแกยังมี​ที่ว่างเหลืออยู่​อีกตั้งเยอะ ​แต่ไม่มี​ใครยอมมานั่งด้วย กลับพากัน​ไปนั่งกองกระจุกอยู่​​ที่โต๊ะด้านหลังของชายชรา

​แม้ว่า​จะรู้สึกสงสารแกขึ้น​มาบ้าง ​แต่ตอนนี้มันถึงเวลา​ที่ผม​จะ​ต้องลงมือทำงานแล้ว​
ผม​ใช้เวลาในการทำสมาธิประมาณห้าวินาที ​เมื่อมี​ความมั่นใจอย่างเต็ม​ที่ ผมจึงชักกระบอกเหล็กสีดำมะ​เมื่อมออกมาจ่อลง​ที่หน้าอกข้างซ้ายของชายชรา แล้ว​เหนี่ยวไกปืนลูกซองสั้นไทยประดิษฐ์​เป็นขั้นตอนสุดท้าย
"ตูม...​"

เสียงกัมปนาทราว​กับโลกแตก ทำให้หูของผมแทบ​จะดับ ​พร้อมกันนั้น​ควันจากเขม่าดินปืนก็ลอยฟุ้งขึ้น​อย่างตลบอบอวล พลันร่างอันบอบบางของชายชราก็ปลิวกระเด็นหงายท้องลง​ไปกองอยู่​​กับพื้นด้วยแรงปะทะของกระสุนปืน โต๊ะเก้าอี้แก้วน้ำชากาแฟของลูกค้ารายอื่น ๆ​ ​ที่นั่งอยู่​ด้านหลังก็กระเด็นกระดอนตกเรี่ยราดด้วยแรงกระแทกของร่างนั้น​

เฮียอ้วนหัวล้านเจ้าของร้านกาแฟ ​และลูกค้าแม่ค้าในตลาดสดดู​จะตกตลึงกันนิดหนึ่ง​ ก่อน​ที่​จะส่งเสียงกรีดร้องวี้ดว้าดโวยวาย บ้าง​ที่พอตั้งสติ​ได้ก็พากันนอนหมอบราบลง​กับพื้นทันทีด้วยเกรงว่า​จะโดนลูกหลง แล้ว​ทุกสายตาก็ต่างพุ่งมาจ้องดูท่าทีของผมอย่างตกใจ
แรงถีบของปืนขณะ​ที่เชื้อปะทุ​ได้จุดชนวนระเบิดในปลอกกระสุน ทำให้แขนข้างขวาของผมรู้สึกชา​ไปหมด ​แม้ว่าผม​จะรู้ผลของมันดีก่อน​ที่​จะเลือก​ใช้ปืนชนิดนี้​เป็นอาวุธสังหาร ​แต่​จะให้ทำอย่างไร​ได้ ใน​เมื่อนายของผม​ได้รับงานมาซ้อน ๆ​ กันสองวันติด หากผม​จะ​ใช้ปืนกล็อกเช่นเดียวกัน​กับเหยื่อราย​เมื่อวาน ก็คง​เป็นการทิ้งหลักฐานไว้ท้าทายอำนาจรัฐจนเกิน​ไป

ผมหัน​ไปมองดูร่างนั้น​อีกครั้ง ​แม้ว่าขาของแกยังมีอาการกระตุกอยู่​เบา ๆ​ ​แต่ผมก็มั่นใจว่าแก​ต้องตายอย่างแน่นอน ​ทั้งนึกเสียใจแทนแก​ที่มีลูกเขยเช่นนั้น​ ไอ้หมอโรคจิต​ที่หวัง​จะฮุบสมบัติ มันคงวางแผนไว้ตั้งแต่ตอนมาจีบลูกสาวของแกแล้ว​กระมัง จึง​ได้ถือโอกาสรวบหัวรวบหาง​เอาลูกสาวของแกทำเมีย ​เมื่อพ่อตาไม่ยอมเล่นด้วย มันเลย​จ้างให้ผมมายิงทิ้งซะ ​แต่ก็ช่วยไม่​ได้ ​ถ้าหากว่าแกไม่คิด​จะขาย​ที่ขายทางทิ้งให้หมด แกก็คงไม่​ต้องมาตายอย่างอเนจอนาถเช่นนี้

ผมหันกลับ​ไปมองดูบนโต๊ะอีกครั้ง แล้ว​ก็อดยิ้มขึ้น​มาไม่​ได้ ​เมื่อเห็นว่ากระเป๋าใบมอซอ​ที่บรรจุเงินสองล้านบาท​ยังคงวางอยู่​บนนั้น​ ​ซึ่งผมไม่เคยคาดฝันมาก่อนเลย​ว่า ​จะ​ได้มัน​เป็นของแถม ​และเงินจำนวนนี้ก็คงพอ​จะ​เป็นทุนให้ผม​สามารถทุ่มแทงทีมฟุตบอล​ที่ผมรัก​ไปจนถึงสิ้นฤดูกาล​ได้
ผมรีบคว้ากระเป๋าใบนั้น​ขึ้น​มาด้วยหมาย​จะกอดมันไว้ ​แต่แล้ว​ก็พลัน​ต้องหยุดชะงัก ​เมื่อเห็นว่าอีกด้านหนึ่ง​ของกระเป๋านั้น​แดงฉาน​ไปด้วยรอยเลือด ​ซึ่งคง​จะกระฉูดออกมาจากอกของชายชรา ขณะ​ที่โดนลูกกระสุนฉีกผ่านกล้ามเนื้อเข้า​ไปสู่หัวใจนะแหละ​
"เฮ้อ...​ เบื่อไอ้กลิ่นคาวเลือดจริง ๆ​ "

ผมเผลอสบถพลางส่ายหน้า​เมื่อกลิ่นนั้น​ลอยขึ้น​มาเตะจมูก แล้ว​ก้มลง​ไปมองดูนาฬิกาอีกครั้ง​เพื่อตรวจสอบเวลา ถึง​แม้ว่าผม​จะไม่​ได้เคร่งครัดในคำสอนอื่น ๆ​ ของพ่อ ​แต่ประโยคหนึ่ง​ของแก​ที่ผมจำ​ได้​และยังคงจำ​เป็น​ต้อง​ใช้มันอยู่​เสมอนั่น​คือ
"มืออาชีพ​ต้องรู้จักตรงต่อเวลา"
ผมกระชับกระเป๋า​ที่ถืออยู่​ในมือ ก่อน​ที่​จะหิ้วมันขึ้น​มาซ้อนรถมอเตอร์ไซด์ของผู้ช่วย ​ซึ่งผม​ได้นัดให้มันมารับตอนแปดโมงตรง

 

F a c t   C a r d
Article ID A-3508 Article's Rate 2 votes
ชื่อเรื่อง มืออาชีพ
ผู้แต่ง ทิดอินทร์
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๘ มกราคม ๒๕๕๔
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๔๑๙ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๙ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-18053 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 28 ม.ค. 2554, 14.07 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : อิติ [C-18054 ], [125.24.24.25]
เมื่อวันที่ : 28 ม.ค. 2554, 16.21 น.

ครั้นชมตลาด​และพื้น​ที่​ได้อย่างถ้วนทั่ว จนฟ้าสางเริ่มพอมองเห็นลายมืออย่างชัดเจนแล้ว​ ผมจึงมาหยุดอยู่​ตรงร้านกาแฟแบบดั้งเดิม ตาม​ที่หมายตา​เอาไว้ ​เมื่อเหลือบลง​ไปมองดูนาฬิกาบนข้อมือ ก็พบว่าตอนนี้เพิ่ง​จะหกโมงครึ่ง ยังมีเวลาอีกมากโขกว่า​จะถึงเวลาทำงาน ผมจึงถือโอกาสนั่งผ่อนคลายก่อน​ที่​จะรับ​กับ​ความตึงเครียด ​เมื่อ​ต้องถึงเวลาลงมือทำงาน ด้วยการเติมคาเฟอีน​และนิโคตินลงสู่กระแสเลือดอีกสักหน่อย​
"เฮียครับ​ กาแฟร้อน ไข่ลวกสองฟอง"

เจ้าของร้านรูปร่างอ้วนใหญ่ ​ซึ่งมีลักษณะรูปร่างหน้าตาเชื้อสายคนไทย มากกว่าแบบคนจีน​ที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมา ​แต่ก็อย่างว่าแหละ​ครับ​ ​เพราะอาชีพนี้​แต่เดิมนั้น​​เป็นอาชีพ​ส่วนใหญ่ของคนไทยเชื้อสายจีน ดังนั้น​คำเรียกหากัน​ระหว่างลูกค้า​กับผู้ขายจึงมัก​จะ​ใช้คำว่า "เฮีย" ติดตาม​ไปถ้วนทั่วทุกหัวระแหง จนแทบ​จะเรียก​ได้ว่า นั่น​คือชื่อประจำตำแหน่งของคนขายกาแฟแบบดั้งเดิม​ไปแล้ว​

***************************************
งานชิ้นนี้เข้าใจว่า เพิ่งเขียนเสร็จร้อนๆ​หรือเปล่า
จึงมีคำผิด​และคำเปลือง มากอยู่​พอสมควร
ข้างบน​เป็นเพียงบาง​ส่วน​ที่หยิบผม​ใคร่หยิบยกมา​เป็นตัวอย่าง

​แต่ก็อย่างว่าแหละ​ครับ​ ​เพราะอาชีพนี้​แต่เดิมนั้น​​เป็นอาชีพ​ส่วนใหญ่ของคนไทยเชื้อสายจีน

​แต่ก็อย่างว่าแหละ​ครับ​ ​เพราะอาชีพนี้​แต่เดิมนั้น​​ส่วนใหญ่​เป็นงานของคนไทยเชื้อสายจีน

---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​-


การเดินเรื่อง​ของมือปืน รายนี้ ผมว่าดูแล้ว​ยังขาด​ความ​เป็นมืออาชีพ
ขัดเกลา ทัดทอนให้ประโยคกระชับอีกหน่อย​ครับ​

ปล.​เป็น​ความเห็นต่างนะครับ​ ไม่​ต้องคิดมาก ยังใงเสีย ลองรอฟังท่านอื่นดูอีกที

ด้วย​ความ​เป็นมิตร

อิติ..ครับ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : ทิดอินทรื์ [C-18055 ], [223.24.81.188]
เมื่อวันที่ : 28 ม.ค. 2554, 18.43 น.

ขอบ​พระคุณมากครับ​พี่อิติ ​ที่ติดตามงานของผมมาตลอด
ตาม​ที่พี่คาดการณื์ลยครับ​ ผมคงใจเร้็ด่วน​ได้​ไปหน่อย​​เพราะ​ต้องรีบเดินทาง​ไปจ.เชียงใหม่ จัึโพสทันที​ที่เขียนเสร้็ จนงแล้ว​ผม​จะรีบกลับมาเกลา​โดยด่วนครับ​

ขอบคุณครับ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : นาม อิสรา [C-18056 ], [110.49.193.73]
เมื่อวันที่ : 29 ม.ค. 2554, 09.34 น.

พล๊อตดีเยี่ยมครับ​! อีกหน่อย​​เมื่อมือของคุณเข้าฝัก ผมก็คงสู้คุณไม่​ได้

​พร้อมกันนี้ผม​ได้ถือโอกาสแก้ไขตัดทอนงานเขียนชื้นนี้ของคุณให้ดู​เป็นตัวอย่างในห้อง"คุย​กับทิดอินทร์" 2 หน้ากระดาษด้วยนะครับ​ เชิญพลิก​ไปดู ​และเปรียบเทียบ​กับของเก่า ​ทั้งย่อหน้า วรรคตอน คำขาดคำเกิน มีอยู่​​พร้อมครับ​

​แต่ข้อสำคัญอย่า​ได้คิดว่าผม​คือผู้เก่งกล้า ​เพราะจริง ๆ​ แล้ว​ ขณะนี้ผมก็ยังมะงุมมะงาหราเหมือนคุณนั่นแหละ​ ​แต่มันเข้าทำนอง​ความผิดของตนมองไม่เห็น ​แต่ดัน​ไปเห็นของผู้อื่นอยู่​เรื่อย

​เพราะฉะนั้น​ ​เพื่อมิตรภาพ​และมิตรไมตรี ตลอดจนพัฒนางานเขียนร่วมกัน ผมจึงคิดว่าเรามาแลกเปลี่ยน​ความคิดเห็นกันอย่างเปิดเผยแบบนี้ดีกว่า

ไม่มีผิดถูกชัดเจนแบบขาว​กับดำ มี​แต่​ความจริงใจให้กัน​และกัน ดีไหมครับ​?

ไม่เห็นด้วย​กับ​ที่แก้ไขให้ดู, แบบไหน ,อย่างไร ขอให้แสดง​ความคิดออกมาให้เต็ม​ที่เลย​นะครับ​

​แม้ไม่อาจทนงตนว่า​เป็นคนใจกว้าง ​แต่ผมยินดีรับคำวิจารณ์อย่างเต็มใจอยู่​เสมอครับ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๕ : ทิดอินทรื์ [C-18057 ], [223.24.195.159]
เมื่อวันที่ : 29 ม.ค. 2554, 11.51 น.

พี่นามฯพี่อิติฯครับ​
ผมตอบข้อ​ความเหล่านี้ผ่านทางโทรศัพทื์ืื์ืมอถือหากมีข้อ​ความใดไม่ชัดเจน ตกหล่น​ต้องขออภัยด้วยนะครับ​

ตามคำชื่นชมของพี่นามฯผมแอบเขิน​และดีใจมากเลย​ครับ​ ​แม้ว่า​จะพอทราบระดับฝีมือของตัวเองดีอยัึู่่ัึู่ัึู่ ว่า ยังไม่เท่าไหร่ ​แต่ผมก้็ดคาดหวังในสิ่งนั้น​ไม่​ได้ครับ​
สำหรับข้อแนะนำของพี่นามฯ ​ที่จริงใจต่อการพัฒนาของผมเสมอมา ผมขอขอบคุณด้วย​ความรัึู้ัึ่ิ่สัึอ่ิ่มกเอมใจเป้็อนอย่างย่ิ่งครับ​
ด้วยจิตคารวะ​ทั้งสองท่านครับ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๖ : ลุงเปี๊ยก [C-18059 ], [124.120.83.3]
เมื่อวันที่ : 30 ม.ค. 2554, 14.22 น.

ผู้อ่าน​จะเดาออกว่า "ผม" ​เป็นมือปืนตั้งแต่กลางเรื่อง​​ที่เอ่ยถึงถุงมือสีดำ ​เพราะชื่อเรื่อง​ "มืออาชีพ" ​กับถ้อยสนทนาย้ำคำว่ามืออาชีพจนสังเกต​ได้ อย่างไรก็ตามเห็นด้วย​กับคุณนามฯว่าพล็อตเรื่อง​ดีครับ​ เชื่อว่าเขียนบ่อยขึ้น​​จะยิ่งดีขึ้น​​ไป​ได้อีกมาก สำคัญตรงอย่าใจร้อน อยากให้ทำให้ครบทุกขั้นตอน งานชนิดไหนก็เหมือนกันตรง​ความประณีต เขียนแล้ว​​ต้องอ่านทวน ​และขัดเกลาหา​ที่ผิด​และปรับปรุงให้ดี​ที่สุด เหมือนเล่นกีฬา เวลาตัดสินแพ้ชนะ​เขาเฉือนกันเพียงเสี้ยว ​ถ้าเราไม่พิถีพิถันในรายละเอียด​แม้​จะทำ​ได้ดี​แต่ก็​จะแพ้​ได้ง่ายน่าเสียดายครับ​ สำหรับทิดอินทร์ผมแนะนำให้พยายามหั่นต้นฉบับ​สำเนาแรกลงสัก ๑๐ ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ลองทำจน​เป็นนิสัย ​จะช่วยให้เรื่อง​มีทรวดทรงกระชับขึ้น​​ได้​โดยไม่เสียเนื้อ​ความ

ผมมองว่าผลงานดีขึ้น​เรื่อย ๆ​ ครับ​ ขอให้โชคดี

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๗ : ทิดอินทร์ [C-18063 ], [124.122.154.22]
เมื่อวันที่ : 01 ก.พ. 2554, 16.42 น.

ขอบ​พระคุณลุงเปี๊ยกมากครับ​ สำหรับคำแนะนำ ​ที่ส่งมาอย่างไม่ขาดสาย​และไม่เบื่อ​ที่​จะสั่งสอนครับ​
​และขอแสดง​ความยินดี​กับลุงเปี๊ยกอีกครั้งครับ​ สำหรับ​ความสำเร็จต้อนรับตรุษจีน(คราวก่อนผมแสดง​ความยินดีผ่านโทรศัพท์มือถือจึงไม่อาจเขียนอะไร​​ได้ยาวๆ​ครับ​)

วันนี้ผมเพิ่งเดินทางกลับมาจากแม่ฮ่องสอน ​และคิดว่าคืนนี้​จะลงมือแก้ไขต้นฉบับ​​ที่ยังไม่ราบรื่นดีของเรื่อง​มืออาชีพ ​และใน​พร้อมกันนี้ก็มีเรื่อง​ใหม่​ที่ขัดเกลาเสร็จแล้ว​มาให้​ได้อ่านกันครับ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๘ : เล็ก โยธา [C-18135 ], [49.229.70.107]
เมื่อวันที่ : 02 มี.ค. 2554, 15.50 น.

พล็อตเรื่อง​เยี่ยมครับ​ หักมุมดี
​และยังคงไม่ทิ้งลายในเชิงพรรณาอยู่​เหมือนเดิม

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๙ : กิตติกร รุ่งเรือง [C-18139 ], [110.168.122.245]
เมื่อวันที่ : 03 มี.ค. 2554, 03.33 น.

ขอบคุณมากครับ​พี่เล็ก จากภาพถ่ายในโพรไฟล์ก็ยืนยัน​ได้แล้ว​ว่า พี่เล็กวิศวะโยธาจริง
ยินดี​ที่​ได้รู้จัก​กับเอ็นตาเนียร์รุ่นพี่ครับ​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น