นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๐๘ มกราคม ๒๕๕๔
ผมเป็นผู้ชาย จนกระทั่ง
ทิดอินทร์
...​​แต่พ่อ​​กับแม่ก็ไม่เคยรับรู้​​ความรู้สึกลึกๆ​​บ้างเลย​​หรอกฮะว่า ​​เมื่อผม​​ต้องเข้าโรงเรียนในระดับชั้นประถมศึกษา แล้ว​​​​ต้องมาโดน​​เพื่อนๆ​​​​ทั้งผู้ชาย​​และผู้หญิงพากันเรียกว่า "อีแต๋ว" บ้าง "ไอ้แต๋ว" บ้าง ย้ำๆ​​ซ้ำๆ​​กันอยู่​​เช่นนั้น​​ตลอดระยะเวลาหกปี ผม​​จะมี​​ความ...
ผมไม่รู้ว่าควร​จะเริ่มเล่าเรื่อง​ราวปัญหา​ความสับสนในชีวิตของผมอย่างไรดี งั้น​เอาอย่างนี้ดีกว่าฮะ ​เอา​เป็นว่าผม​จะขอเล่าประวัติชีวิตคร่าวๆ​ของผมให้คุณฟัง แล้ว​เราค่อยมาช่วยกันวิเคราะห์ทีหลังว่า ปัญหา​ที่เกิดจาก​ความรู้สึกอันบิดเบี้ยวผิดธรรมชาติของผมนั้น​ ควร​จะมีทางออกอย่างไรดี

ผม​เป็นลูกคนเล็กของบ้าน พ่อของผม​เป็นนายทหาร​ส่วนแม่ของผม​เป็นครูประชาบาลอยู่​ในโรงเรียนประจำอำเภอ ​และอาจ​เป็น​เพราะผม​เป็นลูกคนสุดท้องก่อน​ที่แม่​จะตัดสินใจทำหมัน ดังนั้น​พ่อ​กับแม่จึง​ทั้งรัก​และหวงแหนมาก ​และด้วยเหตุผลนี้หรือเปล่า​ที่ทำให้พ่อผมตั้งชื่อจริงอันแสน​จะเชยให้แก่ผมว่า "สมบัติ"

​ส่วนชื่อเล่นนั้น​ด้วย​ความ​ที่ในตอนแรกเกิด แม่เล่าให้ฟังว่าผิวของผมขาวมาก จนทำให้ริมฝีปากนั้น​ดูแดงแจ๊ดแจ๋ แม่จึงตั้งชื่อเล่นให้ผมว่า "แต๋วแหว๋ว" ​เพื่อให้เหมาะสม​กับรูปร่างหน้าอันอวบอ้วนน่ารักน่าชังของผม ​ซึ่ง​แม้​จะขัด​กับ​ความรู้สึกของพ่อ ​แต่ด้วย​ความ​ที่พ่อ​เป็นคน​ที่รักแม่มาก พ่อจึงจำ​ต้องยินยอมโอนอ่อนตาม

​แต่พ่อ​กับแม่ก็ไม่เคยรับรู้​ความรู้สึกลึกๆ​บ้างเลย​หรอกฮะว่า ​เมื่อผม​ต้องเข้าโรงเรียนในระดับชั้นประถมศึกษา แล้ว​​ต้องมาโดน​เพื่อนๆ​​ทั้งผู้ชาย​และผู้หญิงพากันเรียกว่า "อีแต๋ว" บ้าง "ไอ้แต๋ว" บ้าง ย้ำๆ​ซ้ำๆ​กันอยู่​เช่นนั้น​ตลอดระยะเวลาหกปี ผม​จะมี​ความรู้สึกเช่นไร​กับตัวเอง

​และ​แม้ว่าการ​เป็นลูกคนสุดท้อง​จะดีตรง​ที่​ใครๆ​ก็ต่างคอย​เอาอก​เอาใจ จนทำให้ผมมีนิสัย​เอา​แต่ใจตัวเอง ทโมน​และซนแก่น​เพราะไม่ค่อยมี​ใครกล้า​ที่​จะดุว่าผมสักเท่าไหร่ ​แต่กระนั้น​ก็ยังมีสิ่ง​ที่ทำให้ผมรู้สึกอึดอัด​เป็นอย่างมาก ​เมื่อ​ต้องมารับช่วงของเล่น​และเสื้อผ้าต่อจากพี่สาวของผม​ทั้งสองคน ​โดยเฉพาะชุด​ที่มีสีสันหวานๆ​ อย่างชุดกางเกงขาสั้นสีแดง​และเสื้อสีชมพู​ที่ดูเหมือนแม่​จะชอบใจ​เป็นอย่างมาก​ที่​ได้จับผมมาสวมใส่ชุดนี้ ​และของเล่น​ซึ่ง​ส่วนใหญ่ก็หนีไม่พ้นพวกตุ๊กตุ่นตุ๊กตาหมีน้อยเก่าๆ​ ​ที่ผ่านชีวิตอันชอกช้ำมาอย่างโชกโชนจากพี่สาวของผมถึงสองรุ่น ​ซึ่งปัญหาของผมนั้น​ไม่​ได้อยู่​​ที่รอยเปื้อนหรือว่าคราบน้ำลายหรอกนะฮะ ​แต่มันติดอยู่​ตรง​ที่ของเล่นเหล่านั้น​ มันออก​จะขัด​กับ​ความรู้สึกของผม​เป็นอย่างมากเลย​แหละ​

ครั้งหนึ่ง​ผมจำ​ได้ว่า พ่อ​กับแม่เคยตั้งคำถาม​กับพวกเราเหล่าพี่น้อง​ทั้งสามคนว่า "​ถ้าหากลูกๆ​โตขึ้น​อยาก​จะ​เป็นอะไร​กัน"
"​เป็นคุณครูเหมือนแม่ค่ะ​" พี่สาว​ทั้งสองคนของผมตอบ​โดย​ที่แทบ​จะไม่​ต้องคิด แม่​ได้ยินดังนั้น​จึงอมยิ้มจนแก้มปริ ในขณะเดียวกันนั้น​ ผมก็พลัน​ได้เห็นแววตาอันเศร้าหมองลงของพ่อ ผมจึงบอกออก​ไปทันทีว่า

"อยาก​เป็นทหารเหมือนพ่อฮะ" ผมตอบด้วย​ความรู้สึก​ที่เห็นใจพ่อ ​และก็​ได้ผล ​เมื่อพ่อของผมแทบ​จะกระโดดตะโกนจนตัวลอยขึ้น​มาด้วย​ความดีใจ ​ที่เห็นผมอยาก​จะเจริญตามรอยเท้าของท่านบ้าง เล่น​เอาแม่มอง​และค้อนแล้ว​ค้อนอีกให้​กับเรา​ทั้งสองคน ​และในครั้งนี้นี่เอง​ที่ทำให้ผมรู้สึกว่า​ การ​ที่พ่อของผม​จะมี​ความภาคภูมิใจในตัวผมมากกว่าพี่ๆ​​ทั้งสองคน​ได้นั้น​ ผม​ต้องทำตัวอย่างไร ​ซึ่งก็ไม่ยากเลย​ ก็แค่พยายามทำตัวให้เข้มแข็งเหมือน​กับชายชาติทหารเช่นพ่อนั่นเอง

ดังนั้น​เอง ​เมื่อนานๆ​ครั้ง​ที่พ่อของผม​จะแอบซื้อง่ามหนังสะติ๊กหรือเบ็ดตกปลามาให้ผม ผมก็​จะดีใจ​เป็นอย่างมาก ​และหาก​เมื่อไหร่​ที่แม่เผลอหรือมีธุระ​ต้องออก​ไปนอกบ้านในวันหยุด พ่อก็​จะแอบพาผมวิ่งออกมายังชายทุ่งนาท้ายสวน ​เพื่อยิงนกตกปลากันตามประสาแห่ง​ความคึกคะนองของสองพ่อลูก ​ซึ่งเรื่อง​ราวเหล่านั้น​​จะ​ต้องเก็บ​เป็น​ความลับ​ระหว่างเรา​ทั้งสองคน ​เพราะหากปล่อยให้พี่สาวคนใดคนหนึ่ง​ของผมรู้เข้า ไม่นานเรื่อง​ราวเหล่านั้น​ก็​จะ​ต้อง​ไปถึงหูของแม่

​และหลังจากนั้น​ไม่นาน ​ทั้งพ่อ​และลูกคนเล็ก ก็​จะ​ต้องพบ​กับการเปิดชั่วโมงสอนวิชาพุทธศาสนา​และวิชาศีลธรรม​เป็นกรณีพิเศษจากแม่อย่างแน่นอน
​และด้วยอาชีพทหารของพ่อ​ที่​จะ​ต้อง​ไปเข้าประจำกรมกอง​ที่ตัวจังหวัด ​ซึ่ง​จะมีโอกาส​ได้กลับมาอยู่​​กับลูกๆ​​ได้เฉพาะในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ หรือในบางครั้งหากพ่อ​ต้องมีภารกิจในหน้า​ที่การงาน บางเดือนบรรดาลูกๆ​ก็อาจ​จะไม่มีโอกาส​ได้เจอหน้าของพ่อเลย​

ดังนั้น​จึงทำให้วิถีชีวิตอันทโมนของผมมีโอกาสน้อยลงทุกทีทุกที แล้ว​​ต้องกลาย​เป็นว่า ผม​ต้องคลุกอยู่​​กับยาย แม่ พี่สาวอีกสองคน​และกองตุ๊กตา มิหนำซ้ำในบางครั้งยัง​ต้องถูกบังคับให้คอยมา​เป็นลูกค้าของพี่สาว​ทั้งสองคน ​เมื่อพวกเธอพากันเล่น​เป็นแม่ค้าขายหม้อข้าวหม้อแกง ​ซึ่งก็อาจ​จะคง​เป็น​เพราะช่วงเวลาในตอนนี้กระมังฮะ ​ที่​ได้หล่อหลอมให้นิสัยของผมค่อยๆ​รู้สึกละมุนละไม ​และแอบรู้จักรักสวยรักงาม​โดยไม่รู้ตัว

เวลาผ่าน​ไปไวเหมือนโกหก ​เมื่อผม​ได้เติบโตขึ้น​มาจนกระทั่ง​ได้เข้า​ไปศึกษาชั้นมัธยมปลาย​ที่โรงเรียนสหศึกษาประจำจังหวัด ผมกล้าพูด​ได้​โดยไม่อาย​ใครเลย​ล่ะว่า ผมนั้น​หน้าตาดีกว่า​ใครๆ​ในโรงเรียน ​ทั้งผิว​ที่ขาวสะอาดรูปร่างสูงโปร่ง​แม้​จะออก​ไปทางบอบบางมากเกิน​ไปสักนิด

​แต่กระนั้น​ผมก็ยังดูดีกว่า​ใครๆ​ จึงไม่แปลกอะไร​​ที่​จะมีรุ่นน้องสาวๆ​มาคอยกรี๊ดกร๊าดอยู่​ข้างสนาม ในเวลา​ที่ผมแข่งขันบาสเก็ตบอล หรือกระทั่งบางครั้ง​ที่​เพื่อนๆ​หรือรุ่นๆ​น้องสาวๆ​มีปัญหา​กับ​เพื่อนผู้ชายคนอื่นๆ​ พวกเธอก็มัก​จะมาขอ​ความช่วยเหลืออยู่​เสมอ ​และทุกๆ​ครั้ง​ที่ผม​ได้เสนอหน้าเข้า​ไปไกล่เกลี่ยแกมข่มขู่ ไอ้​เพื่อนผู้ชายพวกนั้น​ก็​จะ​ต้องยอมถอยทัพ​กับ​ไปทุกที

จริงๆ​แล้ว​พวก​เขาไม่​ได้กลัวผมหรอกนะฮะ ​แต่​เขาเกรงใจพ่อของผมต่างหาก ​ซึ่งผมก็รู้ดี ​แต่ก็อดภาคภูมิใจไม่​ได้ ​และหลงติดอยู่​ในภาพลักษณ์แห่ง​ความเข้มแข็งเช่นนั้น​ จนผมเกือบ​จะลืม​ความอ่อนหวานของ​เมื่อครั้ง​ที่นั่งเล่นตุ๊กตุ่นตุ๊กตา ​และหม้อข้าวหม้อแกง​ไปเสียแล้ว​ จนกระทั่ง...​

หลังจากจบการศึกษาทางด้านสถาปัตยกรรมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยชื่อดังของรัฐ ผมก็เข้ามาทำงาน​เป็นน้องใหม่ในบริษัทบ้านจัดสรรอันใหญ่ยักษ์ ​และใน​ที่นี้เองผมจึง​ได้พบ​กับเค้าคนนั้น​ "พี่ชาญ" รุ่นพี่​ที่เคยศึกษาอยู่​ในสถาบันเดียวกัน ​แต่ผมก็ไม่ค่อย​จะมักคุ้น​กับเค้ามากนักหรอกฮะ ​เพราะตอน​ที่ผมเข้า​ไปศึกษาอยู่​ปีหนึ่ง​นั้น​ พี่ชาญเค้าก็​กำลังเรียนอยู่​ปีสุดท้าย ดังนั้น​เราจึงรู้จักกัน​ได้เพียงปีเดียว พี่ชาญก็ชิงเรียนจบ​ไปก่อนแล้ว​


​แต่กระนั้น​ด้วย​ความโดดเด่นของพี่ชาญ ก็ทำให้มีเรื่อง​ราวบาง​ส่วนประทับอยู่​ใน​ความทรงจำของผม พี่ชาญ​เป็นผู้ชาย​ที่มี​ความ​เป็นชายสูงจริงๆ​ ​ทั้งรูปร่างสูงโปร่ง​ที่อัดแน่น​ไปด้วยกล้ามเนื้อ ประกอบ​กับใบหน้าอันคมคายผิวเข้ม จึงทำให้มีสาวน้อยสาวใหญ่หลากรุ่นหลายคณะฯ พากันวนๆ​เวียนๆ​ผ่านเข้ามา​ที่คณะสถาปัตยกรรมของเรา ​เพื่อโปรยปรายเสน่ห์อยู่​อย่างไม่ขาดสาย

ดังนั้น​ในสมัย​ที่เรามีช่วงเวลาร่วมกันในมหาวิทยาลัยนั้น​ ผม​กับพี่ชาญจึงเปรียบเสมือน​เป็นคู่แข่งกัน ​โดยคนหนึ่ง​นั้น​ดูคมเข้ม ​ส่วนอีกคนก็​คือผม​จะออก​ไปทางสดใสน่ารัก(ผมไม่​ได้พูดเองนะฮะ สาวๆ​เค้าบอกมา) ทำให้สาวๆ​​ที่​จะวนเวียนเข้ามากรีดกรายโปรยปรายเสน่ห์​ต้องเลือก​เอาว่ามีรสนิยมแบบใด หรือบางคนก็อาจ​จะมีอยู่​​ทั้งสองแบบ จึง​ได้หว่านเสน่ห์อย่างไม่เลือกหน้า

​และด้วยเหตุนี้กระมัง ​ที่ทำให้ในระยะหลังก่อน​ที่พี่เค้า​จะจบออก​ไป พี่ชาญมัก​จะมองผมด้วยสายตาแปลกๆ​ ​ทั้งในบางครั้งก็คล้ายๆ​​กับ​กำลังส่งสายตาอันอบอุ่น บางครั้งก็ฉายแววกึ่งตำหนิ​เมื่อมีสาวๆ​​เอาดอกไม้มาให้ผม ​และบางครั้งก็แสดงท่าทางขึงขังปั้นหน้าเหมือน​กำลังงอนผมอยู่​อย่างงั้นแหละ​ ทำให้ผมอดสงสัยไม่​ได้ว่า มีหญิงสาวคนใด​ที่มาติดพันผมอยู่​นั้น​​เป็นคน​ที่พี่ชาญแอบชอบอยู่​หรือไม่ ​แต่จนแล้ว​จนรอด จนกระทั่งพี่ชาญเรียนจบออกมา ผมก็ไม่เห็นปรากฏว่า พี่ชาญ​จะเลือก​ใคร​เป็นแฟนเลย​สักคน

หลังจากนั้น​อีกสองปี ผมจึงเลือกเด็กสาวลูกครึ่งรุ่นน้อง​ที่หน้าตาน่ารักเหมือนคนหนึ่ง​มา​เป็นแฟน ท่ามกลางเสียงซุบซิบนินทา ​แต่ผมสาบาน​ได้เลย​ฮะว่าผมไม่เคยล่วงเกินใดๆ​ต่อเธอเลย​ นอกจากการหอมแก้ม ​เพราะผม​เป็นลูกทหารฮะ ผมจึง​ต้องพยายามรักษาศักดิ์ศรีเช่นเดียวกัน​กับพ่อของผม

​และ​เมื่อเรียนจนถึงปีสุดท้าย ผมจึง​ได้เปลี่ยนผู้หญิงใหม่แทนคนเดิม​ที่เริ่มห่างเหินกัน​ไปตามกาลเวลา​และอารมณ์ของวัยรุ่น ​ซึ่งน้องผู้หญิงคนใหม่​ที่คบ​กับผมมาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้นั้น​ เธอชื่อ "น้องพลอย" ​และเธอก็​เป็นเด็กสาว​ที่น่าตาดีไม่แพ้คนก่อนเลย​ทีเดียว ​แต่ต่างกันตรง​ที่คนนี้ดูอ่อนไหว​และบอบบางน่าทะนุถนอมกว่าเท่านั้น​ ​และ​ที่สำคัญ รูปร่างของเธอนั้น​เซ็กซี่ไม่เบาเลย​เชียวแหละ​ฮะ หน้าอกก็คัพ ซี ไซส์ ๓๖ เอว ๒๖ ​ส่วนสะโพกนั้น​เรียกว่าดินระเบิดเลย​ก็ว่า​ได้ฮะ

​แต่ถึงอย่างนั้น​ผมก็ยังคงยืนยันเช่นเดิมว่า ผมไม่เคยมีอะไร​​กับเธอเกินเลย​​ไปกว่าการประทับรอยจูบให้แก่กัน​และกันเลย​​แม้​แต่ครั้งเดียว ถึง​แม้ว่าเธอ​จะแสดงอาการยินยอมอย่างเต็มใจมาหลายครั้งแล้ว​ก็ตาม ​แต่ผมก็ไม่เคยล่วงเกินเธอเลย​ ใช่แล้ว​ฮะ ​เพราะผม​เป็นลูกทหารฮะ

​เมื่อครั้ง​ที่ผม​กับพี่ชาญ​ได้โคจรกลับมาพบกันอีกคราว​เมื่อสามปีก่อน ในวัน​ที่ผมเข้ามารายตัว​เพื่อทำงานในวันแรกนั้น​ ก็ดูเหมือนว่าพี่ชาญเค้า​จะดีใจมากเลย​หละฮะ เค้าตรงเข้ามาโอบกอดผมไว้เลย​ ทีแรกผมก็เข้าใจว่าพี่เค้า​กำลังดีใจ​ที่นาน​จะมีรุ่นน้องร่วมสถาบันเข้ามาทำงานด้วย

​แต่​ต่อมาในระยะหลังๆ​ผมจึงค่อยเริ่มรู้สึกว่า​ พี่ชาญมัก​จะ​ใช้สายตามองผมด้วยแววตา​ที่แปลกๆ​ ​ทั้งแลดูอบอุ่น​ทั้งสบสนอยู่​ในคราวเดียวกัน เหมือน​กับสายตา​ที่เคย​ใช้มองผมในช่วงสุดท้ายก่อน​ที่พี่เค้า​จะเรียนจบแล้ว​แยกจากมา

​และหาก​เมื่อเรามีโอกาสอยู่​กันเพียงลำพังลับหลังจาก​เพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ​ พี่เค้าก็มัก​จะปฏิบัติต่อผมด้วยกิริยา​ที่ต่างกันออก​ไป ​ทั้งชอบ​ใช้มือโอบกอดผมอยู่​บ่อยครั้ง หรือกระทั่งชอบจับมือผมไว้นานๆ​ บางครั้งก็ทำ​เป็นชวน​ไปกินข้าวกันสองต่อสองแบบทีเล่นทีจริง แรกๆ​นั้น​ผมก็ไม่​ได้คิดอะไร​มากหรอกฮะ ​แต่​เมื่อมา​ได้ยินว่าพี่เค้าครองตัวโสดมา​โดยตลอด ​โดยไม่ยอมสุงสิง​กับผู้หญิงคนใดเลย​ ผมก็ชักเริ่ม​ที่​จะเอะใจในอาการแปลกๆ​ของพี่ชาญ

​และก็อด​ที่​จะยอมรับตรงๆ​ไม่​ได้เลย​ว่า ผมเองนั้น​ ก็เริ่ม​ที่​จะรู้สึกอ่อนไหวระคนวูบวาบ​ไปตามกระแสแห่งการสัมผัสของพี่ชาญ ​ทั้ง​ที่ผมก็พยายาม​ที่​จะเตือนตัวเองให้ขัดขืนฝืน​ความรู้สึกเช่นนั้น​บ่อยครั้งแล้ว​ก็ตาม ​แต่ภายในจิตใจลึกๆ​แล้ว​ ผม​กำลังรู้สึก​ได้เลย​ว่า​ความเข้มแข็ง​ที่ผม​ได้สร้าง​เป็นเกราะห่อหุ้มตัวเอง​เอาไว้นั้น​ ​ได้ค่อยๆ​หลอมละลายลงทีละเล็กทีละน้อย

แล้ว​​ความอ่อนหวานจาก​ความทรงจำในวัยเยาว์ ​ที่เคยถูกเก็บซุกซ่อน​เอาไว้ก็​ได้ค่อยๆ​แผ่ขยายเข้ามาแทน​ที่ ​พร้อมๆ​กันนั้น​ ชื่อของ "พี่ชาญ" ก็​ได้เข้ามายึดพื้น​ที่ในหัวใจไว้ทีละเล็กทีละน้อย​และทุกวันๆ​ จนกระทั่งขณะนี้ไม่ว่า​จะ​เป็นยามหลับหรือว่ายามตื่น ไม่มีวันใดเลย​​ที่ผม​จะอดคิดถึงพี่เค้าไม่​ได้ อย่างนี้หรือเปล่าฮะ​ที่​เขาเรียกกันว่า​ความรัก ผมไม่รู้ ​เพราะไม่เคยรู้สึก​กับ​ใครเช่นนี้มาก่อนเลย​สักคนเดียว

แล้ว​เวลาก็ค่อยๆ​สะสม​ความรู้สึกเหล่านั้น​​ระหว่างสองเรา ให้พอกพูนทับทวีมากขึ้น​เรื่อยๆ​ จนกระทั่ง​เมื่อคืนนี้

"สนุกหรือเปล่าครับ​" พี่ชาญเดินเข้ามากระซิบถาม​ที่ข้างหู​เพราะเสียงดนตรี​ที่ดังสนั่นลั่นผับ ทำให้การสนทนาแบบปกตินั้น​ไม่​สามารถทำ​ได้ ​แต่กระนั้น​ลมหายใจอุ่นๆ​​ที่พ่นเข้ามายังใบหู ผสม​กับกลิ่นกายของ​ความ​เป็นชาย ทำให้ผมรู้สึกซาบซ่านอย่างชอบกล ผมจึงหัน​ไปส่งยิ้ม​และพยักหน้าแทนคำตอบ

"มาชนแก้วกัน" พี่ชาญหันมากระซิบชักชวนอีกครั้งพลาง​ใช้มือขวาโอบเอวแล้ว​​ใช้มือซ้ายยกแก้ววิสกี้ผสมโซดาชูขึ้น​ ผมจึงหัน​ไปคว้าแก้วของตัวเองขึ้น​มากระทบเบาๆ​แทนคำตอบ ด้วยภายในใจแอบหวั่นเกรงเล็กๆ​ว่าพี่ชาญ​จะพลันคลายมือออกจากเอวของผม​ไป

"หมดเลย​ซิ หมดแก้วเลย​ อะไร​กัน คออ่อนหรือไงเนี่ย เสียชื่อสถาบันฯหมด" พี่ชาญรบเร้าผมอีกครั้ง ​เมื่อเห็นว่าผมเพียงจิบนิดเดียวแล้ว​วางแก้วลง จริงๆ​แล้ว​ผมก็ไม่ใช่พวกคอแป๊บคอทองแดงหรอกฮะ ออก​จะเกลียดรสชาติ​และอาการมึนเมาของเหล้าด้วยซ้ำ​ไป ​แต่​เมื่อมองเห็นสายตา​ที่คาดหวังของพี่ชาญแล้ว​ ผมก็อด​ที่​จะยกแก้วขึ้น​มากระดกจนหมด​เพื่อ​เอาใจพี่เค้าไม่​ได้

"อืม...​​ต้องอย่างงั้นสิ" พี่ชาญจึงยิ้ม​และหัวเราะออกมา​ได้ นี่หรือเปล่า ​คือสิ่ง​ที่ผม​ต้องการ ​คือรอยยิ้มอันละไมใสซื่อของพี่ชาญ ​ที่ผม​จะ​ต้องแลกด้วยการกระดกเหล้าทีละแก้ว ทีละแก้ว ​และ​เมื่อผม​ได้เห็นรอยยิ้ม​และเสียงหัวเราะของพี่เค้าอีกเพียงห้าหกครั้งเท่านั้น​ สมองผมก็เริ่มเตือนว่าผมเริ่มไม่ไหวแล้ว​ ด้วยอาการปวด​ที่ขมับตุบตุบ แล้ว​ตามด้วยอาการคลื่นไส้อย่างรุนแรง จนผม​ต้องวิ่งเข้าห้องน้ำ​เพื่อ​ไปอาเจียนอย่างแทบ​จะไม่ทัน


​และ​เมื่อปล่อยทุกอย่างออกมาจนแทบไม่มีอะไร​​จะขย่อนออกจากกระเพาะอีกแล้ว​ ผมจึงค่อยเดินโซซัดโซเซออกมาจากห้องน้ำ ​และ​เมื่อมาถึงประตูก็พบว่าพี่ชาญมายืนกอดอกยิ้มเผล่รออยู่​ก่อนแล้ว​
"ไหวหรือเปล่านะเรา" พี่ชาญถามผมด้วยรอยิ้ม ผมอยาก​จะพยักหน้า​เพื่อ​เอาใจพี่เค้า ​แต่ด้วยสภาพตอนนี้ ผมคิดว่าการส่ายหน้า น่า​จะ​เป็นคำตอบ​ที่ดีกว่า

พี่ชาญส่งรอยยิ้มออกมาอีกครั้ง​เมื่อแปลสัญญาณภาษากายของผมออกมา
"อือ พี่ก็ว่างั้นแหละ​ เดี๋ยวพี่​ไปส่ง​ที่ห้องดีกว่านะ พี่บอก​เพื่อนเราไว้แล้ว​ละ ไม่​ต้อง​เป็นห่วงหรอก" พี่ชาญกล่าวพลางหัวเราะในลำคอ ​เมื่อผมคิดตามเหตุผลของพี่เค้า ผมก็​ต้องพยักหน้าตามอย่างเห็นด้วย ​เพราะ​ถ้าหาก​จะแหวกฝูงชนจากหน้าห้องน้ำกลับ​ไปยัง​ที่โต๊ะ​เพื่อร่ำลา​เพื่อนร่วมงานอีกก็คง​จะทรมานน่าดู ​และผมก็เกรงว่าดีไม่ดีอาจ​จะ​ต้อง​ไปปล่อยอาเจียน​ระหว่างทางเข้าให้อีก

"มางั้นพี่ประครอง​ไปดีกว่า" พี่ชาญเอ่ยขึ้น​แล้ว​ไม่รอคำตอบจากผม พี่เค้าก็พลันโผมาเข้าปีกผม​โดยทันที แรกๆ​​ที่เดินโซซัดโซเซออกมานั้น​ ผมก็ยังพอ​ที่​จะยังพยายามยันกายไว้​ได้บ้าง ​แต่​เมื่อมาถูกลมหายใจอันอุ่นระอุเป่ารด​ที่ต้นคอ​พร้อม​กับกลิ่นกายของ​ความ​เป็นชาย​ที่เข้มข้น ก็ทำให้ร่างของผม​ต้องอ่อนระทวยลงอีกครั้ง ​และคราวนี้ผม​ได้เผลอตัวเผลอใจซบลงยังอ้อมอกอุ่นๆ​ของพี่ชาญอย่างไม่อาจ​จะฝืน​ได้อีกแล้ว​

พี่ชาญพาผมขึ้น​รถแท็กซี่ ​และทันที​ที่ผมเอนหลังลง​กับเบาะ ผมก็แทบ​จะไม่เหลือสติพอ​ที่​จะคิดเรื่อง​ราวใดๆ​อีก จนกระทั่งพลัน​เมื่อรู้สึกตัวว่ารถแท็กซี่นั้น​จอดสนิทลง ก็​ได้ยินเสียงพี่ชาญกระซิบถามเบาๆ​ว่า
"แต๋ว แต๋ว ไหวหรือเปล่า"

​แต่ตอนนี้เรี่ยวแรงของผม ​ที่​แม้​แต่​จะ​ใช้ขยับเปลือกตาก็แทบ​จะไม่มีเหลืออยู่​เสียแล้ว​ ผมจึงส่งเสียงอือๆ​ออในลำคอ พี่ชาญจึงกระซิบถามมาอีกว่า
"​เอากุญแจห้องมาครับ​ เดี่ยวพี่ขึ้น​​ไปส่ง"
ผมจึงพยายามรวบรวมเรี่ยวแรงครั้งสุดท้าย ในการล้วง​เอากุญแจจากกระเป๋ากางเกงยีนส์ด้านหลังมาโยนกอง​กับเบาะให้แก่พี่ชาญ พลางนึกสงสัยไม่​ได้ว่า พี่เค้ารู้​ได้อย่างไรว่าผมพักอยู่​ในคอนโดฯแห่งนี้ แสดงว่าพี่เค้าน่า​จะแอบสืบเสาะข้อมูลผมมาบ้างพอสมควร ​ความรู้สึกนั้น​ทำให้ผมแอบปลาบปลื้มใจไม่​ได้ ​แต่​เมื่อคิดหวัง​ได้เพียงเท่านั้น​ ผมก็พลันรู้สึกว่า​ตัว​กำลังลอยสูงขึ้น​​เพราะอ้อมกอดอันแข็งแรง

แล้ว​ทันใดนั้น​ ทำนบแห่ง​ความเข้มแข็ง​ที่ผม​ได้สร้าง​เป็นเกราะ​เพื่อซุกซ่อนอารมณ์อันอ่อนไหว​เอาไว้ก็ถูกพังทลายลงในทันที ผมไม่อาจ​จะเก็บซ่อน​ความรู้สึกเหล่านั้น​​ได้อีกแล้ว​ สุดท้ายผมจึงซบหน้าลง​กับแผงอกอันบึกบึนของพี่ชาญ เหมือน​กับลูกแมวตัวน้อย​ที่พยายามขดตัว​เพื่อซุกหาไออุ่นจากอกของแม่ ​และเนิ่นนานเท่าไหร่ไม่รู้ กว่าพี่ชาญ​จะพาผมขึ้น​ลิฟท์ ไขประตูห้อง แล้ว​พาร่างของผมมาวางไว้บนเตียงอย่างแผ่วเบา ผมว่ามันคง​จะนานพอ​ที่​จะทำให้ไหล่ของพี่ชาญรู้สึกอ่อนล้า ​แต่ผมก็ยังปรารถนาอยาก​จะให้ห้วงเวลานั้น​ยืดยาวออก​ไปอีกนานแสนนาน


"ไม่ไหวเลย​แฮะ อย่างนี้อย่า​ไปบอก​กับ​ใครนะว่า​เป็นรุ่นน้องพี่ พี่อายเค้า"
เสียงพี่ชาญกระเซ้ามาเบาๆ​แล้ว​ตามด้วยเสียงหัวเราะในลำคอ ​แต่ผมไม่รู้​จะตอบพี่เค้าว่าอย่างไรดีผมจึงนิ่งเงียบ​เอาไว้
"พี่เช็ดตัวให้นะครับ​"
เสียงของพี่ชาญกลับมาให้​ความรู้สึกอันอบอุ่น เหมือนเช่นเดียวกัน​กับทุกครั้ง​เมื่อเรา​ได้มีโอกาสอยู่​กันเพียงลำพังสองต่อสอง ทำให้ผมพลันรู้สึกหัวใจเต้นแรงอย่างไม่​เป็นส่ำ ด้วย​ความรู้สึกตื่นเต้นระคนหวาดหวั่น ​แต่สุดท้ายผมก็พยักหน้าแทนคำตอบ ​ทั้ง​ที่ดวงตายังคงหลับพริ้มอยู่​ด้วย​ความเขินอาย

พี่ชาญจึงค่อยๆ​ปลดกระดุมเสื้อของผมออก ทีละเม็ด ทีละเม็ด อย่างแผ่วเบา​และบรรจง จน​สามารถสื่อในสัมผัสนั้น​ของพี่ชาญออกมา​ได้ว่า พี่เค้า​กำลังปฏิบัติต่อผมด้วย​ความทะนุถนอม จากนั้น​จึงค่อยปลดกางเกงผมออกจนเหลือเพียงชั้นใน

แล้ว​พี่ชาญจึง​ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นค่อยๆ​เช็ด​ไปตามร่างกายของผม จนเส้นประสาท​ทั้งหมดเริ่มตื่นตัวขึ้น​มาด้วย​ความรู้สึกอันรัญจวนใจ ถึงตอนนี้ผมเริ่มรู้สึกตัวว่าร่างกายพลันสั่นระริก ด้วย​ความหวาดหวั่นผสาน​กับ​ความรู้สึกอยากลิ้มลองในรสแห่งการสัมผัส

จากนั้น​ผมจึง​ได้ยินเสียงกระซิบเบาๆ​​ที่ข้างหูว่า
"เรามารักกันนะ"
ผมแทบไม่อยาก​จะเชื่อหูตัวเอง ​ที่​ได้ยินคำพูดประโยคนั้น​หลุดออกมาจากปากของพี่เค้า จนผม​ต้องลืมตาขึ้น​มาจับจ้องดูแววตาของพี่ชาญ ​และ​เมื่อผม​ได้มองเห็นร่องรอยแห่ง​ความใสซื่อฉายอยู่​ในดวงตาคู่นั้น​ ผมจึงเผลอยิ้มออก​ไป ก่อน​ที่​จะค่อยๆ​พริ้มตาลง แล้ว​จึงพยักหน้าอย่างยอมรับ​และปล่อยให้อารมณ์ต่างๆ​ มันค่อยๆ​รื่นไหล​ไปตามจังหวะแห่งกลกาม

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

​ความเย็นของเครื่องปรับอากาศในช่วงท้องฟ้าเริ่มสาง ทำให้ผม​ต้องดึงผ้าห่มขึ้น​มา​เพื่อ​ที่​จะคลุมตัวให้​ได้รับ​กับ​ความอบอุ่น ​แต่แล้ว​ก็​ต้องตกใจ​เมื่อพลัน​ได้เห็นร่างของชายคนหนึ่ง​นอนกรนเบาๆ​อยู่​ข้างๆ​ แสดงว่าเรื่อง​ราว​ทั้งหมดนั้น​ผมไม่​ได้ฝัน​ไป แล้ว​อาการปวดหัวตุ้บๆ​​ที่ขมับของอาการเมาค้างก็เริ่มเข้าเล่นงานทันที

"ตื่นแล้ว​หรือครับ​คนดี"
เสียงของชายคนนั้น​เอ่ยถามอย่างอ่อนเพลีย ใช่แล้ว​เสียงของพี่ชาญ พลัน​เมื่อ​ได้ยินเสียงนั้น​ผมก็รีบห่อตัวลง​ไปในผืนผ้าห่ม ​เพื่อ​จะซ่อนร่างกายอันเปลือยเปล่าให้ห่างจากสายตา​ที่ฉายรอยยิ้มอย่างมีเลศนัยน์คู่นั้น​

"แหม ​จะมาอายอะไร​อีก ​เมื่อคืนนี้ผมเห็นหมดแล้ว​ล่ะน่า"
พี่ชาญเอ่ยขึ้น​อย่างล้อเลียน พลางค่อยๆ​แทรกมือผ่านผ้านวมผืนหนาเข้ามาลูบไล้ตามร่างกายของผม จน​ความรู้สึกอันสยิวซาบซ่าน​ได้กลับคุกรุ่นขึ้น​มาอีกครั้ง
"ไงยังอายอยู่​อีกหรือครับ​"
พี่ชาญถามย้ำอีกครั้ง ขณะ​ที่มือข้างนั้น​ยังไม่หยุด​ที่​จะซุกซนอยู่​ใต้ผืนผ้าห่ม
"ฮ่ะ อย่า...​อย่าเลย​นะฮะ"
ผมตอบพี่เค้ากลับ​ไปสั้นๆ​ ​ทั้งไม่มั่นใจว่าอยาก​จะปฏิเสธจริงๆ​

"ฮ่ะ ​ได้ยังไงล่ะครับ​ ​ต้องค่ะ​สิครับ​ ตอนนี้แต๋วกลับมา​เป็นผู้หญิงแล้ว​นะ เลิกพูดฮะ​ได้แล้ว​ครับ​ ดูสิ สวยขนาดนี้​จะ​เป็นทอม​ไปทำไม หน้าอกก็เบ้อเริ่มเทิ่มอย่างนี้​ไปรัดมันไว้ น่าสงสารมันนะ"
พี่ชาญพูดจบ ก็พลันรุกเร้าเข้ามายังปทุมถัน​ทั้งคู่อีกครั้งด้วยปาก​และจมูก จนผม...​ผม...​เอ่อ...​ดิฉัน ​ต้องเคลิบเคลิ้มตามสัมผัส​ที่เร่งเร้ารัญจวนอีกครั้ง

"พี่ชาญบ้า...​ หยุดก่อนเถอะค่ะ​ เดี๋ยวเหอะ เดี๋ยวเหอะ" ดิฉันใส่จริตมารยาแสร้งทำ​เป็นขวยอายตามสัญชาติญาณเดิมของผู้หญิง แล้ว​พลันกลิ้งร่าง​พร้อม​กับส่งเสียงหัวเราะคิกๆ​เร่งเร้าอารมณ์ให้แก่คนรัก ในขณะ​ที่พยายามหลบสองมือ​ที่ไล่ตะปบก้อนถันอันเต่งตูมคู่นั้น​ ​ทั้งๆ​​ที่จริงๆ​แล้ว​อยากให้มัน​ได้ถูกการสัมผัสเคล้าคลึงจนแทบใจ​จะขาด

​และก่อน​ที่สติของดิฉัน​จะขาดหาย​ไปตามห้วงแห่งอารมณ์อันหฤหรรษ์ ดิฉันก็ยังแอบนึกกังวลใจไม่​ได้ว่า วันพรุ่งนี้ดิฉัน​จะบอก​กับ "น้องพลอย" สาวดี้​ที่มาติดพันทอมปลอมๆ​อย่างดิฉันว่ากระไรดี
นี่แหละ​คะ​ ​คือปัญหา​ที่เกิดขึ้น​จาก​ความรู้สึกอันบิดเบี้ยว แล้ว​ดิฉันควร​จะทำอย่างไรดีค่ะ​

 

F a c t   C a r d
Article ID A-3505 Article's Rate 3 votes
ชื่อเรื่อง ผมเป็นผู้ชาย จนกระทั่ง
ผู้แต่ง ทิดอินทร์
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๘ มกราคม ๒๕๕๔
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๔๘๐ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๑๒ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๕
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : นาม อิสรา [C-18010 ], [110.49.205.143]
เมื่อวันที่ : 08 ม.ค. 2554, 07.35 น.

อิอิ ไม่รู้​จะวิจารณ์ยังไง ขอแค่มาให้​กำลังใจผู้เขียนก็แล้ว​กัน

ผมอ่านสองรอบนะครับ​ เข้าใจดีว่าคุณ​ต้องการ​จะเล่าเรื่อง​อะไร​

​ถ้าคุณ​ต้องการแค่นี้ก็นับว่าผ่านครับ​

นอกเหนือจากนั้น​ผมพูดไม่ถูก

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : อิติ [C-18011 ], [125.24.6.32]
เมื่อวันที่ : 08 ม.ค. 2554, 08.42 น.

แหล่มจริงๆ​
เล่น​เอาซะเคลิ้มตามเลย​
​เอา​ไปเลย​ฮ๊า..เดี๊ยนให้หัวใจแดงๆ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : ทิดอินทร์ [C-18012 ], [124.120.144.86]
เมื่อวันที่ : 08 ม.ค. 2554, 12.59 น.

ขอบ​พระคุณมากครับ​ พี่นามฯ พี่อิติฯ​ที่เข้ามาให้​กำลังใจ มาอย่างสม่ำเสมอ หากมีคำชี้แนะใดๆ​ รบกวนพี่ท่าน​ทั้งสองช่วยแจ้งแถลงไขให้ด้วยนะครับ​ ถือว่า​เป็นการเอ็นดูศิษย์ผู้น้อยสักคนหนึ่ง​เถิดครับ​ ศิษย์น้อยผู้นี้จึง​จะ​ได้พัฒนาฝีมือครับ​


ด้วยจิตคารวะต่อซือแป๋

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : ทิดอินทร์ [C-18015 ], [124.120.144.86]
เมื่อวันที่ : 09 ม.ค. 2554, 04.58 น.

แหม ผมชัก​จะแอบรู้สึกน้อยใจนิดๆ​สะแล้ว​นะครับ​ ​เมื่อเห็นว่ามีผู้เข้ามาอ่านกว่ายี่สิบท่าน ​แต่ไม่ยอมแสดงทรรศนะบ้างเลย​ อย่างไรขอคำชี้แนะหรือคอมเม้นท์บ้างเถิดนะครับ​-

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๕ : pilgrim [C-18017 ], [124.121.55.218]
เมื่อวันที่ : 09 ม.ค. 2554, 18.51 น.

สวัสดีค่ะ​คุณทิดอินทร์ พวกผู้ชายเข้ามาอ่านแล้ว​ไม่ยอมแสดง​ความเห็น ​เพราะอาจ​จะยังงงๆ​ ​กับเรื่อง​ราวหักมุมของคุณอยู่​ละมังคะ​

อิๆ​ๆ​ๆ​ พี่พิลอ่านแล้ว​ก็งงเหมือนกัน ​เพราะไม่คาดคิดเลย​ค่ะ​ ว่าเรื่อง​ราวมัน​จะจบลงแบบนี้​ได้

ในแง่ของการหักมุม คุณทิดอินทร์ทำ​ได้ดีนะคะ​

​แต่ในแง่ของ​ความ​เป็นจริง พี่พิลไม่แน่ใจว่ามัน​จะเกิดขึ้น​​ได้หรือไม่

ในแง่ของคน​ที่​เป็นทอม ไม่รู้ว่า​จะหันมาชอบผู้ชาย​ได้หรือเปล่า
เหมือน​กับพวกตุ๊ด แต๋ว แตก ​ทั้งหลาย ​จะหันมาชอบผู้หญิง​ได้หรือเปล่า อันนี้ยังฉงนอยู่​ค่ะ​

การบรรยายก็ทำ​ได้ดี นำเรื่อง​​ไปสู่จุดขมวดปม ​เพื่อทำให้ผู้อ่านอยากติดตามจนกระทั่งมาถึงตอนท้าย

นับ​เป็นเรื่อง​สั้นอ่านชวนเพลินค่ะ​ ​แต่ยังขาด "​ความกินใจ" ​ซึ่งอันนี้ก็คงแล้ว​​แต่พล็อตของเรื่อง​​ที่เราวางไว้นะคะ​ ​ซึ่ง​เป็นสิ่งสำคัญมาก

​แต่​ถ้า​จะให้อ่านเพลินๆ​ พี่พิลว่าคุณทิดฯ ก็ทำ​ได้ดีแล้ว​ละค่ะ​

ฝึก​ไปเรื่อยๆ​ ค่ะ​ เดินมา​ได้แค่นี้ คงไม่มีอะไร​ยากแล้ว​ละค่ะ​

ปิดท้ายค่ะ​ คำว่า ประครอง ​ที่ถูก​ต้อง​ต้องเขียนว่า "ประคอง" ค่ะ​


พี่แถมดอกไม้ให้ ห้าดอก​เป็น​กำลังใจแล้ว​กันนะคะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๖ : ทิดอินทร์ [C-18018 ], [124.122.117.97]
เมื่อวันที่ : 09 ม.ค. 2554, 18.58 น.

ขอบ​พระคุณมากครับ​พี่พิลกริม สำหรับคำแนะนำ ​ที่ไม่ทำให้ผมผิดหวังเลย​
เดิมนั้น​ผมกังวลด้วยซ้ำว่า ผมเขียนให้คนอื่นเข้าใจด้วยหรือเปล่า
(เกรงว่าผม​จะเข้าใจ​ไปคนเดียวครับ​)

​และขอบคุณสำหรับ​กำลังใจ​และดอกไม้​ที่มอบให้นะครับ​


ด้วยจิตคาระวะ

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๗ : ทิดอินทร์ [C-18019 ], [124.122.117.97]
เมื่อวันที่ : 09 ม.ค. 2554, 19.01 น.

ปล. พี่พิลครับ​ คงยังไม่ลืม "ลมหนาว" ของผมนะครับ​
ผมยังรอฟังคำวิจารณ์อยู่​เช่นกัน
ขอบ​พระคุณครับ​

อิอิ แอบทวง

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๘ : ลุงเปี๊ยก [C-18026 ], [1.46.189.141]
เมื่อวันที่ : 12 ม.ค. 2554, 12.17 น.

อ่านจบแล้ว​ครับ​ ทิดอินทร์คงอยากรู้ว่าผมคิดยังไง ไม่บอกก็คงไม่ยอมแน่ ๆ​

​ถ้ามองว่านี่​เป็นเรื่อง​ของนักเขียนมือใหม่ผมก็ยอมให้ผ่าน​ได้ครับ​ ​แต่​ถ้ามองว่าทิดอินทร์ออก​จะ​เอาจริง​เอาจัง​กับการเขียนตาม​ที่รู้สึก​ได้ ​ต้องบอกว่าเรื่อง​นี้ยังมีข้อด้อยมากมาย​ ต่อเรื่อง​นี้เห็น​ได้ชัดว่า​ทั้งหมดมีปมอยู่​อย่างเดียว​คือการหักมุมตอนจบ ​เป็นปม​ที่ผู้เขียนซ่อนไว้ตั้งแต่แรก น่าเสียดย​ที่การเล่าเรื่อง​​ที่ปูพรมตั้งแต่ต้นจนใกล้จบไม่​ได้เสนออะไร​​ที่กระทบใจผู้อ่านนะครับ​ มันทำหน้า​ที่เพียงระบายภาพให้สอดคล้อง​กับตอนจบเท่านั้น​ ดังนั้น​ผู้อ่าน​จะรู้สึกเสียดายด้วยคิดว่าน่า​จะมีอะไร​มากกว่านี้

เรื่อง​สั้น​ที่ดีควร​จะมีอย่างน้อย ๒ ​ส่วนสำคัญ ​คือ​ความคิด​ที่​ต้องการเสนอออกมาผ่านเรื่อง​เล่า​และสำนวนภาษา​ที่​ใช้ประคับประคองอารมณ์ผู้อ่าน​ไปตามเจตนาของผู้​แต่ง ​ซึ่ง​ทั้งสอง​ส่วนสำคัญนี้ ทิดอินทร์​สามารถผูกมันออกมา​เป็นเรื่อง​สั้น​ที่ดี​ได้ ลองดูครับ​

​โดย​ส่วนตัวผมมองว่า งานเขียนอาจ​ใช้ระบบคุณค่าแบ่ง​เป็นหลายระดับ ​เพื่อ​ใช้ประเมินด้วยตนเองว่า ผลงานนั้น​มีคุณค่าอยู่​ในระดับใด​ได้บ้าง อย่างเช่น

ระดับ ๐ ไม่มีคุณค่า​คือไม่ควรเสียเวลาอ่าน ไม่ควร​จะเผยแพร่

ระดับ ๑ มีคุณค่าพอ​จะให้อ่านเล่น​เป็นการฆ่าเวลา​ได้

ระดับ ๒ มีค่าพอ​จะพิมพ์ออกมา​เพื่อขอ​ความเห็น​ได้ โรเนียวแจกจ่าย​เพื่อแนะนำตัว​กับผู้อื่น​ได้ (มีแนวโน้ม​จะดี มีแง่มุมใหม่ ๆ​ หรือมีการวิธีการเล่าเรื่อง​แตกต่าง ​ต้องการรับฟังผลสะท้อนจากผู้อ่าน) อาจส่ง​ไปให้บ.ก.นิตยสารพิจารณา มีลุ้นว่าอาจ​ได้ตีพิมพ์

ระดับ ๓ มีค่าพอ​จะพิมพ์ออกมา​เป็นเล่ม​เพื่อเก็บ​เป็น​ที่ระลึกหรือ​เป็นประวัติศาสตร์​ส่วนตัว

ระดับ ๔ มีคุณค่าพอ​ที่​จะพิมพ์ออกวางขาย​ได้ (คนซื้อรู้สึกยอมรับ​ได้​ที่ควักเงินซื้อ)

ระดับ ๕ มีคุณค่าพอ​ที่ชื่อคนเขียน​จะถูกจดจำ ​และอยากซื้อเรื่อง​ใหม่ ๆ​ ของ​เขามาอ่านอีก (นี่​คือเหตุผลว่าทำไมชื่อนักเขียนบนปกหนังสือบางเล่มจึง​ใช้อักษรตัวโตกว่าชื่อเรื่อง​)

​และระดับ ๖ ​เป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีซ​ที่ยอมรับในวงกว้าง

แน่นอนว่าระบบคุณค่าของ​แต่ละคนไม่เหมือนกัน ​ถ้าเรา​สามารถประเมินคุณค่าออกมา​เป็นขั้นบันไดอย่างนี้​ได้แล้ว​ ก็พอ​จะเชื่อ​ได้ว่าผลงาน​จะมีพัฒนาการ​ที่ดีขึ้น​เรื่อย ๆ​ จุดสำคัญ​คืออย่า​ได้ยอมพึงพอใจ​กับสิ่ง​ที่ผลิตออกมา​โดยง่าย ผมเชื่อว่าสิ่ง​ที่​จะคงอยู่​​ได้ในระยะยาวนั้น​ มี​แต่ผลงานมาสเตอร์พีซเท่านั้น​ครับ​

พวกเรายังมีงาน​ต้องทำอีกพะเรอเกวียนเลย​ทิดอินทร์

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๙ : ทิดอินทร์ [C-18028 ], [115.87.94.169]
เมื่อวันที่ : 12 ม.ค. 2554, 14.57 น.

ขอบ​พระคุณเหลือเกินเลย​ครับ​ลุงเปี๊ยก ​ที่แบ่งเวลาจากภาระอันยุ่งเหยิง ออกมาช่วยวิจารณ์งานของผม​ได้ครับ​ ขอบ​พระคุณจริงๆ​

ตามคำวิจารณ์ของลุงเปี๊ยก​โดยเฉพาะ วิธีประเมินคุณภาพ ผมขอเก็บบันทึกไว้ในข้อมูล​ส่วนตัว​และ​จะนำมาติดข้างฝา​เพื่อ​ใช้ในการทำงานครับ​
อย่าง​ที่ลุงเปี๊ยกบอกนะแหละ​ครับว่า​ผมค่อนข้าง​เอาจริง​เอาจัง​กับงานเขียน ​เพราะอยากพัฒนาตัวเองเข้าขั้นสู่การ​เป็นนักเขียน​ที่ดี​ได้ ดังนั้น​ ผมจึงหวังว่า​จะ​ได้รับการร่วมขัดเกลาจากกัลยาณมิตรในศาลาแห่งนี้ ​และหวังว่า​จะ​ได้รับการเอ็นดูจากลุงเปี๊ยกด้วยครับ​

ขอบคุณครับ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๑๐ : ฟ้ารุ่ง [C-18081 ], [202.90.6.36]
เมื่อวันที่ : 07 ก.พ. 2554, 15.11 น.

เฮ้อ ไม่รู้ผิดหวังหรือโล่งใจกันแน่
อ่านแล้ว​เสียวใส้จริง ๆ​
เข้าขั้น เรทอาร์ นะเนี่ย
สนุกค่ะ​ อ่านสองหนเหมือน​กับหลายคน

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๑๑ : ทิดอินทร์ [C-18082 ], [124.120.108.94]
เมื่อวันที่ : 07 ก.พ. 2554, 15.54 น.

ขอบคุณสำหรับ​กำลังใจครับ​คุณฟ้ารุ่ง

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๑๒ : พายุทะเลทราย [C-18172 ], [125.26.47.108]
เมื่อวันที่ : 11 มี.ค. 2554, 12.14 น.

เฮ้อ พี่นึกว่า​จะ​เป็นอย่าง​ที่คิดไว้ซะแหล่ว ใจหายหมด หาก​เป็นอย่างนั้น​จริง เสียดายของอ่ะ ทิดอินทร์ ​แต่พี่​จะรอเรื่อง​ต่อ​ไปนะ

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น