นิตยสารรายสะดวก  Regular Articles  ๑๒ กันยายน ๒๕๔๖
แดดร่มลมตก ชมนกชมไม้ ตอน ตำนานการไหว้พระจันทร์
จันทน์กะพ้อ
...วันขึ้น​​สิบห้าค่ำเดือนแปดของทุกปี​​เป็นวันไหว้​​พระจันทร์ของชาวจีน ในคืนวันไหว้​​พระจันทร์ ดวงจันทร์สว่าง​​และกลม ถือว่าสวย​​ที่สุด ผู้คนถือว่าดวงจันทร์​​ที่กลม...
วันขึ้น​สิบห้าค่ำเดือนแปดของทุกปี​เป็นวันไหว้​พระจันทร์ของชาวจีน (ในปีนี้ตรง​กับวัน​ที่ 11 กันยายน 2546)

ในคืนวันไหว้​พระจันทร์ ดวงจันทร์สว่าง​และกลม ถือว่าสวย​ที่สุด ผู้คนถือว่าดวงจันทร์​ที่กลม​เป็นเสมือนสัญลักษณ์ของ​ความสามัคคี ดังนั้น​จึงเรียกเทศกาลนี้ว่า " เทศกาลแห่ง​ความกลมเกลียว "

​ความ​เป็นมาของขนมไหว้​พระจันทร์มีเรื่อง​เล่าอยู่​มากหลาย บางเรื่อง​เล่าว่า ​แต่เดิมชาวจีน​ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพกสิกรรม หลังจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตใน​แต่ละปีเสร็จสิ้นลง บรรดากสิกรชาวจีน​ทั้งหลาย​จะทำพิธีสักการะเทพเจ้าแห่งกสิกรรม​คือ ​พระจันทร์ ​และยังเชื่อว่าบน​พระจันทร์มีกระต่ายอยู่​ ​และกระต่ายนั้น​​เป็นผู้ก่อให้เกิดพืชพันธุ์ต่างๆ​



เรื่อง​ " ฉังเอ๋อเหินสู่ดวงจันทร์ " ปรากฎ​เป็นครั้งแรกในยุคต้นของสมัยจั้นกว๋อ ​(สมัยสงคราม​ระหว่างรัฐ)​ เล่าเรื่อง​ราวของฉังเอ๋อ​ที่​ได้กินยาอายุวัฒนะของเจ้าแม่ซีหวังหมู่ ทำให้คง​ความสวยอยู่​เสมอ ไม่แก่ ไม่ตาย​และ​สามารถเหาะ​ได้ แล้ว​​ไป​เป็นเทวีแห่งดวงจันทร์ ​เมื่อถึงฤดูหนาวนาง​จะนำ​เอาน้ำอมฤตพรมลงมายังโลก ทำให้ต้นข้าวเจริญงอกงามออกรวง​ได้ผลผลิตดี ชาวจีนจึง​เอาข้าว​ที่ปลูก​ได้นั้น​มาทำขนมประกอบพิธี​เพื่อขอบ​พระคุณ​พระจันทร์อีกทีหนึ่ง​

​เมื่อถึงสมัยราชวงศ์สุย​และถัง ​เนื่องจากผู้คนในสมัยนั้น​มี​ความนิยม​ที่​จะชื่นชมดวงจันทร์ว่าสวย​และดูน่ารัก​ใคร่ ดังนั้น​ทัศนะ​ที่มีต่อฉังเอ๋อผู้​ซึ่งอาศัยอยู่​บนดวงจันทร์ว่า​เป็นผู้​ที่อ่อนหวาน สวยงาม ฉลาด มีจิตใจดีงาม มี​ความ​สามารถในการร้องรำ ​เป็นต้น

​และมีเรื่อง​หนึ่ง​​ที่​เป็น​ที่นิยมเล่าขานกันมามาก

คลิกดูภาพขยาย
กาลครั้งหนึ่ง​นานมาแล้ว​ ​เมื่อสมัย​ที่โลกยังคง มีดวงอาทิตย์ สิบดวงล้อมรอบผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนให้แสงสว่าง​และ​ความร้อน บนพื้นพิภพเต็ม​ไปด้วยจอมยุทธ์ ผู้กล้า ​และผู้คนอาศัยอยู่​กันอย่างสงบสุขจน ทำให้​เป็น​ที่อิจฉาของเหล่าเซียนเทวดา พวกเซียน รู้สึกว่า​ผู้คนเริ่มไม่ให้​ความเคารพนับถือพวก​เขา ​เขาจึงทำให้ดวงอาทิตย์​ทั้งสิบดวงให้สาดส่องแสงอันแรงกล้าลงมายังพื้นโลก​พร้อมกัน ทำให้โลกร้อนระอุ​เป็นเพลิง ​ส่วน​ที่​เป็นน้ำก็เหือดแห้ง​ไป ภูเขาถล่มแผ่นดินแยก ต้นไม้ใบหญ้าแห้งกรอบ ผู้คนไม่มี​ที่​จะ​ไปหลบซ่อนอาศัย

เหล่าเซียน​และเทวดาหวัง​ที่​จะให้ผู้คน ร้องขอ​และกลับมาเกรงกลัวพวก​เขาอีกครั้ง ​แต่แผนการก็​ต้องล้มเหลว​เมื่อมีชายหนุ่มนักแม่นธนูมีนามว่า โฮ่วอี้ อาสา​ที่​จะช่วยเหลือ ​โดยยิงธนู​เพื่อดับดวงอาทิตย์​และ โฮวอี้ ​เขา​เป็นผู้​ที่มีฝีมือในการยิงธนู​ได้อย่างมหัศจรรย์มาก ​เขา​ได้ยิงธนูขึ้น​สู่ฟ้า เพียงดอกเดียวก็ยิงถูกดวงอาทิตย์ตกลงมาถึงเก้าดวง เหลือดวง​ที่สิบไว้เพียงดวงเดียว ​เพื่อยังคงส่องแสงสว่างให้แก่โลก ทำให้พื้นพิภพกลับมาสงบสุขอีกครั้ง

ผู้คนต่างร่ำร้องสรรเสริญโฮ่วอี้ว่า​เป็นวีรบุรุษ​และ​แต่งตั้งให้​เขา​เป็นฮ่องเต้ ​แต่ก็โชคร้ายเหลือเกินอาทิตย์ดวง​ที่เก้า​ที่ ​เขายิงตก ​เป็นราชบุตรขององค์เง็กเซียนฮ่องเต้ ​พระจักรพรรดิแห่งสวรรค์ ​ซึ่งทรงกริ้ว​และเสีย​พระทัย​กับการสูญเสียราชบุตรสุด​ที่รัก​ไป จึงสั่งให้นางกำนัลแห่งสวรรค์มีนามว่า ฉังเอ๋อ นำยาพิษ​ไปให้ โฮ่วอี้ ​โดยให้หลอกว่า​เป็นยาอายุวัฒนะหากกินก็​จะทำให้​สามารถมีชีวิต​ที่​เป็นนิรันดร์ ฉังเอ๋อ​ได้รับคำสั่ง จึงนำยา​ไปมอบให้แก่ โฮ่วอี้ ​แต่​เมื่อนาง เห็นหน้าชายหนุ่มก็เกิด​ความรัก​และเห็นใจ

คลิกดูภาพขยาย
โฮ่วอี้ ก็เช่นกัน​เมื่อ​ได้เห็น​ความงามของ ฉังเอ๋อ ก็เกิด ​ความรักขึ้น​ ​แต่นางฉังเอ๋อก็คงส่งมอบยาให้แก่โฮ่วอี้ ตามคำสั่ง​ที่​ได้รับมา ​แต่บอกว่ายานี้ยังกินไม่​ได้จนถึง วัน​ที่ 15 ค่ำเดือนแปด ด้วย​ความหวังว่านางอาจ​จะ​สามารถหาวิธี​ที่ทำ ให้เง็กเซียน ฮ่องเต้ทรงเปลี่ยน​พระทัย หรือหาวิธีช่วยชีวิตชายคนรัก​ได้ นาง​ใช้ชีวิตอยู่​​กับโฮ่วอี้ ถึง 7 วัน จน​เมื่อถึงวัน​ที่ 15 ค่ำ ตาม​ที่นาง​ได้กล่าวไว้​กับ โฮ่วอี้ นางก็ยังคงไม่​สามารถคิดหาวิธีช่วยชีวิต​เขา​ได้

ดังนั้น​ในคืนวัน​ที่ 15 ค่ำเดือนแปดก่อน​ที่ โฮ่วอี้ ​จะกินยาพิษ นางจึงตัดสินใจชิงยาพิษเม็ดนั้น​มากินแทนสามีสุดรัก ​แต่ยากลับไม่​ได้ทำให้นางตาย ชั่วอึดใจนางก็รู้สึกว่า​ตัวของนางเบา​และเริ่มล่องลอยขึ้น​สู่ฟากฟ้าเบื้องบน ลอยสูงจน​ไปถึงดวงจันทร์ ด้วย​ความตื่นตระหนกนางเริ่ม​ที่​จะหายใจไม่ออก ​และเริ่มไอ ​ซึ่งทำให้ยาหลุดออกมาจากลำคอของนาง ​เนื่องจากนางนั้น​ไม่​สามารถบิน​ได้อีกนาง จึงไม่​สามารถลอยกลับลงมายังโลก​ได้จึง​ต้อง​ใช้ชีวิตอยู่​ใน​พระจันทร์นั้น​เอง

คลิกดูภาพขยาย
ตำนานนี้​เป็น​ที่เล่าขานต่อๆ​ กันมา​และนี่​คือ เหตุผลว่าทำไมชาวจีนจึงนับถือนางใน​พระจันทร์ กราบไหว้​เพื่อให้​ความดี ​ความงามของนาง​ได้สาด ส่องลงมายังโลกมนุษย์ ให้เกิด​ความสงบสุข​ไป ทั่วหล้า ทำให้มนุษย์​ที่​เป็นหญิง​ได้มีรูปโฉม​ที่งดงามเช่นนาง ​และขอให้​ความดีงาม ของนางปกปักรักษา คุ้มครอง โลกมนุษย์ต่อ​ไป



เรื่อง​เล่าขานตำนานขนมไหว้​พระจันทร์ยังมีอีกมาก ​แต่​ที่ถูกหยิบยกมากล่าวอ้างกันอยู่​เสมอ มีเรื่อง​หนึ่ง​​ที่เกี่ยวโยง​กับพงศาวดารจีน

​เมื่อประมาณ 600 ปีก่อน เล่ากันว่ายุคสมัยปลายราชวงศ์หยวน เจงกิสข่านแห่งมองโกลเข้ายึดครองแผ่นดินใหญ่​และปกครองชาวจีนอย่างเข้มงวด มีการริบอาวุธของชาวจีน​และออกกฎข้อบังคับให้ชาวจีน 3 ครอบครัวมีมีดหั่นผักไว้​ใช้​ได้เพียง 1 เล่มเท่านั้น​ หากมีเกิน​จะถูกจับฐาน​เป็นกบฏ ​ทั้งนี้​เพื่อป้องกันไม่ให้ชาวจีนแข็งข้อลุกขึ้น​ต่อสู้ นอกจากนี้ชาวจีน 3 ครอบครัว​ต้องรับภาระบริการเลี้ยงดูปรนนิบัติชาวมองโกล 1 คน

ภายใต้การปกครอง​และกฎระเบียบของมองโกล ชาวจีน​ได้ก่อตั้งขบวนการใต้ดิน​และคิดอุบายจัดงานไหว้​พระจันทร์ขึ้น​ มีการทำขนมเปี๊ยะขนาดใหญ่มีไส้หนา​และให้มีธรรมเนียมการมอบขนมให้กันในหมู่ญาติมิตร ​ที่จริงแล้ว​ภายในขนมมีการซ่อนจดหมายนัดแนะกันกำจัดพวกมองโกล ​โดยกำหนดไว้​ที่เวลาเ​ที่ยงคืนของวันขึ้น​ 15 ค่ำ เดือน 8 ​ซึ่ง​เป็นคืน​ที่กำหนดให้มีงานไหว้​พระจันทร์

​เมื่อถึงเวลาตีเกราะเคาะร้องบอกกันแล้ว​ ก็ลงมือสังหารชาวมองโกล ภายหลัง​เมื่อชาวจีน​ได้เอกราชคืน ​ได้ถือ วันเพ็ญเดือนแปด ​เป็นวันไหว้​พระจันทร์เรื่อยมา

ขนมไหว้​พระจันทร์ทำมาจากแป้งสาลี​ที่มีลักษณะกลมแบน ​ซึ่งหมายถึง​ความสามัคคีกลมเกลียวของเหล่าวีรบุรุษนักรบชาวฮั่นโบราณ​ที่ช่วยกอบกู้ชาติคืนจากชาวแมนจู​ได้นั่นเอง

ตาม​ที่เล่าขานสืบต่อกันมานั้น​ ขนมไหว้​พระจันทร์ปรากฎขึ้น​ในสมัยราชวงศ์ถัง ครั้นถึงราชวงศ์ซ่ง ​(ซ้อง)​ ก็ยิ่ง​เป็น​ที่นิยมมากยิ่งขึ้น​ ขนมไหว้​พระจันทร์นั้น​ไม่เพียง​แต่​เป็นขนม​ที่สืบทอดกันมา​โดยถือว่า​เป็นผลิตผลจากสี่ฤดูกาลเท่านั้น​ ในด้านการทำ รสชาติก็ยังแตกต่างกัน​ไปใน​แต่ละถิ่น​ที่ด้วย เช่นขนมไหว้​พระจันทร์แบบซูโจว ขนมไหว้​พระจันทร์แบบกว่างตง ​(กวางตุ้ง)​ ขนมไหว้​พระจันทร์แบบเป่ยจิง ​(ปักกิ่ง)​ ฯลฯ ​แม้​แต่ในท้องถิ่นเดียวกัน ก็ยังมีการทำไส้ขนม​ที่ต่างกัน ลวดลายขนผิวขนมก็ต่างกัน ​และก็เรียกชื่อต่างกัน​ไป เช่น ไส้ผลไม้ ไส้ถั่วแดง ไส้ลูกบัว ไส้แฮม ไส้ไข่เค็ม ​เป็นต้น

ในประเทศไทย​ได้ใส่ไส้​ที่แตกต่างออก​ไป เช่น พุทราจีน ทุเรียน ชาเขียว ลูกพลับ เกาลัด ​และผลไม้ 5 ชนิด ​ได้แก่ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ เม็ดแตง เม็ดสมอ เม็ดบัว ​และฟักเชื่อม



​เนื่องจากตำนานเรื่อง​ต่างๆ​​ที่เล่าขานเกี่ยว​กับดวงจันทร์​ทั้งหลายนี้ ดังนั้น​นับ​แต่สมัยโบราณ​เป็นต้นมา ผู้คนก็​จะมีประเพณีการชม​และบูชาดวงจันทร์ จักรพรรดิถือ​ความนิยมในการบูชา​พระอาทิตย์ในฤดูใบไม้ผลิ ​และบูชา​พระจันทร์ในฤดูใบไม้ร่วง พวกราษฎรก็มีประเพณีการบูชา​พระจันทร์ในฤดูใบไม้ร่วงด้วยเช่นกัน

ในการบูชา​พระจันทร์นั้น​ ตามปกติพิธี​จะเริ่มหลังจาก​ที่ดวงจันทร์ขึ้น​แล้ว​ ธรรมเนียมการไหว้​พระจันทร์ คนจีนนิยมจัดการไหว้​ที่หน้าบ้าน จัดวางของไหว้วางบนโต๊ะขนาดใหญ่ อาจมี​ทั้ง ขนมอี้ ขนมโก๋ ขนมเปี๊ยะ ถั่ว รากบัว ผลไม้ ฯลฯ ​และขนมไหว้​พระจันทร์ ไส้ต่างๆ​ ประดับด้วยอ้อยมัด​เป็นซุ้มอย่างสวยงาม ขนาบสองข้างด้วยโคมจีนดวงโต​ซึ่งให้ผู้หญิง​เป็นคนรับผิดชอบ ​เพราะมี​ความเชื่อว่าการไหว้​พระจันทร์เปรียบดังการบูชาวีรบุรุษกู้ชาติ​ที่ถูกทหารแมนจูสังหาร ​ซึ่งสอดคล้อง​กับคำกล่าวโบราณ​ที่ว่า "ผู้ชายไม่ไหว้​พระจันทร์ ผู้หญิงไม่ไหว้เทพเจ้าเตาไฟ"

พิธีกรรมเริ่มต้น​เมื่อผู้หญิง​ที่​เป็นใหญ่ในบ้าน พาผู้หญิงสมาชิกยกของไหว้มายังซุ้ม ตั้งแต่เวลา 1 ทุ่ม​ไปจนถึงเ​ที่ยงคืน สมาชิก​ที่เข้าร่วมพิธีสวดขอพรจากเทพธิดาแห่งดวงจันทร์ หลังจากนี้อาจมีกิจกรรมรื่นเริงอื่นๆ​ เช่นเล่นผีกระเช้า​ ​โดย​ใช้เสื้อตัวใหญ่มาคลุมกระเช้า​ไว้ แล้ว​ถามเรื่อง​ โชคลาภ สุขภาพ ​ความรัก จนกว่าพิธี​จะสิ้นสุด

ในฐานะ​ที่ขนมไหว้​พระจันทร์​เป็นสิ่งของสำคัญในการบูชาดวงจันทร์ หลังจากการบูชาจบลง คน​ทั้งบ้านก็​จะแบ่งกันกิน ​เนื่องจากขนมไหว้​พระจันทร์​เป็นสัญลักษณ์แสดงถึง​ความกลมเกลียว สะท้อนให้เห็น​ความหวังอันงดงามของผู้คน​ที่มีต่อชีวิตในอนาคตของพวกตน ดังนั้น​บาง​ที่ก็​จะเรียก ขนมไหว้​พระจันทร์ว่า " ขนมแห่ง​ความกลมเกลียว "


ตำนานการไหว้​พระจันทร์

บางตำนานก็เล่าแตกต่างกันออก​ไป

วันไหว้​พระจันทร์

สารทจงชิว


 

F a c t   C a r d
Article ID A-270 Article's Rate 10 votes
ชื่อเรื่อง แดดร่มลมตก ชมนกชมไม้ ตอน ตำนานการไหว้พระจันทร์
ผู้แต่ง จันทน์กะพ้อ
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๒ กันยายน ๒๕๔๖
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ แดดร่มลมตก ชมนกชมไม้
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๑๗๔๓ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๖ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๔๐
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : จันทน์กระพ้อ [C-822 ], [169.210.17.192]
เมื่อวันที่ : 12 ก.ย. 2546, 01.02 น.

อัน​ที่จริง​ต้องขอขอบคุณ คุณ เด็กใหม่ในเมือง​ที่​ได้ เอ่ยถึงวันไหว้​พระจันทร์ขึ้น​มา ทำให้ดิฉันเพิ่งรู้ว่า...​...​.ถึงวันไหว้​พระจันทร์แล้ว​...​...​...​

จึง​ได้ค้นคว้า​เอาเรื่อง​ตำนาน​และเรื่อง​ราวต่างๆ​ เกี่ยว​กับประเพณีการไหว้​พระจันทร์มาให้อ่านกันค่ะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : เด็กใหม่ในเมือง [C-823 ], [161.200.255.163]
เมื่อวันที่ : 12 ก.ย. 2546, 02.22 น.


ฟากฟ้า...​ ค่ำคืนนี้เดียวดาย
ดวงดาว​ที่เรียงราย หลบหาย​ไปแห่งไหน

ในคืนฝัน ฝันนั้น​จันทร์ยังอยู่​
ร้องเรียกเธออยู่​...​ไม่รู้ลืม
หากว่าคน​ได้​เป็นดัง​ที่คิด ชีวิตมันคงง่ายดาย

ฝัน​ไปไกลเกินใจ​จะไขว่คว้าให้​เป็นดังหวัง
ฝืนทำใจไม่เจ็บไม่ช้ำ ​กับทาง​ที่คนกำหนด
กฏเกณฑ์ของ​ใคร...​กันหนอ

แค่เหงา...​​เพราะดาวไม่ยอมส่องแสง
​เพราะจันทร์ในคืนข้างแรม ไม่เคยเปลี่ยนแปลงหัวใจ
ให้​ใคร​ที่ใจล้าแรง

​ได้หลับฝัน ถึงจันทร์ดวงเก่า
​ที่ส่องทางให้เราก้าวเดิน บนทางของตัวเราเอง

(เพลง "จันทร์ดวงเก่า" ของวิษณุ เทศขยันครับ​)

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : จันทน์กระพ้อ [C-824 ], [169.210.17.192]
เมื่อวันที่ : 12 ก.ย. 2546, 03.25 น.

ขอบคุณค่ะ​ คุณ เด็กใหม่ในเมือง เพลง​เพราะนะคะ​

เทศกาลไหว้​พระจันทร์ วันขึ้น​ 15 ค่ำเดือน 8 ​เป็นวัน​ที่มี​ความหมายอยู่​หลายอย่าง

1 ​เป็นวัน​ที่อยู่​ตรงกลางของฤดูใบไม้ผลิ จึงเรียกว่าวัน จงชิว ​เป็นวัน​ที่เริ่มการเก็บเกี่ยว ​และ​เป็นวัน​ที่​จะรู้ว่าปีนี้ผลผลิตอุดมสมบูรณ์หรือไม่ ​ถ้าอุดมสมบูรณ์ เรียก เฟิงโซว ​ถ้านาล่มนาแล้งเรียก ฮวางเหนียน ​เป็นคืนวันเพ็ญ​ที่​พระจันทร์กลมโต ท้องฟ้าสดใสสวยงาม​ที่สุดของปี จันทร์เพ็ญในคืนนี้เรียกว่า เยี่ยะหัว (คล้ายๆ​ชื่อดาราฮ่องกงในอดีตคนหนึ่ง​) ​ความตรงกันของหลายๆ​ประการจึงทำให้เกิดประเพนีชมจันทร์ในคืนนี้เกิดขึ้น​ ​โดยเฉพาะปีเฟิงโซว ​แต่​ถ้า​เป็นปีฮวางเหนียนก็​เป็นการอธิษฐานขอพร​ไปตามเรื่อง​ ต่อๆ​มาก็มีการรวมเรื่อง​ราวต่างๆ​​ที่เกี่ยว​กับดวงจันทร์เข้ามาไว้ในเทศกาลนี้

2 ในคืนวันนี้หนุ่มสาว​จะนิยมทำโคมไฟประดับ พอเสร็จจากพิธี ก็​จะ​เป็นเวลาของหนุ่มสาว เช่นประกวดโคมไฟ แลกเปลี่ยนขนม เยี่ยมชมโต๊ะเซ่นไหว้ของ​แต่ละบ้าน จึง​เป็นเทศกาล​ที่ให้หนุ่มสาว​ได้มีโอกาสรู้จัก ​ไปมาหาสู่ ​และเรียนรู้​ซึ่งกัน​และกันด้วย(สมัยโบราณ​เขาไม่มีมือถือ ไม่มีการมั่วสุมอย่างสมัยนี้)

3 ​เป็นเทศกาลขนม ​เพราะขนม​ที่เกี่ยวข้อง​กับวันนี้มีมาก​ที่สุด เช่นขนมโก๋ ขนมถั่ว ขนมเปี๊ยะ ยังมีขนมอื่นๆ​​ที่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยนิยมแล้ว​ ขนมประจำเทศกาลนี้​ส่วนใหญ่​จะ​เป็นรูปกลมแบน นอกจากให้สอดคล้อง​กับลักษณะของดวงจันทร์แล้ว​ ยังหมายถึง​ความกลมเกลียว คำว่ากลมเกลียว ภาษาจีน​ใช้คำว่า ถวนหยวน คำว่าหยวนก็แปลว่ากลม แปลก​ที่สองภาษานี้​ใช้คำ​ที่สอดคล้องกัน

4 จาก​ความหมายในข้อ 2 วันนี้ก็เลย​​เป็นวันครอบครัวอีกหนึ่ง​วัน ​แต่​ความหมายนี้ไม่ค่อยมีคนรู้ ​ส่วนใหญ่​จะคิดว่าวัน เช้งเม้ง​เป็นวันครอบครัว

​ความรู้เพิ่มเติมจาก คุณ สข1 บ้านฅนธรรมดา

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : unclepiak [C-1012 ], [203.107.130.10]
เมื่อวันที่ : 22 ธ.ค. 2546, 00.41 น.

ขอบคุณ​ทั้งคุณจันทน์กระพ้อ คุณเด็กใหม่ในเมือง ​และคุณสข ​เพราะทำให้ลุงเปี๊ยก​ได้รู้ ในสิ่ง​ที่ไม่เคยรู้ ​ได้แน่ใจในสิ่ง​ที่เคยฟังมา​แต่เลือน​ไป ​และ​ได้เห็น​ความตั้งใจจริง​ที่​จะแบ่งปัน​ความรู้ของพวกเรา ขอบคุณครับ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๕ : เด็กตาดำๆ [C-5717 ], [61.90.120.241]
เมื่อวันที่ : 31 ส.ค. 2548, 18.18 น.

อยาก​ได้​เป็นภาษาจีนกลางจังเลย​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๖ : นู๋เกี๋ยบ [C-11357 ], [124.120.94.5]
เมื่อวันที่ : 10 เม.ย. 2550, 14.45 น.

อยากทราบ​ความหมายของขนมโก๋ ว่าสื่อ​ความหมายว่าอย่างไรบ้าง​​คือ​จะ​ใช้ในพิธี​แต่งงานค่ะ​​ถ้าท่านใดรู้ช่วยบอกหน่อย​นะค่ะ​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น