นิตยสารรายสะดวก  Memorandum  ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๙
เราเห็นแก่ตัวกันมากขึ้นหรือปล่าวนะ
ไร้ตัวตน
...ใน​​เมื่อคนดี รู้สึกเหมือนถูก​​เอาเปรียบในสังคม แล้ว​​​​ใครยัง​​จะ​​เป็นคนดี..
ใน​​เมื่อคนดี รู้สึกเหมือนโดนหลอก แล้ว​​​​ใครยัง​​จะ​​เป็นคนดี..
ใน​​เมื่อคนดี ​​ได้รับเคราะห์จากการทำ​​ความดีของ​​เขา แล้ว​​เรายัง​​จะเห็น​​ความดีอีกหรือ.....
ทุกวันนี้ เราเห็นแก่ตัวกันมากขึ้น​หรือปล่าวนะ...​

ครั้งหนึ่ง​ ฉันเคยให้เงินขอทานตามถนนอยู่​บ่อยๆ​...​

​แต่มาวันนี้...​

หลายครั้ง​ที่มัก​จะ​ได้ยินเรื่อง​ราวของขอทาน​ที่​ใช้​ความเห็นใจของผู้คนหลอก​เอาเงินบ่อยๆ​

บ้างก็ทำ​เป็นพิการ บ้างก็​ไปลักเด็กมาบังคับให้นั่งขอทาน บ้างก็โกหกว่า​จะเดินทางกลับบ้าน

เสียงซุบซิบของฝูงชนต่างกล่าวถึงราย​ได้​ที่มากมาย​เกินกว่าเงินเดือน​ที่ฉัน​ได้รับเสียอีก

ทุกวันนี้ฉันจึงไม่เคยให้เงินขอทานอีกเลย​...​


ทุกวันนี้ เราเห็นแก่ตัวกันมากขึ้น​หรือปล่าวนะ...​

ครั้งหนึ่ง​ ฉันเคยลุกให้​กับคนชรา ผู้หญิง ​และ เด็กๆ​นั่ง ​เมื่อขึ้น​รถประจำทาง

จำ​ได้​เมื่อสมัยมัธยมปลาย เวลานั่งรถประจำทาง​ไปโรงเรียน ​จะผ่านโรงเรียนประถม

เด็กๆ​โรงเรียนเหล่านั้น​​เมื่อลงจากรถประจำทาง ก็​จะกล่าวขอบคุณกันเสียงดัง ฟังแล้ว​ก็รู้สึกดี

​แต่มาวันนี้ หลายๆ​ครั้ง​เมื่อ​ที่นั่ง​ที่อยู่​ข้าง​ที่ฉันยืนว่างลง ก็มัก​จะมีผู้หญิงรีบเข้ามานั่งอย่างรวจเร็ว ​และไร้การขอบคุณ​แต่อย่างใด เหมือนว่า

"ก็​ที่นั่งมันว่าง ไม่มี​ใครนั่ง ฉันก็นั่งสิ ​ใครอยากยืนก็ยืน​ไป"

สิ่งเหล่านี้มัก​จะทำให้ฉันหงุดหงิดใจ ​และรู้สึกว่า​ ทำไมฉันไม่นั่ง​ไปซะนะ ​จะแสดง​ความ​เป็นสุภาพบุรุษ​ไปทำไม ใน​เมื่อสาวๆ​เหล่านั้น​ก็ไม่​ได้​เป็นสุภาพสตรี​แม้​แต่น้อย

ทุกวันนี้ ฉันจึงนั่งทันที​เมื่อมี​ที่นั่งว่างข้างๆ​​ที่ฉันยืน...​


ทุกวันนี้ เราเห็นแก่ตัวกันมากขึ้น​หรือปล่าวนะ...​

คุณเคย​ได้ยินเรื่อง​ราวของ คน​ที่ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บถูกรถชนในอุบัติเหตุหรือไม่

ฝูงชน​ทั้งหลายต่างกล่าวว่า จงระวังไว้ว่าคนเจ็บเหล่านั้น​​จะบอกว่าคน​ที่ช่วยเหลือ​คือคน​ที่ชน​เขา...​

แล้ว​​ถ้าอย่างนี้ ​ใคร​จะอยากช่วยผู้อื่นกันเล่า

ใน​เมื่อคนดี รู้สึกเหมือนถูก​เอาเปรียบในสังคม แล้ว​​ใครยัง​จะ​เป็นคนดี

ใน​เมื่อคนดี รู้สึกเหมือนโดนหลอก แล้ว​​ใครยัง​จะ​เป็นคนดี

ใน​เมื่อคนดี ​ได้รับเคราะห์จากการทำ​ความดีของ​เขา แล้ว​เรายัง​จะเห็น​ความดีอีกหรือ

ทำไมผู้หญิงบางคนจึงไม่กล่าวขอบคุณคน​ที่ยืนอยู่​ใกล้ๆ​​ที่นั่งว่างๆ​นั้น​ซักหน่อย​

​เพื่ออย่างน้อย​จะยังให้คนดีนั้น​รู้สึกดี ​และมี​กำลังใจทำสิ่งดีๆ​อยู่​ต่อ​ไป

แล้ว​...​

ทุกวันนี้ เราเห็นแก่ตัวกันมากขึ้น​หรือปล่าวนะ...​

 

F a c t   C a r d
Article ID A-2093 Article's Rate 5 votes
ชื่อเรื่อง เราเห็นแก่ตัวกันมากขึ้นหรือปล่าวนะ
ผู้แต่ง ไร้ตัวตน
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๙
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ บันทึกเงาความคิด
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๑๔๓๗ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๑๒ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๓
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-10105 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 15 ธ.ค. 2549, 14.41 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : รจนา เจนีวา [C-10108 ], [83.180.229.80]
เมื่อวันที่ : 15 ธ.ค. 2549, 15.30 น.

นั่นสินะ คนเราเห็นแก่ตัวขึ้น​​เพราะไม่อยาก​จะให้ ไม่​พร้อม​จะให้...​.​แต่เรามัก​เอาเหตุผลนอกตัวมา​เป็นข้ออ้างในการ​ที่​จะ "ไม่ให้"...​...​.

คง​ต้องถามว่า แล้ว​เราทำ​ความดี (หรือเราให้) ​เพื่ออะไร​?

หากเราทำ​ความดี​เพื่อ​ได้รับสิ่งตอบแทนจากภายนอก เช่น คำชม คำขอบคุณ การยอมรับจากสังคม ​ได้หน้า ​ได้รับการยกย่อง ฯลฯ ...​.เรา​จะไม่มีวันสมหวัง​ได้เลย​...​​เพราะโลก​และคนอื่นย่อมไม่​เป็นอย่าง​ที่เราคิด

​แต่หากเราทำ​ความดี​เพื่อ​ได้รับสิ่งตอบแทนจากภายในเราเอง...​​คือ การลด​ความเห็นแก่ตัว การฝึก​เป็นผู้ให้(​โดยไม่หวังผลตอบแทน ​แม้คำขอบคุณ) การสร้างปิติจากการให้ในสิ่ง​ที่ให้​ได้...​.แบบนี้เรา​จะไม่ผิดหวัง

ด้วยมิตรไมตรี

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : ไร้ตัวตน [C-10110 ], [58.10.84.192]
เมื่อวันที่ : 15 ธ.ค. 2549, 16.51 น.

​ที่คุณ รจนา เจนีวา กล่าวไว้นั้น​ไม่ผิด ยิ่งอ่านซ้ำๆ​หลายๆ​ครั้งก็ยิ่ง​ต้องบอกว่า นี่​คือสิ่ง​ที่ทำ​ได้จริงด้วยตัวของ​แต่ละบุคคนเอง มิ​ต้องพึ่งพา​ใคร

เพียง​แต่ มีประเด็นอยู่​สองสาม​ส่วน​ที่อยาก​จะกล่าวถึงอยู่​ซักหน่อย​

หนึ่ง​ ​คือ...​

การละเลย​ต่อการยกย่องคนดีของคนในสังคม​ที่นับวันคนดี​จะถูกเพิกเฉย ​แต่กลับ​ไปบอกเล่าเรื่อง​ของคนไม่ดีให้ทราบตามหน้าหนังสือพิมพ์จนคน​ทั้งหลายเหมือน​จะลืม​ไปเสียแล้ว​ว่า ​ความดีนั้น​ทำกันอย่างไร หลายคนทำดีมาตลอดชีวิตไม่เคย​ได้รับ​ความสนใจ ไม่เคย​ได้​แม้​แต่คำขอบคุณตอบแทน​ความดี​ที่​เขาทำ แน่นอนว่า​เขาอาจ​จะยังทำดีต่อ​ไป​เพราะใจ​เขา​เป็นสุข​ที่​จะทำอย่างนั้น​ ​แต่​จะมี​ใครเห็นถึงสิ่ง​ที่​เขาทำเล่า ​จะมี​ใคร​ที่มอง​เขา​เป็นแบบอย่าง ​จะมี​ใครอยาก​เป็นคนอย่าง​เขาบ้าง

หากสังคมรู้จักตอบแทนคนดีซักหน่อย​ รู้จักขอบคุณซักนิด ​เมื่อผู้อื่นเห็นก็​จะอยากทำดี
เหมือน​กับการขุดดินบนพื้นดิน ​ถ้าดินอ่อนผู้ขุดก็ขุดง่าย หลุมก็​จะลึก​เพราะผู้ขุดเห็นถึงการพยายามนั้น​ว่ามันสำริดผล ผู้อื่น​เมื่อเห็นหลุมนั้น​แล้ว​อยาก​ได้หลุมของตัวเองก็​จะขุดตาม​เพราะเห็นว่าขุดแล้ว​​ได้หลุมตาม​ที่กระทำจริง ​แต่หากขุดหลุมบนพื้นซีเมนแข็งๆ​ ​แม้ผู้ขุด​จะพยายามเท่าไหร ก็มิ​ได้เกิดหลุม รัง​แต่​จะทำให้เสียมนั้น​บิ่น ​และหักใน​ที่สุด ผู้คนรอบข้างก็​เอา​แต่หัวเราะเยอะก็การกระทำนั้น​ อย่างนี้ก็ไม่มี​ใครอยากขุดตามเช่นกัน

​แต่พูด​ไปก็แค่นั้น​...​จริงๆ​...​.

สุดท้ายก็คง​ต้อง​เป็นอย่าง​ที่คุณรจนา เจนีวา ว่าไว้นั่น​คือ เก็บ​ความอิ่มเอมใจนั้น​ไว้เงียบๆ​คนเดียว


สอง ​คือ..

การให้ทุกครั้ง ​แม้​จะนำมา​ซึ่ง​ความปิติในใจ ​แต่อาจ​จะหา​ได้ถูก​ต้องจริงๆ​ไม่ เช่นกรณีขอทาน ​เมื่อบางคนจับเด็กมาหักแขนหักขา พรากลูกพรากครอบครัว ​เพื่อให้มา​เป็นขอทาน ​เป็นต้น นี้ก็​เป็นกรณีหนึ่ง​ ​ที่เหมือน​กับการให้ กลาย​เป็นการสนับสนุนให้คนกระทำ​ความผิดมากขึ้น​ แทน​ที่​จะช่วยเด็กเหล่านั้น​ กลับกลาย​เป็นทำลายเด็กเหล่านั้น​ หรือ​แม้ขอทาน​ที่ชอบหลอกลวง​โดยการขอค่ารถกลับบ้านก็ตามที การให้ก็เหมือน​กับ​เป็นการช่วยให้พวก​เขาโกหกมากขึ้น​ ​แม้เรา​จะ​ได้บุญ ​แต่ก็กลับ​ไปเพิ่มบาปให้​กับพวก​เขาอย่าง​ที่เราไม่รู้ตัว ​แม้เรา​จะปิติจากการให้ ​แต่มันสมควรแล้ว​หรือ...​

ถึงตรงนี้แล้ว​นึกถึงเรื่อง​บุญ​กับบาป ขอละไว้ก่อน ​จะนำมาเขียนในโอกาศต่อ​ไป

สาม...​

ทำคุณ บูชาโทษ คำกล่าวนี้หลายคนคง​ได้ยินมาบ้าง ในกรณีสุดท้าย​ที่บอก​ไปนั้น​ การช่วยคนถูกรถชน ​แต่กลาย​เป็นผู้​ต้องหา​ต้องคดี​ทั้งๆ​​ที่เราไม่​ได้​เป็นคนชนนั้น​ อาจ​จะแน่ชัด​ที่สุด​กับอารมณ์ของผู้​ที่คิดอยาก​จะทำดี ใจมี​ความสุข ​แต่กลับ​ต้องมาทุกข์ด้วยผลของการช่วยเหลือนั้น​ ​จะโทษว่า​เป็นเวรกรรม​แต่ชาติปางก่อนใดๆ​ก็แล้ว​​แต่เถอะ ​แต่มันสมควรแล้ว​หรือ​ที่คนดีๆ​​จะโดนแบบนั้น​ ตัวอย่างเรื่อง​นี้ง่ายๆ​​ที่พบ​ได้ตามหน้าหนังสือพิมพ์ก็เช่น เห็น​เพื่อนนักศึกษาเดินอยู่​หน้ามหาลัย​ที่ไกลจากถนนใหญ่ ใจดี เห็นว่า​จะ​ไปถนนใหญ่ทางเดียวกันเลย​​จะขับ​ไปส่งให้ ​แต่ปรากฏว่าพอรับขึ้น​รถมากลับโดนจี้ พา​ไปข่มขืน อย่างนี้ยัง​จะมีปิติใดเหลืออีก ผู้ช่วยเหลือผู้ถูกรถชน ​และสาวผู้คิด​จะช่วย​เพื่อนนักศึกษาพา​ไปส่งหน้าปากซอยนั้น​ ยังอยาก​จะช่วยคนอยู่​อีกหรือไม่ ทุกคนคงทราบคำตอบนั้น​ดีอยู่​แล้ว​

สามสิ่งนี้ จึง​คือสิ่ง​ที่​จะสื่อในบท​ความนี้



ด้วย​ความเคารพ ​และน้อมรับด้วยจิตคาราวะ

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : `ด้วยรักจากใจ [C-10120 ], [203.188.41.214]
เมื่อวันที่ : 15 ธ.ค. 2549, 20.09 น.

เราว่านะคะ​ มันอยู่​​ที่มุมมอง​ที่คุณเลือกมองมากกว่า

เราคิดอยู่​เสมอว่า ขอทาน ​ถ้าเค้ามีงาน​ที่ดีกว่านี้ให้เค้าทำ เค้าคงไม่มาขอทานหรอก

​ส่วนเรื่อง​​ที่ว่า​เป็นพวกแก๊งลักเด็ก เราก็เคย​ได้ยิน ​แต่เราก็ไม่​สามารถรู้​ได้ว่า​ความจริง

แล้ว​​เขา "​เป็น" อย่างไรกันแน่ สิ่ง​ที่เราทำ​ได้ก็ ​คือ ​ถ้าเรามีเงิน เราก็​จะให้ ​แต่​ถ้าเราไม่มี

เราก็ไม่ให้ ​เพราะเราถือว่าเราทำด้วยบริสุทธิ์ใจ เราไม่คิดว่านั้น​​จะ​เป็นการทำร้ายเด็กคน

นั้น​หรอก ​ถ้าเรายิ่งไม่ให้เงิน​เขาซิ ​เขาอาจ​จะแย่มากกว่านี้อีก บอกแล้ว​ไง ​ถ้าเลือก​ได้คง

ไม่มี​ใครอยากมา​เป็นขอทานหรอกค่ะ​

เรื่อง​​ที่คุณ​จะไม่ลุกให้เด็ก สตรี หรือว่า คนชรา นั้น​ก็​เป็นสิทธิ์ของคุณ​ที่คุณ​จะทำ​ได้

​และเราอยาก​จะบอกว่า ไม่ใช่ผู้หญิงทุกคนหรอกนะคะ​​ที่มีนิสัยแบบนั้น​

บางทีเราอาจ​จะ​เป็น​ส่วนน้อยในสังคม​ที่คุณเห็นก็​ได้

​และเรื่อง​​ที่ว่า คนถูกชน​จะกล่าวหาคุณ เราว่าเรื่อง​นี้ก็น่าคิดนะ ​แต่เรายังไม่มีรถน่ะซิ

เลย​ไม่เคยเจอ ​ถ้า​เป็นเรานะ เราคงไม่ทำ ​ถ้า​เป็นคนอื่นเราก็ไม่รู้เหมือนกัน

​แต่​ถ้าเราเจอเราก็คงยัง​จะช่วยอยู่​ดี ​และเราไม่เชื่อว่าคนถูกชนเค้า​จะ​เป็นอย่างนั้น​กันทุกคนหรอก

​และเราคิดว่า​ถ้าเราไม่เห็นแก่ตัว คุณไม่เห็นแก่ตัว ก็มีคนไม่เห็นแก่ตัวตั้ง 2 คนแล้ว​ไม่ใช่หรอคะ​

​และพี่ๆ​ในครอบครัวนกน้อยนี้อีก อย่างน้อยก็นกน้อย​ทั้งครอบคัรวแล้ว​นิ​ที่ไม่เห็นแก่ตัว

เรื่อง​อย่างนี้​ถ้าเราทำ​เป็นตัวอย่าง เราเชื่อนะคะ​ว่า คน​ที่เค้ายังมีจิตใจ​เป็นมนุษย์อยู่​

เค้าคงเข้าใจ ​และทำตาม​ได้ไม่ยาก

คุณเริ่มคิดเหมือนเราแล้ว​ใช่มั้ยคะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๕ : ไร้ตัวตน [C-10126 ], [124.120.3.33]
เมื่อวันที่ : 16 ธ.ค. 2549, 07.59 น.

ขอบคุณ คุณด้วยรักจากใจ ​ได้ให้​ความเห็น​ที่น่าสนใจไว้หลายๆ​เรื่อง​

ขอยกมา​เป็นเรื่อง​ๆ​ดังนี้

หนึ่ง​

บทสรุป​ทั้งหมด อยู่​ในประโยคแรกนั้น​แล้ว​ นั่นก็​คือ

"มันอยู่​​ที่มุมมอง​ที่คุณเลือกมอง"

ตรงนี้สำคัญ ​เพราะมัน​จะ​เป็นสิ่งชี้นำให้​แต่ละคนปฏิบัติตัว​ไปตามสิ่ง​ที่ตัวเองคิด

เรื่อง​นี้​ถ้า​จะต่อยอดคง​ได้เรื่อง​ยาวอีกหนึ่ง​บท​ความ จึงขอสรุปไว้แค่ประโยค​ที่คุณด้วยรักจากใจ กล่าวไว้ก่อนแล้ว​กัน


สอง

​ต่อมา​ที่ว่า "ไม่มี​ใครอยากมา​เป็นขอทานหรอกค่ะ​" ในประโยคนี้ เราเห็นว่าถูกเพียงครึ่งเดียว ครึ่ง​ที่ถูกนั้น​คุณด้วยรักจากใจ ​ได้เข้าใจแล้ว​ จึง​จะขอกล่าวแค่อีกครึ่ง​ที่เหลือแล้ว​กัน

เราไม่อยากบอกว่า ขอทาน​ได้เงินนับ​ทั้งเดือนแล้ว​มากกว่ามนุษย์เงินเดือนทั่ว​ไป
ยิ่ง​สามารถทำให้คนเห็นใจมากเท่าไหร จำนวนเงินก็ยิ่ง​ได้มากขึ้น​เท่านั้น​ ดังนี้แล้ว​จึงมีคนกล้าตัดแขนขาตัวเอง​เพื่อให้​ได้เงิน​ที่เยอะขึ้น​

เราไม่อยากบอกว่า การ​ได้เงินมาง่ายๆ​เหล่านี้ ย่อมทำให้​เขานำ​ไป​ใช้ง่ายๆ​ เช่นเล่นการพนัน ซื้อเหล้า ซื้อยาเสพติด ​เพราะ​เมื่อหมดก็​สามารถขอใหม่​ได้เรื่อยๆ​ไม่​ต้องลำบากทำงาน

​ที่ไม่อยากบอก​เพราะสิ่งเหล่านี้ ​จะจริงหรือไม่เราก็ไม่​ได้ตาม​ไปพิสูจน์

​แต่เราคิดว่า ปัญหาเรื่อง​นี้มันกว้างเกินกว่า​ที่คาดคิดไว้มาก ดังเช่นภูเขาน้ำแข็ง​ที่ลอยอยู่​ในมหาสมุทร ​ที่ยื่น​ส่วนเล็กๆ​ลอยพ้นน้ำให้เห็นแค่นั้น​ ยกตัวอย่างเช่น ปัญหายาเสพติด ปัญหาการโจรกรรม ปัญหาคนต่างด้าว ก็มี​ส่วนเกี่ยวข้องกัน​ทั้งสิ้น ​แต่ก็ช่างเถอะ พูด​ไปก็ไกลเกินตัว

เรามาพูดกันให้ตรงจุดดีกว่า นั่น​คือ

อย่าให้ปลาแก่​เขา ​แต่จงสอนให้​เขาจับปลา

ขอทาน​ได้​แต่ขอปลา ​และ​ถ้าเราให้ปลา ​เมื่อ​เขากินปลาหมด ​เขาก็​จะ​ต้องมาขออีกเรื่อยๆ​ ทำไมเราไม่สอนให้​เขาจับปลา แทน​ที่​จะให้ปลา​เขา

​ที่พูดมิใช่ให้​ไปสอน​เขาด้วยตัวเอง ​เพราะทางรัฐบาลเองก็มีโรงเรียนสอนวิชาชีพ​ที่เปิดสอนฟรีๆ​อยู่​หลายแห่ง หากพวกขอทานไม่อยาก​เป็นขอทานจริงๆ​ก็​สามารถ​ไปเรียนรู้​และฝึกฝนตัวเอง​เพื่อให้มีวิชา​ไปประกอบอาชีพ​ได้

เสีย​แต่ว่า ขอปลา มันง่ายกว่าหาปลา พวก​เขาจึงไม่มี​ความพยายาม

ตรงนี้จึงอยากฝากให้คิด

สุดท้ายก็อยู่​​ที่ประโยคข้างต้น​ที่ว่า "มันอยู่​​ที่มุมมอง​ที่คุณเลือกมอง"

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๖ : `ด้วยรักจากใจ [C-10132 ], [203.188.31.176]
เมื่อวันที่ : 16 ธ.ค. 2549, 14.15 น.

​ที่คุณไร้ตัวตนพูดมันก็ถูก​ต้องมากๆ​ บาง​ที่เราคงลืม​ไปว่าทุกๆ​คนไม่​ได้​เป็นเหมือนเราหมด

​และก็ เราก็ยัง​เป็นแค่เด็กคนนึงเท่านั้น​เอง เราอาจ​จะมองโลกในแง่ดีเกิน​ไป

เรื่อง​บางเรื่อง​ อยู่​​ที่สามัญสำนึกของ​แต่ละคงจริงๆ​ค่ะ​ อย่าง​ที่คุณพูดก็ถูก

สอนให้​เขาจับปลาให้​เป็นดีกว่า ...​​แต่ว่า เราคงไม่มีโอกาส​ได้​ไปสอนเค้าจับปลาหรอก

อยากมากก็แค่ช่วยหาปลาให้​เขา​ได้บ้าง​เป็นบางครั้ง ​เพราะด้วยเหตุผลหลายๆ​อย่าง

อย่างว่าแหละ​นะคะ​ "มันแล้ว​​แต่มุมมอง​ที่คุณเลือกมอง"

ป.ล. เราอายุพึ่ง 15 เองค่ะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๗ : ไร้ตัวตน [C-10133 ], [124.120.17.226]
เมื่อวันที่ : 16 ธ.ค. 2549, 15.14 น.

ขอบคุณ คุณด้วยรักจากใจ ​ที่ให้​ความสนใจในงานเขียนชิ้นนี้​และร่วมแสดง​ความคิดเห็น เราเองอายุก็มิ​ได้เยอะ ​ความโง่เขลาก็ยังมีอยู่​อีกมาก ในบท​ความเรื่อง​ต่อๆ​​ไปหวังว่าคง​ได้พูดคุยกันอีก ..

แล้ว​ก็..

สุขสันต์วันปีใหม่

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๘ : `ด้วยรักจากใจ [C-10134 ], [203.188.31.176]
เมื่อวันที่ : 16 ธ.ค. 2549, 15.33 น.

ไม่ทราบว่าคุณเล่น MSN รึเปล่าคะ​
​คือ เราอยากคุยด้วยน่ะ อยากแลกเปล่า​ความคิดเห็นแบบตรงๆ​เลย​

MZhetaera_lady-killer@hotmail.com

เรา​จะรอนะคะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๙ : Rotjana Geneva [C-10197 ], [83.189.167.56]
เมื่อวันที่ : 20 ธ.ค. 2549, 20.20 น.

สนุกจังเลย​ค่ะ​ ติดตาม​ความคิดของ คุณ "ไร้ตัวตน" ​กับ คุณ "ด้วยรักจากใจ"...​..คมคาย​ทั้งคู่...​ขอชมเชยค่ะ​

ขอรจนาร่วมแจมด้วยอีกคนแล้ว​กันนะคะ​ ถือว่า เรามาสนทนากัน​เพื่อช่วยเปิดใจของเราให้เห็นหลาย ๆ​ มุม

รจนาเข้าใจสิ่ง​ที่คุณไร้ตัวตน​ต้องการ​จะสื่อค่ะ​ ​แต่​ที่แสดง​ความเห็นมา ก็​เพื่อช่วยกันมองหลาย ๆ​ ด้าน...​อันนี้ไม่​ได้​เป็นการเบี่ยงประเด็นหรือแนวคิดของบท​ความ​แต่ประการใด

เหตุผล​ทั้งสามข้อ​ที่คุณไร้ตัวตนยกมานั้น​ ​ทั้งข้อหนึ่ง​ (การละเลย​ให้เครดิตคนดี) ข้อสอง (ปิติจากการให้) ข้อสาม (ทำคุณบูชาโทษ) ​เป็นสิ่ง​ที่จริงรจนาเองยอมรับว่า ดำรงอยู่​ในสังคมของมนุษย์จริงค่ะ​...​..​แต่เรา​จะ​ต้องมองมันด้วยสายตาแบบเดิม ๆ​ หรือไม่...​.นี่​เป็นสิ่ง​ที่รจนาอยากร่วมเสวนาค่ะ​

หนึ่ง​...​.​ความดีนั้น​ควรทำ​เพื่อลด​ความเห็นแก่ตัวของตนเองค่ะ​ ​แต่​ต้องทำให้เหมาะสม​กับฐานะ​ที่​จะทำ​ได้ เช่น ไม่ทำจนเกินตัว เกิน​กำลัง เกินเวลา เกินทรัพย์​ที่มีอยู่​...​นั่น​คือ ทำด้วยทางสายกลางนั่นเอง หากทำมาก​ไป อาจทำแล้ว​เกิดทุกข์ แล้ว​ก็พอไม่มี​ใครชมก็เสียใจ (เช่น แหม อุตส่าห์ลงทุนตั้งมากมาย​ แล้ว​ยังไม่มี​ใครเห็น​ความดีอีก) ...​.​และควร​ต้องทำ​โดยจิตตั้งมั่นว่า "ไม่หวังอะไร​ตอบแทน" ​และเชื่อในการให้ผลแห่ง​ความดี ​ซึ่งมีเฉพาะตัวเท่านั้น​...​.

แน่นอน พูดง่ายทำยากค่ะ​ ​แต่หากฝึกเมตตา รักษาศีลอยู่​​เป็นนิจ ภาวะของ "การไม่หวังอะไร​ตอบแทน" ​จะมั่นคงขึ้น​ ​และใจ​จะหนักแน่นในการทำดีมากขึ้น​ มีปิติอย่าง​เป็นธรรมชาติ ไม่​ต้องฝืน ​เพราะมีศีล​เป็นพลัง...​.

สอง...​.ภาวะ​ที่สังคมละเลย​คนดีนั้น​ คงไม่จริงเสมอ​ไปค่ะ​ คนดีด้วยกัน​จะยกย่องคนดีเสมอค่ะ​ ​เพราะมองกันออก ​แต่เราอาจ​จะยังไม่เจอคนดี​ที่ว่านี้บ่อยนัก ​เพราะ​ความดี​เป็นสิ่งทำ​ได้ยาก บางคนทำดีก็ไม่​ได้แสดงออกให้​ใครรู้ ​แต่การนิยามคำว่า "​ความดี" ก็อาจ​จะ​เป็นปัญหา​ได้เหมือนกัน สิ่ง​ที่คนกลุ่มนี้เรียกว่า "ดี" คนอีกกลุ่มหนึ่ง​อาจรู้สึก "เฉย ๆ​" สิ่ง​ที่เราคิดว่า ทำดีมากแล้ว​ ​แต่คนอื่นกลับไม่เห็นประโยชน์ก็​ได้...​.เช่น คนไทยอาจ​จะยกย่องคน​ที่เสียสละ​ไปอาสาสมัครช่วยเหลือคน​ที่เดือดร้อน​เพราะ​เป็นสิ่ง​ที่ทำ​ได้ยาก (​ต้องเสียเวลา เสียทรัพย์) ​แต่คนสวิสทำงานอาสาสมัครกันจน​เป็นเรื่อง​ปกติ...​.ไม่​ได้หมาย​ความว่า ​เขาดีกว่า เพียง​แต่สังคม​แต่ละแห่งต่างมีมาตรฐานการมอง การประพฤติปฏิบัติไม่เหมือนกันเสียทีเดียว

​เอาอย่างนี้ดีกว่า เรามาหัดชมคน​ที่ทำ​ความดีรอบตัวเรากันให้บ่อย ๆ​ ขึ้น​ดีไหมคะ​ ​จะ​ได้ทำให้คนทำ​ความดี​เขามี​กำลังใจ นี่​คือ เรา​กำลังทำ​ความดี​โดยให้​กำลังใจคนดีไงคะ​ อย่ามัว​ไปหวังจากคนอื่นเลย​ เรา​เป็นคนแรก​ที่ทำดีด้วยการชมคนดี-ดีกว่า...​.. ...​​แต่คำชมเหล่านั้น​ก็​จะ​ต้องเปี่ยมด้วย​ความหนักแน่น จริงใจ ถูก​ต้อง ไม่พร่ำเพรื่อ ไม่พูดเกิน​ความจริงด้วย...​.เช่น คน​เขาทำบุญหนึ่ง​บาท​ ก็​ไปชม​เขาว่า อย่างนี้​ต้อง​เป็นเศรษฐีเงินล้าน...​..คำชมอย่างนี้รจนาว่า เหมือนพูดยกยอ​ไปเรื่อย ไม่ไตร่ตรองเท่าไร...​

สิ่งนี้ทำให้รจนานึกถึงคำพูดของท่านพุทธทาสว่า "​จะชั่ว​จะดี อัปรีย์​ทั้งนั้น​" ท่านดูเหมือนพูดแรง ท่านอธิบายว่า อัปรีย์ นั้น​หมายถึง ไม่สวยงาม ไม่น่า​เอา ท่านบอกว่า การยึดมั่น​ความดีนั้น​อันตรายกว่าการยึดมั่น​ความชั่วเสียอีก ​เพราะ​ความชั่วนั้น​​ใคร ๆ​ ก็รู้ ​และไม่​เอา (​แต่ก็ยังทำกัน) ​แต่​ความดีนั้น​ ​ใคร ๆ​ ก็คิดว่า ดี น่า​เอา ​และ​เอาไว้​ใช้ข่ม​ความชั่วไม่ให้กำเริบในใจเรา

ท่านพุทธทาสพูดว่า พุทธศาสนา​ที่สอน ๆ​ กันอยู่​นั้น​ สอนเรื่อง​กรรมดี กรรมชั่ว ​แต่สอนไม่สุดไม่ตลอดว่า ยังมีกรรมไม่ดีไม่ชั่วอีกหนึ่ง​ชนิด​ที่สำคัญยิ่ง กรรมเช่น​ที่ว่านี้​คือ กรรม​ที่ปฏิบัติแล้ว​นำ​ไปสู่​ความหลุดพ้น อัน​ได้แก่ มรรคมีองค์แปด พรหมวิหารธรรม การภาวนา​ทั้งหลาย ​การปฏิบัติภาวนา​เพื่อพิจารณาให้เข้าถึง​ความทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ​และเข้าสู่ทางพ้นทุกข์ ​คือ กรรมไม่ดำไม่ขาว (ไม่ดีไม่ชั่ว) แบบ​ที่ว่านี้...​..

การไม่ยึดมั่นใน​ความดีก็ไม่​ได้หมาย​ความว่า เรา​ต้องรังเกียจการทำ​ความดี หรือเลิกทำ​ความดี ​เพราะ​จะอย่างไร ​ความดีก็​คือฐานของบุญ​ที่​จะช่วยพยุงเราให้ผ่านพ้นอุปสรรค ก้าวหน้าใน​การปฏิบัติธรรม รักษาตัวเราให้ไกลจากการเกลือกกลั้ว​กับ​ความชั่ว​ได้ ​และพาเราใกล้มรรคผล​ได้ง่ายขึ้น​

ทำอย่างไร เราจึง​จะทำ​ความดีอย่างมีอุเบกขา ​และไม่หวั่นไหว​ทั้งคำสรรเสริญ​และคำนินทา​ที่​ได้ยิน...​.นี่​เป็นโจทย์​ที่ปุถุชนอย่างเรา​จะ​ต้องฝึกฝนกันต่อ​ไป

เรื่อง​การเล่าเรื่อง​ของคนไม่ดีให้ทราบตามหน้าหนังสือพิมพ์นั้น​...​​ต้องอย่าลืมว่า หนังสือพิมพ์มีไว้ขายข่าวนะคะ​ ​และ ข่าวร้ายเท่านั้น​​ที่ขาย​ได้ หากเราเองหรือคนรอบตัวเรายังชอบอ่านข่าวร้ายของคนอื่น (ปล้น ฆ่า ข่มขืน น้ำท่วม จราจล ระเบิด ฯลฯ) แล้ว​เรา​จะ​ไปหวังเห็นข่าวเรื่อง​ดี ๆ​ ​ได้อย่างไร...​จริงหรือว่า เราอยู่​ในสังคมโลกนี้ไม่​ได้หากไม่​ได้อ่านข่าวสารบ้านเมือง...​.​โดยเฉพาะข่าวร้ายจากทุกมุมโลก?

สาม...​เรื่อง​การ​เอา​ใครสักคน​เป็นแบบอย่างนั้น​ รจนาเชื่อว่ายังเกิดขึ้น​เสมอค่ะ​ ​แต่อาจ​จะไม่​ได้​เอาแบบอย่างจากข่าวหนังสือพิมพ์ หรือคนไกลตัว เรา​เอาแบบอย่างคนใกล้ตัวเรามากกว่านะคะ​ อาจ​จะ​เป็นอย่างครูของเรา แม่เรา พ่อเรา พี่เรา น้าเรา...​คน​ที่เรานับถือ...​.เหล่านี้​คือ คนดีตัวจริง ​ที่​เป็นของจริงมากกว่าคนดีในข่าวค่ะ​

หากมองในระดับสากล มีรางวัลโนเบล รางวัลแมกไซไซ ​และรางวัลสันติภาพมากมาย​​ที่ให้ไว้​เพื่อประกาศเกียรติคุณคนทำ​ความดีต่อสังคมในด้านต่าง ๆ​ บ้านเราเองก็คงมีอยู่​หลายรางวัล นักเรียนดีเด่น พ่อตัวอย่าง แม่ตัวอย่าง ครูตัวอย่าง ลูกจ้างตัวอย่าง ข้าราชการตัวอย่าง ฯลฯ ​แต่รจนายังเชื่อว่า รางวัล​ที่ดี​ที่สุด ​คือ กุศลบารมีจากการทำดีของเรา​ที่คุ้มครองตัว ​และ​เป็นเสบียงให้แก่ตัวเรา ​ทั้งในชาตินี้​และชาติหน้าค่ะ​...​..รางวัลนอกตัวนั้น​ ให้แล้ว​ไม่กี่วันคนก็ลืม ​แต่รางวัล​ที่​ได้จากกรรมดีนั้น​​จะติดตามเรา​ไปทุกหนทุกแห่ง

คน​ที่​เขาไม่ทำตามแบบอย่างของคน​ที่ทำดีนั้น​ ​เพราะ "​ความดีทำ​ได้ยาก" ค่ะ​ ​ต้อง​ใช้​กำลังใจมหาศาล ​คือ ​ต้องทำ​เพราะเชื่อว่าดี เชื่อว่าทำแล้ว​​ได้ผล (​แม้ว่า​จะไม่รู้​เมื่อไร) ไม่หวั่นไหวในคำเยาะเย้ย ทำ​โดยไม่หวังผล ทำ​โดยไม่ย่อท้อ ทำด้วย​ความเหน็ดเหนื่อย ​ต้องเสียสละ​ความสบายของตนหลาย ๆ​ อย่าง เคยมี​ใครเห็นคนทำดีแบบสบาย ๆ​ บ้างไหม ​ต้องรู้ดีรู้ชั่ว แยกแยะผิดชอบชั่วดี​เป็นด้วย...​...​พูดแค่นี้ก็คงพอ​จะเห็นว่า ​จะมีกี่คน​ที่อยากทำ​ความดีกัน

ดังนั้น​การไม่​เอาแบบอย่างจึงไม่ใช่ปัญหาของคนทำดีค่ะ​ ​แต่​เป็นปัญหาของคน​ที่ไม่อยากทำดีมากกว่า...​...​.ปล่อย​เขา​ไปเถอะค่ะ​ เราไม่ควร​เอาแบบอย่างคน​ที่ไม่อยากทำดีไม่ใช่หรือคะ​?

​ส่วนเรื่อง​การให้เงินขอทาน​ที่เราสงสัยว่า ​จะมีแก๊งค์อยู่​เบื้องหลังนั้น​ รจนาคิดว่า คุณด้วยรักจากใจ ตอบ​ได้ตรง ๆ​ ​และจริงใจ​ที่สุด นั่น​คือ เราไม่รู้​ความจริง​ทั้งหมด (​เป็นคำพูด​ที่​เป็นข้อธรรมะมาก ๆ​ เลย​ค่ะ​) ​และการให้นั้น​อยู่​​ที่จิตของผู้​พร้อม​จะให้ (​และปัจจัย​ที่มี) หากเราไม่​พร้อม​จะให้ เรา​จะเกิดเหตุผลขัดแย้งมากมาย​ ดังนั้น​...​.หากสงสัยก็อย่าให้ ​เพราะจิต​ที่ให้อย่างเคลือบแคลง บุญ​ที่​ได้ก็​จะหมอง หรืออาจไม่​ได้เลย​ด้วยซ้ำ การไม่ให้จึงอาจ​จะดีกว่าในกรณีนี้ ​และก็ไม่ผิดอะไร​​ที่​จะไม่ให้...​.​แต่ก็อย่า​ไปว่าคน​ที่​เขาให้นะคะ​ ​เพราะภาวะใจอันบริสุทธิ์จากการให้ของ​แต่ละคนนั้น​ไม่เหมือนกัน ​แม้คน​ที่รับทาน​จะ​เป็นคนเดียวกันก็ตาม

​ทั้งนี้​ทั้งนั้น​ รจนาไม่​ได้หมาย​ความว่า เรา​ต้องให้ทาน​กับทุกคนทุกครั้งอย่างสะเปะสะปะไม่เลือกหน้านะคะ​ สิ่งสำคัญในการให้ทาน​คือ "จิต​ที่เต็มใจก่อน​ที่​จะให้ทาน" "จิต​ที่มีกรุณา​ระหว่างให้ทาน ​คือ อยากให้คน​ได้รับ​เขามี​ความสุข" ​และ "จิต​ที่อิ่มเอม​กับทาน​ที่ให้​ไปแล้ว​"

​เมื่อทานหลุดจากมือแล้ว​ก็​ต้องหลุดจริง ๆ​ กลาย​เป็นของผู้รับ​ไปแล้ว​ หากเรายังติดใจ กลัวโน่น กลัวนี่ว่า ​เขา​จะ​เอาทานของเรา​ไปทำสิ่งไร้ประโยชน์ นั่นถือว่า เรายังไม่​ได้ให้ทานค่ะ​ เรายังยึดติด​กับทานของเราอยู่​...​..แบบนี้ทำเท่าไรก็ไม่เกิดปิติค่ะ​...​.อย่าทำเสียดีกว่า

รจนาชอบ​ที่คุณด้วยรักจากใจบอกว่า หากคุณไม่เห็นแก่ตัว เราไม่เห็นแก่ตัว ก็มีคนไม่เห็นแก่ตัวเกิดขึ้น​ตั้งสองคนแล้ว​...​.

หากทาน​ที่เราให้ถูกนำ​ไป​ใช้ในทางเสียหาย เราไม่​ต้องรับบาปจากผลของการให้ทานค่ะ​ อย่าลืมว่า หากทานหลุดพ้นมือเรา​ไปแล้ว​ ก็​เป็นวัตถุของผู้รับนะคะ​...​.ถึง​แม้ว่า เรา​จะติดใจว่า ​เป็นของเรา ​เป็นของเรา...​.อย่าง​ที่พูด​ไปแล้ว​...​​แต่ก็ไม่​ได้ทำให้เรา​เป็นเจ้าของวัตถุนั้น​อีกต่อ​ไปค่ะ​...​.

เรื่อง​นี้​เป็นเรื่อง​ละเอียดอ่อน ​เพราะทุกคนต่างก็กลัวว่า ตัวเอง​จะมี​ส่วนร่วมในการทำชั่วของคนอื่น เช่น ​เอาเงิน​ไปซื้อยาเสพติด ซื้ออาวุธฆ่าคนอื่น...​.​แต่หากเราเข้าใจกฎแห่งกรรมจริง ๆ​ เรา​จะเห็นว่า มัน​เป็นเรื่อง​ง่าย ๆ​ ​ที่ว่า กรรมใด​ใครก่อ กรรมนั้น​ผู้ก่อ​เป็นผู้​ได้รับค่ะ​

กรรม​ที่เราก่อ​คือการให้ทานด้วยเมตตา...​.ผล​คือ "เรา" ​ได้บุญ
กรรม​ที่​เขาก่อ​คือ​เอาทานเรา​ไปทำผิดคิดร้าย...​.ผล​คือ "​เขา" ​ได้บาปค่ะ​


อ้อ...​.สิ่ง​ที่ควรรู้อีกอย่างหนึ่ง​ ​คือ ทาน​ที่ให้​กับบุคคลต่างกันก็ย่อมให้ผลต่างกันด้วย เช่น ทาน​ที่ให้​กับสัตว์มีผลน้อยกว่าทาน​ที่ให้​กับคน ทาน​ที่ให้​กับคนธรรมดา​ที่ไม่​ได้รักษาศีลรักษาสัตย์ย่อมมีผลน้อยกว่าทาน​ที่ให้คน​ที่มีศีลมีสัตย์​ที่ประกอบคุณงาม​ความดีสม่ำเสมอ ทาน​ที่ให้​กับคนมีศีลมีสัตย์มีผลน้อยกว่าทาน​ที่ให้​พระสงฆ์​ที่รักษาศีลไม่ด่างพร้อย ทาน​ที่ให้​พระสงฆ์มีผลน้อยกว่าทาน​ที่ให้​พระอริยบุคคล (​ซึ่งบางทีเราก็ดูไม่ออกว่า ​พระรูปไหน​เป็นอริยบุคคลเหมือนกันนะคะ​ ​เพราะบางทีคนธรรมดาเดินดินบางคนอาจ​จะบรรลุมรรคผลขั้นต้น ๆ​ ​ได้เหมือนกัน) ทาน​ที่ให้​กับ​พระอริยบุคคลชั้นล่าง​จะให้ผลน้อยกว่าทาน​ที่ให้​กับ​พระอริยบุคคลลำดับสูงขึ้น​​ไป ทาน​ที่ให้​กับ​พระอริยบุคคลชั้นสูงสุดยังมีผลน้อยกว่าทาน​ที่ให้​กับ​พระพุทธเจ้า...​​เอา​เป็นว่า ข้อสุดท้ายตัดออก​ไป​ได้เลย​...​เหลือ​แต่ข้ออื่น ๆ​ ​ที่พวกเราพอ​จะทำ​ได้นะคะ​

ดังนั้น​ การไม่ให้ทาน​กับขอทานเข็ญใจ หยาบกระด้าง ไม่รักษาศีล ก็ไม่​ได้​เป็นการเสียโอกาสการทำบุญ​แต่อย่างไร หากเรายังหมั่นให้ทาน​กับคนอื่น ๆ​ ​ที่มีศีล สัตย์ ​ความดีงามค่ะ​...​.​ต้องรู้​และ​ต้องเลือก​เป็นเหมือนกัน...​..​แต่ว่าหากเราให้ทาน​ได้​กับทุกผู้ทุกคนทุกระดับ...​.นั่น​คือการขัดเกลาจิตใจให้ปราศจาก​ความเห็นแก่ตัวอย่างแท้จริงค่ะ​

(​แต่เชื่อ​ได้อย่างไรว่า เราดูขอทานทุกคนออกว่า​เขาไม่รักษาศีล ไม่มี​ความดีงามให้น่าเคารพ ​เขาอาจ​จะทำ​ความดีอย่างยิ่งใหญ่ไว้ตรงไหน เราก็ไม่รู้เหมือนกัน ขอย้อนกลับ​ไป​ที่คำพูดของคุณด้วยรักจากใจว่า "เราไม่รู้​ความจริง​ทั้งหมด")

เรื่อง​ทำคุณ บูชาโทษ...​.รจนาชอบ​ความเห็นของคุณด้วยรักจากใจว่า ทุกคนไม่​ได้​เป็นอย่างนั้น​เสมอ​ไป (ไม่น่าเชื่อว่าอายุเพิ่ง ๑๕ ปีนะคะ​ ดูคมคาย ​เป็นผู้ใหญ่ใน​ความคิดมาก ๆ​ เลย​ค่ะ​) รจนาเชื่อเรื่อง​กรรมค่ะ​ หากเราทำดีแล้ว​กลาย​เป็นโทษ รจนากลับมองอีกอย่างหนึ่ง​ ​คือ ​เพราะเราทำกรรมดีในการช่วยคนอื่น (เช่น ช่วยคนถูกรถชน) แทน​ที่เรา​จะเจอเคราะห์ร้าย​ที่หนักปางตาย ถูกรถชนเสียเอง) หรือวอดวายขายตัว เราก็เจอแค่​ความเดือดร้อนจากการถูกเข้าใจผิด อาจ​ต้องเสียทรัพย์ เสียเวลา ​แต่ไม่เสียชีวิต...​.​ทั้งนี้​เพราะการทำ​ความดีช่วยเหลือคน​ได้มาช่วยผ่อนหนักให้​เป็นเบา​ไปเสียก่อน

รจนาเห็นด้วยว่า การช่วยคนเดือดร้อนนั้น​ ​ส่วนใหญ่คน​ที่รับ​ความช่วยเหลือไม่​ได้​เป็นคนร้ายเสมอ​ไป...​.​แต่​เพราะใจเราชอบจำข่าวร้าย พอมีคน​ที่เจอเรื่อง​ร้าย ๆ​ อาจ​จะแค่ ๑ ใน ๑๐ ใน ๑๐๐ เราก็เลย​พาลไม่อยากทำ​ความดีช่วยคน (​เพราะปกติก็ไม่ค่อย​จะอยากทำอยู่​แล้ว​) ​เพราะกลัว​จะเจอกรณีเดียวกัน...​..เห็นไหมคะ​ว่า เราเชื่อข่าวร้ายมากกว่าข่าวดีแค่ไหน...​แน่ละ เราต่างกลัวเดือดร้อน กลัวลำบากด้วยกัน​ทั้งนั้น​...​..​ซึ่งหากเราเชื่อในอานิสงส์แห่ง​ความดี​และกฎแห่งกรรมแล้ว​​จะ​พร้อมช่วยเหลือคนอื่นมากขึ้น​...​​โดยไม่ลังเล​กับผล​ที่​จะตามมา

​ส่วนคน​ที่ทำดีแล้ว​เกิดผลร้าย เช่น รับคนขึ้น​รถแล้ว​ถูกจี้ข่มขืน หรือรับคนบาดเจ็บแล้ว​​โดยกล่าวหาว่า ​เป็นคนชนเสียเอง...​รจนาอยากให้มองว่า มนุษย์เราทุกคนเกิดมาด้วยกรรม มีกรรม​เป็นเครื่องกำหนด มีกรรม​เป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรม​เป็น​ที่พึ่งอาศัย มีกรรม​เป็น​ที่นำ​ไป สิ่งต่าง ๆ​ ​ทั้งดี​และร้าย ล้วน​เป็นผลจากกรรมของเราเอง​ทั้งนั้น​...​.คนเราไม่​ได้ถูกคนอื่นกระทำ​โดยไม่มีต้นสายปลายเหตุ...​.​เพราะมีเหตุจึงมีผลเสมอ...​.นี่​คือ ​ความเชื่อแบบพุทธศาสนาค่ะ​

ดังนั้น​ เคราะห์ร้าย​ที่เกิด​กับเรา ก็​เป็น​เพราะอกุศลวิบาก​ได้ตามมาทันแล้ว​ หากเกิดเคราะห์ดี ก็​เป็น​เพราะกุศลวิบาก​ที่ติดตามมาทันเช่นกัน...​.พูดเช่นนี้มิใช่ว่า​จะไม่มีจิตใจเมตตาสงสารผู้​ได้รับเคราะห์ร้าย...​.​แต่​เป็นสิ่ง​ที่เราช่วย​เขาไม่​ได้เลย​ค่ะ​ ​เพราะเรา​ไปห้ามวิบากของ​ใครไม่​ได้ รับกรรมแทน​เขาก็ไม่​ได้ มี​แต่​เขา​ที่​จะ​ต้องช่วยตัวเองอย่างสุด​ความ​สามารถ ใน​ที่นี้​คือ เตรียมตัวเองให้​พร้อมไว้เสมอ (ตน​เป็น​ที่พึ่งแห่งตน) ด้วยการสร้างสมคุณงาม​ความดี​และกุศลกรรมให้มากให้ยิ่งใหญ่ไว้ในชีวิตนี้ อย่ามีชีวิตอยู่​อย่างประมาท (เช่น รวยแล้ว​ไม่​ต้องคิดทำบุญ ไม่​ต้องคิดให้ทาน ไม่​ต้องคิดปฏิบัติภาวนา หรือชอบฆ่าสัตว์ตัดชีวิต โกหก ลักขโมย ฯลฯ) ​เพราะ​เมื่ออกุศลวิบากติดตามมาทันก็​จะยังช่วยผ่อนหนัก​เป็นเบา​ได้ หรือหากบุญ​ที่ทำยิ่งใหญ่จริงก็​จะทำให้วิบากในทางร้ายสลาย​ไป กลาย​เป็นอโหสิกรรม​ที่เรา​ได้ยินกันบ่อย ๆ​ นั่นแหละ​ค่ะ​

เรื่อง​ขอทาน​ได้เงินมากกว่าคนทำงานกินเงินเดือนนั้น​...​.คง​ต้องย้อนกลับ​ไป​ที่กุศลวิบากอีกทีนึง คนเกิดมา​เป็นขอทาน​เพราะกรรมอย่างหนึ่ง​ ​แต่มีคนมาให้เงินสม่ำเสมอก็​เพราะกรรมอีกอย่างหนึ่ง​ ขอทานคนนั้น​คงเคยเกื้อกูลคนอื่นมาก่อน ในชาตินี้ก็เลย​มีคนนึกเมตตาให้เงิน​เขา ​แม้​จะแค่เศษเงินก็ตาม...​..​แต่ขอทานบางคนกลับขอเงินไม่ค่อย​ได้...​​เป็น​ที่น่าเสียใจว่า ​เพราะเกิด​เป็นขอทาน วิบากทางลบยังรุนแรง การศึกษาไม่มี สำนึกบาปบุญเกิดยาก​เพราะมีชีวิตอยู่​ในภาวะ​ที่ค่อนข้างหยาบ (จน ถูกกดขี่ จิตใจไม่ปลอดโปร่งพอเข้าใจข้อธรรมะ หรือผลแห่งการทำ​ความดี​ได้) ปัญญาน้อย (ไม่อยากหัดจับปลาเอง ชอบปลาบริจาคมากกว่า) ​แม้​จะ​ได้ทรัพย์มาก็​ใช้ไม่​เป็น นำ​ไปในทางเสียหาย ไม่เกิดประโยชน์ต่อตนเองอย่าง​ที่ควร​จะ​เป็น...​..เห็นกงล้อแห่งกรรม​กำลังทำงานอยู่​ใช่ไหมคะ​...​.ไม่เหมือนพวกเรามนุษย์เงินเดือน ทำงานหนัก​ได้เงินเดือนก็นำ​ไป​ใช้​ได้​เป็นประโยชน์ อาจ​ไปทำบุญทำกุศล หรือสนองคุณพ่อแม่ผู้มี​พระคุณ​ได้...​.

​แต่...​เอ๊ะ...​ก็ไม่แน่เหมือนกัน มนุษย์เงินเดือนจำนวนหนึ่ง​ก็​เอา​ไปดื่ม กิน เล่นการพนัน ลงทุนสูญเปล่า เ​ที่ยวสาว เ​ที่ยวหนุ่ม ซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย...​(​จะมีกี่คน​ที่คิดทำบุญบ้าง?)...​.อย่างนี้​จะว่าขอทาน​กับมนุษย์เงินเดือนมี​ความเหมือนกันหน่อย​ ๆ​ ​ได้ไหม...​.นั่น​คือ ก็​เป็นปุถุชน​ที่เปี่ยมด้วยรัก โลภ โกรธ หลงเหมือนกันทุกผู้ไม่ละเว้น

ปัญหาสังคม​ทั้งหลายนั้น​ก็​คือ ผลิตผลมวลรวมของกิเลสมนุษย์​ทั้งหลายนี่เอง อยากให้สังคมดีขึ้น​ ตัวเรา​ต้องพัฒนาก่อนเสมอ...​.อย่า​ไปเรียกร้อง​กับสังคมเลย​ หากเรายังเรียกร้อง​กับตัวเองให้ทำดีสม่ำเสมอไม่​ได้...​.. ​และหากเราทำดีสม่ำเสมอ​ได้จริง...​.เราก็​จะเลิกเรียกร้องจากสังคมเอง...​​และมองเห็น "สังคม" อย่าง​ที่มัน​เป็น...​.

เรื่อง​การสอนคนยากจับปลานี่ก็เคย​ได้ยินมานานแล้ว​ค่ะ​ ​โดยเฉพาะในวงการพัฒนาชุมชน...​.อนุโมทนา​และเห็นว่าควร​จะทำต่อ​ไปค่ะ​...​..​แต่ในกรณี​ที่​ใครมีปลาเหลือเฟืออยาก​จะแจกให้คนอื่นกินบ้าง...​.ก็คงไม่ผิดใช่ไหมคะ​

คุณคนไร้ตัวตนคง​จะทำงานหรือเรียนในสายสังคมนะคะ​ ​เพราะดูแล้ว​มี​ความห่วงใยสังคมมาก ๆ​ น่านับถือค่ะ​...​​แต่ลงท้ายว่า ยังอายุไม่เยอะ งั้นคง​จะ​เป็นคนรุ่นใหม่ แหม...​.คิดไตร่ตรอง​ได้ลึกซึ้งอย่างนี้ พี่รจนาขอชมเชยค่ะ​

ขออวยพรวันปีใหม่ให้แก่คุณคนไร้ตัวตน คุณด้วยรักจากใจ ​และ​เพื่อน ๆ​ ​ที่ผ่านมาอ่านบท​ความนี้นะคะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๑๐ : `ด้วยรักจากใจ [C-10208 ], [203.188.16.94]
เมื่อวันที่ : 20 ธ.ค. 2549, 23.33 น.

สุดยอดๆ​ๆ​ๆ​ สุดยอดมากๆ​เลย​ค่ะ​ คุณ รจนา
แบบว่า คุณไขทุกปัญหา ทุกปริศนา ทุกรอยต่อ​ระหว่าง​ความคิดเห็นของเรา ​กับของ คุณไร้ตัวตน
ขอตบมือดังๆ​ให้จริงๆ​ค่ะ​ คุณไร้ตัวตนก็ด้วยนะคะ​ คุณทำเรามึนทีเดียว ตอนมาอ่านบท​ความครั้งแรกนะ สุดยอดๆ​ๆ​ๆ​ คนอะไร​ห่วงใยสังคมจริงๆ​
แล้ว​เรื่อง​​ที่ชมเรานะ เห้อ เขินๆ​ๆ​ เกิดมาก็พึ่งมีคนชมว่า​เป็นผู้ใหญ่ดูคมคาย​เป็นครั้งแรก
เรา​เป็นเด็กคนนึงจริงๆ​นะคะ​ (อานุพึ่ง​จะ 15 ข้อนี้ก็จริง) เราตอบตาม​ที่เราคิดจริงๆ​
​แต่ตอบ​โดยผ่านการคิดมากหน่อย​ ปกติ ​ถ้า​เป็น​เพื่อน หรือครู​ที่ โรงเรียน ​จะชอบว่าเราขวางโลก (​แต่เราเถียงสุดๆ​นะ เราไม่​ได้ขวางโลก ​แต่เราเข้าใจโลกมากกว่า อิอิ) ก็ตั้งแต่เกิดมา เราก็​เอาขาออก จนแม่​ต้องผ่าเราออก พอเราเรียน ​ความคิดก็ไม่ค่อย​จะเหมือนชาวบ้าน พึ่ง​จะมีก็ครั้งนี้แหละ​ ​ที่​ได้​ใช้​ความแปลกของตัวเองให้​เป็นประโยชน์
ดีใจจัง​ที่รู้จักศาลานกน้อยหลังนี้ ยังไงก็ Merry X'mas and Happy new year สุขสันต์วันคริสมาส ​และก็ สวัสดีปีใหม่ด้วยนะคะ​ทุกๆ​ คน
เฮ้อ มี​ความสุขจัง

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๑๑ : ไร้ตัวตน [C-10214 ], [58.10.84.189]
เมื่อวันที่ : 21 ธ.ค. 2549, 09.29 น.

ขอบคุณ คุณ Rotjana Geneva ​ที่อธิบายลายละเอียดต่างๆ​​โดย​ใช้หลักธรรม​ได้อย่างชัดเจนดีมากครับ​ ทุกข้อสงสัย​ได้กระจ่างในคำตอบอย่างยิ่ง ​ซึ่งหากผู้ใด​ได้เข้ามาอ่านคง​จะ​ได้รับประโยชน์จากข้อ​ความของคุณ Rotjana Geneva ตรงนี้ขออนุโมทนาในข้อ​ความของคุณ Rotjana Geneva ด้วยครับ​

​ที่จริงแล้ว​ผมไม่​ได้เรียนหรือทำงานด้านสังคมอย่าง​ที่คุณRotjana Genevaเข้าใจหรอกครับ​ เพียง​แต่​เมื่อ​ใช้ชีวิตในสังคมก็​ได้รับสิ่งต่างๆ​รอบๆ​ตัวนำมาคิดบ้างเท่านั้น​ ​ความคิดเหล่านี้มิใช่เรื่อง​ใหม่ หลายคนในสังคมก็คิดอะไร​ทำนองนี้ให้​ได้ยินอยู่​บ่อยๆ​ ยิ่ง​เมื่อมอง​ไปรอบๆ​ตัว ​ความคิดเหล่านี้ก็เหมือน​จะชัดเจน​และ​เป็นรูปร่างมากขึ้น​เรื่อยๆ​ เหมือน​กับว่า พอยิ่งเห็นสังคมแย่ลงเท่าไหร ​ความคิดก็ยิ่งดัง​และตอกย้ำขึ้น​ตาม​ไปด้วย การเขียนบอกในสิ่ง​ที่คิดจึง​เพื่อ​ต้องการ​ความเห็น​และเหตุผลอย่าง​ที่คุณRotjana Geneva กล่าวมา ​เป็นตัวหักล้าง​กับ​ความคิด​ที่มี ​เพราะหลายครั้ง​ที่สิ่ง​ที่เราคิดยัง​เป็นเพียง​ความคิดด้านเดียวอยู่​ เลย​ทำให้เกิด​ความเห็นผิด​ได้​โดยง่าย

สุขสันต์วันปีใหม่ครับ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๑๒ : Rotjana Geneva [C-10221 ], [83.189.167.56]
เมื่อวันที่ : 22 ธ.ค. 2549, 02.10 น.

ขอบคุณค่ะ​ ดีใจ​ที่​ความเห็นมีประโยชน์​กับ​เพื่อน ๆ​ นะคะ​

พี่รจเพิ่งชมด้วยรักจากใจ​เป็นคนแรกจริง ๆ​ หรือคะ​ว่า ​เป็นผู้ใหญ่...​.น่า​จะมีคนอื่นเคยชมบ้างแล้ว​มั้ง

ขอบคุณคุณไร้ตัวตน​ที่นำคำรำพึงในใจมาให้พวกเราช่วยกันวิเคราะห์ต่อค่ะ​ แหม เรื่อง​​ที่เขียนไม่ยาวเท่าไร ​แต่เรามาต่อยอดกันยืดยาวเลย​นะ...​..ดีค่ะ​ ​เป็นการสร้าง​ความแตกฉานใน​ความคิดให้กัน​และกัน...​.หากคุณไม่เริ่มประเด็น...​พวกเราก็คงไม่ทัน​ได้คิดในสิ่งเหล่านี้ให้ชัดขึ้น​เหมือนกัน

หากไม่เบื่อ วันหลังก็เขียนอะไร​มาให้พวกเราร่วมแจมอีกสิคะ​

ขอให้มี​ความสุข​ทั้งสองคนค่ะ​ คง​ได้แช็ทกันสนุกนะคะ​

รจนาก็มี​ความสุขค่ะ​ พรุ่งนี้​จะเดินทาง​ไปฉลองคริสต์มาส​กับครอบครัวสามี​ที่เยอรมนีค่ะ​ แล้ว​​จะทานขนมคริสต์มาสเผื่อนะคะ​ (ไม่รู้ชอบของหวานกันหรือเปล่านิ)

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น