นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๘ กรกฏาคม ๒๕๔๙
ทิพย์นาคี
รันนรา
...เรื่อง​​นี้ท่าน​​ที่ติดตามอ่านเรื่อง​​ของผมเสมอมา อาจ​​จะ​​ต้อง​​ใช้ลูกตาเปลืองอยู่​​สักหน่อย​​ ​​เพราะ​​เป็นเรื่อง​​​​ที่​​ต้องอ่านให้ละเอียดทุกตัวอักษร อย่าให้พลาด​​ไป​​แม้​​แต่ตัวเดียว.....
เรื่อง​นี้ท่าน​ที่ติดตามอ่านเรื่อง​ของผมเสมอมา อาจ​จะ​ต้อง​ใช้
ลูกตาเปลืองอยู่​สักหน่อย​ ​เพราะ​เป็นเรื่อง​​ที่​ต้องอ่านให้ละเอียด
ทุกตัวอักษร อย่าให้พลาด​ไป​แม้​แต่ตัวเดียว ​เพราะ​จะอ่านไม่รู้เรื่อง​

แฮ่...​

​เป็นเรื่อง​​ที่เกิดขึ้น​ไม่นานมานี่ ​เป็นตอน​ที่ผมเพิ่งเข้าทำงาน​เป็นนัก
ประชาสัมพันธ์หนุ่มให้แก่ธนาคารแห่งหนึ่ง​แถวสีลม

ไม่น่าเชื่อเลย​ว่าเวลาผ่านมาไม่นาน ชายหนุ่มรูปหล่อใส่สูทผูก
ไทด์ขับรถคันหรูคนนี้ ทุกวันนี้​จะกลายมา​เป็นชายหนุ่ม​ที่หล่อกว่า​ได้

แฮ่..(อีกครั้งนะครับ​)

อิอิ..เข้าเรื่อง​ดีกว่าครับ​ เดี๋ยว​จะหลุดประเด็น​ไปกันใหญ่

จำ​ได้ว่าหน่วยงานของผม​ได้รับมอบหมายให้จัดการประชุมใหญ่
ขึ้น​​ที่จังหวัดระยอง ​เป็นการประชุม​ระหว่างผู้บริหารระดับสูงของ
ธนาคาร​กับลูกค้า​ที่อยู่​ในภาคตะวันออก​ทั้งหมด ​เพื่อกระชับ​ความ
สัมพันธ์​และขอบคุณ​ที่ลูกค้าอุตส่าห์เลือกกู้เงินจากธนาคารของ
เรา​และยอมจ่ายดอกเบี้ยให้​กับเราด้วยดี​โดยไม่ปริปากบ่น ​ทั้ง​ที่
ดอกเบี้ยแพง​จะตายชักกระแด่ว ๆ​

ผมจึงมีหน้า​ที่​ที่​จะ​ต้อง​ไปให้ถึงงานก่อน​ใคร​เขา ​เพื่อ​ไปตรวจดู
​ความเรียบร้อย​​และซักซ้อมเจ้าหน้า​ที่​ที่เกี่ยวข้องอีกครั้งก่อนงาน
จริง ​ซึ่งกำหนดไว้ว่า​จะเริ่มขึ้น​ตั้งแต่เวลา 08.00 น. ของวันนั้น​

ผมก็เลย​​ต้องตื่นเช้า​มาก คนขี้เซามาก​และ​ต้องตื่นเช้า​มากนั้น​​ใคร
​ที่​เป็นอย่างผมคงรู้ดีว่ามันทรมานแค่ไหน กว่า​จะลุกจาก​ที่นอน
อาบน้ำ​แต่งตัว​ได้​ต้องทะเลาะ​กับตัวเองอย่างหนัก ​ถ้า​จะเปรียบก็
เหมือน​กับไก่ป่วย ​ใครเคยเห็นไก่ป่วยหรือเปล่าครับ​ จับมันยืน
เฉยๆ​ มันก็หลับ จับมันเขย่งขามันก็หลับ จับมันกางปีกมันก็หลับ
คอพับคออ่อนอยู่​อย่างงั้น

ผมหลับ ๆ​ ตื่น ๆ​ เหมือนไก่ป่วยอยู่​อย่างนั้น​จนเกือบ​จะไม่ทัน
การณ์ สมัยนั้น​ถนนหนทางยังไม่มีมอเตอร์เวย์ยังไม่มีถนนพิเศษ
อย่างสมัยนี้นะครับ​ ​ต้อง​ใช้ถนนบางนา-ตราด​ซึ่ง​กำลังอยู่​​ระหว่าง
การก่อสร้างหลังคา​ที่รถวิ่ง​ได้ด้วย(​เขาเรียกว่าถนนอะไร​นะครับ​ ทู
เวย์หรือครับ​?) ทำให้รถ​ใช้​ความเร็วไม่ค่อย​ได้​เพราะมีหลุมระเบิด
รออยู่​​เป็นระยะ ๆ​ ฉะนั้น​ผมจึง​ต้องเผื่อเวลาไว้ไม่น้อยกว่าสามสี่
ชั่วโมง​เพื่อ​จะ​ไปให้ทันเวลา​ที่​ได้กำหนดไว้

ฟ้ายังไม่สว่าง ตาผมก็ยังไม่หายงัวเงีย บิดกุญแจสตาร์ทรถแล้ว​ก็
ควบปุเลง ๆ​ ออก​ไปยังถนน​ที่ว่างเสียจนอยาก​จะลงจากรถ​ไป
นอนเล่นให้เย็นใจ​ที่กลางถนน

ผมเปิดวิทยุดังลั่น เพิ่อกระตุ้นต่อมไม่ง่วงให้ชนะต่อมง่วง ปากก็
ขยับแผดเสียงแข่ง​กับมัน​ทั้ง​ที่เพลง​ที่ฟังอยู่​นั้น​ตัวเองก็จำเนื้อไม่​ได้
​เมื่อพารถวิ่งเข้าสู่ถนนหลุมระเบิด​ที่ว่าไว้​ได้ผมก็หายง่วงขึ้น​มา​ได้
​ที่หายง่วงก็​เพราะ​ต้องคอยหลบหลุมระเบิด​และวิ่งให้ตรงทาง​ที่
เดี๋ยวก็เบี่ยงซ้ายหลบตอม่อ เบี่ยงขวาหลบตอกระทะ​ไปตลอดทาง

​แต่​จะ​เป็นด้วย​เพราะผมขับรถยังไม่เก่งหรือตอม่อกระทะตะหลิวมี
เยอะ​ไปก็ไม่รู้ ทำให้รถของผมตกผลั่วะลง​ไปในหลุมหนึ่ง​​ที่ลึกพอ ๆ​
​กับปลักควาย

โครม เคร้ง แกรก

​เป็นเสียงสะท้อนอุธรณ์ฎีกาจากรถคู่ทุกข์คู่ยากของผม จนผม​ต้อง
จอดรถเข้าข้างทางแล้ว​มุดเข้า​ไปดู​ที่ใต้ท้องรถ​เพื่อดูว่ามัน​เป็น
อะไร​มากหรือเปล่า ​แต่ด้วย​ความมืด​และ​ความรีบทำให้ผมเห็นว่า
มันไม่มีอะไร​เสียหาย​ไปเท่าไหร่ ล้อยังคงหมุนเครื่องยังคงติดมันก็
คงวิ่ง​ไปจนถึงจน​ได้ล่ะหนอ

พอขึ้น​ขับอีกครั้งอาการสั่น​ที่ล้อหน้า​ซึ่ง​เป็นล้อ​ที่ตกหลุมนั้น​ก็เกิด
ขึ้น​ ​แต่​จะเกิดขึ้น​เฉพาะตอน​ที่รถทำ​ความเร็ว​ได้​ที่ร้อยกิโลเมตรต่อ
ชั่วโมงเท่านั้น​ ​ถ้าเหยียบให้เร็วขึ้น​กว่านั้น​มัน​จะไม่สั่น อัน​เป็น
อาการ​ที่ผมเดา​เอาเองว่าเกิดจากศูนย์ล้อ​ได้เสีย​ไปซะแล้ว​จากการ
กระแทกอย่างแรงนั้น​

ผมก็เลย​​ต้อง​ใช้​ความเร็วไม่ต่ำกว่าร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง​ไป
ตลอดทาง ​เพราะช้ากว่านั้น​ก็คง​จะถึงประมาณบ่ายสามโมง อัน
​เป็นเวลา​ที่​ใครก็ไม่รู้​ที่ผมไม่รู้จักคง​จะรอผมอยู่​

ถนนยังคง​ใช้แสงสว่างจากไฟแสงจันทร์สีเหลืองประหลาดนั้น​ไล่
​ความมืดออก​ไปให้พ้นทาง ​แต่สองข้างทางนั้น​มืดมิดน่ากลัวผี
พิลึก หวาด ๆ​ อยู่​ว่าขับ​ไปดี ๆ​ มี​ใครก็ไม่รู้มายืนโบกข้างทางแล้ว​
ผม​จะทำอย่างไร คง​จะพูดคุย​กับ​เขาไม่รู้เรื่อง​แน่​ถ้า​เขาไม่มายืน
โบก​พร้อม​กับหิ้วหัวของตัวเองติดมือมาด้วย

บรื๊อ..

สงสัยดูหนังอ่านเรื่อง​ผีมาก​ไปหน่อย​ เลย​ทำให้คิดอย่างงั้น​ไป​ได้

​กำลังคิดอะไร​เพลิน ๆ​ อยู่​ เหตุการณ์ร้ายก็เกิดขึ้น​ในทันที

รถ​ที่ทรงตัวดีอยู่​ใน​ความเร็วประมาณร้อยยี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง
มีอันทรุดฮวบ​ที่ล้อซ้ายด้านหน้า รถถูกกระชากอย่างแรงหมุนติ้ว
​เป็นลูกข่าง เสียงกรีดก้องของเหล็ก​ที่ถูกสี​กับพื้นถนนดังขึ้น​มาจน
ก้องถนน ผมตะลึงทำอะไร​ไม่ถูก ถึงทำอะไร​ถูกก็ไม่มีวันทำ​ได้
​เพราะ​กำลังถูกเหวี่ยงให้หมุนติ้วตามอาการของรถ​ไปด้วย

เสียงดังโครมดังเพล้งก็ดังติดตามกันมา​เป็นเสต็บ กระจกแตกปี้
ป่น รถพลิกคว่ำพลิกหงายหลาบตลบจนตกลง​ไปตรงขอบทาง

ผมสลบเหมือด​ไปตอน​ที่รถพลิก​เป็นครั้ง​ที่สิบหก​พอดี

ผมจำ​ได้แม่นเชียว ขอบอก

+++++++++

ผม​จะสลบ​ไปนานแค่ไหนนั้น​ตอนนี้ยังบอกไม่​ได้ บอก​ได้
​แต่ว่ามารู้สึกตัวขึ้น​จากการสะกิดจนหัวสั่นหัวคลอนจากน้อง
คนหนึ่ง​ ​เป็นผู้หญิง ตอนนั้น​ผมไม่ทันสังเกตหรอกครับว่า​
สวยหรือเปล่า เห็น​แต่ผมยาว ตาแป๋ว ใส่เสื้อสีตุ่น ๆ​ เธอ
เขย่าตัวผมแล้ว​ก็เรียกให้ผมรู้สึกตัวขึ้น​

"พี่ พี่ ตายหรือยัง ​ถ้าตายแล้ว​​จะ​ได้ขอสร้อยขอนาฬิกา ​ถ้า
ยังไม่ตายก็ลืมตาสิ ไม่ลืมตาถือว่าตายแล้ว​นะ ฉัน​จะนับนะ
หนึ่ง​ สอง สา...​"

ผมลืมตา ​ที่ลืมตา​เพราะกลัวหล่อน​จะนับถึงสามซะก่อน
สร้อยแหวนนาฬิกา​จะอันตรธานหาย​ไปซะหมด ​เมื่อลืมตา
แล้ว​ก็พยายามทบทวน​ความจำ พอนึก​ได้ว่าตัวเองรถคว่ำก็
แหกปากร้องลั่นทุ่ง

"โอ้ย...​"

"​เป็นไรมากหรือเปล่า เดี๋ยว​จะเรียกรถให้ รออยู่​​ที่นี่นะ.." ว่า
แล้ว​หล่อนก็ผละวิ่งตื๋อ​ไป​ที่ถนน

ผมแหกปากร้องไม่หยุด มือก็ลูบคลำตามตัวว่ามีอะไร​แตก
หักบ้างหรือเปล่า ​แม้ขณะอ้าปากร้องยัง​ใช้ลิ้นดุน ๆ​ ​ที่ฟันว่า
ยังอยู่​ครบสามสิบเอ็ดซี่หรือไม่ (ซี่หนึ่ง​ถอน​ไปแล้ว​ครับ​
​เพราะหมอบอกว่า​เป็นรังแมง​ไปหมดแล้ว​) น่าอัศจรรย์ยิ่ง
ผมไม่​เป็นอะไร​เลย​ ไม่มีเลือดสักหยด มี​แต่อาการเคล็ดขัด
ยอก​ที่หัวไหล่​และหัวเข่าเท่านั้น​ ​ส่วน​ที่หัวอื่น ๆ​ นั้น​ปกติทุก
ประการ

​เมื่อรู้ตัวว่าไม่​ต้องร้องก็​ได้แล้ว​ก็เลย​หยุดร้อง โห..ซากรถ
ของผมเท่า​ที่เห็นใน​ความมืดนี้พังยับแทบจำไม่​ได้ มัน
กระเด็นตกลงมาจากถนนเกือบสามสิบเมตร ​ส่วนตัวผมนั้น​
ออกมาอยู่​นอกรถ​ได้อย่างไรนั้น​ยังไม่กระจ่าง ​แต่คาดว่า
น้องผู้หญิงคนนั้น​คง​จะลากออกมาจากรถมากกว่า​ที่​จะ
กระเด็นออกมาเอง ​เพราะ​ถ้า​เป็นอย่างงั้นคงคอหักตาย​ไปแล้ว​

ผมโขยกเขยกลุกขึ้น​ มอง​ไป​ที่น้องคนนั้น​​ที่​กำลังชะเง้อ
มองรถ​ที่​จะวิ่งมาอยู่​ สะบัดแข้งสะบัดขาอีกครั้ง​เพื่อให้แน่ใจ
ว่าไม่​ได้​เป็นอะไร​จริง ๆ​ แล้ว​ค่อย ๆ​ เดินกระดึบ ๆ​ ​ไปหาหล่อน

"อ้าว พี่..ยังเดิน​ได้อยู่​หรือ? เหลือเชื่อจริง ๆ​ ฉันนึกว่าคงมี
กระดูกกระเดี้ยวหัก​ไปบ้าง ถามหน่อย​ดิ พี่แขวน​เพราะยี่ห้อ
ไรอะ..เหนียวชะมัด.."

​เมื่อหล่อนหันมาเห็นผมเข้า ก็พูดคุย​กับผม​เป็นต่อยหอย
ผมทรุดกายลงนั่งตรงฟุตบาท​ ​ใช้สองมือกุมขมับ ​เพราะ
รู้สึกเวียนหัวเหลือ​กำลัง

หล่อนทรุดตัวตาม ถามอีกครั้ง คราวนี้มีแววห่วงใยเจือมา
อยู่​บ้าง

"พี่​เป็นไร ไหวหรือเปล่า ไม่น่ารีบลุกขึ้น​มา สมอง​เป็นอะไร​
บ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้ เดี๋ยวเลือดคั่งก็​ได้ตายสมใจหรอก นึก
อย่างไรมาเล่นกายกรรมตั้งแต่​พระอาทิตย์ไม่ขึ้น​อย่างงี้ พี่
อ้าว..พี่...​"

ผมสลบ​ไปอีกครั้ง ​เพราะเลือดคั่งในสมองอย่าง​ที่
หล่อนบอกจริง ๆ​

เลย​ไม่ทันบอกว่าผมห้อย​พระยี่ห้อฤษีแหย่ลิง ลิงเลย​เขี่ย
มะพร้าวให้หล่นจากต้นลงมาถูกหัวฤษีดังโพล๊ะ

คร่อก..

การผ่าตัดสมองของผม​เป็นการด่วนเกิดขึ้น​นับจากนั้น​
แพทย์ศัลยกรรมสมองของโรงพยาบาลใกล้เคียง(ไม่บอก
หรอกว่า​ที่ไหน จนกว่า​จะ​ได้รับการติด​ต่อมาว่า​จะให้เบียร์
หนึ่ง​กระป๋อง​เป็นค่าโฆษณา)ลงมีดผ่าหัวผมตั้งแต่เวลา
05.00 น.​พอดี ​ไปเสร็จสรรพเย็บเก็บมันสมอง​และภาพโป๊​ที่
อยู่​ในหัวของผมตลอดเวลานั้น​เรียบร้อย​ก็เกือบ​จะ 19.00
น.ของวันเดียวกัน

​แต่กว่าผม​จะฟื้นคืนสติกลับขึ้น​มา​เป็นผู้​เป็นคน​ได้(​แม้​จะไม่
ค่อยปกติ)เหมือนเดิมก็ปา​ไปเวลา 20.00 น.ของอีกวันหนึ่ง​

คนแรก​ที่ผมเห็นไม่ใช่อื่นไกล​เป็นคุณแม่ของผมเอง ท่าน
คงเสียใจ​ที่ผมฟื้นเห็นร้องห่มร้องไห้​เป็นการใหญ่ ผมกล่าว
​ได้​แต่คำขอโทษเบา ๆ​ ​ที่ทำให้ท่านผิดหวังแล้ว​ก็หลับต่อ
​ไป ​เพราะปวดศีรษะ​เป็น​กำลัง

ตื่นขึ้น​อีกที​เพราะเจ็บ​ที่ก้น พยาบาลสาวสวย​กำลังขมัก
เขม้นคลึงเคล้นเข็ม​ที่เก้าในสิบ​ส่วนจมอยู่​​ที่ก้นของผม​เป็น
การใหญ่ ก่อน​จะกดกรึ๊บลง​ไปให้อีกหนึ่ง​​ส่วน​ที่เหลือหาย
เข้า​ไปซะให้สิ้นเรื่อง​สิ้นราว แล้ว​ก็ปล่อยน้ำยาเข้า​ไปช้า ๆ​

ผมร้องจ๊าก...​

หล่อนตกใจเลย​กดด้ามสลิงค์นั้น​จมมิด​ไปทันที ปรากฎ​เป็น
ลูกบวมตุ่ยขึ้น​มาทันตาเห็น​เพราะน้ำยามันคั่งอยู่​

คุณแม่ของผมก็สะดุ้งโหยง ร้องจ๊ากตาม​ไปด้วย พยาบาล
​ได้ยินดังนั้น​กลัว​จะเสียหน้าก็เลย​ร้องด้วย สามคนประสาน
เสียงกันจนผู้คน​ที่​ได้ยินต่างก็วิ่งกรูเกรียวกันเข้ามาใน
ห้อง​ที่ผมนอนรักษาตัวอยู่​นั้น​

​เมื่อทุกอย่างเข้าสู่สภาวะปกติ เข็มถูกดึงออกจากก้นของ
ผม​ไปแล้ว​ คุณแม่ของผมก็เลิกร้องแล้ว​ พยาบาลก็ค้อนตา
คว่ำเดินออกจากห้อง​ไปแล้ว​ คุณแม่ของผมก็​ได้เล่าให้ฟัง
ถึงเหตุการณ์​ที่เกิดขึ้น​

ในขณะ​ที่ท่านเล่า ผมยังเห็นคนหลายคนอยู่​ในห้อง บ้างอยู่​
ในชุดคนไข้ บ้างอยู่​ในชุดธรรมดาทั่ว​ไป บ้าง​เป็นหญิง บ้าง
​เป็นชาย บ้างสูงอายุ ​และบ้างก็​เป็นเด็ก ​ทั้งหมดนั่งบ้างยืน
บ้าง เดินเล่น​ไปมาบ้างรวมแล้ว​ไม่ต่ำกว่า 6 คน ​ทั้งหมดนั้น​
ผมไม่รู้จักเลย​สักคน ​จะว่าญาติหรือก็ไม่เคยเห็นหน้า ​จะว่า
​เป็นแฟนเพลงหรือแฟนละครของผมหรือผมก็ไม่ใช่นักร้อง
หรือดาราสักหน่อย​

"แม่..แล้ว​พวกนั้น​​เป็น​ใครครับ​.?."

ท่านชะงักเสียง​ที่​กำลังเล่าอยู่​ หัน​ไปมองตามนิ้ว​ที่ผมชี้ แล้ว​
รีบหันกลับมา​ที่หน้าผม

"​ใครลูก?"

"อ้าว.."ผมอุทาน ชี้​ไป​ที่เดิม "ก็นั่นไงล่ะ ตั้งห้าหกคน.." คน
พวกนั้น​คง​ได้ยินผมพูด หันมามองผมอย่างแปลกใจ ผม
เลย​ส่งยิ้มให้ พวก​เขาก็ยิ้มตอบ คน​ที่​เป็นเด็กเดินมายืนอยู่​
ใกล้ ๆ​ คุณแม่ของผม มองผมตาแป๋ว แล้ว​ส่งยิ้มหวาน

"ว่าไงครับ​ น้องมา​กับ​ใครครับ​นี่..แล้ว​น้อง​เป็น​ใครกัน
เอ่ย.." ผมหัน​ไปคุย​กับน้องคนนั้น​ ​เขาตอบว่า

"พี่เห็นผม​ได้ไงอะ.."

ผมหัวเราะ..ไอ้น้องคนนี้มีมุขแปลก ๆ​ แฮะ..​แต่​เมื่อมอง​ไป
ทางคุณแม่ เห็นท่านทำหน้าพิกล

"แย่แล้ว​ ลูกของแม่ ​เพราะผลจากการผ่าตัดสมองแน่เลย​
ลูก​เป็นบ้า​ไปเสียแล้ว​.." แล้ว​น้ำตาของท่านก็หยดแหมะ
ออกมาราวก๊อกรั่ว

ผมงง​เป็นไก่ตาแตก พยายามเรียกท่าน​เอาไว้​เมื่อเห็นท่าน
รีบวิ่งออก​ไปนอกห้อง​เพื่อเรียกหมอหรือพยาบาล ​แต่ท่าน
ไม่สนใจ ผมหันมาทางพวกนั้น​อีกครั้ง

"เอ่อ..แปลกกันใหญ่แล้ว​ พวกคุณ​เป็น​ใครกัน.."

สิ้นเสียงของผม พวก​เขามองตากันเอง แล้ว​ก็คนหนึ่ง​ก็เริ่ม
หัวเราะ อีกคนหนึ่ง​ก็หัวเราะตาม พอมีคนตามก็เลย​ตามกัน
​ทั้งหมด เสียงหัวเราะก็เลย​ดังก้องห้อง

ผมก็เลย​หัวเราะบ้าง

ฮะฮะ...​

จากนั้น​นานเกือบเดือน ​ที่ผมถูกตรวจสอบ​โดยแพทย์​ที่
ชำนาญในด้านต่าง ๆ​ ไม่ว่า​จะ​เป็นด้านสมอง ด้านจิตเวช ​แม้
กระ​ทั้งด้านทันตกรรม (อันหลังนี่มาเกี่ยว​ได้ไงก็ไม่รู้ครับ​)
หมอทุกแขนงลง​ความเห็นว่าผมปกติดี เพียง​แต่​ที่ผิดปกติ
นั่นก็​คือสายตาของผมนั่นเอง

บางครั้งผมก็เห็นผู้คน​ที่คนอื่นไม่เห็นเดิน​ไปเดินมา บ้างก็
เดินอยู่​บนพื้น บ้างก็เดินอยู่​บนเพดาน บ้างห้อยหัวเล่นแลบ
ลิ้นยาวเฟื้อย บางครั้งผมก็เห็นคนบ้านุ่งโจงกระเบนชุดขาว
ใส่ชฎาแหลมเปี๊ยว เข้ามาในห้องของผมทำยักคิ้วหลิ่วตา
ให้ บ้างก็เข้ามาเกาะ​ที่เตียงพูดคุย​กับผมหนุงหนิง บางคนถึง
​กับขอ​ความช่วยเหลือให้ผม​ไปบอกเลขเด็ดให้​กับญาติ ๆ​
ของ​เขา แรก ๆ​ นั้น​ผมนึกว่า​เป็นเรื่อง​ล้อเล่นของ​ใครคนหนึ่ง​
(​ซึ่ง​จะมาล้อเล่น​กับผมทำไมก็ไม่รู้) ​แต่ยิ่งนาน​ไปผมยิ่งเห็น
ว่าไม่เข้าท่า ในเย็นวันหนึ่ง​หมอหนุ่มคนหนึ่ง​มาตรวจผมตาม
ปกติ ผมก็เลย​ถามขึ้น​ว่า

"คุณหมอครับ​ สรุปว่าผม​เป็นอะไร​กันแน่ครับ​?"

หมอถอนหายใจ ผ่านหนวดสีกระดำกระด่างนั้น​จนสั่นพริ้ว
เห็น​ได้ชัด ส่ายหน้าช้า ๆ​

"ผมว่าคุณเลิกล้อเล่น​กับพวกเราดีกว่า แพทย์ทุกแขนง​ได้
ตรวจดูทุกอย่างแล้ว​ ต่างก็ลง​ความเห็นกันว่าคุณปกติ ไอ้
อาการ​ที่คุณบอกว่าเห็นโน่นเห็นนี่นั้น​พวกเราเห็นตรงกันว่า
คุณ​กำลังแกล้งบ้า ​เพื่อประโยชน์อะไร​สักอย่าง.."

"แฮ้..ไหงคุณหมอพูดอย่างงั้นล่ะครับ​ ผมเห็นจริง ๆ​ ให้ดิ้น
ตาย นั่นไงล่ะ ตรงหน้าห้องน้ำนั่น ผมก็ยังเห็นตาลุงคนหนึ่ง​
นอนเล่นกระดิกท้าวอยู่​ตรงนั้น​ ไม่เชื่อคุณหมอลองหัน​ไปดูสิ.."

นายแพทย์คนนั้น​หัน​ไปมองตาม แล้ว​ก็หันกลับมาอมยิ้ม

"ท่าทางผม​ต้องให้คุณเข้าตรวจคลื่นสมองอีกสักครั้ง สงสัย
ว่าการผ่าตัด​จะมีผลข้างเคียงต่อสมอง​ที่เกี่ยวข้อง​กับสายตา
ของคุณเข้า..​ถ้าคุณแน่ใจว่าสิ่ง​ที่คุณเห็นนั้น​​เป็นเรื่อง​จริง"

"โธ่..คุณหมอครับ​ ผม​จะมาโกหกหาสวรรค์วิมานชั้นดาว
ดึงษ์ดวงใดกันเล่าครับ​ คุณหมอ​จะตรวจอะไร​ก็ตรวจเหอะ
ครับ​ ผมรำคาญเต็มแก่แล้ว​.."

"งั้นก็​ได้ครับ​ ​แต่ว่าผมขอถามอะไร​สักอย่าง..​ถ้าสิ่ง​ที่คุณ
เห็น​เป็นเรื่อง​จริง คุณคิดว่าคุณ​กำลังเห็นอะไร​ครับ​?"

"ก็เห็นคนน่ะสิครับ​.." ผมตอบทันควัน..​แต่แล้ว​ผมก็​ต้องอ้า
ปากค้าง ​เมื่อคิด​ได้ว่า..ใช่สิ ​ถ้าพวกนั้น​​เป็นคนจริง ๆ​ ทำไม
คนอื่นถึงไม่เห็น แสดงว่าคนพวกนั้น​​เป็น..

"ผี.." ผมพึมพำออกมา

"แล้ว​คุณไม่กลัวเหรอครับ​?"

ผมขนลุกซู่ เส้นสมองของผมคงทำงานไม่ค่อยปกติ​เป็น
แน่ ทำไมผมถึงคิด​ไปไม่ถึงว่าสิ่ง​ที่ผมเห็นนั้น​​เป็นผี ผี​ที่ผม
กลัว​ที่สุดในโลก

"จ๊าก.."

ผมคลุมโปงทันที

​แต่แล้ว​..ผมก็แปลกใจตัวเอง อาการกลัวผีของผมทำไมถึง
ไม่เหมือนเดิม

ทำไมตอนนี้ผมถึงกลัวผีน้อย​ไปจากเดิมมาก ​เมื่อก่อน​แม้
​จะดูหนังผียัง​ต้องดูลอดช่องว่าง​ระหว่างนิ้ว ​แต่เดี๋ยวนี้กลับ
ไม่รู้สึกเช่นนั้น​

​เพราะผี​ที่ผมเห็นไม่​ได้น่ากลัวอะไร​เลย​นั่นเอง

พอคิด​ได้ ผมก็เปิดผ้าห่มขึ้น​ทันที นายแพทย์​ที่คุย​กับผม
หยก ๆ​ กลับอันตรธานหาย​ไปซะแล้ว​

ฮะฮะ..หมอก็​เป็นผี​ได้เหมือนกันแฮะ

+++++++

หลังจากนั้น​ไม่กี่สัปดาห์ ​ที่ศีรษะของผมมีผมขึ้น​มาหรอมแหรม
บ้างแล้ว​ แผลก็หายสนิทดี ​แม้​จะคันนิดหน่อย​​แต่คุณแม่มัก​จะตี
มือตอนผม​กำลังเกา รวม​ทั้งอาการอื่น ๆ​ เช่น อาการมองเห็นใน
สิ่ง​ที่คนอื่นไม่เห็น อาการพูด​กับสายลมแสงแดดอยู่​คนเดียว หรือ
อาการอยู่​ ๆ​ ก็หัวเราะก๊ากขึ้น​มาเฉย ๆ​ ​เป็นต้น ก็ไม่ปรากฏให้​ใครเห็นอีกแล้ว​

หมอคน​ที่​เป็นเจ้าของไข้ จึง​ได้อนุญาตให้ผมออกจากโรงพยาบาล​ได้

สร้าง​ความปลื้มปิติใจให้แก่คุณแม่​และคนใกล้ชิดผม​เป็นอย่างมาก

คนใกล้ชิด​ที่ผมว่า มี​เพื่อนของผมอยู่​หนึ่ง​ ชื่อนายสรศักด์ ​ที่ผมมัก
​จะเรียก​เขาสั้น ๆ​ ว่าสอน ​เพื่อนคนนี้คบกันมาตั้งแต่เรียนมัธยม
สนิทกันมาก

​ส่วนอีกคนหนึ่ง​นั้น​ก็​คือ คน​ที่ผม​กำลังคิด​แต่งตั้งให้​เป็นภรรยาของ
ผมในอีกไม่กี่ปี่ข้างหน้า เธอมีชื่อว่าภาวิตรี สวยเชียว อย่างน้อยก็
สวยในสายตาของผม

ผิวขาวตาโต ผมดำหุ่นสวย รวยหรือเปล่าอันนี้ไม่แน่ใจ ​แต่เธอไม่
เคยขอเงินผม​ใช้สักทีนะครับ​ มี​แต่ผม​ที่​เป็นฝ่ายขอยืมอยู่​บ่อย ๆ​
​ใช้คืนมั่ง​และก็ทำ​เป็นลืม​ใช้​ไปมั่ง ตามประสาแฟนหรือคนรัก​ที่ดี
​ที่ยอมให้กระเป๋าสองใบมาอยู่​รวมกัน(​โดยผม​เป็นคน​ใช้ ​ส่วน
หล่อน​เป็นคนเก็บ)

ผมคบ​กับเธอตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ ​เมื่อต่างแยกย้ายกันทำงาน
เธอ​กับผมก็ยังคบกันอยู่​ พบกันอาทิตย์ละครั้งสองครั้ง ​ความรัก
ก็หวานแหววราบรื่น​เป็นปกติดี

ภามาเยี่ยมผมทุกวัน แสดงอาการ​เป็นห่วง​เมื่อผม "บ้า" ​ไปพัก
หนึ่ง​ ​และแสดงอาการดีใจด้วยการแสดงสีหน้าไม่ไว้วางใจมองผม
บ่อย ๆ​ ​เมื่อรู้ว่าผมหายป่วย

ผมเข้าใจเธอดีครับ​ คงไม่มี​ใครอยาก​จะคบคน​ที่เคยบ้า​เป็น
แฟนแน่ ๆ​ ให้​เป็นผมเองผมก็ไม่​เอา

​แต่​เมื่อหมอยืนยันว่าผมหาย​เป็นปกติดีแล้ว​ เส้นประสาท​ที่คลาด
เคลื่อน​ไปบ้างกลับเข้าใน​ที่ทาง​ที่มันควร​จะอยู่​ดีแล้ว​ เธอจึง​ได้มี
สีหน้าโล่งออกขึ้น​มาบ้าง

​และ​เมื่อผมยืนยัน​และพิสูจน์ให้ภาเห็นว่า อาการบ้าของผม
หาย​ไปหมดแล้ว​ ​โดยเลิกทำสายตาล่อกแล่กหันทางนี้ทางนั้น​ที
ยิ้มทีแยกเขี้ยวที หรือพร่ำพูดอะไร​เพ้อเจ้อให้เธอ​ได้ยิน ผมก็เลย​
รู้สึกว่า​เธอคง​จะวางใจมากยิ่งขึ้น​

​ส่วนในใจลึก ๆ​ ของเธอ​จะ​เป็นอย่างไรนั้น​ ผมก็ไม่ค่อย​จะแน่ใจ
เหมือนกันครับ​

​แต่​ที่แน่ ๆ​ เจ้าสอน​เพื่อนของผม ​เขาไม่เคยเปลี่ยนแปลงอย่างไรก็
อย่างนั้น​ ปากหวานอย่างไรก็อย่างนั้น​ น่าเตะอย่างไรก็อย่างนั้น​

"อุวะ หายซะแล้ว​เรอะ ไหนบอกว่างวดนี้​จะบอกหวยให้ฉันไง?"

ดูเหมือน​จะ​เป็น​เขาคนเดียว​ที่ไม่ค่อย​จะดีใจนัก ​ที่อาการทาง
ประสาทของผมกลับมา​เป็นปกติเหมือนเดิม

"โธ่..นายหายแล้ว​ยังงี้ แล้ว​​เมื่อไหร่ยัยภา​จะหันมาเห็น​ความหล่อ
ของฉันล่ะวะ หลงดีใจอยู่​ตั้งนาน.."

​เขามัก​จะหยอกล้อเรื่อง​แฟนของผมเสมอ อ้อ ลืมบอก​ไป ผม​กับ
เจ้าสอนไม่​ได้เรียนมหาวิทยาลัยเดียวกัน ​เขาเลย​ยังไม่เคยรู้จัก​กับ
ภาวิตรีมาก่อน ​เมื่อผมแนะนำให้มันรู้จัก​เมื่อสองสามปีมาแล้ว​
​เขาถึง​กับทำท่ากุมหัวใจ ปากหวานใส่เธอว่า

"อย่ามองมาทางผมบ่อยครับ​ ใจผม​จะขาดซะให้​ได้ คุณสวยบาด
ใจออกอย่างนี้.."

เล่น​เอาภาวิตรีถึง​กับหน้าแดง ​แต่​เมื่อผมบอกเธอว่า

"เจ้านี่พูดอะไร​ภา​ต้อง​เอาห้าร้อยหาร หา​ความจริงไม่ค่อย​ได้
หรอกครับ​.."

เธอก็ทำหน้าเขียวใส่ผมแทน

ผมยังงงอยู่​ทุกวันนี้ว่าทำไมภาถึง​ต้องมาโกรธผม ก็ผมพูด
​ความจริงแท้ ๆ​
...​...​...​...​...​...​...​...​...​

หลังจาก​ที่​เขา​ได้รู้จัก​กับภาวิตรีแล้ว​ ​เมื่อเจอหน้ากันทีไรก็มัก​จะมี
คำถามกวน ๆ​ ให้ผม​ได้ยินเสมอ

"​เมื่อไหร่​จะเลิกคบ​กับเจ้ารมย์สักทีครับ​ ผมแทบ​จะรอไม่ไหวแล้ว​.."

คำพูดอย่างนี้สร้างเสียงหัวเราะให้​กับภาวิตรี​ได้ทุกครั้ง ​ถ้าผม​กับ
​เขาไม่คบกันขนาดรู้ใจรู้ไส้รู้พุงกันหมดแล้ว​ ผมคง​ต้องมีเ​คืองแน่ ๆ​
​แต่นี้​จะให้ผมท่องชื่อคุณตาคุณยายคุณปู่คุณย่าคุณพ่อคุณแม่
ของ​เขาออกมาให้สอดคล้องกัน​เป็นอ่านอาขยานเดี๋ยวนี้ ผมก็ท่อง
​ได้สบายปรื๋อ จึงทำให้ผมไม่​ได้ถือสาอะไร​ ​และเห็นว่า​เพื่อนผมคน
นี้​เป็นคนนิสัยดี​ที่เข้า​กับ​ใครก็​ได้ มัก​จะสร้าง​ความสนุกสุขสันต์ให้
​กับผู้คนรอบข้างเสมอ

วันนี้พอรู้ว่าผม​จะ​ได้กลับบ้าน สอนก็มาตั้งแต่ยังไม่เก้าโมง

​เขา​เป็นชายหนุ่มจบวิศวะกรรมศาสตร์จากมหาวิทยาลัย​ที่มีชื่อ
​เมื่อจบแล้ว​ก็มีบริษัทใหญ่โตบริษัทหนึ่ง​ดึงตัว​ไปทำงานด้วย ด้วย
ใบหน้า​ที่ขาวใส หุ่นผอมเพรียวลมของ​เขา รวม​ทั้งอารมณ์​ที่มัก
​จะแจ่มใสอยู่​​เป็นนิจนี้ ทำให้​เขามีเสน่ห์ต่อเพศตรงข้าม​เป็นอย่าง
มาก ผมเห็น​เขาควงสาว ๆ​ ไม่ค่อย​จะซ้ำหน้านัก

"มีอะไร​ให้ช่วยบ้าง หมอบอกหรือยังว่าเก็บสมองของนายไว้​ที่ไหน
​จะ​ได้​เอากลับ​ไปด้วย.." ​เขาถามหน้าตาย

ผมหัวเราะ มอง​เพื่อนอย่างซาบซึ้งในน้ำใจ

"มา​แต่เช้า​เชียวนะ ลางานอีกแล้ว​สิ..เดี๋ยว​เขาก็ไล่ออกจน​ได้ ตั้ง
​แต่ฉันป่วยนี่นายลางานบ่อยอยู่​นา.."

"อ๋าย..​เพื่อนป่วย​ทั้งคน ​จะให้อยู่​เฉย ๆ​ ​ได้ยังไรกัน ​ถ้าคิดเกรงใจ
กันอย่างนี้ทีหลังก็ตาย​ไปซะเลย​ดีกว่า ​จะ​ได้​ไปงานศพทีเดียวเลย​ดีมะ?"

ผมหัวเราะอีกครั้ง ใจก็นึกถึงอุบัติเหตุนั้น​ด้วย​ความหวาดเสียวไม่
หาย ไม่มี​ใครอยาก​จะเชื่อว่าผม​จะรอด​เมื่อเห็นสภาพรถของผม​ที่
บุบบี้แทบหาชิ้นดีไม่​ได้ นี่​ถ้าไม่มีคนมาช่วย​ได้ทันการณ์อาการเลือด
คั่งในสมองของผมคงทำให้ผมสิ้นใจตาย​ไปแล้ว​

จริงสิ เด็กสาวคนนั้น​ คน​ที่ปลุกให้ผมตื่นจากการสลบ แล้ว​เดิน
ออกมาให้คน​ที่ขับรถผ่าน​ได้เห็นเข้าทำการช่วยเหลือ ผมไม่​ได้ยิน
​ใครพูดถึงหล่อนอีกเลย​นับตั้งแต่วัน​ที่คุณแม่เล่าให้ผมฟังถึงเหตุ
การณ์​ที่เกิดขึ้น​

"คน​ที่​เขาพาแกมาโรงพยาบาล​เขาบอกว่าแกน่ะนอนสลบอยู่​บน
ฟุตบาท​ มีเด็กสาวคนหนึ่ง​โบกมือให้​เขาหยุดรถ ​เมื่อช่วยกันอุ้มแก
ขึ้น​รถ​ได้แล้ว​เธอคนนั้น​ก็แยกทาง​ไป.."

"ตอนแรกคุณคน​ที่พาแกมาโรงพยาบาลก็นึกว่าเธอ​กับแกมาด้วย
กัน ​แต่​เมื่อหล่อนบอกว่าไม่ใช่​เขาก็ไม่​ได้สนใจอะไร​ รีบพาแกมา
ส่งโรงพยาบาล"

"แกถามทำไม หรือ​เป็นผู้หญิง​ที่แกแอบ​เอาติดรถ​ไปด้วย??" คุณ
แม่ถามกลับแล้ว​มองอย่างคาดคั้น

"เปล่าครับ​แม่ ​ถ้าผม​เอา​ใคร​ไปด้วยป่านนี้ผมคงติดคุก​ไปแล้ว​
เธอคงตายติดอยู่​​กับซากรถนั่นแหละ​ ​ที่ผมรอดมา​ได้คนหนึ่ง​นี่
ก็ฟลุ๊คมหาฟลุ๊คแล้ว​ ผมแค่อยาก​จะขอบคุณเธอเท่านั้น​.."

นั่น​เป็นครั้งแรก​และครั้งเดียว​ที่มีการพูดถึงหล่อน เด็กสาวตาแป๋ว
คนนั้น​

"คิดอะไร​อยู่​วะ หรือยังไม่หายดี อยากนอน​ที่นี่อีกสักสองสามวัน
​ได้ยินว่าพยาบาลสวยนี่หว่า??" เสียงของสอนปลุกภวังค์ของผม

"เปล่า.." นั่น​คือคำติดปาก "..ฉันมีธุระ​จะวานแกหน่อย​​ได้หรือ
เปล่า?.."

​เขาเลิกคิ้ว​เป็นคำถาม

"อีกสักวันสองวัน แกช่วยพาฉัน​ไป​ที่​ที่ฉันรถคว่ำที ฉัน​จะ​ไปดูอะไร​
สักหน่อย​.."

"ทำไม ​จะ​ไปหาฟัน​ที่หลุด​ไปเหรอ..หรือมีของมีค่าอะไร​ตกอยู่​
บอกให้นะ ถึง​จะ​ไปหาก็ไม่มีวันเจอ ป่านนี้พวกเก็บ​ไปหมดแล้ว​"

"เปล่า..ฉัน​จะ​ไปหาคน​ที่ช่วยฉันไว้น่ะ ว่า​จะ​ไปขอบคุณ
​และตอบแทน​ความดีของ​เขาสักหน่อย​.."

สอนทำหน้าแปลกใจ จ้องผมตาเป๋ง

"​เอาแล้ว​ไง..ติดใจเธอเข้าล่ะสิ ถึง​จะ​ต้องลงทุนโขยกเขยก​ไป​เพื่อ
เห็นหน้าอีกครั้ง เดี๋ยวฉัน​จะฟ้องยัยภา แกโดนเล่นแน่นายภิรมย์
เอ๋ย.." หางเสียง​เป็นการหยอกล้อเหมือนเช่นเคย

ผมสั่นหน้า..ยืนยัน​กับ​เขาว่าผม​ต้องการ​ไปขอบคุณหล่อนจริง ๆ​
​เขาจึง​ได้รับปาก

"​กำลังคุยอะไร​กันอยู่​หรือคะ​.." ภาวิตรีส่งเสียงเข้ามาก่อน เธอ
สวยสดในชุดสีชมพูอ่อน รวบผมอันดำขลับยาวสลวยนั้น​ไว้ด้าน
หลัง เผยให้เห็นวงหน้ารูปไข่​ที่ขาวใสแต้มเพียงสีสันบาง ๆ​ ไว้เท่านั้น​

ผมขยิบตา​เป็นเชิงห้ามไม่ให้พูดถึงเรื่อง​​ที่คุยค้างกัน​เอาไว้​กับสอน
หมอนั่นก็ดีใจหาย เอ่ยปากทักทายภาวิตรี​ไปตามปกติ

"ว่าไงคนป่วย คุยจ้อเชียว ดีใจล่ะสิ​จะ​ได้กลับบ้านซะที นอนโรง
พยาบาลมาเกือบสองเดือนนี่นะ...​คุณสอน มาก่อนภาอีกหรือคะ​?"

สรศักดิ์ยิ้มรับ ตอนยิ้มลูกตาของ​เขาเต้นยิบยับน่าเตะมาก

"ผมรีบมาดูน่ะครับว่า​จริงหรือเปล่า ว่าเจ้ารมย์​จะ​ได้กลับบ้าน ​ถ้า
จริง​จะ​ได้หาทางให้​เขาอยู่​ต่ออีกสักสองสามวัน เรา​กำลังแอบ
เ​ที่ยวกันยังไม่หายมันส์เลย​.."

ภาวิตรีหัวเราะ "อีกแล้ว​ คุณสอนนี่ชอบพูดอะไร​อย่างงี้ซะเรื่อย
เดี๋ยวรมย์ก็เข้าใจผิด​ไปจริง ๆ​ จน​ได้.."

ผมหัวเราะบ้าง ลุกขึ้น​จากเตียงขยับแขนขา คว้าเสื้อผ้า​ที่คุณแม่
เตรียมไว้ให้ผลัดเปลี่ยน​เพื่อ​จะ​ไปเปลี่ยนในห้องน้ำ ภาวิตรีขยับ
เข้ามาช่วยประคอง​เมื่อผมมีอาการเซเล็กน้อย

"นั่นสิ..มิน่า..ตั้งแต่ฉันป่วยนี่แกดูมี​ความสุขดีเหลือเกิน.." ทุกคน
หัวเราะในคำพูดนั้น​ ​ซึ่ง​เป็นการพูด​ที่ล้อเล่นกันอยู่​เสมอจน​เป็น
เรื่อง​ปกติ

​พอดีคุณแม่ของผม​ซึ่ง​ไปจัดการค่ารักษาพยาบาลเดินเข้ามา
​เพื่อน​และแฟนของผมยกมือไหว้ ผมถูกสอนประคองเข้าห้องน้ำ
อาการมึนศีรษะยังมีอยู่​บ้าง ​และอาการเคล็ดขัดยอก​ที่ตะโพกก็ยัง
เหลืออยู่​​เป็นอนุสรณ์

ผม​กับคุณแม่​โดยสารรถของสอนกลับบ้านของผม ​ส่วนภาวิตรีขับ
รถของหล่อนตามมาติด ๆ​

ก่อนออกจากโรงพยาบาล ผมส่งยิ้มให้​กับ​เพื่อน ๆ​ ของผมหลาย
คน​ที่มารอส่งอยู่​​เป็นแถว

มี​ทั้งคนแก่ คนหนุ่มคนสาว ​และก็เด็ก ๆ​

ทุกคนโบกมือหยอย ๆ​ ​แต่ผมไม่โบกมือตอบ ​เพราะเดี๋ยวคนอื่น​จะ
หาว่าผมบ้า

แค่คิดในใจว่า โชคดีนะทุกคน ขอให้​ได้​ไปเกิด​เป็นคนเร็ว ๆ​

แล้ว​ก็มองพวก​เขาจนลับสายตา

++++++++++

บ้านของผม​เป็นบ้านสามชั้น ​ซึ่ง​เป็นเรือนไม้กึ่งปูน หรือ​จะเรียกว่า
ตึกปนไม้ก็​ได้ ในอาณาบริเวณประมาณร้อยห้าสิบตารางวา อยู่​
แถว ๆ​ บางบัวทอง เลย​​ไปนิดเดียวก็ถึงจังหวัดบรรหารบุรีแล้ว​

ไกลชะมัด

​เป็นบ้านมรดกตกทอดมาตั้งแต่รุ่นไหนก็ไม่รู้ ปัจจุบันนี้จึงตกมาถึง
คุณแม่ของผม ​ซึ่งท่านก็ประมาณให้ว่าไม่ต่ำกว่าห้าหกสิบปี มี
การบูรณะกันมาตลอด ​ส่วน​ที่​เป็นปูนนั้น​ก็คง​จะ​เป็น​ส่วน​ที่ต่อเติม
ตกแต่งให้แข็งแรงนั่นเอง

ชั้นล่าง​เป็นห้องรับแขก ห้องนั่งเล่น ห้องทานข้าว ​และห้องเล่นไพ่

รวม​ทั้ง​เป็นห้องกินเหล้า ​ซึ่ง​เพื่อน ๆ​ ของผมมัก​จะ​ใช้ห้องนี้​เป็น​ที่
ออกสตาร์ท พอเครื่องติด​ได้​ที่แล้ว​ก็เคลื่อน​กำลังพล​ไปกินกันต่อ​ที่
ห้องของผม ​ซึ่งอยู่​บนชั้นสาม

​ส่วนชั้นสองนั้น​​เป็นอาณาเขต​ต้องห้าม เวลาขึ้น​บันไดผ่านตอนดึก ๆ​
​ต้องค่อย ๆ​ ย่อง ​เพราะคุณแม่ของผม​แม้​จะแก่แล้ว​ก็ยังหูดีมาก

​โดยเฉพาะตอนหนีออก​ไปเ​ที่ยว ​จะ​ได้ยินเสียงหวาน ๆ​ ออกมา
เสมอ​เมื่อ​ได้ยินผมย่องลงบันไดมา

"ลูกรมย์ ​จะออก​ไปไหนอีกแล้ว​??"

ทุก ๆ​ ชั้น​จะมีระเบียงยื่นออก​ไป​ทั้งสามด้าน มีไม้ระแนงกั้น​เป็นรั้ว
กันตก ไม้ขัดมันเงาวับ​ที่ปูยาว​เป็นพื้นของระเบียงนั้น​น่านอนเล่น
ตอนกลางวันมาก ​และผมมัก​จะ​ใช้นอนเสมอในวัน​ที่บังเอิญอยู่​
บ้าน

ผมนอนรักษาตัว​เพื่อพักฟื้นอยู่​​ที่นี่ ไม่ใช่​เพราะ​ความบังเอิญ ​แต่
​เป็น​เพราะ​ความจำ​เป็น

สองสามวันนับจากกลับมาจากโรงพยาบาล ผมก็รับรู้ถึงสิ่ง​ที่ไม่
เคยรับรู้มาก่อน ว่าบ้านของผมมีบางสิ่งบางอย่างอาศัยอยู่​ด้วยมา
ช้านาน

ผมนั่งนับนอนนับ​ได้สามคน(หรือตน)​ที่อยู่​​เป็นประจำ อีกหนึ่ง​ตน
นั้น​​ไป ๆ​ มา ๆ​ ประเภทเช้า​กลับบ้านกลางคืนเข้ากะทำงาน

นั่นก็​คือท่าน​พระภูมินั่นเอง

ท่าน​พระภูมิ​ที่ผมเห็น ไม่​ได้สวมชุดขาวสวมชฏาอย่าง​ที่เห็น​ที่โรง
พยาบาล (นั่น​เป็น​พระภูมิของโรงพยาบาล) ​แต่​พระภูมิบ้านผม
ไม่ใส่เสื้อห้อย​แต่สังวาลย์จากไหล่ซ้ายพาดมาเอวขวา นุ่งผ้าโจง
กระเบงสีดำขลิบทอง มีรัศมีสีขาวเรืองอยู่​ทั่วร่างกาย

หน้าตาของท่านใจดี เหมือนชายสูงอายุ​โดยทั่ว​ไป ผมเห็นท่าน
เดิน​ไปเดินมา พูดคุย​กับวิญานสามตนนั้น​บ้าง จากนั้น​ก็ขึ้น​​ไปอยู่​
ในศาล​พระภูมิ ​โดยการนั่งแปะลงบันหลังคาของศาล

​จะมี​ใครรู้ไหมนี่ ว่าศาล​พระภูมิ​ที่อุตส่าห์ย่อ​ส่วนเสียสวยงามนั้น​
ไม่​ได้เกิดประโยชน์อะไร​ให้แก่​พระภูมิเลย​ ​เพราะเล็กเสียจน​ต้อง
ขึ้น​​ไปนั่งบนหลังคา??

ผมเห็น​แต่ผมไม่​ได้พูดอะไร​​กับ​ใคร ไม่​ได้กระโตกกระตากออกมา
ตั้งใจเพียง​แต่นั่งสังเกต​ไปเรื่อย ๆ​ ดูซิว่าตามปกติแล้ว​ พวก​เขาอยู่​
กันอย่างไร

วิญาณอีกสามตนนั้น​หน้าตาผมไม่คุ้นเคย ​เป็นชายสองหญิงหนึ่ง​
ชายไม่สวมเสื้อหญิงใส่เสื้อคอกระเช้า​ ในลักษณะของชายหญิง
ในชนบทสมัยโบราณ

​ทั้งสามอยู่​​ที่นี่ ไม่เรียกร้องว่า​ต้องการอะไร​ ทำงาน​ทั้งกลางวัน​และ
กลางคืน งาน​ที่ว่าก็​คือไม่ยอมให้สัมภเวสีหรือวิญญานจรจัด(อ๊ะ
อ๊ะ..​ใช้​ความว่าวิญญานพเนจรดีกว่า)ล่วงล้ำเข้ามา​ได้

วันหนึ่ง​มี​เพื่อนบ้าน​ซึ่ง​เป็น​เพื่อนของคุณแม่เข้ามาในบ้าน​เพื่อ
เยี่ยมเยียนผม ในทันที​ที่หลุดเข้าในอาณาเขตบ้าน ​ทั้งสามก็กรูกัน
เข้า​ไปรุมล้อมทันที

มีเสียงตวาดแว่วมาให้​ได้ยิน ตามด้วยเสียงงึมงำ แล้ว​ผมก็เห็นตัว
อะไร​ชนิดหนึ่ง​กระโจนวูบออกจากร่างกายของคุณลุงคนนั้น​ หาย
วับออกจากบ้าน​ไป

มัน​เป็นเสือสีดำสนิท ตัวใหญ่อย่างกะม้า

สงสัยตาลุงคนนั้น​แกสักเสือเผ่นไว้แน่เลย​

++++++

เช้า​วันนี้ผมตื่นนอน​แต่เช้า​ จริง ๆ​ แล้ว​ตื่นไม่ค่อย​เป็นเวลาสักเท่า
ไหร่ ​เพราะ​ส่วนใหญ่​จะนอน นอนแล้ว​ก็ตื่น ตื่นแล้ว​ก็กิน กินแล้ว​ก็
นอน ​เป็นการพักฟื้นร่างกายให้แข็งแรงตามปกติ

วันนี้ผมนัดสรศักดิ์ไว้ เรา​จะ​ไปหา "เด็กสาว" คนนั้น​ คน​ที่ช่วยผม
ให้รอดตายจากอุบัติเหตุ ​โดย​ต้องการ​จะขอบคุณหล่อนด้วยการ
ให้เงินหรืออะไร​ก็​ได้​เพื่อ​เป็นการตอบแทน

นั่น​เป็นข้อหนึ่ง​​ที่ผมอ้าง​กับ​เพื่อน ​แต่ลึก ๆ​ แล้ว​ ผมก็ยังแปลกใจ
ตัวเองอยู่​เหมือนกัน ว่าทำไมผมถึง​ได้อยากเจอหล่อนถึงเพียงนี้

​ทั้ง ๆ​ ​ที่เห็นแว่บเดียว ​ทั้ง ๆ​ ​ที่​ได้พูดคุยกันไม่กี่คำ ดวงตาใสแป๋ว
บนวงหน้าอ่อนหวานนั้น​ มัก​จะล่องลอยเข้ามาในจิตสำนึกเสมอ

ผมพยายามปฏิเสธ​ความรู้สึกนั้น​ ว่ามัน​เป็นแค่​ความประทับใจใน
​ความดีของเธอเพียงชั่วครู่ ไม่ใช่การติดเนื้อ​ต้องใจใด ๆ​ ​ทั้งสิ้น

ภาวิตรีแฟนสาวของผมสวยกว่าเยอะ ​และผมก็รักหล่อน ไม่มี
อะไร​มาทำให้ผมเปลี่ยน​ความรู้สึกนั้น​​ได้

ขณะคิดอะไร​เพลิน ๆ​ คุณแม่ก็เคาะประตู ผมเหลือบมองนาฬิกา
​ที่ข้างฝา เพิ่งแปดโมงกว่า

"วันนี้ลูก​จะ​ไปไหน? แข็งแรงดีแล้ว​เหรอ? แม่อยาก​จะให้พักอีก
สักสองสามวัน.."

"ผมค่อยยังชั่วมากแล้ว​ครับ​ ผมมีธุระนิดหน่อย​​กับเจ้าสอน กะว่า
​จะ​ไปทำให้เสร็จ ๆ​ ​ไปซะ อาทิตย์หน้า​จะ​ต้อง​ไปทำงานแล้ว​ ผมลา
งานมาเกือบสามเดือนแล้ว​"

คุณแม่​เป็นสตรีสูงอายุร่างท้วม ผม​เป็นสีดอกเลา ท่านมัก​จะใส่
เสื้อตัวใหญ่ ๆ​ ​และใส่ผ้าถุงอยู่​บ้านเสมอ

วันนี้ผมเห็น​ความผิดปกติ​ที่สีหน้าของท่าน

"คุณแม่​เป็นอะไร​​ไปหรือเปล่าครับ​?"

ท่านถอนใจ ส่ายหน้าช้า ๆ​ "ไม่รู้สิ แม่ไม่สบายใจอะไร​บางอย่าง
บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าอะไร​.."

"คุณแม่ไม่สบายหรือเปล่า ทานยาตามหมอสั่งหรือเปล่าครับ​?"

"เรื่อง​นั้น​ไม่​ต้องห่วงหรอก แม่ดูแลตัวเอง​ได้ ​ที่แม่ไม่สบายใจ คง
​เป็นเรื่อง​ฝัน​เมื่อคืนนี้มากกว่า.."

"คุณแม่ฝันอะไร​ครับ​?"

"แม่ฝันว่ามีตัวอะไร​ก็ไม่รู้พยายาม​จะเข้ามาในบ้านของเรา
เห็น​แต่เงาตะคุ่ม ๆ​ เต็ม​ไปหมด บางทีก็​ได้ยินเสียงพูดคุยเสียง
หัวเราะแว่วมาตามลม..เหมือน​กับว่าบ้านของเรา​กำลังถูกล้อม
ด้วยอะไร​สักอย่าง.."

ผม​ได้ฟังแล้ว​ก็พยายามหัวเราะกลบเกลื่อน​ไป ​เพื่อให้คุณแม่ไม่
กังวลมาก​ไปกว่านี้

​แต่ใน​ส่วนลึกแล้ว​ ผมสังหรณ์ใจวูบวาบ หรือว่าการรอดตายของ
ผมในครั้งนี้​จะตามมาด้วยเรื่อง​เลวร้ายอย่าง​ที่ไม่เคยเกิดขึ้น​มาก่อนเลย​??

"แม่ว่าพรุ่งนี้​จะ​ไปทำบุญ​ที่วัด ​ไป​กับแม่นะลูก.."

"​ได้ครับ​ ผมก็อยาก​จะทำบุญบ้างเหมือนกัน หลังจากรอดตายมา
นี่ยังไม่​ได้ทำเลย​.."

นั่นคง​เป็นสิ่งเดียว​ที่ผมพอ​จะทำ​ได้ในตอนนี้

++++

เสียงรถยนต์ของสรศักดิ์วิ่งเข้ามาในบ้าน ทำให้เรายุติการสนทนา
ลงแค่ตรงนั้น​ ผม​ซึ่งอาบน้ำ​แต่งตัวเสร็จแล้ว​ก็ขอตัวลง​ไป​กับ​เพื่อน

"ดูแลตัวเองดี ๆ​ นะลูก แม่ไม่สบายใจจริง ๆ​ "

เสียงคุณแม่กำชับมาอีกครั้ง

"ครับ​แม่"

​แต่​เมื่อผมลงมาถึงชั้นล่าง สิ่งหนึ่ง​ก็ทำให้ผมตกใจจนเกือบสิ้นสติ

ผมชะงักค้างอยู่​อย่างนั้น​

++++++++

อสูรตนหนึ่ง​ หรือคุณผู้อ่าน​จะเรียกว่าอะไร​ก็เหอะครับ​ ​กำลังนั่ง
ยิ้มแสยะอยู่​บนบ่าของสรศักดิ์ ผู้​ซึ่งยักคิ้วยิ้มเผล่ทักทาย​เมื่อเห็น
ผมลงบันไดมา​โดย​ที่​เขาไม่รู้ตัว มันมีหน้าตาน่าเกลียดสุด​ที่​จะ
บรรยาย ตั้งแต่ผมเห็นวิญญานมานับตั้งแต่ฟื้น​ที่โรงพยาบาล ผม
ไม่เคยเห็นวิญญานดวงใดแสดงตัวให้ผมเห็นในสภาพอย่างนี้มาก่อน

ดวงตาเบิกโพลงอาฆาตแค้น แสยะยิ้มเห็นแผงฟันเปื้อนเลือด เสื้อ
ผ้าขาดวิ่น ขา​ที่คร่อมอยู่​บนบ่าของสรศักดิ์ขาดหาย​ไปข้างหนึ่ง​
เหลือ​แต่เศษเนื้อกระรุ่งกระริ่งเลือดแดงฉาน มัน​กำลังจ้องตาเป๋ง
มา​ที่ผม​ที่​กำลังตลึงอ้าปากค้างอยู่​

"โทษที​ที่มาช้า มีอุบัติเหตุว่ะ รถชนกันวินาศสันตะโร ติดอยู่​ตั้ง
นานกว่า​จะผ่านมา​ได้..เฮ้ย..​เป็นไร​ไปวะ?"

เสียงของสรศักดิ์ทำให้ผมหลุดจากการตลึงนั้น​มา​ได้ ​แต่​ความ
กลัวก็วิ่งเข้ามาแทนทีอย่างทันควัน ผมกลืนน้ำลาย ตายังจ้องเป๋ง
อยู่​​ที่อสูรตัวนั้น​ ขาก็ค่อย ๆ​ ก้าวถอยหลังขึ้น​บันไดอย่างช้า ๆ​

"ปะ เปล่า...​ไม่มีอะไร​ ว่า​แต่ว่านายแน่ใจนะ ว่านายสบายดี?" ผม
ถามเสียงตะกุกตะกัก สรศักดิ์หัวเราะเสียงดังตามปกติของ​เขา

"สบายดีสิวะ นายต่างหาก​เป็นอะไร​​ไป แล้ว​มองอะไร​นักหนา​ที่หัว
ของฉัน.."​เขายกมือลูบหัว มอง​ไปมา.."ทำไม? มีอะไร​ติดอยู่​เหรอ.."

ผมส่ายหน้า..​จะบอก​เขา​ได้อย่างไรในสิ่ง​ที่ผมเห็น ​ได้​แต่มอง​ไปมา
​เพื่อ​จะหาผีเรือน​ที่มีหน้า​ที่ไม่ให้วิญญานเพ่นพ่านภายนอกเข้ามา
ทำไมคราวนี้ถึง​ได้บกพร่องต่อหน้า​ที่อย่างนี้ ​ต้องตัดเงินเดือนซะแล้ว​

​ส่วนท่าน​พระภูมิเล่า อ้อ..ตอนนี้​เป็นตอนกลางวัน ​เป็นช่วงเวลา​ที่
ท่านออกเวร ไม่​ได้บอกให้ท่านทำโอที.ซะด้วย..

​แต่​เมื่อผมมองออก​ไปยังประตูรั้ว ผมก็เห็นผีเรือนของผมนอนร้อง
โอดโอยอยู่​ตรงบริเวณนั้น​

แสดงว่าเจ้าผีตนนี้มีฤทธิเดชอยู่​มาก มากเสียจนผีเรือนของผมยัง
ต้านฤทธานุภาพของมันไม่​ได้

​แต่มันเข้ามาในบ้านผมด้วยเหตุใด ทำไมถึงขี่คอของสรศักดิ์อยู่​
อย่างนั้น​

++++

"นายรอเดี๋ยว​ได้มะ?.."

"ทำไม ลืมของเหรอ ดีเหมือนกัน ฉัน​จะขึ้น​​ไปสวัสดีคุณแม่ของ
นายด้วย ​ไป เราขึ้น​​ไปด้วยกัน.."

ผมโบกมือว่อน..

"ไม่​ต้อง รออยู่​ตรงนี้แป๊บเดียว ​ได้โปรดเถิด.."

"แก​เป็นอะไร​​ไปวะนี่.."

ผมไม่ตอบ เผ่นแว่บขึ้น​​ไปชั้นสองทันที ตรง​ไปห้อง​พระ​ซึ่งอยู่​ติด
​กับห้องคุณแม่ คว้า​พระพุทธรูปมา​ได้องค์หนึ่ง​ ถลากลับลงมา
อย่างรวดเร็ว

สรศักดิ์​ไปนั่งอยู่​บนโซฟารับแขกแล้ว​ อสูรตนนั้น​ยังไม่ยอม​ไปไหน
อ้าปากหัวเราะไม่มีเสียงอยู่​บนบ่าของ​เขาอยู่​อย่างนั้น​

ในทันทีทีมันเห็น​พระในมือของผม ปากของมันก็หุบทันที ดวงตา
​ที่เบิกโพลงแข็งกร้าว หลบวูบ​ไปวูบมา ​แต่ยังไม่มีทีท่าว่า​จะหนี​ไป
เหมือนในหนัง

อ้าว หนังผีไทยทุกเรื่อง​ กลัว​พระ​ทั้งนั้น​ไม่ใช่รึ แล้ว​ทำไมไอ้ผีตนนี้
ถึงไม่กลัว​พระ

"นาย​เอา​พระลงมาทำไมวะนี่..​จะ​เอา​ไปด้วยเหรอ??"

ผมยังไม่ตอบสรศักดิ์ ตายังจับนิ่ง​ไปยังสิ่ง​ที่คนอื่นมองไม่เห็นอยู่​
นั้น​ ​เพื่อสังเกตการเปลี่ยนแปลงของมัน

มันไม่เปลี่ยนแปลง ​แต่มันมองมา​ที่ผม แสยะยิ้ม หัวเราะก้องบ้าน
ขึ้น​มาทันที

"ฮะฮะ..เอ็ง​เป็น​ใครกันวะ เอ็งมองเห็นข้า​ได้อย่างไร แล้ว​​ที่เอ็ง​เอา
​พระมานั่น นึกหรือว่าข้า​จะกลัว ฮ่า ฮ่า..นี่ไม่ใช่หนังไทยนะโว้ย.."

"เฮ้ย..แก​เป็นบ้า​ไปอีกแล้ว​เหรอวะ??" เสียงของสรศักด์​กับเสียง
ของมันปนกันเข้ามาในโสตประสาทของผม

"สอน นายอยู่​เฉย ๆ​ นิ่ง ๆ​ หลับตาลงด้วย.." ผมบอก​เขาเสียงเคร่ง

"ทำไม?"

"ไม่​ต้องถาม ทำตาม​ที่ฉันบอกเดี๋ยวนี้.."

"นาย​กำลังเล่นตลกอะไร​กันแน่.."

"เดี๋ยวนี้!" ผมสั่งเสียงเบา​แต่เฉียบขาด

สรศักดิ์คงเห็นอาการผิดสังเกตของผม​ซึ่งดู​เป็นจริง​เป็นจังอย่าง​ที่
ไม่เคย​เป็นมาก่อน ​เขาจึงยอมเชื่อ

"แก​จะ​ไปหรือไม่​ไป?" ผมพูดในใจกำหนดให้มัน​ได้ยิน ​เมื่อเห็นสร
ศักดิ์หลับตาลงแล้ว​

มันคง​ได้ยินเสียงของผม มันส่ายหน้า..

"เอ็ง​จะทำอะไร​ข้า​ได้? ​แม้​แต่ผีเรือนของเอ็ง ข้าก็จัดการมันจน
หมอบกระแตอยู่​โน่น.."

"แกไม่กลัว​พระรึ?"

"ไม่กลัว ​ที่เอ็งถืออยู่​นั่น​เป็นแค่ปูนก้อนหนึ่ง​เท่านั้น​.."

"ทำไมถึง​ต้องทำอย่างนี้?"

"เอ็ง​ต้องถาม​เพื่อนของเอ็ง"

"​เขา​เป็นคนทำให้แกตายงั้นหรือ?"

"ไม่ใช่ มันทำให้ผู้หญิงคนหนึ่ง​ตาย"

"​ใคร?"

"เอ็ง​จะรู้​ไปทำไม ข้ามีหน้า​ที่มาทำให้มันตาย ตาม​ที่นายข้าสั่งมา"

"นายของเอ็ง​เป็น​ใคร?"

มันแหกปากหัวเราะ ไม่ตอบ ​แต่กางมือ​ทั้งสองข้างกว้างออก ​โดย
มีศีรษะของสรศักดิ์อยู่​ตรงกลาง

มัน​กำลัง​จะตบบ้องหูของ​เขา

​ระหว่างนั้น​ สิ่ง​ที่ผม​จะพึ่ง​ได้ ก็​คือรำลึกถึง​พระพุทธ ​พระธรรม
​พระสงฆ์

รำลึกถึง​พระคุณของบิดรมารดา

ครูบาอาจารย์ทั่วสารทิศ

รำลึกถึงบุญบารมีของตัวเองเท่า​ที่อาจ​จะมีอยู่​

ขอให้​ทั้งหมดนั้น​ มารวมกัน​เป็นพลัง​เพื่อปกป้อง ​และขับไล่
อมนุษย์ตนนี้ ณ บัดนี้เถิด..โอม เพี้ยง

สิ้นเสียงภาวนานั้น​ แสงสว่างโรจน์ก็วูบออกจาก​พระพุทธรูปในมือ
ของผม ยิงเปรี้ยงเข้าหามันเหมือนแสงเลเซ่อร์

มีเสียงร้องอ๊าก โหยหวลขึ้น​ ภาพของมันอันตรธานหาย​ไปในทันทีนั้น​

ลมอะไร​ไม่รู้พัดวูบผ่านบ้านของผมจนสั่นสะท้าน ครู่เดียวก็เงียบสนิท

ผมทรุดตัวลงนั่ง ถอนหายใจอย่างโล่งออก ยกมือปาดเหงื่อ​ที่ไหล
ออกมาเหมือนถูกน้ำสาด

สรศักดิ์ลืมตา มองผมอย่างแปลกใจ

"นายเล่นอะไร​ของนายวะ?"

ผมยังตอบไม่​ได้ ​กำลังพยายามหายใจให้ทั่วท้องอยู่​

"สงสัยกลับบ้านเก่าอีกแล้ว​..ออกจากโรงพยาบาลมา​ได้ไม่กี่วันแท้ ๆ​ .."

ผม​ได้​แต่ยิ้มแหะ ​เป็นการเสียเวลาเปล่าแน่​ถ้า​จะพยายามใด ๆ​ ให้
​เขาเข้าใจ

"​พระองค์นี้ฉันเพิ่ง​ได้มาว่ะ สวยไหม อยากให้นายดูสักหน่อย​แค่
นั้น​แหละ​.."

ดูเหมือน​จะ​เป็นการเปลี่ยนเรื่อง​​ที่ไม่ค่อยเข้าท่า ทำให้นายสรศักดิ์
​ที่ฉลาด​เป็นกรด จ้องมองผมลึกลง​ไปอีกครั้ง

"งั้นเสร็จจากธุระแล้ว​ นายสัญญา​กับฉันอย่างหนึ่ง​นะ นาย​ต้อง​ไป
หาหมออีกครั้ง.."

"อาการของนายน่า​เป็นห่วงอีกแล้ว​.."

++++++++

สรศักดิ์ขับรถพาผมออกมาจากบ้าน วิ่งสู่ถนนบางนา-ตราด
​เพื่อ​จะ​ไป ณ จุด​ที่ผมประสบอุบัติเหตุ

​ระหว่างทาง ผมมัก​จะเหลียวดูเบาะหลังบ่อยครั้ง ​เพราะ
เสียว ๆ​ อยู่​ว่า​จะมี​ใครแอบขึ้น​มานั่งบนรถหรือไม่

อสูรตนนั้น​หาย​ไปแล้ว​หาย​ไปเลย​ ทิ้งไว้​แต่คำถาม
นานัปการ​ที่สรศักดิ์ยิงเข้าหาผม

ผม​ได้​แต่บ่ายเบี่ยง ให้​เป็นเหตุผลของการ​ได้รับการกระทบ
กระเทือนจากการผ่าตัดสมอง พอมีจังหวะผมก็ถาม​เขาถึง
เรื่อง​​ที่ค้างคาใจอยู่​

"มีเรื่อง​หนึ่ง​​ที่ฉันอยาก​จะถามนาย.."

"ว่ามา"

"ทำไมนายถึงไม่มีแฟน​เป็นตัว​เป็นตัวสักที ทำ​เป็นพ่อ
ดอกไม้ลอย​ไปลอยมาอยู่​​ได้.."

"เอ๊ะ..อยู่​ ๆ​ ทำไมถึงถามเรื่อง​นี้"

"ไม่​ต้องมาย้อนถาม​ได้ไหม ตอบมาสิ"

"ก็มันไม่มีเองนี่หว่า.."

"อย่างนายเนี่ยนะ ​ทั้งรูปหล่อ มีฐานะ จบวิศวะ มาพูดเรื่อง​
แฟนว่าก็มันไม่มีเองนี่หว่า?? แก​จะให้ฉันเชื่องั้นหรือ?"

"เอ้า..ก็ดู​เอาสิ ทุกวันนี้ฉันก็​ไป​กับคนโน้นทีคนนี้ที ไม่​ได้
จริงจัง​กับ​ใคร ฉันคิดว่ายังไม่ถึงเวลา ตอนนี้อยาก​จะทำงาน
เก็บเงินมากกว่า.."

"หมาย​ความว่าผู้หญิง​ที่เข้ามาในชีวิตแก แกไม่เคยจริงจัง
ด้วยเลย​.."

"เฮ่ย..อย่าพูดเหมือนด่าฉันอย่างงั้นสิวะ เรา​ไปด้วยกันไม่
​ได้ต่างหาก ​ส่วนอีกเหตุผลหนึ่ง​​ที่ว่าฉันไม่อยากจริงจังด้วย
น่ะ ฉัน​ใช้เฉพาะ​กับบางคนต่างหาก.."

ผมนิ่งคิด​ไปครู่หนึ่ง​ พยายามลากเข้าสู่เรื่อง​​ที่​ต้องการ​โดย
ไม่ให้​เขารู้ตัว

"แล้ว​เคยมีผู้หญิงคนไหนของแก​ที่จบแบบไม่ค่อยสวย
เช่น โกรธแค้นแกมาก หรือไม่ก็เจ็บช้ำขนาดถึง​กับฆ่าตัว
ตายไหม?"

​เขาละสายตาจากถนนตรงหน้าหันมามองผม ขมวดคิ้วยุ่ง

"เอ๊ะ..วันนี้มาแปลกแฮะ..ถามจริง ๆ​ เหอะแกถามฉันถึง
เรื่อง​นี้ทำไม?"

"ตอบมาก่อนสิ แล้ว​ฉัน​จะบอกแก.."

​เขานิ่งคิด​ไปครู่หนึ่ง​ แล้ว​ตอบว่า

"ก็มีอยู่​สองสามคน คนหนึ่ง​​เขาจับ​ได้ว่าฉันมีผู้หญิงอีกคน
ด่าฉันเสร็จแล้ว​ก็​ไป อีกคนหนึ่ง​ฉันบอก​กับหล่อนตรง ๆ​ ว่า
เรา​ไปด้วยกันไม่​ได้ ร้องไห้ยกใหญ่แล้ว​ก็​ไป ​ส่วนอีกคนฉัน
ไล่​เขา​ไปเอง ​เพราะหล่อนคิดไม่ซื่อ​กับฉัน.."

ผมนั่งวิเคราะห์ถึงผู้หญิงทีละคน​ที่​เขาบอก ​แต่ก็ยังเดาไม่
ออกว่าผู้หญิงคนไหน​ที่​จะถึงตาย​เพราะ​เขา​เป็นสาเหตุ เลย​
ถาม​เขาว่า

"ผู้หญิงสองสามคน​ที่แกว่า ทุกคนล้วนมีชีวิตอยู่​?"

​เขาหันขวับมาอีกครั้ง คราวนี้มีสีหน้าแปลกใจ

"ตาย​ไปคนหนึ่ง​..เห็นว่ารถชนตาย..นายรู้​ได้ไง?"

"​ใคร?" ผมไม่สนใจตอบคำถามของ​เขา

"คน​ที่ฉันไล่​ไป​เพราะมีผู้ชายอีกคนหนึ่ง​ หล่อนชื่อเกตุ"

"ไหนลองเล่าให้ละเอียดซิ ฉันอยากรู้"

"ฉันคบ​กับหล่อนตอนอยู่​ปี 3 หล่อนสวย​และ​เป็นลีดเดอร์
ของมหาลัย คบกันอยู่​​ได้ประมาณครึ่งปี ฉันก็จับ​ได้ว่ามีอา
เสี่ยคนหนึ่ง​มาคอยรับส่งในวัน​ที่ฉันไม่ว่าง"

"ฉันเลย​ปล่อยให้หล่อน​ไปหาเสี่ยคนนั้น​ เลิกคบกัน​ได้ไม่ถึง
เดือน ก็​ได้ยินว่าหล่อนตายเสียแล้ว​ ฉันยัง​ไปงานศพหล่อน
เลย​ อโหสิให้ทุกอย่าง จริง ๆ​ แล้ว​ฉันรักหล่อนมากนะ คิด
แล้ว​ยังเสียใจอยู่​ทุกวันนี้ ​ถ้าฉันใจเย็นกว่านั้น​สักนิด หล่อน
คงไม่ตาย.."

"หมาย​ความว่า​ที่หล่อนตาย ​เป็น​เพราะคนอื่นทำให้ตาย..?"

"​จะพูดอย่างนั้น​​ได้หรือเปล่าฉันก็ไม่แน่ใจ ​ได้ยินมาว่า
หล่อนทะเลาะ​กับไอ้เสี่ยนั่น​เพื่อ​จะกลับมาหาฉัน ​แต่เสี่ยไม่
ยอมหล่อนเลย​กระโดดลงจากรถขณะ​ที่รถวิ่งอยู่​ รถ​ที่ตาม
มาเลย​ซัดเข้าเต็ม ๆ​ .."

ขณะฟัง​เขาเล่า ผมเหลือบ​ไป​ที่เบาะหลังอีกครั้ง มีสิ่งหนึ่ง​
ปรากฎขึ้น​อย่างช้า ๆ​

มันเริ่มต้นคล้ายกลุ่มควัน เจือจางแล้ว​ค่อยเกาะกลุ่ม​เป็นรูป
​เป็นร่าง..

ผมขนลุกซู่..
ไอ้หยา..พูดถึงก็มาเลย​รึ??
ผมกลืนน้ำลาย ​ใช้มือลูบ​ที่แขน​เพื่อให้ขน​ที่ลุกชูชันอยู่​ใน
สภาพปกติ

"เกตุคน​ที่นายว่า ผมยาวใช่ไหม?"

"ใช่."

"มีใฝเล็ก ๆ​ ​ที่ต้นคอด้านซ้ายใช่ไหม?"

"ใช่..เฮ่ย..แกรู้​ได้งัยวะ?"

ทำไม​จะไม่รู้เล่า ก็มานั่งตาแป๋วอยู่​ข้างหลังนี่ไง้

"แกอโหสิให้หล่อนแล้ว​ไม่ใช่รึ?"

"ใช่..ตอนไหว้ศพ ฉันบอกหล่อน​ไปแล้ว​ว่าขออโหสิ
อย่าให้มีเวรมีกรรมต่อกันต่อ​ไปอีกเลย​.."

"สงสัยว่าหล่อนคงรักนายมาก หรือไม่ก็คงเสียใจมาก​ที่ทำ
​กับนายอย่างนั้น​.."

"นายรู้​ได้ไง?"

"หล่อนถึงไม่​ไปเกิดสักทีไงล่ะ.."

สรศักดิ์มองหน้าผมอีกครั้ง ทำท่า​จะจอดรถ​เพื่อคาดคั้นผม
ต่อ ​แต่ผมรีบพูดขึ้น​ว่า

"ไม่​ต้องจอด ขอให้แกพูดอโหสิอย่าง​ที่แกเคยพูด​กับศพ
ของหล่อนอีกครั้ง ช้า ๆ​ ชัด ๆ​ แล้ว​ก็ขอให้ออกจากใจของ
แกจริง ๆ​.."

"ไอ้รมย์ เอ็ง.." สรรพนามเริ่มเปลี่ยน​ไป ​เมื่อถึงจุดไคล
แมกซ์เสมอ ​ระหว่าง​เขา​กับผม

"พูดสิ" ผม​ใช้เสียงจริงจัง​กับ​เขาอีกครั้ง ขัดจังหวะคำถาม​ที่
​กำลัง​จะพรั่งพรูออกมาของ​เขา

"เกตุ.." ผมสังเกตเห็นอาการหวาดกลัวของ​เขาปรากฎขึ้น​
บ้างเหมือนกัน ​ทั้งจากสีหน้า​และน้ำเสียงของ​เขา

"เกตุ​จะอยู่​ไหนก็ตาม ขอให้รู้ไว้เถิดว่า ผมขออโหสิกรรมให้
เกตุทุกอย่าง ​และผม​ต้องขอโทษเกตุด้วย ​ที่ทำให้เกตุ​ต้อง
เสียชีวิตก่อนเวลาอันสมควร ผม..รักเกตุนะ"

สิ้นเสียงของ​เขา จากหางตา​ที่ผมชำเลือง​ไปยังเบาะหลัง
ผมเห็นผู้หญิงคนนั้น​หลั่งน้ำตาออกมา มัน​เป็นน้ำตาแห่ง
​ความปลาบปลื้มมากกว่าเสียใจ เธอยิ้มน้อย ๆ​ ​ที่ริมฝีปาก
ดวงตานั้น​มองผม เหมือนอยาก​จะพูดอะไร​​แต่ไม่พูด

"ขอให้​ไปสู่สุขติเถิดครับ​.." ผมบอกหล่อนในใจ เธอยิ้มให้
ผมอีกครั้งแล้ว​ละลายภาพนั้น​ให้เลือนหาย​ไป

รถจอดเอี๊ยด..กระชากผมแทบหัวขมำ สรศักดิ์ถลึงตามอง
ผมเหมือนไม่เคยพบเห็นหรือ​กำลังมองเห็นตัวประหลาด

"คราวนี้ ถึงเวลาแล้ว​​ที่เอ็ง​จะ​ต้องบอกข้า..ว่านี่มัน​คืออะไร​กัน?"

ผมฝืนยิ้ม ​ความยุ่งยากเกิดขึ้น​อีกแล้ว​ การแกล้ง​เป็นบ้าหรือ
โทษอาการทางสมองก็คง​ต้องเกิดขึ้น​อีกครั้งหนึ่ง​

​แต่ครั้งนี้มันไม่ง่ายอย่างงั้น

"บอกมาซะดี ๆ​ ว่านายเห็นอะไร​ หรือรู้อะไร​บ้าง ฉันจำ​ได้ว่า
นายไม่เคยเห็นเกตุแน่นอน แล้ว​นาย​จะรู้​ได้อย่างไรว่าเกตุ
ไว้ผมยาว ​และมีใฝ​ที่ต้นคอ.."

ผมนิ่ง​ได้พักเดียว..ก็ตัดสินใจเล่าเรื่อง​​ทั้งหมดให้​เขาฟัง
​เขา​จะเชื่อหรือไม่ก็อีกเรื่อง​หนึ่ง​

"เรื่อง​นี้มันบ้าชัด ๆ​ " สรศักดิ์งึมงัมออกมา

"ใช่...​คิดซะว่าฉันบ้า​ไปก็แล้ว​กัน.."

​เขานิ่งเงียบเหมือน​จะตัดสินใจอะไร​อย่างหนึ่ง​ แล้ว​ก็บอก
​กับผมว่า

"หลังจากเสร็จธุระของแก ยังไม่​ต้อง​ไปหาหมอก็​ได้ นาย
​กับฉัน​ไปหาไอ้เสี่ยนั่นด้วยกัน​กับฉันก่อนดีกว่า ฉัน​ต้องการ
​จะพิสูจน์ในสิ่ง​ที่แกบอก​กับฉัน ว่ามัน​เป็นจริงหรือไม่.."

"​เอางั้นรึ?"

"ใช่..แล้ว​ฉัน​จะถามมันอีกว่า มันส่งผีมารังควาญฉันทำไม??"

+++++++

เราสองคน​ไปถึงจุด​ที่ผมประสบอุบัติเหตุ นั่น​คือประมาณ
กม.18 ของถนนบางนา-ตราด

​แม้​จะ​เป็นช่วงเวลากลางวัน หลุมระเบิด​ที่ถูกขุดรออยู่​ ก็ยัง
สร้าง​ความหวาดเสียวให้​กับเรา​เป็นระยะ ๆ​

สรศักดิ์จอดรถเข้าข้างทาง เปิดไฟฉุกเฉิน​เอาไว้ ลงจากรถ
​โดยไม่ดับเครื่อง

​ที่ไม่ดับ​เพราะผมบอกว่าไม่​ต้องดับ เผื่อมีอะไร​​จะ​ได้ขึ้น​รถ
แล้ว​ขับหนี​ได้เลย​

"อะไร​​ที่ว่าเผื่อมีน่ะ มัน​คืออะไร​?" สรศักดิ์ถามด้วยเสียง
หวาด ๆ​

ผมส่ายหน้า..บอก​แต่เพียงว่า กันไว้ดีกว่าแก้ แย่แล้ว​​จะนุ่ง
ไม่ทัน

เศษกระจก​ที่เกลื่อนอยู่​​เป็นหลักฐานให้เราประมาณ​ได้ว่า
เหตุการณ์นั้น​รุนแรงเพียงใด

มีร่องรอย​ที่รถ​ทั้งคันระเห็จด้วยอาการเหมือนถูกมือยักษ์
เหวี่ยงผ่านพงหญ้า​และป่าละเมาะแหลก​เป็นทาง ​แม้เวลา​จะ
ผ่าน​ไปเกือบสามเดือน ร่องรอย​ความเสียหายก็ยังเห็น​ได้
อย่างชัดเจน

มีเศษเหล็กชิ้นเล็กชิ้นน้อยตกอยู่​ด้วย อาจ​จะ​เนื่องมาจาก
การเคลื่อนย้ายรถของผมออกจาก​ที่เกิดเหตุ ป่านนี้รถคัน
นั้น​ยังนอนแอ้ง​แม้งอยู่​​ที่โรงพัก ​แม้คดี​จะเสร็จสิ้น​แต่ผมก็
ยังไม่คิด​จะส่งซ่อม สภาพอย่างนั้น​ซ่อมขึ้น​มาก็ไม่กล้า​ใช้
แล้ว​ อย่างดีมีเวลาแล้ว​ค่อยคิดขายซาก​ไปซะให้สิ้นเรื่อง​
สิ้นราว

ผมยืนท้าวเอวมองร่องรอยเหล่านั้น​ด้วย​ความสะทกสะท้อน
ใจ ถามตัวเองว่าผลบุญบารมีใด​ที่ทำให้ผมรอดตายมา​ได้

ผมมองทั่วบริเวณ ไม่มีบ้านคนอยู่​บริเวณนั้น​สักหลัง แล้ว​
เด็กสาวคนนั้น​มาทำอะไร​แถวนี้ตอนค่อนรุ่ง หรือเธอแค่​เป็น
คนผ่านทางเท่านั้น​

"แกคิดอย่างไรของแกวะ ว่า​จะมีโอกาส​ได้เจอสาวน้อยคน
​ที่ช่วยชีวิตของแกไว้​ได้จาก​ที่นี่?"

สรศักดิ์หยีตาฝ่าไอแดด​ที่ทวี​ความร้อนขึ้น​ทุกขณะมอง​ไป
มาเหมือนผม​พร้อม​กับถาม

ผมไม่ตอบ บางสิ่งทำให้ผมยังไม่อยากตอบ

บางสิ่ง​ที่ว่า​คืออะไร​ ผมก็ยังตอบไม่​ได้

หลังจาก​ที่ผมฟื้นจากการผ่าตัดสมอง นอกจากการเห็นใน
สิ่ง​ที่คนอื่นไม่เห็นแล้ว​ ยังมีอะไร​แปลก ๆ​ อีกอย่างหนึ่ง​เกิด
ขึ้น​​กับผม

นั่น​คือ..เหมือนมี​ใครคอยกระซิบบอก​กับผมเสมอว่า ผม
ควร​จะ​ต้องทำอย่างไรต่อ​ไป ​กับเหตุการณ์​ที่เกิดขึ้น​

ผมควรอาราธนา​พระไตรรัตน์ รวบรวม​พระคุณของผู้มี​พระ
คุณ รวม​ทั้งกุศลบารมีในทุกชาติภพของตัวเอง ไล่เจ้าอสูร
ร้ายนั้น​จาก​ไป

ผมไม่ควรกลัวภาพวิญญานต่าง ๆ​ ​ที่ผมเห็น ​เพราะวิญญาน
เหล่านั้น​ไม่​ได้มี​ความประสงค์ร้ายต่อผม หรือต่อ​ใคร

ผมควรมา​ที่นี่ ​ถ้าผม​ต้องการพบ​กับเด็กสาวคนนั้น​

ผมควรบอกให้สรศักดิ์ติดเครื่องรถทิ้งไว้ ​เพื่อ​เอาไว้หลบหนี
​ได้อย่างรวดเร็ว​ที่สุด หากมีอะไร​เกิดขึ้น​

​แต่ตอนนี้ผมก็มาถึงแล้ว​ หรือสิ่ง​ที่กระซิบบอกผมนั้น​ เกิด
เชื่อถือไม่​ได้ขึ้น​มาเสียแล้ว​

สิบนาทีผ่าน​ไป ​ทั้งผม​และสรศักดิ์พยายามเดินหาร่องรอย
ต่าง ๆ​ เท่า​ที่​จะทำ​ได้ จนใน​ที่สุดก็ตกลงกันว่า คง​จะไม่มี
ทาง​ที่​จะ​ได้พบ​กับเด็กสาวคนนั้น​อีกแล้ว​ ​และตัดสินใจเดิน
ทางกลับ

​แต่ทันใดนั้น​เอง เสียงหวีดร้องก็ดังขึ้น​จนผมสองคนสะดุ้ง
โหยง

"กรี๊ด.."

"​เอาแล้ว​ไง อะไร​ของเอ็งเกิดขึ้น​แล้ว​ไง" สรศักดิ์อุทาน

มัน​เป็นเสียงผู้หญิง ดังมาจาก​ที่ใด​ที่หนึ่ง​ ในป่ารกตรงหน้า
ผมวิ่งพรวดเข้า​ไปทันที

"ช่วยด้วย.."

"เฮ่ย..หยุดนะโว้ย" ผมตะโกนสวนเข้า​ไป ​ทั้ง ๆ​ ​ที่ยังไม่รู้ว่า
อะไร​​เป็นอะไร​ อย่างน้อยก็หวังว่าเสียงของผมคง​จะช่วย
หยุดเหตุการณ์ร้าย​เอาไว้​ได้สักครู่หนึ่ง​ก็ยังดี

สรศักดิ์วิ่งตามมาด้วย พอ​ได้ยินผมตะโกน​เขาก็ตะโกนบ้าง

"นี่เจ้าหน้า​ที่ตำรวจ ตอนนี้เราล้อมไว้หมดแล้ว​.."

ผมหันมามองหน้า​เขา ​เขาทำหน้าตาเฉย..ปากร้องตะโกนต่อ

"จ่านิ่ม ​ไปทางซ้าย หมวดสุวัฒน์​ไปทางขวา เห็นอะไร​ผิด
ปกติยิง​ได้ทันที.."

ผมอยาก​จะหัวเราะ ​แต่ยังหัวเราะไม่ออก ​เพราะภาพตรง
หน้าทำให้เรา​ทั้งสองชะงักค้าง

​เมื่อพ้นกอไม้พุ่ม​ที่หนาทึบท่วมหัวนั้น​มา​ได้ สิ่ง​ที่เราเห็น​ได้
บรรยายเหตุการณ์​ที่เกิดขึ้น​ให้เรารู้อย่างชัดเจน

สาวน้อยคนหนึ่ง​ ตกอยู่​ภายใต้การกลุ้มรุมของสัตว์ชนิดหนึ่ง​

มัน​เป็นสุนัขสี่ห้าตัว ​แต่ละตัวดุร้ายมาก แยกเขี้ยวขาว
น้ำลายหยดรุมล้อมหล่อน​เอาไว้ น่าแปลก​ที่สุนัข(แหม..
ขออนุญาตเรียกหมาแล้ว​กันนะครับ​)​แต่ละตัวไม่ส่งเสียง
อะไร​ออกมาเลย​ ​แม้​แต่เสียงขู่คำราม

หล่อนตัวสั่น​เป็นลูกนก ตา​ที่แป๋วอยู่​แล้ว​นั้น​ยิ่งแป๋วหนักขึ้น​
​เพราะ​ความตื่นกลัว หล่อน​เป็นเด็กสาวคนเดียว​กับคน​ที่ช่วย
ผมในวันนั้น​อย่างแน่นอน

เสื้อผ้าขาดวิ่น ​แต่ยังคงไม่​ได้รับบาดเจ็บอะไร​ ​เพราะเท่า​ที่
ผมสังเกตแวบเดียวนั้น​หล่อนยังไม่ถึง​กับ​ต้องหลั่งเลือด
ออกมาในตอนนี้

ผมมอง​ไปยังหมาเหล่านั้น​ แปลกใจ​เป็น​ที่ยิ่งว่าอะไร​​เป็น
สาเหตุ​ที่ทำให้พวกมันดุร้ายถึงขนาดมารุมกัดคนถึงขนาดนี้

แล้ว​ผมก็ทราบสาเหตุ

​เมื่อสงบจิตจ้อง​ไปอีกครั้ง ผมก็เห็นในสิ่ง​ที่สรศักดิ์ไม่เห็น

มี​ใครหรืออะไร​บางอย่าง นั่งบังคับอยู่​บนหลังของเจ้าสี่ขา
เหล่านั้น​ ​แต่ละตนอ้าปากหัวเราะแบบไม่มีเสียงด้วย​ความ
ชอบออกชอบใจในการกระทำของตนเองอยู่​

"ช่วยด้วย.."

หล่อนหวีดร้องดังยิ่งขึ้น​​เมื่อเห็นผมสองคนเข้า สรศักดิ์​ใช้
มือตบต้นขาส่งเสียงไล่

"ชู่ว์ ​ไปนะ ​ไป๊.."

​ได้ผล เจ้าหมาเหล่านั้น​ถูกบังคับให้หันมายัง​เขาทันที ทุกตัว
ทำหูลู่แนบหัว แสยะเขี้ยวด้วย​ความโหดร้าย ย่างกรายเข้า
หา​เขาช้า ๆ​

"เหยย..นี่มันหมาหรือว่าเสือวะนี่ อิ๊บอ๋ายแล้ว​.."

สิ้นเสียงของ​เขา ตัวหนึ่ง​​ที่ดูเหมือน​จะ​เป็นจ่าฝูง กระโจน
พรวดเข้าหา​เขาทันที

ในจังหวะเดียว​กับ​ที่ผมคว้ากิ่งไม้จากพื้นขึ้น​มา​ได้ เหวี่ยงสวน
เข้า​ไปในปาก​ที่อ้ากว้างของมัน

กร๊อบ

กิ่งไม้ดุ้นขนาดท่อนแขน หัก​เป็นสองท่อน เจ้าหมาตัวนั้น​
เสียหลักตะปบผิด​ไปจากศีรษะของสรศักด์นิดเดียว

​ส่วนอีกตัวหนึ่ง​กระโจนเข้าหาผม​ซึ่ง​กำลังตั้งหลักไม่ทัน

ทำ​ได้​แต่เพียงเหวี่ยงแข้งสวนเปรี้ยงเข้า​ไปยังยอดอกของ
มัน​ที่ลอยเข้าหาผมอย่างรวดเร็ว

พลั่ก

ผมขาแทบหัก ​ส่วนมันกระเด็น​ไปตกดิ้นพราดด้วย​ความ
จุกอยู่​​ที่พื้น พอมันตั้งหลัก​ได้ก็กระโจนเข้ามาใหม่ จ้องตา​ที่
แดงเหมือนเลือดมา​ที่ผมอย่าง​จะ​เอาให้ถึงตาย

มันกระโจนมา​พร้อม​กับอีกหลายตัว​ที่เหลือ

แล้ว​เสียงร้องก็ดังขึ้น​

"โอ๊ย.."

​เป็นเสียงร้องของสรศักดิ์

++++++

มันเหมือน​กับฝันร้าย ​ที่เกิดขึ้น​แก่คุณในตอนกลางวัน
คุณ​จะทำอย่างไร ​เมื่อสถานการณ์บีบคั้นคุณอย่างนี้
ผมไม่​ได้ทำอะไร​ ​เพราะทุกอย่าง​เป็น​ไป​โดย​ที่ผมไม่รู้ตัว

หมาสามตัว​ที่กระโจนเข้ามาหาผม​พร้อม ๆ​ กัน เหมือน​กับภาพสโลว์
โมชั่น​ที่คุณเห็น​ได้ในหนังทั่ว​ไป

มีผมคนเดียว ​ที่อยู่​นอกเหนือสปีดของเครื่องฉาย ผมขยับตัวนิดเดียว
ก็หลุดพ้นจากกรงเขี้ยวของหมาปีศาจเหล่านั้น​มา​ได้ ถลาเข้าหาสร
ศักดิ์ ​ที่ขณะนี้ถูกหมาตัวหนึ่ง​งับเต็มเขี้ยวเข้า​ที่แขน ผมกระโดดถีบ
หมาตัวนั้น​เต็มแรง มันปลิวหวือ​ไปประทะ​กับต้นไม้ดังโครม ​พร้อม​กับ
กระชากแขนของสรศักดิ์ให้หลุดพ้นจากกรงเขี้ยวของหมาอีกสองตัว
​ที่​กำลังกระโจนเข้าหาลอยอยู่​ในอากาศ

แล้ว​ผมก็พรวด​ไปยังสาวน้อย คว้าเอวของเธอไว้ กระโจนวูบ​ไปยังรถ​ที่
จอดอยู่​

เสียงรถออกล้อฟรีดังก้องขึ้น​ ผมเหยียบคันเร่งมิดด้าม พารถพุ่ง​ไป
ข้างหน้าอย่างเร็ว​ที่สุดเท่า​ที่​จะทำ​ได้

​ทั้งหมดเกิดขึ้น​ในเวลาเพียงชั่วคุณกระพริบตา

เร็วขนาด​ที่เสียงร้องโอ๊ยของสรศักดิ์ ยังไม่ทัน​ได้สิ้นเสียง

คุณเชื่อหรือไม่?????

+++++++++

"ไอ้รมย์"

​เป็นเสียง​ที่กระชากให้ผมหลุดออกจากภวังค์

"เอ็ง​เป็นอะไร​​ไป เอ็งทำ​ได้อย่างไง ทำไมเอ็งทำหน้าไม่​เป็นผู้​เป็นคน
อย่างนั้น​???"

เสียงคำถามยิงถี่ยิบเข้ามาหาผม ​แต่ผมยังไม่ตอบ ​เพราะยังตอบไม่​ได้

ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน

ผมหัน​ไปทางเด็กสาวคนนั้น​ เธอนั่งห่อตัวอยู่​ตรงเบาะหน้า น่าแปลก..
​ที่เธอไม่มีทีท่าตกใจเท่า​ที่ควร

​ส่วนเจ้าสอน ​เขา​ใช้มือกุมแขนข้างซ้ายของ​เขา​ซึ่งถูกกัด​เอาไว้ มีหยาด
เลือดซึมออกมาบนง่ามนิ้ว ปากก็ตะโกนล้งเล้ง

"เฮ้ย..เบาลงหน่อย​โว้ย เอ็ง​กำลัง​จะเหาะแล้ว​รู้หรือเปล่า เกือบสอง
ร้อยแล้ว​นะโว้ย...​"

ผมก้มลงมองเกจ์วัด​ความเร็ว เข็มชี้อยู่​ตรงร้อยเก้าสิบกว่า ถนนตรง
หน้าวิ่งเข้าหาผมอย่างรวดเร็วจนผมใจหายวาบ

ดีนะนี่ไม่มีหลุมระเบิดดัก​เอาไว้..

"แก​เป็นอย่างไรบ้าง​?" ผมถามสรศักดิ์หลังจากถอนคันเร่งให้รถวิ่ง
ตามปกติ

"เจ็บสิโว้ย หมาบ้าอะไร​วะ ดุอิ๊บอ๋าย เกิดมาไม่เคยพบเคยเห็น ว่า​แต่
แกลองถามน้อง​เขาหน่อย​ซิว่า มันเกิดอะไร​ขึ้น​ เจ้าฝูงหมาบ้านั่นมัน
ถึง​ได้มารุมกัดเธอ​ได้..แล้ว​เธอโดนอย่างฉันเข้า​ไปมั่งหรือเปล่า?"

"หนูยังไม่โดนกัด..​แต่ก็เกือบ​ไป ดี​ที่น้า​ทั้งสองคนมาช่วยหนูไว้​ได้ทัน.."

​เป็นเสียงของหล่อน ​ซึ่งดูโตกว่าวัน​ที่ผม​ได้พบ​กับหล่อน​เป็นครั้งแรก
มาก

​แต่หล่อนก็ไม่ควร​จะเรียกเราว่าน้าอย่างเต็มปากเต็มคำอย่างนั้น​

ตอนนั้น​ผมอายุประมาณยี่สิบห้า (ตอนนี้ยี่สิบหก..เอ้า จริง ๆ​ ยี่สิบหก
มา​ได้ปีเดียวเอง) คนอายุประมาณนั้น​ถูกเรียกว่าน้า แสดงว่าคน​ที่
เรียก​จะอายุเท่าไหร่??

"หนูอายุสิบหกแล้ว​.."

ห่างกันแค่ไม่ถึงสิบปีเนี่ยนะ เรียกว่า "น้า"

"ก็​ได้ เรียกพี่ก็​ได้ หนูขอบคุณพี่​ทั้งสองมาก ​ที่มาช่วยหนู..
ว่า​แต่..พี่สองคนมาทำอะไร​แถวนี้?"

"จำพี่ไม่​ได้เหรอ..คน​ที่น้องช่วย​เอาไว้​เมื่อสามเดือนก่อนไงล่ะ?"

หล่อนทำหน้าย่น​เพื่อขบคิด..
แล้ว​ก็พยักหน้า
"จำ​ได้แล้ว​..พี่ผมสั้นจนจำเกือบไม่​ได้.."
"น้องชื่ออะไร​ครับ​?" ผมถาม
"หนูชื่อทิพย์"
"พี่​จะมาหาน้องทิพย์ ​เพื่อขอบคุณ​ที่วันนั้น​ให้การช่วยเหลือพี่จนรอด
ตายมา​ได้ ​แต่โชคดีเหลือเกินแล้ว​ ​ที่บังเอิญพี่มาในวันนี้ ​ถ้าช้าอีกสัก
หน่อย​ ไอ้พวกหมาปีศาจนั่นคงฟัดน้องยับเยินแน่.."

"แล้ว​เรื่อง​มัน​เป็นมันมามัน​ไปอย่างไรกัน??" สรศักดิ์ถามมาจากเบาะ
หลัง

เด็กสาวยังไม่ตอบ กลับบอกว่า
"พี่ไม่​ต้องขอบคุณหนูหรอก..​เป็น​ใคร ๆ​ ก็​ต้องช่วย​ทั้งนั้น​แหละ​.."

"แล้ว​น้องมาเดินทำอะไร​อยู่​แถวนี้ หรือมีบ้านอยู่​แถวนั้น​" ผมถาม

"เปล่า"

"อ้าว..แล้ว​มาทำไม?"

"ไม่รุ นึกอยาก​จะมาก็มา "

"แล้ว​น้องทิพย์บ้านอยู่​ไหน?"

"พี่​จะรู้​ไปทำไม?"

"อ้าว..แล้ว​ทำไมถึงรู้ไม่​ได้?"

"อยู่​ไกล..ไกลมาก อย่ารู้เลย​ดีกว่า..ว่า​แต่ พี่คนรูปหล่อนั่นเจ็บมาก
ไหม? เลือดไหลใหญ่แล้ว​ ไหนมาดูซิ.."

หล่อนหัน​ไปหาสรศักดิ์ คว้าแขนข้าง​ที่เจ็บของ​เขาขึ้น​มาดู ​เขาร้องจ๊าก
ผมหันมาดูบ้าง บาดแผล​ที่​เป็นรูนั้น​​กำลังถูกคั่งด้วยเลือดสีดำ ​และมี
เลือดบาง​ส่วน​กำลังหยดติ๋ง ๆ​ ลงบนพื้นรถ

"หวา..นับ​ได้ตั้งหกเขี้ยว ลึกซะด้วย พี่มีผ้าเช็ดเลือดไหม?"

"น้อง​จะทำอะไร​?" ผมถาม​พร้อม​กับหยิบทิชชู่ให้

"ห้ามเลือดไงล่ะ โง่จริง ปล่อยให้เลือดไหลอย่างนี้เดี๋ยวก็ตายกัน​พอดี"

ผมมองหล่อนอย่างแปลกใจ เด็กผู้หญิงคนนี้มีอะไร​แปลก ๆ​

ดูหล่อน​จะหายจากอาการตื่นกลัวจากเหตุการณ์ร้ายนั้น​​ได้เร็วมาก

ดวงตาใสแจ๋ว คิ้วคมมากเหมือนถูกวาดไว้อย่างถาวร ขนตางอนยาว
​เป็นแพ ปากเล็ก จมูกโด่ง​ได้รูป วงหน้าขาวผ่อง ตัด​กับเสื้อผ้า​ที่ดู
ซอมซ่อนั้น​อย่างไรชอบกล

หล่อนจัดการเช็ดเลือดรอบ ๆ​ บาดแผล แล้ว​​ใช้ทิชชู่กดตรงบาดแผล
นั้น​ ปากก็ร้อง

"เพี้ยง หาย"

​พร้อม​กับเสียงร้องของสรศักดิ์

"โอ้ย..เจ็บ เบามือหน่อย​ซี่.."

แล้ว​ตามด้วย

"เอ๊ะ.." ​เป็นเสียงอุทานอย่างแปลกใจเหมือนเห็นผีของ​เขา

"หายเจ็บแล้ว​แฮะ..​เป็น​ไป​ได้อย่างไงนี่.." ​เขามองเด็กสาวเหมือนเห็น
มนุษย์ต่างดาว

"ไอ้รมย์ เอ็งดูนี่ แผลของข้า.." เข้ายื่นแขนข้างนั้น​มาตรงหน้าผม

ผมหัน​ไปดู

"เฮ่ย.."

ผมจอดรถเข้าข้างทางทันที

แผล​ที่ผมเห็นครั้งแรก​เป็นรอยเขี้ยวของหมา​ที่งับเต็มแรงจนมองเห็น
​เป็นรูมีไขมันสีขาวขึ้น​มาจุก​และมีเลือดสีดำคั่งอยู่​นั้น​ บัดนี้เลือดแห้ง
สนิท​ไปแล้ว​เหมือนเล่นกล

รอยเขี้ยวนั้น​ก็ตื้นขึ้น​ทันตาเห็น เหมือน​กับแผล​ได้รับการรักษามาแล้ว​
ไม่ต่ำกว่าเจ็ดวัน

ผมมองดูแผลสลับ​กับใบหน้าของสาวน้อย พูดอะไร​ไม่ออก​ไปชั่วขณะ

​ส่วนสรศักดิ์นั้น​ ผงะหลังกระแทก​กับพนักพิงของเบาะหลังเต็มแรง
ตะลึงค้างอยู่​อย่างนั้น​

"เธอ​เป็นอะไร​กันแน่???"

++++++++

สิ่ง​ที่ผม​กับสรศักดิ์​ได้รับรู้ต่อจากนั้น​ ​เป็นเรื่อง​เหลือเชื่อ ​ที่เราสองคน
ไม่อยาก​จะเชื่อ

"ตอนนี้​ถ้าเทียบอายุหนู​กับเวลาในเมืองมนุษย์ หนูอายุคงประมาณ
ร้อยหกสิบปีมั้ง.."

"พ่อหนู​เป็น​ใครเหรอ อย่าให้พูดเลย​ พี่ไม่รู้จักหรอก แม่นั้น​ไม่​ต้องพูด
ถึง พูดแล้ว​เดี๋ยวพี่กลัว.."

"อ้าว จริง ๆ​ นะ อยากให้พูดจริงละหรือ บอกให้ก็​ได้ แม่หนู​เป็นงู..งู
จงอาง.."

"พวกพี่เรียกพญางูว่าอะไร​นะ พญานาคราชเหรอ..ชื่อเก๋ดีนะ.."

"​เมื่อสิบแปดปี​ที่แล้ว​ หรือร้อยแปดสิบปีในเมืองของพี่ หนูเกิดมา
​พร้อม​กับพี่อีกคนหนึ่ง​ เรา​เป็นฝาแฝดกัน.."

"พี่ของหนูคนนี้..เอ้า ไม่"คน"ก็​ได้ "ตัว"ก็​ได้ พี่ของหนูตัวนี้ ดื้อมาก ดื้อ
จนแม่ไล่ให้​ไปไกล ๆ​.."

"พี่​เขาก็พาซื่อสิ ออกมาซะไกล จนถึงเมืองมนุษย์นี่ แล้ว​หายเงียบ​ไป
เลย​.."

"​ที่หนู​ต้องออกมาตามนี่ ก็​เพราะมันมีสาเหตุ จริง ๆ​ ไม่อยากมาร๊อก
ถูกแม่บังคับน่ะ.."

"​เพราะหลังจากนั้น​พักหนึ่ง​ เราก็รู้ว่าพี่ของหนูตายแล้ว​..ทำไม​จะตาย
ไม่​ได้ ขึ้น​มาอยู่​บนโลกมนุษย์นี่เรา​จะเลือก​เป็นอะไร​ก็​ได้ ​แต่​เป็นแล้ว​ก็
​ต้องเข้าสู่วัฏจักรของชีวิต ​คือมีเกิด ก็​ต้องมีแก่ มีตาย"

"ยังมีหน้ามาถามอีก ก็มนุษย์ตดเหม็นอย่างพี่นี่แหละ​ ​ที่ทำให้เธอ
ตาย.."

"เธอมาพบรักในเมืองมนุษย์ บ้าเหรอ ​กับงูด้วยกันสิ..ตั้งรกรากอยู่​ตรง
​ที่พี่​ไปนอนเล่นนั่นแหละ​"

"เธอออกไข่ออกมาหลายฟอง กี่ฟอง? ​จะ​เอา​ไปแทงหวยกันหรือไง?
หนู​จะ​ไปรู้เรอะ ​ทั้งสอง-หมายถึงเธอ​กับแฟนของเธอน่ะ..ครองรักกัน
ด้วยดี อีกไม่กี่วันลูก ๆ​ ของเธอก็​จะออกจากไข่มาดูโลกแล้ว​ ​แต่.."

"ถนนเส้นนี้ถูกตัดผ่าน รังของเธอถูกทำลาย เธอ​ได้​ไปเข้าฝันบอกนาย
ช่างแล้ว​ ​แต่ไม่มี​ใครเชื่อ.."

"เธอ​และครอบครัวของเธอตายยกรัง เธอกลับ​ไปสู่ร่างเดิม อ้าว..ก็หนู
​เป็นไงล่ะ พี่​เขาก็​เป็นยังงั้นล่ะ หน้าเหมือนกันยังกะแกะกะแพะ.."

"​แต่เธอแค้นมาก เธอแก้แค้นด้วยการทำให้รถ​ที่วิ่งอยู่​บนถนนเส้นนี้
เกิดอุบัติเหตุตาย​เป็นว่าเล่น.."

"หนูก็เลย​​ต้องมาห้าม ​แต่พี่​เขาฟังหนูซะ​ที่ไหน ให้สมุนขับหมามาไล่
หนูซะอีก.."

"นี่เธอไม่รู้หรอกนะว่า..หนู​จะบังอาจฝืนกฏสวรรค์นรก ปรากฎตัวขึ้น​
มาช่วยพี่..ก็พี่น่ะแหละ​ โง่ชะมัด ขับรถตกหลุมจนน๊อตล้อหลุด​ไปตั้ง
หลายตัว ยังตะบี้ตะบันขับต่อ​ไปอยู่​​ได้.."

"หนู​จะช่วยพี่แล้ว​ ​แต่สมุนของพี่ของหนูเข้าขัดขวางซะก่อน ดวงพี่ก็
แข็งชะมัดยาด ไม่ยักกะตาย.."

"สมุนของพี่​เขาน่ะเหรอ ก็พวกวิญญาน​ที่ตาย​เพราะพี่​เขานั่นแหละ​
เธอไม่ยอมให้​ไปผุด​ไปเกิดหรอก กัก​เอาไว้​เป็นทาสรับ​ใช้สบายใจเฉิบ.."

"พวกมันทำอะไร​หนูไม่​ได้หรอก นอกจากหมา..งูกลัวหมา ไม่รู้หรอก
เหรอ?? ​ใครว่ากัน?? งู​ที่ไหนกลัวพังพอน ..หนูเด็ดหางมันเล่นมา
หลายตัวแล้ว​.."

"หมา​ที่งูกลัวก็​ต้อง​เป็นหมาลิ้นดำด้วยนะ หมาพวกนี้ไม่กลัวพิษงู..งับ
เข้าทีเดียว ให้​เป็นงูอย่างหนูก็เหอะ เด็ดสะมอนเร่.."

"อ้าว ยัง​ต้องให้เล่าอีกเหรอ หนูวิ่งไล่เตะสมุนของพี่ของหนู​ไปแล้ว​ หนู
ก็มาช่วยพี่ไงล่ะ..เห็นนอนหายใจผะงาบ ๆ​ เลือดก็ออกอยู่​ในหัวจน​จะ
เต็มกบาลอยู่​แล้ว​ หนูเลย​เรียกให้พี่เดิน​ไปหาคนช่วย.."

"วันนี้หนูรู้ว่าพี่​จะมาหาหนู..หนูก็เลย​​จะมาไล่ให้พี่​ไปไกล ๆ​ ​แต่พี่ของ
หนูรู้ทันซะก่อน ให้สมุนขับหมามาห้ามหนู..อ๊ะ..ขับหรือขี่ อ้อ ​ต้อง
เรียกขี่เหรอ.."

"ไม่เกี่ยวววววว หนูไม่เกี่ยว สมองของพี่เดี้ยง​ไปเองต่างหาก ประสาท
ตาของพี่ถึง​ได้มองเห็นภพของวิญญานเข้า​ได้.."

"แหะ แหะ ไอ้เรื่อง​นั้น​น่ะเกี่ยว หนูก็แค่ดลใจพี่ ให้ทำอะไร​ ๆ​ ​ไปบ้าง
​แต่มันก็ดีต่อพี่ไม่ใช่รึ?"

"หนูก็แค่เพิ่ม​ความเร็วให้พี่นิดหน่อย​ หะแรกก็นึกว่าพี่​จะเก่ง ​ที่ไหน​ได้
อืดอาดเชื่องช้ายังกะแมวกินข้าว เตะหมาหมายังไม่ร้องสักเอ๋ง.."

"แล้ว​นี่​จะมานั่งอ้าปากค้างน้ำลายไหลยืดฟังเรื่อง​ของหนูอีกนานไหม
นี่? ​จะ​ไปไหนก็​ไปกันเหอะ หนู​ต้อง​ไปแล้ว​.."

"เอ๊ะ..ไม่​ไปดีกว่า ขี้เกียจ​ไปเจอพี่โครตดุของหนูตัวนั้น​ งั้นหนู​ไป​กับพี่ดี
กว่า.."

"นะพี่นะ ให้หนู​ไปอยู่​ด้วย ไม่นานหรอก หนูเบื่อหนูก็​จะกลับเอง
แหละ​..คิดว่าไม่เกินวันสองวัน.."

"วันสองวันของหนู ก็ยี่สิบสามสิบวันของพี่ไง้..แป๊บเดียวเอง ไมเหรอ?
รังเกียจหรือไง ไหนบอก​จะมาตอบแทนบุญคุณหนูไงล่ะ?.."

"​และนี่​จะบอกให้นะ พี่อ่ะ..​กำลัง​จะเดือดร้อน ​ส่วนพี่รูปหล่อ​แต่ตาขาวนั่น..
ก็​กำลัง​จะถูกเล่นงาน ​ถ้าพี่มีหนูอยู่​ด้วย รับรองไม่มีอะไร​ทำพี่​ได้.."

"​และอีกอย่าง หนู​จะอยู่​​เพื่อ​จะหาหนทางห้ามพี่​เขาอีกสักครั้ง ​เพื่อไม่
ให้เธอก่อบาปก่อกรรมต่อ​ไป.."

"นะพี่นะ ..น้า...​"

ผมสองคนกลืนน้ำลายเอื๊อก เหลือกตามองกันปริบ ๆ​

++++++

ยังมีข้อค้างคาใจอีกหลายเรื่อง​ ​ที่ผมยังไม่​ได้มีโอกาสถาม
น้องทิพย์ ​เพราะผมไม่อยาก​จะเชื่อในการพูดฉอด ๆ​ ​เป็น
ต่อยหอยของเธอนั้น​สักเท่าไหร่

นี่​ถ้าไม่มีเหตุการณ์​ที่แผลของสรศักดิ์ดีขึ้น​อย่างทันตาเห็น
ในทันที​ที่เธอร้องว่า "เพี้ยง หาย" นั้น​ ผมคง​จะแหกปาก
หัวเราะ​ไปแล้ว​

​และก็มองเธอเหมือนเด็กกะโปโลทั่ว​ไป ​ที่​แต่งเรื่อง​ราวมา
หลอกให้เรานั่งฟังกันเพลิน ๆ​

​เพื่อจับผิดเธอให้​ได้ ผมก็ถามเธอย้ำอีกครั้งหนึ่ง​

"ตกลงน้องทิพย์​เป็นตัวอะไร​กันแน่?"

"แย๊ก.." เธอร้องลั่น หน้าคว่ำ "เล่าให้ฟังตั้งนานยังไม่รู้อีก
เหรอ..บอกว่า​เป็นงู ๆ​ ๆ​ ยังไงล่ะ.."

"​เป็นงูแล้ว​ทำไมไม่เลี้อย​ไปตามประสางู ​ที่นั่งอยู่​นี่ก็คนชัด ๆ​ "

สรศักดิ์ส่งเสียงเห็นด้วยมาจากเบาะหลัง "ช่าย ช่าย"

"หนูไม่ใช่งูธรรมดาอย่าง​ที่พี่รู้จักน่ะสิ หนู​เป็นงูวิเศษ"

ผมหัวเราะ เริ่มเข้าเค้าว่าสิ่ง​ที่ผมคิดนั้น​อาจ​จะ​เป็นจริงก็​ได้

ผม​กำลังถูกเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง​หลอก​เพื่อวัตถุประสงค์อะไร​
สักอย่างแหง ๆ​

แถมยังมีการเล่นกลให้ดูซะอีก

"งูวิเศษทำไมถึงรักษาแผลคน​ได้?"

"งูวิเศษก็​ต้องมีฤทธิสิ"

"ใน​เมื่อมีฤทธิแล้ว​ตอน​ที่พี่รถคว่ำวันนั้น​ ทำไมน้องทิพย์ไม่
ช่วย ปล่อยให้เลือดคั่งอยู่​ในสมองของพี่จนแทบ​จะแก้ไข
ไม่ทันการณ์"

"อ๋าว..ก็เลือดมันออกในสมอง ​จะให้หนูเข้า​ไปช่วยพี่ใน
สมอง​ได้อย่างไงล่ะ หนูช่วย​ได้ก็แค่แผล​ที่หนูสัมผัส​ได้ภาย
นอกเท่านั้น​ นี่พี่..ถามจริงเหอะ พี่ไม่แปลกใจบ้างเหรอว่ารถ
คว่ำยับเยินขนาดนั้น​ ทำไมพี่ถึงไม่​เป็นอะไร​เลย​นอกจาก
เลือดคั่ง แผลสักนิดก็ไม่มี กระดูกกระเดี้ยวก็ไม่หัก.."

"หมาย​ความว่า.."

"ใช่ ก็หนูนี่แหละ​ ​เอาลิ้น..เอ้ย...​เสกคาถาโอมเพี้ยงรักษา
ให้พี่เอง..​แต่ไอ้​ที่​เป็นแผลอยู่​ในหัวนั้น​ หนูช่วยไม่​ได้ ​ได้แค่
รู้ว่าพี่เลือดไหล เลย​​ต้องเรียกให้พี่ตื่น​เพื่อเดิน​ไปหาคน
ช่วย.." แล้ว​เธอก็ชี้นิ้ว​ไปข้างหน้า

"พี่ ก่อน​จะซักถามให้มากกว่านี้ พี่ช่วยออกรถ​ไปเลย​ไม่​ได้
เหรอ เดี๋ยวพี่หนูมาก็​จะยุ่งกันใหญ่.."

"อ้าว ทำไมไม่เสกคาถาให้พี่หายตัวแวบ​ไปเลย​ล่ะ มีฤทธิ
ไม่ใช่เหรอ..??" สรศักดิ์ถามด้วยเสียง​ที่กึ่งเชื่อกึ่งไม่เชื่อ

น้องทิพย์หันขวับ​ไปยังเบาะหลัง ทำตาคว่ำมอง​เขา "พี่นี่
ถามขี้เท่อจัง ทำ​ได้หนูทำ​ไปแล้ว​ ถึงหนู​จะมีฤทธิแค่ไหน
หนูก็ยัง​เป็นเด็กอยู่​ ยังมีอะไร​อีกหลายอย่าง​ที่หนูยังทำไม่
​ได้ ​แต่​ถ้าพี่​ต้องการอย่างงั้น หนู​จะเรียกแม่ให้​เอามะ?"

"พญานาคน่ะหรือ?"

"ช่าย พี่​จะเรียกพญานาคหรือพญานาคีอะไร​ก็เหอะ แม่หนู
​เป็น​ได้​ทั้งนั้น​แหละ​ ​จะทำให้รถคันนี้​ทั้งคันไหม้​เป็นจุล​ไปก็
​ได้ ลองมะ เดี๋ยวหนูเรียกแม่ให้.."

"อย่าเลย​..เกรงใจ.." สรศักดิ์พูดเสียงกระเส่ามา เด็กสาว
หัวเราะเยาะ

"เด่อเอ๊ย..นึกว่าแน่..เอ้าพี่.." เธอหันมาทางผม "บอกให้
ออกรถ ​จะพา​ไปไหนก็​ไปเหอะ..จอดแช่อยู่​​ได้.."

ผมเคลื่อนรถออกจาก​ที่จอดอย่างฉุกเฉิน​เมื่อสักครู่ ​พร้อม
​กับถามเธอว่า

"แล้ว​​จะให้พา​ไปไหน?"

"​จะ​ไปไหนก็​ไป เห็นตั้งใจว่า​จะ​ไปหาเสี่ยคนนั้น​ไม่ใช่
เหรอ? ​ที่สั่งให้ผีตายโหงมาขี่คอพี่คนนั้น​น่ะ.." เธอ​ใช้หัวแม่
โป้งชี้​ไป​ที่สรศักดิ์

"หมาย​ความว่าเธอรู้??" ​เขาถาม​โดยเร็ว

"มีอะไร​​ที่หนูไม่รู้ล่ะ หนูรู้​ไปถึงว่าอีกไม่นานพี่ก็​จะก่อเรื่อง​
ใหญ่ขึ้น​มาให้พี่คนนี้เสียใจ.."

"เฮ่ย...​พูด​เป็นเล่น" ​เขาแย้ง

"ไม่เชื่อก็คอยดู" เธอสวน

"กลับมาเรื่อง​อาเสี่ยอีกครั้ง ช่วยเล่าสิ่ง​ที่เธอรู้ให้พี่ฟัง
หน่อย​.."

"​จะมีอาไร้..ก็​เขาแค้นพี่ไงล่ะ ​ที่ทำให้ผู้หญิงคน​ที่​เขารัก
ตาย ​พอดี​เขามีลูกน้อง​เป็นชาวเขมรคนหนึ่ง​ เล่นไสย
ศาสตร์ชั้นต่ำฝีมือพอ​ไปป่าช้า​ได้ ​เขาก็เลย​ให้ไอ้ลูกน้องคน
นั้น​ส่ง "ของ" มาเล่นงานพี่"

"ของ​ที่ว่าก็​คือไอ้ผีตัว​ที่ภิรมย์เห็นตัวนั้น​??"

"ใช่..มันวนเวียนอยู่​​กับพี่มานานแล้ว​ รอจังหวะให้พี่เผลอ
มัน​จะเข้าสวมร่างผีทันที แล้ว​ให้ทำอะไร​บ้า ๆ​ เช่น กระโดด
ให้รถทับ ปีนเสาไฟฟ้าเล่นแล้ว​ตกลงมา หรือไม่ก็ลง​ไปจับ
ปลากระดี่ในน้ำแล้ว​ไม่ยอมหายใจ.."

จากกระจกมองหลัง ผมเห็นสรศักดิ์หน้าเหลือสองนิ้ว ลูก
กระเดือกวิ่งขึ้น​ลง ๆ​

"เห็นเจ้ารมย์บอกว่า มัน​กำลัง​จะตบบ้องหูพี่.."

"​ถ้าพี่โดนเข้า​ไป ก็เตรียม​ไปอยู่​​กับมัน​ได้เลย​.."

"ทำไม?"

​เมื่อมันเข้าสิงผีไม่​ได้ ​เพราะพี่คนนี้..ชื่อไรลม ๆ​ นะ อ้อ..
ภิรมย์ พี่ภิรมย์เห็นมันเข้าซะแล้ว​ มันก็​จะทำร้ายร่างกายพี่
ด้วยการทำให้ในหัวของพี่มีก้อนเนื้อน่ารักน่ากินเพิ่มขึ้น​
ก้อนหนึ่ง​.."

"มะเร็ง..??"

"คงงั้นมั้ง..ชนิด​ที่ไม่รักษาก็ตาย รักษาก็ตาย.."

"อึ๊ยส์.."

ผมลำดับ​ความจำ ตอนนั้น​​ที่ผมแก้ไขเหตุการณ์นั้น​มา​ได้
ผมทำ​ไป​โดยเหมือนมี​ใครมากระซิบบอกหรือดลใจให้ผม
ทำอย่างนั้น​

"ตอนนั้น​พี่รู้สึกว่า​มีอะไร​บางอย่างแนะนำให้พี่รวบรวมสมาธิ
แล้ว​รวบรวมพลังบารมีเข้าต่อสู้​กับมัน น้องทิพย์ใช่ไหม​ที่ทำ
อย่างนั้น​??"

"ก็ไม่เชิงหรอกพี่..​เป็น​ที่ตัวพี่มากกว่า อดีตชาติของพี่สะสม
บารมีกุศลไว้เยอะเอง ​และดวงของพี่สรสากคนนี้ยังไม่ถึง
ฆาตด้วย ถึงหนู​จะมองเห็น​แต่หนู​จะ​ไปช่วยพี่​ได้ยังไง ฤทธิ
หนูไม่แรงถึงขนาดนั้น​"

"แล้ว​เรา​จะแก้ไขเรื่อง​นี้อย่างไร?..ไอ้ผีตัวนั้น​มัน​ไปไหน
แล้ว​ มัน​จะกลับมารังควานเจ้าสอนอีกหรือไม่??"

"มัน​จะ​ไปไหน มันก็กลับ​ไปหาเจ้านายของมันน่ะสิ ​เพราะ
ฉะนั้น​ เราฟันต้นของมันแล้ว​​ต้องขุดตอด้วย..เอ..ประโยคนี้
มนุษย์​เขาพูดกันอย่างไรนะพี่ ขุดรากถอนโคน?..ช่าย นั่น
แหละ​ ​ไปหาเจ้าหมอผีเขมรนั่นกันเลย​ดีกว่า จัดการซะให้รู้
ฤทธิ​ไปเลย​.."

"แล้ว​ไอ้หมอนั่นมันอยู่​​ที่ไหน?"

"ม่ายรุ"

"อ้าว.." ผม​กับสรศักดิ์อุทาน​เป็นเสียงเดียวกัน

"ก็​ไปหาอาเสี่ยคนนั้น​ก่อนสิ พี่..ชื่อไรอ่ะ สรศักดิ์ ชื่อเชย
ระเบิดนรกแตก..รู้จัก​ที่อยู่​ของ​เขาไม่ใช่เรอะ ถึงหนู​จะรู้ว่า
​เขาอยู่​​ที่ไหน หนูก็บอกทางพี่ไม่ถูกหรอก นอกจาก​จะพาพี่
เหาะ​ไป​ซึ่งหนูยังทำไม่​ได้ ​และอีกอย่าง ไอ้หมอผีคนนั้น​
มันเสกคาถาป้องกันตัวมัน​เอาไว้ด้วย หนูยังมองไม่เห็นมัน...​"

ผมก้มลงมองนาฬิกา​ที่ข้อมือ ตอนนี้ใกล้เ​ที่ยงแล้ว​ แดดจ้า
จนแสบตานั้น​ทำให้นึกถึงเรื่อง​หนึ่ง​ขึ้น​มา​ได้

"พี่ยังสงสัยอีกเรื่อง​..ตอนนี้กลางวันแท้ ๆ​ ใน​เมื่อเธอ​เป็นผี
ทำไมถึงปรากฎตัวให้พี่​ทั้งสองคนเห็น​พร้อม ๆ​ กัน​ได้?"

คำถามนี้แทน​ที่เธอ​จะตอบทันทีทันควันเหมือนเคย ​แต่ไม่
​เป็นอย่างนั้น​

เธอนิ่ง​ไปนิดหนึ่ง​..ก่อน​จะตอบว่า..

"แล้ว​พี่ก็​จะรู้เองแหละ​!!!"

++++++++

​ระหว่างทาง ผมให้สรศักดิ์ดูแผลของ​เขาอีกครั้งหนึ่ง​ ​เพื่อให้
แน่ใจในสิ่ง​ที่เรา​ได้ยิน​และ​ได้เห็น ว่ามัน​คืออะไร​กันแน่

"เฮ้ย.." เสียงตะโกนลั่นมา ​เขายื่นแขนนั้น​มาให้ผมดูจน
เกือบชนหน้า

มันไม่มีร่องรอยแผลให้เห็นอยู่​เลย​ ​ที่สำคัญ กระดาษทิชชู่
​ที่ซับเลือด​ไปแล้ว​นั้น​ บัดนี้ มันกลับกลาย​เป็นกระดาษ
ขาวสะอาดเหมือนเดิม มี​แต่รอยยับของการ​ใช้เท่านั้น​

ผมเห็นน้องทิพย์ปิดปากหัวเราะ..หันมาทำหน้าตาล้อเลียน
​กับผม

"มัน​เป็นภาพลวงตาเองหรือนี่???"

สิ้นคำ ภาพของเด็กหญิง​ที่นั่งอยู่​คู่​กับผมตรงเบาะหน้า ก็จาง
หาย​ไป​กับตา

เราสองคนอุทานเสียงหลง

"เฮ้ย...​"

สิ้นเสียงนั้น​..ทุกอย่างก็ดับวูบ..
ราว​กับรถพลิกคว่ำ​ไปอีกครั้ง..ร่างกายของผมเหมือนถูก
อะไร​กระชากให้ออกมาจากหลุมมืดดำ
ผมสะดุ้งตัวสุดแรง..ลืมตาขึ้น​ทันที!!
...​...​...​...​...​...​...​...​..

ภาพ​ที่เห็น..นายสรศักดิ์​เพื่อนของผมคนนั้น​..
​เขามายืนอยู่​​ที่ข้างเตียงนอนของผม
หน้าตื่น..มองผมด้วย​ความตกใจ
"แก​เป็นอะไร​​ไปวะ?"
ผมหันซ้ายหันขวา..งง​ไปหมด​ทั้งหัว
เรื่อง​​ทั้งหมดไม่​เป็น​ความจริงหรือนี่???

"ทำไมนอนตื่นสายโด่งอย่างงี้ แล้ว​นี่ เหงื่อท่วมตัวเชียว ฝันร้ายล่ะสิ??"

ผมฝืนยิ้ม ยกมือขึ้น​ปาดเหงื่อ​ที่หน้าผาก
"คง​จะ​เป็นอย่างงั้น ​แต่​ถ้า​จะเรียกว่า​ความฝัน แล้ว​ทำไม
ถึงชัดเจนเหมือนจริงอย่างนี้??"

​เขาทรุดตัวลงนั่ง​ที่ขอบเตียง มองมา​ที่ผมด้วยสายตา
ห่วงใย

"สมองของแกคงยังไม่ค่อยปรกติเท่าไหร่ ก็เลย​ทำให้ฝัน
ร้าย​ไป วันนี้แกนัดฉันไว้ไม่ใช่เหรอ?"

ผมสะบัดหัวไล่​ความมึนงง ภาพวงหน้าสดใสหน้ารักของ
น้องทิพย์ยังลอยอยู่​ในมโนจิต

"​ไปอาบน้ำอาบท่าซะ​ไป แล้ว​ค่อยว่ากัน วันนี้ฉันลางาน​ได้
​ทั้งวัน พาแก​ไปไหนมาไหน​ได้สบาย.."

ผมขยับตัวลุกขึ้น​ ​แต่ไม่วาย​จะหันมาถาม​เพื่อนให้แน่ใจอีกครั้ง

"สอน นายเคยรู้จักผู้หญิงชื่อเกตุไหม?"

​เขามองผมอย่างแปลกใจ

"​ใคร..เกตุไหน?"

"ลองนึกดูดี ๆ​ ซิ ว่า​ที่ผ่านมานายเคยรู้จัก​ใคร​ที่ชื่อนี้บ้าง
หรือเปล่า?"

​เขาขมวดคิ้ว..ส่ายหน้า

"ไม่มี มีก็​แต่ชื่อแก้ว ​และก้อกรองกานต์ หมวดอักษรก.มี
อยู่​แค่นั้น​.."

ผมหัวเราะด้วย​ความโล่งใจ

"นี่แกถึง​กับแบ่งชื่อแฟน ๆ​ ของแกออก​เป็นหมวด ๆ​ เลย​
เชียวหรือ? มันเยอะขนาดนั้น​เชียว?"

​เขาหัวเราะ ทำยักคิ้ว "รูปหล่อซะอย่าง ​แต่ขอโทษทีเหอะ
​แต่ละคนนั้น​สวยเท่า​กับภาวิตรีแฟนของแก​ได้ไม่ถึงครึ่ง ฉัน
เน้นปริมาณว่ะ ไม่เน้นคุณภาพเหมือนแก.."

+++++

หลังจากผมอาบน้ำ​แต่งตัวเรียบร้อย​ ก็ลงมาจากชั้นสอง
เห็นสรศักดิ์​กำลังคุย​กับคุณแม่ของผมอยู่​

"วันนี้​จะ​ไปไหนกัน เราน่ะหายดีแล้ว​เหรอ?" คุณแม่ทักผม

"ค่อยยังชั่วขึ้น​มากแล้ว​ครับ​ ว่า​จะ​ไปทำธุระสักหน่อย​ ​จะ​ได้
เสร็จ ๆ​ ​ไป ​เพราะลางานมานานแล้ว​.." ประโยคนี้ คล้าย​กับ
​ที่ผมพูด​กับคุณแม่ในฝัน ​แต่คุณแม่ไม่​ได้พูดอะไร​นอก
จากบอกว่าก็ดีเหมือนกัน ​ที่ผม​จะ​ไปหาตัวเด็กสาวคนนั้น​
​เพื่อขอบคุณ​ที่เธอ​ได้ช่วยชีวิตผม​เอาไว้

"​ถ้าอย่างไรก็ชวน​เขามาหาแม่ให้​ได้ แม่อยากเห็นหน้า​เขา
อยู่​เหมือนกัน เดี๋ยวนี้คนจิตใจดี ๆ​ หายาก​จะตาย​ไป.."

"​เมื่อคืนคุณแม่ฝันอะไร​หรือเปล่าครับ​?" ผมถาม

"เปล่านี่ หลับสบาย ไม่​ได้ฝันอะไร​เลย​ เอ๊ะ..มีอะไร​หรือลูก?"

ท่านขมวดคิ้ว ย้อนถามผมด้วย​ความระแวง ท่านยังคงไม่
ค่อยแน่ใจว่าสมองของผมนั้น​​เป็นปกติดีแล้ว​หรือไม่?

​และท่านก็ไม่​ได้ฝันร้าย...​อย่าง​ที่ผมฝันว่าท่านฝัน

"เปล่าหรอกครับ​ ผมแค่อยากรู้เท่านั้น​ ​ถ้าไม่ฝันก็ดีแล้ว​ครับ​..
ว่า​แต่..​ถ้าคุณแม่ไม่ลำบากนัก เช้า​พรุ่งนี้ทำบุญตักบาตรซักหน่อย​ดีไหมครับ​?"

คิ้วของท่านยิ่งขมวดมากยิ่งขึ้น​ ก็ร้อยวันพันปี ผมไม่เคย
คุยเรื่อง​นี้​กับท่านมาก่อนเลย​
​เพื่อไม่ให้ท่านคิดอะไร​​ไปมากมาย​ ผมก็เลย​รีบบอกว่า
"ผมฝันถึงคุณพ่อน่ะครับ​..ก็เลย​อยากให้แม่ใส่บาตรให้คุณพ่อแทนผมหน่อย​.."
คุณแม่พยักหน้า..ทำหน้าตาวุ่นวายใจอยู่​อย่างนั้น​ จนกระทั่งผม​และ​เพื่อนขอตัว
ออกมาจากห้องของท่าน

ผมสองคนเดินมา​ที่รถ หัน​ไปมองทั่วบริเวณบ้านอีกครั้ง
​เพื่อดูให้แน่ใจว่าสิ่ง​ที่ผมเห็นใน​ความฝันนั้น​ไม่ปรากฏขึ้น​
จริง ๆ​ ​ซึ่งก็ไม่เห็นมีอะไร​ผิดปกติ

ไม่มีผีเรือนร้องโอดโอย​เพราะโดนฤทธิเดชของผีตายโหง​ที่
ตามสรศักดิ์มา​แต่อย่างใด

ไม่มีวิญญานร้ายใด ๆ​ แผ้วพานเข้ามาในบ้านของผมเลย​

หรือสิ่ง​ที่ผมเห็นนั้น​​เป็น​ความฝันจริง ๆ​?

++++++++++

​ระหว่างทาง​ที่สรศักดิ์ขับรถ​ไปจุด​ที่ผมเกิดอุบัติเหตุ ผมมี
เวลา​ที่​จะลำดับเหตุการณ์ใน​ความฝันนั้น​อีกครั้ง

​และพยายาม​จะหาสาเหตุของการฝันนั้น​ให้​ได้

​แต่ก็ล้มเหลว ​เพราะไม่มีเหตุผลใด ๆ​ มารองรับ​ได้เลย​ ไม่
ว่า​จะในเชิงวิทยาศาสตร์หรือจิตศาสตร์
สงสัยสมองของผม​จะผิดปกติ​ไปจริง ๆ​
เฮ้อ..เราบ้า​ไปจริง ๆ​ หรือนี่??

++++++

​เมื่อเห็นผมนั่งเงียบอยู่​นาน สรศักดิ์ก็ถามด้วย​ความแปลกใจ

"แก​เป็นอะไร​​ไปหรือเปล่า?..คิดอะไร​อยู่​ หรือคิดเรื่อง​
ผู้หญิง​ที่ชื่อเกตุคนนั้น​??"

"เปล่า.."

"แล้ว​แก​ไป​เอาชื่อหล่อนมาจากไหน หรือ​เป็นแฟนใหม่ของแก?"

"เปล่า..เกิดมาฉันยังไม่เคยรู้จักเหมือนกัน เว้น​แต่ใน​ความ
ฝัน​เมื่อสักครู่นี้"

"นั่นสิ เห็นแกพูดเรื่อง​​ความฝันของแกหลายครั้งแล้ว​ แก​จะ
ไม่เล่าให้ฉันว่าบ้างหรือว่า ฝันว่าอย่างไง?"

"ไม่มีอะไร​หรอก ฝันเรื่อยเปื่อยไร้สาระ ช่างมันเหอะ"

สรศักดิ์ยังคงมองผมแปลก ๆ​ ​แม้​จะหยุดการซักถาม​ไป
แล้ว​

++++++++++++

สรศักดิ์พาผม​ไปถึง​ที่หมาย ทุกสิ่งทุกอย่างใกล้เคียง​กับ
ภาพ​ที่ผมเห็นใน​ความฝัน

สภาพแหลก​เป็นแปลงของพงหญ้า​และต้นไม้น้อยใหญ่
สภาพเศษกระจก​ที่แตกละเอียดกระจัดกระจายอยู่​ทั่ว​ไป

ผมยกข้อมือขึ้น​ดูนาฬิกา มันชี้บอกเวลาสิบโมงกว่า ผมหยี
ตาฝ่าแดด​ที่เพิ่ม​ความร้อนขึ้น​นั้น​​เพื่อมองหาบ้านของคน
แล้ว​ผมก็เห็นบ้านหลังนั้น​อยู่​ถัดเข้า​ไปจากจุดเกิดเหตุ
ประมาณห้าร้อยเมตร

​เป็นบ้านไม้ยกพื้นสูง มองจากจุดนี้ยังไม่​สามารถบอก​ได้ว่า
มี​ใครอยู่​หรือไม่ ผมชี้ให้สรศักดิ์ดู ​เขาพยักหน้า​และเดินนำ
ตรงเข้า​ไป​ที่บ้านหลังนั้น​

"เข้า​ไปถามดีกว่า..รู้สึกแถวนี้​จะมีอยู่​หลังเดียวซะด้วย
สงสัย​จะใช่แล้ว​ล่ะ"

ในทันใดนั้น​ผมก็คิดถึงหมา หมาฝูงนั้น​!!

"ระวังหมานะโว้ย อย่าเพิ่งสุ่มสี่สุ่มห้าเข้า​ไป ส่งเสียงนำเข้า
​ไปก่อนดีกว่า"

สิ้นเสียงของผม ก็มีเสียงหมาเห่าเกรียวขึ้น​ทันที

ผมขนลุกซู่ขึ้น​มา​โดยอัตโนมัติ

สรศักดิ์ป้องปากตะโกน

"ขอโทษนะครับ​ มี​ใครอยู่​บ้างหรือเปล่า?"

เสียงหมาเห่าอยู่​ครู่หนึ่ง​ มีสองสามตัว​ที่โผล่หน้าออกมา
ต้อนรับ บังเอิญผมไม่​ได้จำซะด้วยว่าหมาในฝันนั้น​หน้าตา
​เป็นอย่างไร เลย​บอกไม่​ได้ว่า​เป็นหมาฝูงเดียว​กับในฝัน
หรือเปล่า

จากนั้น​ก็มีเสียงตวาดให้เงียบ ​เป็นเสียงเล็ก ๆ​ ของผู้หญิง
คนหนึ่ง​ สรศักดิ์หันมายิ้ม "ไม่ผิดแน่กระมัง?"

ร่างของเด็กสาวปรากฎขึ้น​ เธอใส่เสื้อผ้าธรรมดา เสื้อยืดตัว
โคร่ง​กับกางเกงขาสั้นสีน้ำเงิน ผิวพรรณผิด​ไป​กับชาวบ้าน
ธรรมดา​ไปสักนิด ​คือค่อนข้างขาว ใบหน้านวลอิ่ม ​กำลังทำ
ปากจิ๊กจั๊กดุสมุนของเธอให้เงียบเสียงลง ​ที่มือมีกิ่งไม้เล็ก ๆ​
ขยับ​ไปมา

"มาหา​ใครคะ​?"

เธอมองมา​ที่เราสองคนแล้ว​ถาม ผมบอกตัวเอง​ได้ทันทีว่า
เธอไม่ใช่ "น้องทิพย์" คนนั้น​ น้องทิพย์สวยหวานกว่านี้
มาก ​แม้เธอ​จะดูน่ารักมากอยู่​ก็ตาม

"เอ่อ..​จะเริ่มอย่างไรดี?" สรศักดิ์หันมาทางผม​เป็นเชิง
ปรึกษา เรา​กำลังยืนเผชิญหน้ากันอยู่​ห่างจากบ้านประมาณ
ห้าสิบเมตร ตรงพุ่มกระถิน​ที่ปลูกคล้าย​เป็นรั้วกั้นอาณา
บริเวณ ผมมองเข้า​ไปในบ้านก็ยังไม่เห็น​ใคร

"​คืออย่างนี้ครับ​ ​เมื่อประมาณสามเดือนมานี่ ​เพื่อนผมคนนี้
เกิดรถคว่ำ​ที่ตรงริมถนนตรงโน้น ​พอดี​เขาโชคดี​ที่มีคนเข้า
มาช่วยชีวิต​เขาไว้ วันนี้​เขาก็เลย​​ต้องการ​จะมาหาคน ๆ​ นั้น​
ไม่ทราบว่า.."

สรศักดิ์หยุดการอธิบายไว้แค่นั้น​ ​เพราะถูกแทรกด้วยเสียง
อ๋อของเด็กสาว

"พี่นั่นเอง..หายดีแล้ว​เหรอคะ​?" เธอมอง​ที่ศีรษะของผม ​ที่
ผมยังขึ้น​มา​ได้ไม่กี่เซ็นต์

ผมแทบไม่เชื่อหู ​เป็น​ไป​ได้อย่างไร เด็กสาวคนนี้เองล่ะ
หรือ ​ที่ช่วยชีวิตผมไว้

​ทั้ง ๆ​ ​ที่เด็กสาว​ที่ยืนอยู่​ตรงหน้านี้ ​เป็นคนละคน​กับน้อง
ทิพย์แน่ ๆ​ ไม่ว่า​จะ​เป็นจากเรื่อง​จริงในวันเกิดเหตุ ​และใน
​ความฝัน

"น้อง​เป็นคน​ที่ช่วยพี่ไว้เหรอครับ​?"

เธอพยักหน้ายืนยัน

ผมไม่แน่ใจ ถามย้ำอีกครั้ง

"น้อง​เป็นคน​ที่โบกรถให้จอดรับพี่​ที่นอนสลบอยู่​ข้างถนน?"

"ใช่ค่ะ​..จริง ๆ​ แล้ว​หนูก็ยังงง ๆ​ อยู่​นะคะ​ ว่าทำไมถึงทำ
อย่างงั้น​ได้ หนูกลัว​จะตายเรื่อง​อย่างนี้.."

"ขอโทษนะครับ​ น้องชื่ออะไร​ครับ​?"

"เกตุค่ะ​.."

ผมตะลึงจนตัวชา สรศักดิ์หันขวับมา​ที่ผมทันที

"เกตุ!!!"

ผมครางออกมาเบา ๆ​

เรื่อง​มัน​เป็นอย่างไรกันแน่??

"เกตุ" ​เป็นชื่อ​ที่เคยถูกกล่าวถึงในฝันของผม เธอเคย​เป็นแฟนของสร
ศักดิ์ ​ทั้งสองมีปัญหากัน​เพราะเธอมีอาเสี่ยคนหนึ่ง​เข้ามาติดพัน หลัง
จากนั้น​ไม่นานเธอก็เสียชีวิต​ไป

เธอตาย​เพราะเธอกระโดดลงจากรถในขณะ​ที่รถยังวิ่งอยู่​ ​เพื่อประท้วง
อาเสี่ยคนนั้น​หลังจาก​ที่ขอเลิก​เพื่อกลับ​ไปคืนดี​กับสรศักดิ์แล้ว​อาเสี่ย
ไม่ยอม

​แต่เธอคนนั้น​ กลับมายืนอยู่​​ที่นี่ ​จะ​เป็นเกตุคนเดียวกันหรือไม่ ​ถ้าไม่
ในโลกนี้​จะมีเรื่อง​บังเอิญเกิดขึ้น​​ได้ขนาดนี้เชียวหรือ??

เกตุคนนี้..​แม้​จะมีผมยาว​แต่หน้าตาก็ไม่เหมือนเกตุในฝัน..
เกตุในฝันสวย​ไปอีกแบบหนึ่ง​..​แต่เกตุคนนี้..หน้าตาน่ารักสดใสมีชีวิตชีวามากกว่า
ผมจ้องเธออย่างไม่วางตา..ในขณะ​ที่สมองขบคิด
แล้ว​ก็นึกขึ้น​​ได้..เกตุในฝัน​จะมีใฝเม็ดเล็ก ๆ​ อยู่​​ที่ลำคอด้านซ้าย..
ใฝ..​ที่​ใคร​เขาว่า​จะตามติดตัว​ไปทุกชาติ ไม่ว่าหน้าตา​จะเปลี่ยน​ไปตามเผ่าพันธุ์อย่างไร
ให้ตาย!!
ใฝเม็ดนั้น​..อยู่​ตรงนั้น​จริง ๆ​!!
...​...​...​..

เรา​ทั้งสองถูกเชิญให้เข้า​ไปนั่งคุยในเขตบ้าน
บ้านหลังใหญ่โตดูร่มรื่นน่าอยู่​ เราทรุดตัวลงนั่งตรงโต๊ะหินอ่อนใต้ต้นมะม่วง

"พ่อ​กับแม่​ไปโอน​ที่​ที่กรม​ที่ดิน​แต่เช้า​ พี่สาวของเกตุก็​ไปเรียนแล้ว​
ค่ะ​ ​ส่วนเกตุเรียนรอบบ่าย อีกสักพักก็​ได้เวลา​ไปเรียนแล้ว​.."

หญิงสาวเล่าเสียงใส
"ก็​ที่แปลงนี้แหละ​ค่ะ​ มีคนมาติดต่อซื้อ ตั้งแต่ขยายถนนนี้ราคา​ที่ดิน
แถวนี้ขึ้น​​ไปมาก พ่อตัดสินใจขายแล้ว​​ไปซื้อบ้าน​ที่ในตัวเมืองดีกว่า.."

"จริง ๆ​ แล้ว​วันนั้น​ เกตุก็ยังงงอยู่​ค่ะ​ จำไม่ค่อย​ได้เท่าไหร่ ยังแปลกใจ
ตัวเองไม่หายอย่าง​ที่บอก​ไปแล้ว​ ​คือเกตุ​ต้อง​ไปวิทยาลัย​แต่เช้า​ วันนั้น​
พวกเรา​จะ​ไปทัศนาจรกันค่ะ​.."

"พอออก​ไปถึงถนน ก็​ได้ยินเสียงเอี๊ยดดังลั่น หัน​ไปดูเห็นรถของพี่ล้อ
หลุด พลิกหลายตระหลบเข้า​ไปข้างทาง เกตุตกใจจนทำอะไร​ไม่ถูก
คิดในใจว่าคน​ที่อยู่​ในรถ​ต้องตายแน่ ๆ​ รถพังยับขนาดนั้น​.."

"จากนั้น​..เกตุก็บอกไม่ถูกค่ะ​ ว่าทำไมเกตุถึงเข้า​ไปช่วยพี่ มีรถคัน
หนึ่ง​จอดรับพี่​ที่นอนสลบอยู่​ ​เขาชวนเกตุ​ไปด้วย ​แต่เกตุไม่​ไป เกตุกลัว.."

"สภาพของพี่​เป็นอย่างไร..เอ..ทำไมเกตุถึงจำไม่​ได้ก็ไม่รู้ค่ะ​..มีเลือด
ไม๊..นั่นสิคะ​..เกตุไม่ทัน​ได้สังเกตมังคะ​ เลย​จำไม่​ได้.."

"เกตุไม่รู้เหมือนกันว่า​ได้คุยอะไร​​กับพี่หรือเปล่า อย่าง​ที่บอกไงคะ​ ว่า
ยังงงอยู่​นี่ ทำไมถึงจำไม่​ได้ก็ไม่รู้.."

"ไม่​ต้องขอบคุณมากมาย​อะไร​หรอกค่ะ​ พี่ควร​จะ​ไปขอบคุณคุณคน​ที่
จอดรถรับพี่​ไปส่งโรงพยาบาลมากกว่า ​เขามีน้ำใจมากทีเดียว.."

"​เขาขับบีเอ็มค่ะ​...​เอ๊ะ พี่ยังไม่​ได้พบ​เขาหรือคะ​ ท่าทาง​เขาก็ดีค่ะ​ อายุ
ยังไม่มากเท่าไหร่.."

"​เขาชื่อธนาค่ะ​..​เมื่อสองอาทิตย์​ที่แล้ว​​เขาก็มาหาเกตุ ตั้งแต่เกิดเหตุ
​เขามาสองสามครั้งแล้ว​.."

"​เขามีอาชีพค้าพลอย วิ่ง​ไปมา​ระหว่างเมืองจันทร์​กับกรุงเทพฯ
ประจำ ​ที่ดินแปลงนี้พ่อ​กับแม่ก็ขายให้​เขา ​เขาให้ราคาดีมาก.."

"พ่อ​กับแม่ชอบ​เขามากค่ะ​ ​แต่เกตุไม่ชอบ​เขาเท่าไหร่ ชอบมาทำหน้า
ตาท่าทางแปลก ๆ​ ใส่เกตุ"

"แหมเกรงใจจัง...​.งั้นรอเกตุเดี๋ยวนะคะ​ เกตุอาบน้ำ​แต่งตัวแป๊บเดียว"

สิ้นประโยคสุดท้าย เธอก็เดินขึ้น​​ไปข้างบน ปล่อยให้เรานั่งอยู่​บนแคร่
ใต้ถุนบ้าน

เราอาสาพาเธอ​ไปส่ง​ที่วิทยาลัย ​ซึ่งเธอเรียนพาณิชย์​ที่อยู่​นั่น

สรศักดิ์รอจังหวะนี้อยู่​แล้ว​ หันมาถามผมทันที

"นี่หรือคนชื่อเกตุ ​ที่แกพูดถึง สวยดีนี่โว้ย..ชิชะ มีดี ๆ​ อย่างนี้ทำ​เป็น
ปิดเงียบ.."

"อย่า แกอย่ามั่ว ฉันเพิ่งเห็นเธอ​เป็นครั้งแรก​พร้อม ๆ​ แกนี่แหละ​.."

"ไม่จริงม๊าง...​เห็นกระตือรือร้นเหลือเกิน​ที่​จะมาคน​ที่ช่วยแกไว้ สวย
​และน่ารักอย่างนี้นี่เอง..แกนี่เจ้าชู้ชะมัด แฟนเฟินก็มีแล้ว​ ฉัน​จะฟ้อง
ยัยภา.."

"แกนี่ปากเสียเสียจริง แล้ว​ก็คิดอกุศลด้วย.." ผมไม่สนุก​ไปตาม​เขา
ในสมองของผมหมุนติ้วจนมึน​ไปหมด เรื่อง​​ความฝัน​กำลังทำให้ผม
กลุ้มใจ​เป็นอย่างมาก

ผมอยาก​จะเล่าให้สรศักดิ์ฟังเหลือเกิน ​แต่ก็ทำไม่​ได้ ​เพราะผมกลัว
​เพื่อน​จะหัวเราะเยาะ ​และหาว่าผมบ้า

แค่เรื่อง​บังเอิญ​ที่มีคนชื่อเดียว​กับคนในฝัน เหตุผลแค่นั้น​​จะทำให้ผม
ถึง​กับเล่าเรื่อง​​ที่ว่าเกตุ-เด็กสาวพาณิชย์คนนี้​เมื่อชาติ​ที่แล้ว​เคยตาย​เพราะ​เขา
​เป็นสาเหตุ ​เขาคง​จะไม่หัวเราะผมอย่างเดียว ​เขาอาจ​จะหัวเราะ​ไปจับผม
มัดมือมัดเท้า​ไปแล้ว​พา​ไปโรงพยาบาลบ้าก็​ได้

ทุกอย่างเลย​​ต้องเก็บเงียบอยู่​ในใจ

++++++++++

ผมกลับถึงบ้านด้วยอาการปวดหัว ​ระหว่างทางจากบ้านของเกตุ​ไป
วิทยาลัยของเธอสรศักดิ์ชวนเธอคุยอย่างออกรสชาติ ผมเห็นอาการ
ของ​เขาแล้ว​ก็สรุป​ได้ว่า​เขามีใจชอบเด็กสาวขึ้น​มาแล้ว​ ในขณะเดียว
กันเด็กสาวเองก็มีทีท่า​กับ​เขาไม่น้อยเหมือนกัน

ให้ตายเถอะ หาก​ทั้งสองนี้รักกันจริง ๆ​ แล้ว​​จะเกิดอะไร​ขึ้น​ เหตุการณ์
​จะ​เป็น​ไปเหมือนใน​ความฝันหรือไม่???

​ความฝัน​ที่ผมก็บอกตัวเองไม่​ได้ว่ามัน​เป็นเรื่อง​ของอดีตชาติ หรืออนาคตชาติกันแน่

ผมควร​จะทำอย่างไรดี ผมควร​จะเอ่ยปากเตือนเรื่อง​นี้​กับสรศักดิ์ไหม
อย่างน้อยก็ให้​เขารู้ตัวไว้ ​และพยายามหาทางป้องกันไว้บ้างก็ยังดี

​แต่อาการปากหนักก็ยังไม่หาย​ไปจากผม อาจ​จะ​เนื่องมาจากผมเองก็
ยังไม่มั่นใจในสิ่ง​ที่ตนเองคิดอยู่​เหมือน จึง​ได้​แต่นั่งฟัง​ทั้งสองคุยกัน
อย่างกลุ้มใจ

​เมื่อส่งเกตุ-ชื่อจริงว่าเกตุวดี-​ที่วิทยาลัยแล้ว​ สรศักดิ์ก็ขับรถมาส่งผม​ที่
บ้าน ​เขาพร่ำพูดถึง​แต่​ความสวย​ความน่ารักของเธอมาตลอดทาง

สิ่ง​ที่ผม​จะทำ​ได้ก็​คือ บอก​เขา​ได้​แต่เพียงว่า

"ระวังหน่อย​แล้ว​ก่อน ฉันว่าอาเสี่ยค้าพลอยคนนั้น​คง​จะรอคั่วอยู่​ ไม่
งั้นคงไม่ทุ่มเงิน​เป็นล้านมาซื้อ​ที่ตรงนั้น​หรอก.."

​แต่​เมื่อ​เขา​ได้ยิน​เขากลับหัวเราะ

"​เป็นไร​ไปวะ มาดูกันดีกว่าว่า​ใครแน่กว่า​ใคร ฉันก็ไม่ใช่กระจอกนะ
โว้ย รถราก็มีขับ ฐานะก็ใช่ว่าจน รูปร่างหน้าตาก็ใช่ว่า​จะสู้​ใคร​เขาไม่​ได้.."

"ฉันถามจริง ๆ​ เหอะ แกคิด​จะจีบเกตุวดีจริง ๆ​ เหรอ.."

​เขาไม่หยุดนิ่งคิด เหมือน​กับ​จะตัดสินใจมาก่อนหน้า​ที่ผม​จะถามแล้ว​

"จริงสิวะ ทำไม หรือแก่คิด​จะจีบเอง? บอกกัน​ได้นะโว้ย เรื่อง​นี้ ​เพื่อน
กันเสียสละให้กัน​ได้อยู่​แล้ว​.."

"เปล่า.." ผมรีบบอก "เชิญแกตามสบายเหอะ..ระวังหน่อย​ก็แล้ว​กัน.."

ผมบอก​เขา​ได้แค่นั้น​จริง ๆ​

+++++

 

F a c t   C a r d
Article ID A-1719 Article's Rate 11 votes
ชื่อเรื่อง ทิพย์นาคี
ผู้แต่ง รันนรา
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๘ กรกฏาคม ๒๕๔๙
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๙๔๔ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๑๘ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๕๔
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : รันนรา [C-8465 ], [58.9.43.254]
เมื่อวันที่ : 18 ก.ค. 2549, 15.00 น.

​เมื่อถึงบ้านผมก็นอนแบบไม่​ได้สติ​ไปจนถึงเย็น ตื่นขึ้น​มา​เพราะเสียง
โทรศัพท์ข้างเตียง

"รมย์เหรอ ฉันสอนนะโว้ย..รู้ไหมฉันอยู่​​ที่ไหน?"

"รู้" ผมงัวเงียตอบ​ไป

"​ที่ไหน?"

"นรกใดนรกหนึ่ง​ อาจ​จะ​เป็นขุมนรก​ที่ห้าก็​ได้.."

"อ้าว..ไอ้นี่..​เป็นไร​ไปวะ อารมณ์ไม่ดีเหรอ?"

"เปล่า เพิ่งตื่น ว่า​แต่ว่าแกโทร.มาทำไม?"

"โทร.มาบอกว่าตอนนี้ฉันอยู่​​ที่วิทยาลัยของเกตุวดี ฉันนัด​จะมารับ
หล่อนไว้..ก็เลย​อยากถามแกว่า​จะชวนหล่อน​ไปกินข้าว​ที่ไหนดี?"

ผมทำหน้ายุ่ง เรื่อง​แค่นี้ก็​ต้องโทร.มาถาม

"​ที่ไหนก็ตามใจแกเหอะ อย่าถึง​กับพาเข้าโรงแรมซะตั้งแต่แรกเลย​ก็
พอแล้ว​.."

เสียงทางนั้น​หัวเราะมา ดู​เขาอารมณ์ดีมาก

"อิจฉาเหรอโว้ย..นี่ อีกเรื่อง​หนึ่ง​ทำสำคัญกว่า ​ที่ฉันตั้งใจ​จะบอกนาย
ก็​คือเรื่อง​ของภาวิตรีต่างหาก.."

"ทำไม?"

"วันนี้เธอโทร.หานายบ้างหรือเปล่า?"

"เปล่า..​เมื่อวานเห็นบอกว่าวันนี้​จะ​ต้องตามเจ้านาย​ไปต่างจังหวัด ​ไป
​เป็นเลขาฯ การประชุมอะไร​ก็ไม่รู้ คง​จะกลับมาค่ำ ๆ​ แกถามทำไม?"

"จริง ๆ​ แล้ว​ฉันไม่อยากบอกหรอกนะ ​แต่​เมื่อกี้นี้ฉันเพิ่งออกมาจาก
ห้างเวิล์ดเทรด ฉันเห็นหล่อนนั่งกินข้าว​กับ​ใครไม่รู้​ที่ห้องอาหาร
ญี่ปุ่น.."

"จริงเหรอ?"

"จริงสิวะ ​แต่หล่อนไม่เห็นฉันหรอกนะ ไอ้ผู้ชายคนนั้น​ไม่ใช่เจ้านาย
ของหล่อนด้วย อย่างงี้แล้ว​นาย​จะคิดว่ายังไงล่ะ?"

"คง​จะเสร็จธุระเร็วล่ะมั้ง ก็เลย​​ไปกินข้าว​กับ​เพื่อน ​แต่ก็ขอบใจล่ะนะ
​ที่อุตส่าห์โทร.มาบอก"

"ไอ้ฉันน่ะไม่อะไร​หรอก ​และก็ไม่​ได้คิดว่าภาวิตรี​เขา​จะนอกใจแก ​แต่
ฉันไม่อยาก​จะเก็บเรื่อง​นี้​เอาไว้​โดยไม่บอกแกให้​ได้รับรู้..แกมารู้ตอน
หลังเข้า​จะผิดใจกันซะเปล่า ๆ​"

"เออ..ดีแล้ว​ล่ะ ยังไงคืนนี้ฉัน​จะถามภาดู แล้ว​​จะเล่าให้ฟังแล้ว​กัน.."

"เออ..อย่าคิดอะไร​มากนะโว้ย.คงไม่มีอะไร​หรอก แก​กับหล่อนรักกัน
มาก​จะตาย..ฉันอาจ​จะคิดมาก​ไปเองก็​ได้.."

เราคุยอะไร​กันอีกสองสามคำ แล้ว​ก็วางหู

ผมเอนกายลงนอนต่อ ​แต่นอนไม่หลับเสียแล้ว​

เรื่อง​หลายเรื่อง​ประดังกันเข้ามาอย่างไม่รู้ว่า​จะคิดเรื่อง​ไหนก่อน

ภาวิตรี​กับผมคบ​กับมานานแล้ว​ เธอ​เป็นคนสวย​ที่ค่อนข้าง​เอา​แต่ใจ
ตนเอง ​ที่ผ่านมานั้น​ผม​เป็นฝ่าย​ที่​จะยอมเธอเสียมากกว่า

​แต่เธอก็รักผมมาก ผมรู้ดี ​เพราะ​ถ้าไม่รักมาก เธอคงไม่มาเสียเวลา
อยู่​​กับผมตั้งสามสี่ปี เราคบกันอย่างเปิดเผย ผู้ใหญ่​ทั้งสองฝ่ายก็รับรู้

เราพบกันบ่อยมาก มี​แต่ช่วง​ที่ผมไม่สบายนี่แหละ​​ที่ดูเหมือน​จะห่าง
กัน​ไป

ถึงหล่อน​จะมาเยี่ยมผม​ที่โรงพยาบาลบ่อย ๆ​ ​แต่ก็ครั้งละไม่เกินครึ่ง
ชั่วโมง เวลาหลังจากนั้น​หล่อน​ไปไหน​กับ​ใครผมไม่มีทาง​ได้รู้ ​ถ้า
หล่อนไม่เล่าให้ฟัง

ยิ่งคิดก็ยิ่งระแวง เรื่อง​​ความรัก​กับ​ความระแวงนั้น​​เป็นของคู่กันยิ่งเสีย
กว่า​ความคิดถึงเสียอีก

แล้ว​ยัง​จะเรื่อง​​ความฝันบ้า ๆ​ นั้น​ก็อีกเรื่อง​ ดูอะไร​ ๆ​ มัน​จะเข้าเค้า​ไป
เสียหมด

เรื่อง​สายตา​ที่ผิดปกติของผม ​ที่ตอนนี้​แม้​จะมองไม่เห็นอะไร​แปลก ๆ​
แล้ว​ ​แต่ผมก็ยังบอกไม่​ได้ว่า​เมื่อไหร่มัน​จะเกิดขึ้น​อีก

เรื่อง​ "น้องทิพย์" ​ที่ตอนนี้ดูเหมือนไม่มีตัวตน ไม่ว่าใน​ความ​เป็นจริง
แล้ว​เธอ​จะมีตัวตนอยู่​หรือไม่ก็ตาม ภาพ​ความสวยใสน่ารักนั้น​ก็ยัง
คอยมาหลอกหลอนในห้วงสำนึกอยู่​เสมอ

ผมอยาก​จะเคาะกระโหลกตัวเองนัก มัว​แต่​ไปว่าคนอื่น ผมเสียเองล่ะ
มั้ง​ที่คิดนอกใจแฟน

ผมลุกขึ้น​จาก​ที่นอน คิด​จะอาบน้ำ ​แต่ก็ไม่มีอารมณ์​จะทำอย่างนั้น​
หลังจากล้างหน้าล้างตาแล้ว​ก็เดินลงจากชั้นสาม​เพื่อ​ไปคุย​กับคุณแม่

​พระอาทิตย์อ่อนแสงจนเกือบหมดแล้ว​ ​แต่ไฟห้องคุณแม่ยังไม่เปิด
ทุกทีไฟ​ที่ห้องของท่าน​จะส่องลอดออกมาตรงทางเดินให้เห็นด้วย ​แต่
คราวนี้ไม่มี

ผมเคาะประตูสองสามครั้ง ​แต่ก็ไม่มีเสียงตอบ ท่านไม่​ได้ล๊อกห้อง ผม
เปิดประตูเข้า​ไป แล้ว​กวาดสายตามองหาคุณแม่

ในแสงขมุกขะมัวนั้น​ ผมเห็นอะไร​บางอย่าง ตะคุ่มอยู่​ข้างเตียงคุณแม่

มัน​เป็นอะไร​ชนิดหนึ่ง​​ที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน คล้ายเงา คล้ายหมอก
ควัน มีรูปพรรณสันฐานคลายคน

มันขยับตัววูบ​เมื่อรู้ว่าผม​กำลังเข้า​ไป แล้ว​พุ่งแวบออก​ไปทางหน้าต่าง

ผมกระโจนตามทันที

​เมื่อมองออก​ไปนอกหน้าต่าง สิ่ง​ที่เห็นก็​คือ​ความว่างเปล่า

มี​แต่ต้นมะม่วงยืนตะคุ่มอยู่​สองสามต้น ​ที่ริมรั้วก็ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ

รีบหันกลับมาหาคุณแม่ ร้องเรียกท่านเบา ๆ​ ​แต่ท่านก็ยังไม่รู้สึกตัว
ผมเขย่า​ที่แขน ผมถึง​ได้รู้ว่าท่าน​เป็นอะไร​​ไปแล้ว​

ตัวท่านเย็นมาก เหงื่อชุ่ม หายใจรวยริน ​และไม่​ได้สติ ปลุกอย่างไรก็ไม่ตื่น

ผมใจหายวาบ เกิดอะไร​ขึ้น​​กับคุณแม่ของผมนี่???

++++++++++

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : รันนรา [C-8466 ], [58.9.43.254]
เมื่อวันที่ : 18 ก.ค. 2549, 15.06 น.

รถพยาบาลคันนั้น​มารับคุณแม่ของผมภายในไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ผม
กระโดดขึ้น​รถตาม​ไปนั่งอยู่​ข้าง ๆ​ ท่าน พยาบาลสาวคนหนึ่ง​​กำลังจิ้ม
เข็มให้น้ำเกลือ​ที่แขนของท่าน เสร็จแล้ว​ก็​เอา​ที่ครอบช่วยหายใจ
ครอบตรงจมูก​และปากไว้ จากนั้น​ก็วัด​ความดัน​ที่แขน ทุกอย่าง​เป็น
​ไปอย่างรวดเร็วด้วย​ความชำนาญในขณะ​ที่รถเคลื่อน​ที่​ไปยังโรง
พยาบาล

หล่อนถามอะไร​ผมมาสองสามคำ เกี่ยว​กับอาการของคุณแม่ จิตใจ
ของผมไม่อยู่​​กับเนื้อ​กับตัว ผมสิ้นคุณพ่อมานานแล้ว​ เหลือเพียงคุณ
แม่เพียงคนเดียวในชีวิตนี้

รถพยาบาลส่งเสียงไซเรน​ไปตลอดทาง ผมนั่งเท้าแขน​ใช้มือปิดหน้า
สมองมึนงงสุด​จะรับรู้เรื่อง​อื่นใด​ได้อีกแล้ว​

"ท่านไม่​เป็นอะไร​หรอกค่ะ​ ดิฉันคิดว่าคง​จะสิ้นสติ​เพราะน้ำตาลใน
เลือดน้อย​ไปหน่อย​หรือไม่ก็​ความดันเลือดต่ำเกิน​ไปมากกว่า อีกสัก
พักก็ถึงโรงพยาบาลแล้ว​ ทำใจดี ๆ​ ไว้นะคะ​.."

​เป็นเสียงเย็น ๆ​ ของพยาบาลคนนั้น​ เธอ​กำลังปลอบใจผมดังคน​ที่​ได้
รับการฝึกฝนงานด้านบริการมาอย่างดี ผมลดมือจากใบหน้า ​เพื่อ​จะ
ยิ้มขอบคุณหล่อน

​แต่แล้ว​ผมก็ยิ้มไม่ออก หัวใจของผม​จะวาย​ไปในวินาทีนั้น​

คน​ที่นั่งอยู่​ตรงหน้า ในชุดพยาบาลเต็มชุดนั้น​ ​คือ...​

น้องทิพย์...​

++++++++

จากการ​ที่ยังสรุปไม่​ได้ว่าเรื่อง​​ที่ผมฝันนั้น​มัน​คืออะไร​กันแน่
​จะ​เป็นการฝันเลอะเลือนของสมอง​ที่ไม่ค่อยปกติของผมหลังการผ่าตัด
หรืออะไร​ชนิดหนึ่ง​บันดาลให้ผมเห็นภาพเหล่านั้น​ขึ้น​มาในมโนจิต
​แต่​เมื่อผม​ได้พบตัวละครใน​ความฝันนั้น​ถึงสองตัว ​คือเกตุวดี​และ
น้องทิพย์ ผมก็ชัก​จะเชื่อเสียแล้ว​ว่ามัน​เป็น​ความจริง

​ถ้า​เป็นอย่างนั้น​ สิ่ง​ที่ผมควร​จะทำตอนนี้​คืออะไร​?? ผม​ต้องทำอย่างไรดี??

น้องทิพย์เท่านั้น​​ที่​จะตอบผม​ได้

"น้องทิพย์" ผมเอ่ยชื่อเรียกเธอทันที พยาบาลสาวผู้นั้น​ทำหน้าเหรอ ถามว่า

"​ใครคะ​?"

"คุณไม่ใช่น้องทิพย์หรือครับ​?" ผมงง​เป็นไก่ตาแตกอีกแล้ว​

"ไม่ใช่ค่ะ​ ฉันชื่อรดี นี่ไงคะ​.."เธอชี้​ที่หน้าอก​ซึ่งปักป้ายชื่อโชว์อยู่​ "น้องทิพย์​คือ​ใครคะ​?"

สังเกตเธอไม่​ได้โกหก ไม่มีพิรุธสักนิด จนผม​ต้องรีบปฏิเสธ

"เปล่าครับ​ เพียง​แต่คุณมีหน้าตาเหมือนเธอมาก..เอ้อ..คุณแม่ของผมไม่​เป็นอะไร​
มากจริง ๆ​ หรือครับ​?"

"เท่า​ที่สังเกตอาการในขั้นต้นนะคะ​ เพียง​แต่ดิฉันแปลกใจว่าทำไมหัวใจของท่านถึง
เต้นอ่อน ไม่ทราบว่าท่านมีประวัติ​เป็นโรคอะไร​อยู่​บ้างคะ​?"

"ท่านสุขภาพแข็งแรงมาตลอด เพิ่ง​จะมาระยะหลังนี่​เมื่อท่าน​ไปตรวจสุขภาพล่าสุด
คุณหมอให้ยาคุมเบาหวานมาทานด้วย เรื่อง​​ความดันเห็นว่ายังปกติดีอยู่​.."

"โรคหัวใจนั้น​ไม่มีเลย​?"

"ไม่มีครับ​"

"เอแปลก..ไม่​เป็นไรค่ะ​ เดี๋ยวถึงโรงพยาบาลแล้ว​คุณหมอคงวิเคราะห์​ได้ถูก​ต้อง.."

เธอกล่าวจบก็หัน​ไปสาละวนอยู่​​กับปุ่มปรับน้ำเกลือ เลิกสนใจผม​ไปชั่วคราว

​แต่ผมยัง​ต้องสนใจเธออยู่​ ​เพราะเหมือนมาก เหมือนจนไม่อยากเชื่อว่าเธอ​กับน้อง
ทิพย์​จะ​เป็นคนละคนกันจริง ๆ​

ไม่ว่า​จะ​เป็นสีหน้าท่าทางในการพูดจา ไม่ว่า​จะ​เป็นน้ำเสียง​ที่หวานเย็น เว้น​แต่ไม่
​ได้​ใช้สำนวนสวิงสวายเท่า​กับ "น้องทิพย์" ในฝันของผมเท่านั้น​

ผมใจหายวูบอีกครั้ง ​เมื่อคิด​ไปถึงฝาแฝดของเธอ

หรือ "รดี" คนตรงหน้าผม ​เป็นพี่สาวของ "น้องทิพย์" คนนั้น​

????
+++++++++++++++

​เพื่อพิสูจน์อะไร​บางอย่าง ผมแกล้งทำหัวคมำ​ไปข้างหน้า​เมื่อจังหวะรถเลี้ยวตรงหัว
ถนนหนึ่ง​

​พร้อม​กับคำขอโทษ ผมคว้าหมับ​ไป​ที่ข้อมือของเธอในอาการหาหลักยึด

สิ่ง​ที่อยู่​ภายใต้อุ้งมือของผม ​เป็นเนื้อหนังของมนุษย์ชัด ๆ​

​ทั้งน้องทิพย์​และพี่สาวฝาแฝดของเธอ ไม่ใช่มนุษย์

เธอบอกว่าเธอ​เป็นงูนี่นา


+++++++++++++

คุณแม่ถูกนำเข้าห้องฉุกเฉิน ผมเล่าอาการเท่า​ที่ผมทราบให้​กับนายแพทย์คนหนึ่ง​
ฟัง ​เขา​ใช้เครื่องมือต่าง ๆ​ ในห้องฉุกเฉินนั้น​แทบทุกอย่าง ไม่เว้น​แม้​แต่เครื่องวัดคลื่นหัวใจ

เอ..สงสัย​จะไม่​เป็นอย่าง​ที่พยาบาลรดีบอกล่ะกระมัง?

ดูเหมือนคุณแม่​จะมีอาการหนักกว่า​ที่คิด

ผมถูกเชิญให้ออก​ไปนอกห้องฉุกเฉิน ผมสังเกตมองหารดีจนทั่ว ​แต่ก็ไม่เห็นเธออีกเลย​

แล้ว​ผมก็ถูกนายแพทย์คนนั้น​เรียก​ไปถามอีกครั้ง

"ก่อนหน้า​ที่คุณแม่ของคุณ​จะสิ้นสติ​ไป ท่านมีอาการอะไร​ผิดปกติบ้างหรือเปล่า?"

"เปล่านี่ครับ​.." ผมตอบ​ได้ทันที ​แต่สิ่งหนึ่ง​ทำให้ผมฉุกคิด​ได้

เงาราง ๆ​ ​ที่ลอยอยู่​ข้างเตียงคุณแม่​ที่ผมเห็นนั้น​ มัน​คืออะไร​?

มันเกี่ยวข้อง​กับการไม่สบายของคุณแม่หรือเปล่า?

"เอ้อ.." ผมหลุดปาก​ไป​ได้แค่นั้น​ ผม​จะเล่าให้คุณหมอฟัง​ได้อย่างไรว่าผมเห็นอะไร​
​เขา​ต้องหาว่าผมตาฝาดหรือไม่ก็​เป็นบ้า​ไปแน่ ๆ​

"ไม่มีอะไร​ครับ​ บังเอิญผมขึ้น​​ไปนอนพัก​ที่ห้องของผมตั้งแต่บ่าย ผมเลย​ไม่ทราบว่า
ก่อนคุณแม่​จะ​เป็นอย่างนี้ท่าน​เป็นอะไร​หรือไม่ ​แต่เท่า​ที่ผมเห็นก็เห็นท่าน​เป็นปกติ.."

คุณหมอ​ได้ยินดังนั้น​ก็ทำสีหน้าตรึกตรอง

"เอ..แปลก..ตอนนี้หัวใจของคุณแม่ของคุณเต้นอ่อน​ไปหน่อย​ ​แต่ก็ไม่ถึง​กับ​จะมีที
ท่าเต้นช้าลงหรือเร็วขึ้น​ ผมเช็คดูทุกอย่างแล้ว​ก็ไม่มีอะไร​ผิดปกติ ท่านอยู่​ในอาการ
หลับลึก คล้าย ๆ​ เจ้าหญิงนิทราอย่างนั้น​.."

ผมตัวชา

"ท่าน​จะฟื้นขึ้น​มา​เมื่อไหร่ครับ​?"

"ผม​ใช้ยากระตุ้นหัวใจ​ไปบ้างแล้ว​ ​แต่ยังไม่​ได้ผล คลื่นสมองของท่านก็​เป็นปกติไม่
เหมือน​กับคน​ที่มีอาการทางสมอง ​เอาอย่างนี้ดีกว่าครับ​ ผม​จะสั่งให้คุณแม่ของคุณ
อยู่​ในห้องฉุกเฉินนี้​ไปจนกว่าเรา​จะหาสาเหตุ​ได้พบก็แล้ว​กัน...​"

ผมเดินตัวแข็งออกจากห้อง สมองมึนชาอย่างบอกไม่ถูก

++++++++++

คุณแม่ของผมกลาย​เป็นเจ้าหญิงนิทรา​ไปเสียแล้ว​​โดยไม่ทราบสาเหตุ

​ความจริง​ความฝัน​กำลังตีกันอยู่​ในหัวของผมจนสมองแทบระเบิด

แฟนของผม​ซึ่งมีอยู่​คนเดียวก็เริ่ม​จะมีเรื่อง​ไม่ดีเข้ามาให้​ได้ยิน

ผมเองก็ยังไม่ค่อยหายดีนัก บางครั้งสมองก็ยังเบลอ ๆ​ อยู่​บ้าง

รถราก็ไม่มี​ใช้..

แล้ว​ยังมี​ใครหรืออะไร​อย่างหนึ่ง​ เข้ามาราวีคุณแม่ของผมจนมีอาการ​เป็นอย่างนั้น​

โอย..

+++++++++

​ความกลุ้มใจในเรื่อง​ข้างต้นทำให้ผมเผลอเดินออกมา​ที่สนามหญ้าของโรงพยาบาล
​ได้อย่างไรก็ยังงงอยู่​

ไฟสนามสองสามดวงไม่ช่วยทำให้สนามนั้น​สว่างขึ้น​​ได้มากเท่าไหร่ สุมทุมพุ่มไม้​ที่
ปลูกไว้รอบ ๆ​ กลับยืนทะมึนทอดเงาจากแสงจันทร์ทำให้น่ากลัวยิ่งขึ้น​

ท่ามกลาง​ความพร่ามัวของสายตา ท่ามกลางอาการ​ที่ค่อนข้างเย็นนั้น​ สิ่งหนึ่ง​ก็
ปรากฏขึ้น​ให้ผมเห็น

ตอนแรกมันแอบอยู่​​ที่พุ่มต้นแก้ว แสงราง ๆ​ บ่งบอกสันฐานว่า "มัน" คล้ายคน

​แต่แปลก​ที่มันส่ายไหว​ได้คล้ายเงา

ผมขยี้ตาไล่อาการตาฝาด

เพ่งมอง​ไป​ที่ตรงนั้น​อีกครั้ง ดูเหมือนมัน​กำลังมองผมอยู่​

ลมพัดเบา ๆ​ มาจากทิศทาง​ที่มันอยู่​ กลิ่นสาบสางลอยเข้าจมูก

คล้ายกลิ่นหนูตายแห้ง..

ผมยืนขาแข็งอีกครั้ง ขนลุกซู่ชี้ชันแทบ​เป็นปลาปักเป้า

ก้าวถอยหลังช้า ๆ​ ...​จ้องมองมันอย่างไม่วางตา

ผมไม่เคยรู้สึกหวาดกลัวเช่นนี้มาก่อนเลย​ในชีวิต

+++++++

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : รันนรา [C-8467 ], [58.9.43.254]
เมื่อวันที่ : 18 ก.ค. 2549, 15.21 น.

จังหวะของการก้าวถอยหลังด้วย​ความหวาดกลัวนั้น​
อะไร​อย่างหนึ่ง​อยู่​ใต้เท้าของผม
มันลื่น มันยาว มัน​เป็นงู
มันฉกวูบเข้า​ที่น่อง
ผมตกใจจนลืมร้อง
ตาเหลือกค้าง..เห็นเงาประหลาดนั้น​เคลื่อนไหวอีกครั้ง
คราวนี้มันวูบเข้ามาหาผม
แล้ว​ผมก็วูบบ้าง!
สิ้นสติ​ไปทันที

++++++++++++++++++

แปลก​ที่การสิ้นสติคราวนี้ไม่เหมือนคราวก่อน
​เป็นการสิ้นสติแบบรู้ตัว ​คือรู้ว่าตัวอยู่​​ที่ไหน
นั่น นอนอยู่​นั่น ใต้พุ่มต้นเข็มนั่น
สภาพกึ่งตะแคงกึ่งหงาย มี​ใครคนหนึ่ง​ยืนอยู่​ใกล้ ๆ​
ผมก้มลงมองตัวเองเอง​ที่ยืนอยู่​ ก็ยังคง​เป็นตัวเอง
แล้ว​​ที่นอนอยู่​นั่น ก็ยัง​เป็นตัวเอง
ไหงผมถึงมีสองตัว?
หรือผมตายแล้ว​??
​และคน​ที่ยืนอยู่​ข้าง ๆ​ ร่างกายของผมนั้น​​เป็น​ใคร?

​ใครคนนั้น​หันมา หน้าตาคุ้นมาก ไม่คุ้นอย่างเดียว การ​ได้พบเธออีกในครั้งนี้ ทำให้ผมดีใจอย่าง​ที่สุด
ทำไมผมถึงดีใจ?? ผมก็ตอบไม่​ได้
​แต่เหมือนผม​ได้เจอคน​ที่หัวใจโหยหามานาน
"น้องทิพย์"

+++++++++

​ใครอีกคนหนึ่ง​กลิ้งขลุก ๆ​ อยู่​หลังพุ่มไม้ถัด​ไป
​เป็น​ใครอีกคน​ที่ผมคุ้นตามาก
​เป็น​ใครอีกคน​ที่หัวใจของผมโหยหามานาน
อ้าว..
"น้องทิพย์"
น้องทิพย์ก็มีสองคน ผมก็มีสองคน
ทำไมถึง​ต้องมีสองคน???

+++++++++++

​ทั้งน้องทิพย์​และน้องทิพย์ต่อสู้กันอยู่​ เหมือนในละครมหาสนุกตอนเช้า​วันเสาร์​และอาทิตย์

มีการปล่อยแสง มีการแยกเขี้ยว มีการกระโดดหลบสูงขึ้น​​ไปบนอากาศเกินกว่ายอดปาล์ม มีการเหาะแวบ​ไปแว่บมา

ผลปรากฎว่าไม่มี​ใครแพ้ชนะ

++++++++

"ทำไมพี่ทำอย่างนี้?" หนึ่ง​ในน้องทิพย์ถามขึ้น​
"แล้ว​ทำไมเธอถึงทำอย่างนี้?" น้องทิพย์อีกคนหนึ่ง​ตอบ
"ฉันไม่อยากให้พี่ก่อกรรมทำเวรต่อ​ไป"
"นั่นมันเรื่อง​ของฉัน.."
"คุณรมย์​เขาไม่​ได้เกี่ยวอะไร​ด้วย.."
"ทำไม​จะไม่เกี่ยว เธอ​จะรู้อะไร​?"
"​เขาเกี่ยวอย่างไร?"
"​เขา​เป็นคนทำให้ครอบครัวของฉันตาย.."
"​เขา​คือนายช่างคนนั้น​?"
"ใช่..​เขา​เป็นคน​ที่ฉัน​ไปขอร้อง​เขาในฝัน ให้รอให้ลูกของฉันฟักออกจากไข่ก่อนแล้ว​ค่อยทำถนน ​แต่​เขาใจร้ายมาก ​เขาสั่งให้ทำลายรังของฉันทันที"
"ถึง​จะใช่จริง ๆ​ นั่นก็​เป็นเรื่อง​ของชาติ​ที่แล้ว​ เกี่ยวอะไร​​กับชาตินี้?"
"ทำไม? เธอรัก​เขารึ เธอถึง​ได้ตามปกป้อง​เขาขนาดนี้ ตั้งแต่วัน​ที่​เขารถคว่ำเธอก็เข้า​ไปเจ้ากี้เจ้าการช่วยเหลือ​เขา ​ทั้งยัง​ไปเข้าฝันบอกเรื่อง​ราวของฉัน​ซึ่ง​เป็นการละเมิดกฏเกณฑ์นรกสวรรค์อย่างร้ายแรง.."

"เรื่อง​นั้น​ฉันยอมรับว่าฉันผิด ​และ​จะถูกลงโทษอย่างไรฉันก็ยอม ​แต่ฉันไม่ยอมให้พี่ก่อกรรมทำเข็ญต่อ​ไปอีกแล้ว​.."

เธอกล่าวจบ..เธอก็กรากเข้าหา "เธอ" อีกคนทันที

เธออีกคนกระโดดทีเดียวถึง ในตัวมีรัศมีเจิดจ้าสีส้มเรืองรองเปล่งออกมาด้วย ไม่รู้ว่าเธอ​ใช้วิธีการอย่างไร ผมเห็นเธออีกคนกระเด็นออกมาอย่างแรง

เหมือนตัวแสดงถูกสลิง​ที่มองไม่เห็นกระชากให้ลอยหลุดจากพื้นลอย​ไปข้างหลังอย่างรวดเร็ว บังเอิญผมยืนขวางอยู่​ เลย​ถูกปะทะเข้าเต็มแรง

เรา​ทั้งคู่ล้ม​ไปด้วยกัน ผมเองไม่รู้สึกอะไร​มาก​ไปกว่า​ความตื่นงง​และตกใจ เธอมองหน้าผมแวบหนึ่ง​ เอ่ย​กับผมเบา ๆ​ ว่า

"นั่นแหละ​ พี่สาวหนู..คน​ที่​เป็นพยาบาลรดีนั่นแหละ​!!"

​แม้​จะ​เป็นเพียงแค่เสียงกระซิบ ​แต่เธออีกคนหนึ่ง​​ที่ถูกระบุว่า​เป็นรดีกลับ​ได้ยิน
รีบตะโกนก้องมาทันที

"พี่อย่า​ไปเชื่อ นั่นแหละ​พยาบาลรดี พี่สาวของหนูตัวจริง คน​ที่​เป็นสาเหตุให้คุณแม่ของพี่​เป็นอย่างนี้ เธอ​เป็นตัวก่อปัญหาขึ้น​​ทั้งหมด"

อีกคนหนึ่ง​​ที่อยู่​ในอ้อมอกผม ส่ายหน้าทันที

"คิดดู ​ถ้าหนู​เป็นพี่รดีตัวจริง หนู​จะไม่ฉวยโอกาสนี้ฆ่าดวงวิญญานของพี่​ไปแล้ว​เหรอ พี่ระวังให้ดีนะ อย่าให้เธอเข้าใกล้พี่​ได้​เป็นอันขาด.."

พูดจบเธอก็ถลาออก​ไปยืนจังก้าขวางผม​เอาไว้

คน​ที่อยาก​เป็นน้องทิพย์อีกคนทำหน้าคว่ำ หัวเราะเสียงเย็น

"แผนลึกนักนะคะ​ พี่รดี.."
อีกคนก็หัวเราะบ้าง เสียงเย็นเหมือนกัน หน้าตาเหมือนกัน ​แต่งตัวเหมือนกัน

​และ​ต้องการ​ที่​จะ​เป็นน้องทิพย์เหมือนกัน

ผมลุกขึ้น​จากการล้มไม่​เป็นท่านั้น​ เดิน​ไปขวาง​ระหว่างกลาง

"เดี๋ยวก่อนดีไหม ​ใคร​จะบอกผม​ได้หรือไม่ ว่ามันเกิดอะไร​ขึ้น​ ผมถึง​ได้เหลือ​แต่ดวงวิญญานอย่างนี้ ​ใคร​เป็นคนทำให้ผม​ต้องตาย.."

​ทั้งสองชี้​ไปข้างหน้า

"​เอาล่ะ น้องทิพย์คนทางซ้าย บอกหน่อย​ซิว่า น้องทิพย์คนทางขวา ทำไมถึง​ต้องฆ่าผมด้วย?"

"พี่ยังไม่ตายหรอก ​เพราะหนูมาช่วยพี่ไว้​ได้ทัน ​แต่ร่างกายของพี่ยังไม่​ได้รับการรักษา ดวงวิญญานของพี่จึงยังเข้าร่างไม่​ได้.."

แทน​ที่ผม​จะดีใจ​ที่รู้ว่าตัวเองยังไม่ตาย ​แต่ผมกลับย้อนด้วยเสียงเรียบ ๆ​
"ตอบให้ตรงคำถาม"

"​เมื่อยี่สิบกว่าปี​ที่แล้ว​.."เธอคนทางซ้ายบอกเล่าช้า ๆ​
ผมนิ่งฟัง​เพื่อทำ​ความเข้าใจให้ถ่องแท้
​เมื่อเข้าใจ​ได้ถ่องแท้ ผมก็​จะสรุป​ได้ว่าผม​เป็นบ้า​ไปจริง ๆ​
​เพราะตอนนี้ผมไม่เชื่อ​ใครเลย​
ไม่เชื่อ​แม้ในสิ่ง​ที่เห็น ไม่เชื่อ​แม้ในสิ่ง​ที่​ได้ยิน​และ​ได้รับรู้อยู่​เวลานี้
มันแค่​เป็น​ความผิดปกติของสมองของผมเท่านั้น​
เพียง​แต่ผมหัวเราะไม่ออก ร้องไห้ไม่​ได้
ผมไม่​ได้นึกสนุก​ไป​กับมัน
นี่จึง​เป็นสาเหตุทำให้ผมไม่ดีใจ​เมื่อ​ได้ยินว่าผมยังไม่ตาย

++++++++++++

ภาพเหตุการณ์ใน​แต่ละภพชาติ..ถูกฉายอย่างแจ่มชัดในมโนจิตของผม
มัน​ได้เฉลย​ความ​เป็นมาของเรื่อง​ราวนี้จนแทบ​จะหมดสิ้น
ในพิภพใต้บาดาล..​ซึ่งถูกปกครองด้วยนางพญานาคราชผู้ยิ่งใหญ่มาตั้งแต่ยุค​พระพรหมสร้างโลก
นางพญาฯ มีธิดาสององค์..​ทั้งสองมีหน้าตาเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน
วันหนึ่ง​ ธิดา​ทั้งสองก็ทูลขอขึ้น​​ไปเกิดบนโลกมนุษย์..​เพื่อลิ้มรสชาติของการเกิดแก่เจ็บตายตามวัฏจักรของสิ่งมีชีวิต
ธิดาผู้พี่..เลือก​ที่​จะ​ไปเกิด​เป็นงูจงอาง..จ้าวแห่งงู​ทั้งปวง
​แต่ธิดาผู้น้อง กลับขอ​ไปเกิด​เป็นมนุษย์..ผจญทุกข์สุขอย่างปถุชนคนธรรมดา
​ทั้งสอง​ได้รับอนุญาต..อัน​เป็นจุดเริ่มต้นเรื่อง​ราวอันน่าปวดหัวนี้มานับ​แต่บัดนั้น​
...​...​...​...​...​.

ชาติ​ที่ธิดางู​ทั้งสองมาเกิดบนโลกมนุษย์..ธิดางูผู้พี่ พบรัก​และสร้างรังอย่าง​เป็นสุข
ธิดาผู้น้อง..ครองรัก​กับชายหนุ่มคนหนึ่ง​..​ที่มีอาชีพ​เป็นวิศวกรควบคุมการสร้างถนน
เรื่อง​ราวคง​จะไม่มี​ส่วนเกี่ยวข้องกัน..หากถนนเส้นนั้น​..ไม่​ต้องตัดผ่านรังของนางพญาจงอางของธิดางูผู้พี่
ระยะเวลาการส่งมอบพื้น​ที่ทำถนนกระชั้นเข้ามา..นายช่างหรือวิศกรคนนั้น​จำ​ต้องเพิ่มจำนวนรถแทรกเตอร์ให้มาก​ที่สุดเร่งทำงาน​ทั้งวัน​ทั้งคืน
ตลอดเวลา​ที่ผ่านมา..​แม้​เขา​จะเร่งงานให้เร็วขึ้น​เท่าใด..​แต่ก็คืบหน้า​ไปไม่มากนัก
​ที่​เป็นดังนี้ ก็​เพราะว่าคนงาน​ที่รับผิดชอบการกรุยทางล่วงหน้า ไม่ว่า​จะ​เป็นคนขับรถแบ๊คโฮ หรือคนงานถมลูกรัง ต่างเจ็บไข้​ได้ป่วย​และทิ้งงาน​ไปคนแล้ว​คนเล่า
เหลือระยะเวลาอีกเพียงเจ็ดวัน..​ที่​เขา​ต้องส่งมอบงาน
​ความเครียดทำให้​เขาถึง​กับกินไม่​ได้นอนไม่หลับ
แล้ว​คืนหนึ่ง​..ขณะ​ที่​เขาเคลิ้มหลับด้วย​ความอ่อนเพลีย
สาวน้อยนางหนึ่ง​ก็มาเข้าฝัน พยายามบอก​กับ​เขาว่า ให้เลื่อนเวลาการขยายถนนออก​ไปอีกหนึ่ง​เดือน งานทุกอย่างถึง​จะราบรื่น
เหตุผลก็​คือรอให้ลูกของนางพญาจงอาง ​ซึ่งยังอยู่​ในไข่นับร้อยฟอง ฟักออก​เป็นตัวเสียก่อน
​เขาตื่นขึ้น​มา​พร้อม​กับเห็นโนติสของเจ้านาย ​ถ้าขยายถนน​ส่วนนี้ไม่เสร็จในกำหนด ​เขา​ต้องตกงาน ​และ​ต้องรับผิดชอบต่อการเสียหายของบริษัท
​เขาเลย​ลืม​ความฝันนั้น​​ไปเสีย ​โดยหารู้ไม่ว่า มัน​ได้ผูกเวรก่อกรรมไว้​กับสิ่งหนึ่ง​ ​ที่อยู่​เหนือธรรมชาติ อยู่​เหนือการเกิดแก่เจ็บตาย ​และมีฤทธิเดชพอ​ที่​จะสร้าง​ความเสียหายให้ทุกชีวิต​ที่เกี่ยวข้อง​ได้
ถนนถูกขยายไม่เสร็จตามกำหนด ​แม้​จะ​ได้ทำลายรังของนางพญาจงอางย่อยยับ​ไปแล้ว​ก็ตาม
​เขาตกงาน ​และ​ต้องรับ​ใช้​ความเสียหายแทนบริษัท​เป็นเงินนับสิบล้านบาท​ ​เขากลุ้มใจจนเส้นเลือดสมองแตกเสียชีวิต
สร้าง​ความเสียใจให้แก่ภรรยาของ​เขาอย่างสุดซึ้ง ​ซึ่งก็ตรอมใจตายในลำดับ​ต่อมา
​เขาคนนั้น​ไม่ใช่​ใคร..​คือผมในชาตินี้
​ส่วนภรรยาของ​เขา..ก็​คือน้องทิพย์นั่นเอง!!
...​...​...​...​...​..

หลังจากสิ้นชีวิตจน​ต้องกลับสู่ภพเดิม
ธิดางูผู้พี่ก็ยังวนเวียนอยู่​ในโลกมนุษย์..สิงสถิตในรูปทรงอื่น ๆ​ ณ จุดบริเวณ​ที่ลูก​และสามีของนาง​ได้เสียชีวิตลง
นาง​ได้ค้นหาอดีตสามีของนาง..จนกระทั่งเธอพบว่า​เขามาเกิด​เป็นมนุษย์ในชาตินั้น​
นางยัง​ได้พบว่า..ชายอัน​เป็น​ที่รัก..​กำลังรักกันอยู่​​กับหญิงสาวอีกคน
​เป็นเกตุวดี​ที่ผมเห็นใน​ความฝัน..
ใบหน้าสวย...​ผมยาว ใฝ​ที่ต้นคอด้านซ้าย..ผมจำ​ได้จนติดตา
ด้วย​ความอาฆาตแค้นมนุษย์ทุกผู้..​และ​ความริษยา​ที่ควบคุมไม่​ได้
นางดาลให้เกตุวดีพบจุดจบ
กระโดดรถจนถึงแก่​ความตาย..ตรงตาม​ที่ผมฝันทุกประการ
ผมเพิ่งรู้ก็ตอนนี้..สรศักดิ์..​เป็นอดีตสามีของเธอ ​ที่มาเกิดอีกครั้งร่วมชาติเดียว​กับผมนี่เอง!!
...​...​...​.

หลังจากนั้น​..ธิดางูผู้ถูก​ความแค้นครอบงำ..ก็สร้างเวรกรรมสนองแรงอาฆาตตลอดมา
มนุษย์ชะตาขาด​ที่บังเอิญผ่านจุด​ที่นางสิงสถิตอยู่​..ต่างก็พบ​กับอุบัติเหตุเสียชีวิต​เป็นอันมาก
ในขณะเดียวกันนั้น​..นางก็ค้นหาผม..ผู้​ที่​เป็นสาเหตุให้นาง​กับสามี ​และลูก ๆ​ ของนาง​ต้องตาย
​แต่ด้วยบารมี​แต่ชาติปางอื่นของผม ทำให้ดวงยังไม่ถึงฆาต บาปยังไม่ถึงตัว รอดชีวิตมา​ได้จนอายุยี่สิบกว่าปี
​เมื่อวัฏจักรของกงล้อกรรมหมุนมาบรรจบกันเข้า​พอดี ผมจึง​ได้รับอุบัติเหตุในวันนั้น​ ​ซึ่งธิดางูผู้​เป็นน้อง ​ได้ดลใจด้วยการครอบงำให้เกตุวดี​เป็นผู้เข้ามาช่วยเหลือ​ได้ทันท่วงที
เกตุวดี..​ที่มาเกิดใหม่​เป็นเด็กสาวอายุน้อยคนนั้น​!!
...​...​...​.

​เมื่อธิดางูผู้พี่แก้แค้นผมไม่​ได้ เธอจึง​ได้หันมาเล่นงานคนใกล้ชิดของผม
คน​ที่สำคัญ​ที่สุดในชีวิตของผมในเวลานี้ นอกจากคุณแม่แล้ว​​จะ​เป็น​ใคร??
นาง​คือเงาตัวนั้น​ ​ที่ยืนอยู่​ข้างเตียงคุณแม่ผม​ที่บ้าน
​และ​เป็นเงาตัวเดียวกัน​กับเงา​ที่ผมเห็น​ที่สวนหย่อมของโรงพยาบาล ​เพื่อดึง​ความสนใจของผม จนสมุนตัวหนึ่ง​ของเธอ กัดผม​ได้สำเร็จ
นางทำอย่างนั้น​​เพื่อ​จะปลิดชีวิตคุณแม่ของผมให้​ได้
​แต่คุณแม่ของผมท่านไม่เคยทำบาป ชีวิตของท่านมี​แต่เรื่อง​ทำบุญอยู่​ในหัวใจ ต่อให้มีฤทธิเดชมนต์ดำแค่ไหนก็ทำอะไร​คุณแม่ของผมไม่​ได้
บังเอิญท่านมาถึงจุดเปราะบางของชีวิต ท่านจึง​ได้ล้มป่วยลงเท่านั้น​

++++++

​เมื่อผมถูกงูกัดจนล้มลง ชีวิตของผม​กำลัง​จะสิ้น​ไป ​ถ้าไม่​ได้น้องทิพย์​ที่เฝ้าเวียนวนอยู่​ใกล้ผมไม่ห่างนั้น​เข้ามาช่วย

​แต่ด้วยฤทธิของพิษงู ทำให้ร่างกายของผมยังไม่ฟื้นคืนสติ วิญญานของผมจึงล่องลอยออกมาเห็นเหตุการณ์การต่อสู้​ระหว่างธิดางูสองพี่น้อง ​ซึ่งโกรธแค้นกันมาหลายชาติแล้ว​

​ทั้งสองอ้างว่า​เป็นน้องทิพย์ ผู้​เป็นภรรยาของผมในอดีตชาติ ​เพื่อหาทางทำลายวิญญานของผมไม่ให้เข้าร่าง​ได้

ใจหนึ่ง​นั้น​ผมเชื่อว่าน้องทิพย์​คือคน​ที่อยู่​ด้านซ้าย ​เพราะเธอถูกแรงอะไร​ชนิดหนึ่ง​ผลักกระเด็นออกมาจนปะทะ​กับผมเข้าแล้ว​เธอก็ไม่​ได้ทำลายผม ​ทั้ง​ที่มีโอกาส อีก​ทั้งยังยืนขวางหน้า​เพื่อปกป้องผม

​แต่อีกใจหนึ่ง​ยังไม่แน่ใจ ​เพราะนั่นอาจ​จะ​เป็นการลวง​เพื่อหลอกล่อผมให้เข้าใจผิดก็​เป็น​ได้ ​เพื่อ​ใช้ผม​เป็นเครื่องมือในการกำจัดอีกคนหนึ่ง​
ดังนั้น​ผม​ต้องพิสูจน์ให้​ได้ว่า ​ใคร​คือน้องทิพย์-ภรรยาในชาติก่อนของผมตัวจริง?
​ส่วนการ​จะพิสูจน์ว่าผมบ้า​ไปแล้ว​หรือไม่ ​เอาไว้​เป็นเรื่อง​หลัง
​เพราะไหน ๆ​ เรื่อง​ราวมันก็บ้ามาแล้ว​ตั้งแต่ต้น!!!

++++++++++++++++++

"ใน​เมื่อคุณคน​ที่​เป็นพี่สาว รู้อยู่​แล้ว​ว่า สรศักดิ์​คือสามีในอดีตชาติของคุณ ทำไมคุณจึงไม่เห็นถึงไมตรี ​ที่​เขา​และผมมีให้แก่กันตลอดเวลา​ที่คบกัน คุณถึง​ได้ตามฆ่าผมอย่างนี้ ​ซึ่งก็หมายถึงคุณ​กำลัง​จะฆ่า​เพื่อนรักของอดีตสามีของคุณ??"

ผมถาม​ทั้งสองคน

"พี่นึกหรือว่าอีตาสรศักดิ์​จะเห็นพี่​เป็น​เพื่อนรักจริง ๆ​ พี่ไม่สงสัยบ้างหรือ ทำไมตลอดเวลา​ที่พี่​ได้รู้จัก​เขามา ​เขาทำให้พี่เดือดร้อนมาตลอด ​และอีกอย่าง พี่​จะเชื่อหรือเปล่าว่า สาเหตุ​ที่ล้อรถของพี่หลุดนั้น​ ไม่ใช่​เพราะหลุมบ่ออะไร​นั่นหรอก ​แต่​เป็น​เพราะนายนั่นแอบ​ไปไขน๊อตจนหลวม ​เพื่อให้พี่รถคว่ำคอหักตาย"

ผมหันขวับ​ไปทางด้านขวา ​ซึ่งเจ้าของเสียงนั้น​ผมเกือบเชื่อว่า​เป็นธิดางูตัวโกง นี่​เป็นข้อมูลใหม่​ที่ทำ​เอาผมตะลึงจนตาเหลือก
"​เป็น​ไป​ได้หรือนี่??"
"ทำไม​จะ​เป็น​ไปไม่​ได้ พี่รดี​เขาตามหาอดีตสามีของ​เขา​ได้ก่อน​จะเจอพี่อีก.." คนด้านซ้ายรีบชิงตอบมา "..​เขาสองคนร่วมกันวางแผน​เพื่อชำระ​ความแค้นของ​เขาไงล่ะ"
สิ้นเสียงของอีกคน อีกคนก็ตะโกนมาบ้าง
"อย่าให้เสียเวลาเลย​ พี่​กับหนูมาช่วยกันทำลายเธอดีกว่า เพียงพี่ยอมให้หนู​ใช้วิญญานของพี่​ที่​เป็นพลังงานอย่างหนึ่ง​ รวม​กับพลังงานของหนู เผาทำลายเธอให้สิ้นซาก​ไปซะ แค่นี้ชีวิตของพี่ก็หมดเรื่อง​แล้ว​"

ผมหันซ้ายหันขวาตามเสียงของ​ทั้งสอง​ที่​กำลังพิสูจน์ว่า​ใคร​เป็น "น้องทิพย์" ตัวจริง คนหนึ่ง​นั้น​​ต้องการ​จะปกป้อง ​ส่วนอีกคนหนึ่ง​​ต้องการ​จะทำลาย

"​จะทำอะไร​ก็ทำ ​ถ้าปล่อยให้เวลาช้าออก​ไป ร่างกายของพี่​จะทนพิษงูไม่ไหว ตาย​ไปจริง ๆ​ ​จะหาว่าฉันไม่ช่วยไม่​ได้นะ"

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : รันนรา [C-8468 ], [58.9.43.254]
เมื่อวันที่ : 18 ก.ค. 2549, 15.28 น.

ผมยังไม่ตัดสินใจ ผมยังทำอะไร​ไม่​ได้
ผมเพียงเฝ้ารอเวลา ​ซึ่งมันเดินผ่าน​ไปอย่างเนิบนาบ
ทุกวินาทีมีค่าต่อชีวิตของผม ยิ่งช้า​ไปเท่าไหร่ร่างกายของผมก็​จะค่อย ๆ​ ตาย​ไปเท่านั้น​
เราสามคนยืนนิ่ง ลมไม่กระดิก ​แต่ละคนมีการตัดสินใจของ​แต่ละคน
​เมื่อถึงเวลาใน​ที่สุด ​แต่ละคนจึงตกลงใจทำในสิ่ง​ที่ตนเองตัดสินใจ
น้องทิพย์คนด้านซ้าย ถลาเข้ามาก่อน สีหน้าแววตาเปี่ยม​ไปด้วย​ความโหดร้าย
​ส่วนคนด้านขวา ผมเห็นรอยยิ้มดีใจวูบขึ้น​นิดหนึ่ง​ตรงมุมปาก กระโดดเข้าหาผมเช่นเดียวกัน
​ส่วนผม กระโจนวูบเดียวก็เข้า​ไป​เป็น​ส่วนหนึ่ง​ของคนด้านซ้าย ​เมื่อเราสองคนรวมกัน​ได้แล้ว​ ก็กลาย​เป็นพลังการทำลายล้างอันยิ่งใหญ่ สุด​ที่​ใคร​จะมาทาน​ได้ไหว
มีเสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวด มีเสียงคำรามอย่างโกรธแค้น มีเสียงแผ่นดินลั่นคึกคล้ายธรณี​จะแยกออกจากกัน
ภาพตรงหน้าละลายหายวับ​ไป​กับตา สิ่ง​ที่ตามมา​คือ​ความมืดสนิท ​และ​ความสิ้นสติสมประดีของผม
ผมตัดสินใจเลือกคนทางซ้าย ด้วยเหตุผลอะไร​??
แล้ว​ผม​จะมาบอกครับ​ ตอนนี้รอให้ผมฟื้นก่อนนะ

+++++++++++++

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๕ : รันนรา [C-8507 ], [58.9.39.8]
เมื่อวันที่ : 20 ก.ค. 2549, 10.54 น.

อุ๊ยส์...​มีคนเข้ามาให้ดอกไม้ด้วย
ดีใจจังคับ..
ฉะนั้น​ก็​ต้องแปะต่อปายยยยยยยยยยยย
+++++++++++++++++

สาเหตุ​ที่ผมเลือกน้องทิพย์คนทางซ้าย ​เพราะผมเคยอ่านนิทานเรื่อง​หนึ่ง​
ณ ศาลแห่งหนึ่ง​ในเมืองจีน ผู้พิพากษาคนหนึ่ง​(เอ..หรือ​จะ​เป็นท่านเปาฯ หว่า??) ​ได้ตัดสินคดี​ที่แปลกพิสดารคดีหนึ่ง​
นั่น​คือคดีแม่แย่งลูก แม่สองคนต่างก็ยืนยันว่าเด็กคน​ที่นอนแบเบาะอยู่​ต่อหน้าศาลนั้น​​เป็นลูกของตัว
สมัยนั้น​ยังไม่นิยมเจาะเลือดพิสูจน์ดีเอ็นเอ เครื่องจับเท็จก็ยังไม่มี ​จะจั๊กจี้ให้สารภาพก็รู้สึกว่า​​จะ​เป็นการกระทำเกินกว่าเหตุ ​เพราะคนถูกจี้อาจ​จะถึงตาย​ได้ ท่านผู้พิพากษาไม่รู้​จะพิสูจน์อย่างไรก็เลย​สั่งให้​เอาเด็กคนนั้น​​ไปฆ่าทิ้งซะให้สิ้นเรื่อง​สิ้นราว คดี​จะ​ได้จบ ๆ​ ​ไป

สิ้นคำสั่งนั้น​ ผู้หญิงคนหนึ่ง​​ที่​เป็นคู่​ความก็ร้องไห้โฮ ​พร้อม​กับสารภาพว่าตนเองนั้น​​เป็นคนโกหก เด็กคนนั้น​ไม่ใช่ลูกของเธอ
ท่านเปาฯ ​ได้ยินดังนั้น​ก็หัวเราะฮะฮะ แล้ว​มีคำสั่งให้นำผู้หญิงอีกคน​ที่ยิ้มแย้มด้วย​ความดีใจอยู่​นั้น​​ไปประหารด้วยเครื่องประหารหัวสุนัขทันที

"ข้าทำผิดอะไร​?"
"เจ้าไม่ใช่แม่​ที่แท้จริงของเด็กคนนี้ ​เมื่อข้ามีคำสั่งให้นำเด็กคนนี้​ไปฆ่า เจ้าถึงไม่​ได้รู้สึกอะไร​เลย​ ผิด​กับหญิง​ที่​เป็นแม่ของเด็กคนนี้จริง ๆ​ ด้วย​ความรัก​ที่มีต่อลูก​ที่แม่ทุกคน​ต้องมี เธอจึงยอม​ที่​จะรับสารภาพเสียเองว่าโกหก ​เพื่อไม่ให้เด็กคนนั้น​​ต้องตาย.."

เปรียบกัน​กับเรื่อง​ของผม น้องทิพย์คนทางซ้าย ​เมื่อถึงเวลาวินาทีสุดท้าย​ที่ร่างกายของผม​จะทนทานพิษงู​ได้ ด้วย​ความไม่อยากให้ผมตายเธอจึงลงมือก่อน ด้วยสีหน้า​ที่โหดร้ายอันเกิดจาก​ความโกรธแค้นน้องทิพย์อีกคนหนึ่ง​​ซึ่ง​กำลังยิ้มอย่างใจเย็น ปล่อยร่างกายของผมให้ตาย​ไปทีละน้อย ๆ​ ​ได้​โดยไม่รู้สึกอะไร​ ​เพราะเธอ​ต้องการ​จะให้​เป็นอย่างนั้น​อยู่​แล้ว​

ในทัน​ที่น้องทิพย์ทางซ้ายขยับตัว ผม​ซึ่งรอจังหวะอยู่​แล้ว​ก็เลย​กระโจนเข้าหาเธอ รวมพลัง​เป็นหนึ่ง​เดียว​กับน้องทิพย์ตัวจริงคนนั้น​ ​เพื่อทำลายน้องทิพย์ตัวปลอมหรืออีกนัยหนึ่ง​ ธิดางูผู้​เป็นพี่สาวของน้องทิพย์นั่นเอง

+++++++++

​เมื่อผมฟื้นคืนสติขึ้น​ ผมอยู่​ในห้องฉุกเฉิน มีสายระโยงระยางของน้ำเกลือ​และเครื่องวัดต่าง ๆ​ ไม่ผิด​กับสภาพคุณแม่ของผม​ซึ่งอยู่​ในห้องฉุกเฉินอีกห้องหนึ่ง​ ผมผวาลุกขึ้น​อย่างรวดเร็วจนมีเสียงตกใจของพยาบาล​ที่อยู่​ในห้องนั้น​ดังขึ้น​

"อย่าเพิ่งลุกค่ะ​ ถึง​แม้คุณ​จะปลอดภัยดีแล้ว​​แต่ก็​ต้องอยู่​ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของแพทย์ต่อ.." ​เป็นเสียงของเธอ
น้องทิพย์!!
เธอคนนี้​เป็นธิดางูตัวโกงหรือตัวดี?..ผมชักไม่แน่ใจเสียแล้ว​ ผมกระถดอย่างลืมตัว ​เพราะเธอ​กำลังอยู่​ใกล้ผมจน​สามารถ​จะทำร้ายผม​ได้ทุกเวลา
ในชุดขาวสะอาดตา รูปร่างสม​ส่วนเปล่งปลั่ง วงหน้า​ที่ขาวสะอาดยิ่งกว่านั้น​​กำลังส่งยิ้มน้อย ๆ​ ให้​กับผม
"พี่​ต้องนอนต่ออีกสักคืน ถึง​แม้วิญญานของพี่​จะแข็งแรงแล้ว​​แต่ร่างกายของพี่​ต้องการพักฟื้น​เพื่อให้แข็งแรงกว่านี้ ไม่​ต้องสงสัยหรอกค่ะ​ หนู​คือน้องทิพย์ไงคะ​.."
คราวนี้ผมอ้าปากค้าง ด้วย​ความดีใจ​และโล่งใจอย่าง​ที่สุด
"พรุ่งนี้เรามีภาระสำคัญ​ต้องทำกัน ​แต่ตอนนี้หนูบอกพี่​ได้​แต่เพียงว่าสรศักดิ์​เพื่อนของพี่​กำลังโกรธแค้นเรามาก ​ที่​ไปทำลายฤทธิ์เดชของพี่รดี ​เขาเล่นงานเราแน่ ตอนนี้​เขาทำเราไม่​ได้​แต่คนใกล้ชิด​ที่สุดของเรานั้น​ไม่แน่.."
"น้องทิพย์หมายถึง​ใคร?"
"ภาวิตรี แฟนของพี่ในชาตินี้ไงล่ะ??"
ผมถลาลุกจากเตียงทันที..หญิงสาวตรงเข้าห้าม
"พี่​จะ​เอาร่างกายของพี่​ไปเสี่ยงไม่​ได้ ​เพราะฉะนั้น​ นอนซะดีกว่าค่ะ​ ถึง​แม้หนู​จะ​เป็นห่วงคุณภาวิตรีอย่างไร ก็ไม่เท่า​กับ​ที่หนูห่วงพี่.."
ผมไม่ฟังเสียง..เรื่อง​อย่างนี้​ใคร​จะรอ​ได้
"​ที่สำคัญ ตอนนี้หนูก็แทบ​จะหมดฤทธิ์แล้ว​ จากการ​ได้ทุ่มพลัง​ไป​เพื่อทำลายฤทธิ์ของพี่สาวของหนู​ที่ผ่านมา..ไม่แน่นะคะ​ ว่าพรุ่งนี้หนู​จะกลับมาช่วยพี่​ได้อีกหรือเปล่า??"
ผม​ได้​แต่ยิ้มให้เธอ..ดึงสายทุกอย่างออกจากร่างกาย..แล้ว​กระโจนโครมออกจากห้องพักผู้ป่วยทันที
ปล่อยให้น้องทิพย์ในคราบนางพยาบาลยืนตลึงงันอยู่​เช่นนั้น​
++++++++

​เมื่อถึงหน้าโรงพยาบาล ด้วย​เพราะผมไม่มีรถจึงจำ​เป็น​ต้องหาแท๊กซี่
รออยู่​ครู่หนึ่ง​แท็กซี่คันหนึ่ง​ก็โฉบเข้ามา ผมกระโจนขึ้น​นั่งในตอนหน้าแล้ว​บอก​ที่หมายแก่คนขับทันที
"​ไปถนนบางนาตราด ด่วน​ที่สุด"
รถกระชากออกจาก​ที่เหมือนรู้ใจ ขับส่ายซ้ายขวา​ไปตลอดทาง ​แม้​จะทำ​ความเร็ว​ได้มากกว่า​ที่ผมขับเองด้วยซ้ำ​แต่ก็ยังไม่ทันใจผมอยู่​ดี
ภาวิตรีไม่อยู่​บ้านแน่ หล่อน​ต้องอยู่​​ที่ไหนสักแห่งหนึ่ง​
สรศักดิ์ก็เช่นเดียวกัน ​เขา​จะอยู่​​ที่ไหน???
​ถ้า​เขาอยู่​​กับภาวิตรี ​เขา​จะพาหล่อน​ไปไว้​ที่ไหน?
ผมมืดแปดด้าน เหลืออีกด้านเดียว​คือด้าน​ที่เก้าก็​คือ​ที่ถนนบางนาตราด ณ จุด​ที่เกิดอุบัติเหตุนั้น​
มัน​เป็นจุดเริ่มเรื่อง​ราวนี้ มันก็ควร​จะ​เป็นจุดจบของเรื่อง​ราวนี้
เกตุวดีก็คงอยู่​​ที่นั่น ​เพราะมัน​เป็นบ้านของเธอ ​ซึ่งบางทีผมอาจ​จะรู้ว่าสรศักดิ์พาภาวิตรี​ไปไว้​ที่ไหน??
​ถ้าเธอยอมบอก!!

ถนนเส้นนั้น​ไม่มี​ใครทำ​ความเร็ว​ได้ หลุมบ่อมากมาย​​และลูกศรเบี่ยงซ้ายเบี่ยงขวาดักเราไว้เสมอ ​แต่โซเฟอร์ของผมก็ดีใจหาย ขับรถด้วย​ความคล่องแคล่วว่องไวอย่างเหลือเชื่อ
จนใน​ที่สุด รถก็จอดเอี๊ยดตรงริมถนน ณ จุดหมายนั้น​จนผมแทบหัวคมำ

++++++

พอกระโดดลงจากรถ สิ่ง​ที่รอต้อนรับผมอยู่​แล้ว​ในป่าละเมาะแห่งนั้น​ ก็​คือฝูงหมา
คราวนี้มากกว่าใน​ความฝัน คราวนั้น​มีสี่ห้าตัว คราวนี้มีเกือบยี่สิบตัว
​แต่ละตัวแยกฟันขาว ตัวใหญ่ขนาดลูกม้า หน้าตาดุร้าย น้ำลายไหลยืด
​ที่สำคัญ ดวงตาของมันมีสีเขียวขุ่นเหมือนผักตบลอยน้ำ
ผมรู้ มันไม่ใช่ฝูงหมาธรรมดา มัน​เป็นหมาผีสิง

++++++

หมาผีสิงฝูงนั้น​ทำให้ผมถอยหลังกรูด
มันขู่คำรามอยู่​ในคอเสียงกระหึ่ม ก้าวสามขุมบ้างสี่ขุมบ้างเข้าหาผม
ทันใดนั้น​ ผม​ได้ยินเสียงร้องขอ​ความช่วยหลือของผู้หญิงดังแว่วออกมาจากจุด​ที่​เป็นบ้านของเกตุวดี
"ช่วยด้วย...​"
​เป็นเสียงของ​ใคร???
ผมจำไม่​ได้ ​และไม่มีเวลานึก
​เพราะหมาแถวหน้าสองสามตัว กระโจนเข้าหาผม​พร้อม​กับเสียงร้องนั้น​
ผมเบี่ยงตัวหลบ​ได้เพียงสองตัว อีกตัวหนึ่ง​เลย​ถูกผมสวนด้วยเท้าเข้า​ไป​ที่ก้านคอ
ไม่มีเสียงร้อง มี​แต่เสียงหล่นลงพื้นตุ้บตั้บ แล้ว​อีกแถวหนึ่ง​ก็กระโจนเข้ามาใหม่
ขาของผมยังแตะไม่ถึงพื้น จึงทำ​ได้​แต่เพียงการ​ใช้ขาเดียวนั้น​ส่งร่างของตัวเองกระโดดถอย​ไปข้างหลัง
​แต่ขาเดียวไม่เหมือนสองขา มันเสียหลัก แล้ว​ล้มลงทันที จังหวะเดียว​กับเจ้าหมาสามตัวนั้น​ลอยเข้าหา เหมือน​จะทับให้บี้แบน​ไป​กับพื้น
ช่วงวินาทีนั้น​ ผมนึกถึงคาถา​ที่ผม​ได้จากในฝัน นั่น​คือคิดถึง​พระไตรรัตน์ ​พร้อม​กับรวบรวมบุญบารมีของตัวเอง เข้าต่อสู้​กับพวกมัน
เหมือนเรื่อง​โกหก พวกมันหยุดชะงักค้างอยู่​ในอากาศ หรือ​จะเคลื่อนไหวบ้าง ก็ช้ากว่าภาพสโลว์ปกติ​ที่เราเคยดูจากภาพยนต์
ผมกลิ้ง​ไปทางซ้าย ขยับหลบไอ้ตัวหนึ่ง​​ที่ค่อย ๆ​ หล่นลงมาบนพื้น จากนั้น​ก็ศอกกลับ​ไป​ที่ข้อต่อ​ที่คอของมันจนดักกร๊อบ ผมยังมีเวลาอีกเหลือเฟือ​ที่​จะเล่นงานไอ้ตัว​ที่ยังลอยอยู่​ข้างบนตรงหน้า ​และทางด้านขวาอีกตัว
ผมลุกขึ้น​ยืนเรียบร้อย​แล้ว​ ไอ้สองตัวหลังนั้น​ถึงลง​ไปนอนตายอย่างเรียบร้อย​อยู่​​ที่พื้นตรง​ที่เดียว​กับ​ที่ผมล้มนอนลง​ไป​เมื่อสักครู่
ผมมอง​ไป​ที่ฝูงหมา​ที่ยังเหลืออยู่​ เห็นมันค่อย ๆ​ เคลื่อนไหว ​แต่​เป็นการเคลื่อนไหว​ที่​จะหลบหนี อะไร​อย่างหนึ่ง​​ที่ขี่หลังมันอยู่​สั่งให้มันทำอย่างงั้น
​เป็นร่างเงาวูบวาบคล้ายร่างคน ดวงตาเหลือกถนนเหมือนซากศพ​ที่ถูกรถทับ บ้างมือขาดบ้างขาขาด ​แต่ละตนอยู่​สภาพสยดสยองเหลือพรรณนา
​แต่ผมไม่ปล่อยให้มัน​ไปง่าย ๆ​ พวกมัน​จะ​ต้อง​ได้รับบทเรียนเสียบ้าง นิสัยผีเกเร(​แม้​จะตกอยู่​ภายใต้การบังคับของอะไร​ก็เหอะ)​จะ​ต้อง​ได้รับรู้​ความเจ็บปวด​เพื่อ​ความหลาบจำ
มือของผมขยับขึ้น​​โดยอัตโนมัติ ​เมื่อประกบกัน​ได้​ที่หน้าอกก็มีเสียงเปรี้ยงดังก้องขึ้น​ทันที มีเสียงร้องเอ๋ง​และโอ๊ยดังขึ้น​แทบ​พร้อมเพรียงกัน ร่างอศุภซากนั้น​ล้มผลอยลงจากหลังหมาปีศาจ สงบนิ่งพักหนึ่ง​แล้ว​กลาย​เป็นหมอกควันจาง​ไป​กับสายลม
ผม​ได้กลิ่นเหม็นไหม้คล้ายแมลงสาบถูกเผา
​ส่วนหมาฝูงนั้น​วิ่งหนีหางจุกตูดจนป่าราบ​เป็นทาง

ไม่มีเวลา​ที่​จะทำอะไร​ต่อ​ไป นอกจาก​จะกระโจนพรวดตรงเข้าหาบ้านของเกตุวดี
​เมื่อ​ไปถึงสิ่ง​ที่ผมเห็นนั้น​ทำให้ผม​ต้องชะงักค้าง
งูนับหมื่นนับแสนตัวยั้วเยี้ยรอดักผมอยู่​ตรงหน้า บ้างชูคอบ้างบิดตัว บ้างแลบลิ้นบ้างส่ายหาง มันออแน่นกันอยู่​แทบไม่มีพื้น​ที่ว่างให้ผมวางเท้าต่อ​ไป
​แต่ละตัวมันเคลื่อนไหวตามปกติ มันไม่อยู่​ภายใต้อำนาจของผมเหมือนฝูงหมาฝูงนั้น​
ผมอาจ​จะปราบวิญญาณร้าย​ได้ ​แต่ผมไม่​สามารถบังคับ​ความรู้สึกนึกคิดของงู​ได้
ก็ผมไม่​ได้มีแม่​เป็นงู!!!!

++++++++++

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๖ : รันนรา [C-8508 ], [58.9.39.8]
เมื่อวันที่ : 20 ก.ค. 2549, 10.59 น.

ผมนึกถึงน้องทิพย์ทันที ​แต่ประโยคสุดท้าย​ที่เธอบอก​กับผม​ที่โรงพยาบาล ​ที่ว่าเธอ
สูญเสียเรี่ยวแรง​ไปเกือบสิ้นหลังจาก​ที่ปราบฤทธิร้ายของพี่สาวเธอ​ไป​ได้ ทำให้เธอ
อาจ​จะช่วยผมไม่​ได้จนกว่า​จะมีพละ​กำลังมากขึ้น​ ก็ดังก้องขึ้น​อีกครั้งหนึ่ง​ในหัวของผม

​ถ้ามีเธออยู่​เคียงข้าง งูพวกนี้คง​เป็นแค่เส้นเชือก​ที่กองเกยกันอยู่​เท่านั้น​

ให้ตายเหอะ..แล้ว​ผม​จะผ่านพวกมัน​ไป​ได้อย่างไร เสียงร้องเรียกให้ช่วยตอนนี้ก็ดู
เหมือน​จะเงียบ​ไปแล้ว​ ​ได้ยินเพียงเสียงหัวเราะแว่ว ๆ​ ของ​ใครคนหนึ่ง​​ที่แหบห้าว ​และ
​ใครอีกคน​ที่แหลมเล็กดังออกมาจากบ้านทรงไทยยกพื้นหลัง​ซึ่ง​เป็นบ้านของเกตุวดี
หลังนั้น​

ผมก้มลงมอง​ที่พื้นอีกครั้ง สมองหมุนติ้ว​เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า วิชา
อาคมเวทย์มนต์คาถาอะไร​ก็ไม่เคย​ได้ร่ำเรียนมา ใบเสลดพังพอนรึหน้าตา​เป็นอย่าง
ไรก็เกิดมาไม่เคยพบเคยเห็น อะไร​อีกล่ะ​ที่งูกลัว

ออก​ไปแจ้ง 199 เรียกรถดับเพลิงดีกว่า ​เอาน้ำมาฉีดซะให้กระเจิง​ไปเลย​

ไม่​ได้สิ กว่ารถดับเพลิง​จะสตาร์ทเครื่อง เปิดหวอ ใส่เกียร์ เหยียบคันเร่ง ตะบึงปุเลง
มา เจ้าของเสียง​ที่ร้องให้ช่วยนั้น​ก็คง​จะร้องไม่​ได้ต่อ​ไปอีกแล้ว​ ​แม้ผม​จะไม่แน่ใจว่า
​จะ​เป็นภาวิตรีแฟนของผมหรือไม่ก็ตาม

คิดถึงเรื่อง​ดับเพลิง ก็คิดถึงเรื่อง​ไฟ เคยดูหนังเรื่อง​อะไร​ไม่รู้​เขา​ใช้ไฟไล่ฝูงงู แล้ว​นี่ผม
​จะ​ไป​เอาไฟมาจากไหน??

แล้ว​ก็นึกอะไร​ขึ้น​​ได้บางอย่าง เคยอ่านจากไหนไม่รู้ ​เขาบอกว่าร่างกายของคนเรา
ประกอบ​ไปด้วยธาตุดิน น้ำ ลม ​และไฟ ​ถ้าผม​สามารถนำธาตุไฟออกมา​ใช้​ได้ ผมก็
คง​จะ​เป็นผู้วิเศษ

การ​เป็นผู้วิเศษ ​เขา​ต้องทำอย่างไร??

ไม่รู้..

​แต่..

​ถ้าดิน​คือเนื้อ ลม​คือลมหายใจ น้ำ​คือของเหลวในร่างกาย​ทั้งหมด แล้ว​ไฟล่ะ ไฟ​คือ
อะไร​??

ผมคิดต่ออย่างรวดเร็ว ตาก็มองจ้องฝูงงูนั้น​อย่างไม่กระพริบตา มันค่อย ๆ​ กระดืบ
เลื้อยมาหาผมอย่างช้า ๆ​

นึกออกแล้ว​ ไฟ​คืออุณภูมิ​ความร้อนในตัว ​ที่เกิดขึ้น​จากการหมุนเวียนของโลหิต​ซึ่งก็
​คือน้ำ

น้ำ​จะร้อน​ได้ก็​ต้องอาศัยลมหายใจ ​ที่นำ​เอาอุณหภูมิภายนอกเข้า​ไปสู่ร่างกาย

อุณหภูมิภายนอกของร่างกายถูกสะสมอยู่​ในรูปของไขมัน กล้ามเนื้อ ​ซึ่งก็​คือดิน

ผมทรุดตัวลงนั่งทันที ขัดสมาธิหลังตรงนิ่ง มือหนึ่ง​กางออกแล้ว​แตะลง​ที่พื้นดิน สูด
ลมหายใจเข้าเต็มปอด จิตนึกเรียกธาตุ​ความร้อน​ที่สะสมอยู่​ในตัว​และในพื้นดินขึ้น​มา

กำหนดจิตให้ไหลเวียนตามโลหิต จากพื้นดินสู่มือ จากมือสู่แขน เข้าสู่หัวใจ​และฉีด
​ไปทั่วร่างกาย

น่าแปลก ตอนแรก​ที่มือผมสัมผัสดินนั้น​ ผมรู้สึกแค่เพียง​ได้สัมผัส​กับพื้น​ที่มีอุณหภูมิ
ปกติ ​แต่​เมื่อผมกำหนดจิตหมุนเวียน​ไป​ได้เพียงครู่เดียว อุณหภูมิของพื้นดินก็ค่อย ๆ​
ร้อนขึ้น​

มันเริ่มซึมเข้าสู่มือ ไหล​ไปทั่วแขน วาบเข้าสู่หัวใจ กระจ่ายผ่าว​ไปทั่วกายจนขนลุกซู่

ผมไม่ทราบว่าผมนั่งอยู่​ตรงนั้น​นานเท่าไหร่ ​แต่​เมื่อผมแน่ใจพอแล้ว​ว่าในร่างกายของ
ผมเต็ม​ไปด้วยธาตุไฟหรือเตโชธาตุแล้ว​ ผมก็ลืมตาขึ้น​ ​เพื่อเผชิญ​กับฝูงงูตรงหน้า

พวกมันยังรอผมอยู่​ ​แต่ไม่อยู่​เฉพาะตรงหน้าเท่านั้น​ มันรายล้อมอยู่​รอบตัวผม เว้นไว้
​แต่​ที่​ที่ผมนั่ง​เป็นรัศมีวงกลมไม่เกินหนึ่ง​ฟุตเท่านั้น​

เหงื่อผมแตกซิก ตาร้อนจนแทบลืมไม่ขึ้น​ ทดลองขยับแขนยื่นเข้า​ไปใกล้งูตัวหนึ่ง​​ที่
​กำลังแผ่แม่เบี้ยหลอกผมอยู่​ตรงหน้า ในทันใด​ที่นิ้วของผมยื่นเข้า​ไปใกล้มัน มันก็ฉก
ควั่บทันที

ผมรู้สึกถึงการถูกเขี้ยวของมันกด​ไป​ที่ปลายนิ้ว ​แม้​จะชักมือกลับทันทีก็ไม่ทัน​กับ
​ความเร็วของมัน ​แต่ก็ไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไร​ ​แต่สิ่ง​ที่เกิดขึ้น​ต่อจากนั้น​ ทำให้หัวใจของ
ผมพองโต

งูเจ้ากรรมตัวนั้น​ ​เมื่อกัดผมแล้ว​ ในวินาที​ต่อมามันก็ม้วนตัวงอกองอขิก​ไปทันที ดิ้น
รัดตัวเองอยู่​ไม่นานก็นิ่งสนิท อุปทานหรืออะไร​ไม่ทราบทำให้ผมเห็นไอร้อนลอยขึ้น​
มาจากซากศพของมัน​เป็น​ที่น่าอัศจรรย์

อ้อ..ผู้วิเศษ​เขา​เป็นกันอย่างนี้นี่เอง!!

ผมผลุดลุกขึ้น​ทันที เดินฝ่าวงล้อมของงูจำนวนนับแสนนับหมื่นตัวนั้น​เข้า​ไป งูบางตัว
ผงะหนี ​แต่บางตัวก็ใจกล้าฉกเข้า​ที่ขาของผมตามสันชาติญานอันโหดร้ายของมัน ตัว​ที่ทำอย่างนั้น​​จะมีอาการเหมือนเจ้าตัวแรก ​ส่วนตัว​ที่ไม่กล้าเข้าใกล้ผมก็หลีกทางให้จน
​เป็นช่อง

ผมเคลื่อนตัว​ได้อย่างช้า ๆ​ ​ความร้อนในร่างกาย​ที่ทวีขึ้น​ทุกขณะทำให้ผมแทบทนไม่
​ได้ ตับไตใส้พุงดูเหมือน​จะสุกหอมน่ากิน​ไปซะหมดแล้ว​ ​ถ้าในไม่กี่อึดใจนี้ผมไม่ยอม
หยุดโคจร​กำลังภายใน เอ้ย..​กำลังจิต ผมคง​ต้องสุก​เป็นหมูหันแน่!!

​ความร้อน​ที่ไม่มี​ที่ระบาย อัดอั้นอยู่​ในร่างกายของผมจนผม​ต้องปล่อยลมหายใจออก
มาทางปากอย่างรุนแรง

อะโห..ท่านผู้ชม ผมพ่นไฟ​ได้!!

ลมหายใจก้อนนั้น​กลาย​เป็นเปลวไฟพุ่งวาบออกมาจากปากของผมตรงเข้าหาฝูงงู
ตรงหน้า ในทันใด​ที่มัน​ได้สัมผัสมันก็หยุดชะงักอาการคุกคามทำร้ายนั้น​กลาย​เป็น
หงิกงอสุกไหม้​ไปทันที

​เอาล่ะ..ไม่บอกซะตั้งแต่ทีแรกว่าเรา​เป็นมังกรไฟกลับชาติมาเกิดก็​ได้ คราวนี้ล่ะ ​ได้
เห็นดีกัน

ผมออกวิ่ง สูดลมหายใจเข้าปอด เป่าพรวด​ไป​ที่ฝูงงู​ที่ดักหน้าอยู่​

ต่อให้​เป็นพญางูเก้าหัวมาอยู่​ตรงหน้า ผมก็ไม่กลัวแล้ว​!!!

++++++++++

พรวดแรก​ที่ผมกระโจนถึงบันได เสียงกรี๊ดร้องราว​กับคน​กำลังถูกเชือดก็ดังก้องขึ้น​ทันที

คราวนี้ผมจำ​ได้แล้ว​ ว่าเสียงนี้​เป็นเสียง​ใคร

ภาวิตรีแฟนของผมนั่นเอง!!!

ผมกระโจนอีกพรวดเดียวก็ถึงชั้นบน ภาพ​ที่เห็นทำให้ผมแทบล้ม​ทั้งยืน

+++++++++

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๗ : Rotjana Geneva [C-8509 ], [83.180.94.164]
เมื่อวันที่ : 20 ก.ค. 2549, 13.51 น.

เอ๊ะ ​จะ​เป็นการขัดจังหวะการอ่าน​และการเขียนหรือเปล่า
แค่​จะบอกว่า เข้ามาลุ้นระทึก​กับทิพย์นาคีค่ะ​ คราวนี้รันนราเขียนรวมไว้ในหน้าเดียวกันเลย​ ดีเหมือนกันไม่​ต้อง​ไปตามหาอ่านหลายแห่ง
มอบ ให้สำหรับเรื่อง​อ่านสนุก ระทึกใจ ​และอบอวลกลิ่นอายแห่ง​ความรัก (เหมือนเคย)...​..

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๘ : รันนรา [C-8517 ], [202.57.173.144]
เมื่อวันที่ : 20 ก.ค. 2549, 21.31 น.

หมายเหตุก่อนแปะ..
แหะแหะ..ฉากต่อ​ไปนี้..เรทอึ๊ยส์เล็ก ๆ​ นาคับ
เด็กอายุกว่าสิบแปดห้ามเข้า
หรือเข้าก็​ต้องมีผู้ปกครอง
แหะแหะ..

...​...​...​...​...​..

เกตุวดีในสภาพเปลือยเปล่า ยืนตาวาวอยู่​ใน​ส่วนลึกสุดของบ้าน

​ที่ลำตัวของเธอมีงูขนาดยักษ์ชนิดหนึ่ง​พันอยู่​รอบตัว หัวของมันวางเกยอยู่​บนศีรษะ
ของเธอ แลบลิ้นแปลบปลาบจ้องตาเขียวปั้ดนั้น​มา​ที่ผม

​ที่หัวของมันมีหงอนสีแดงจัด ลูกตากลมโปนแทบถลนออกนอกเบ้า จมูกสองรูใหญ่
หายใจฟืดฟาดจนผม​ได้ยินชัดเจน

ทางด้านซ้ายของเธอ ​เป็นนายสรศักดิ์ ​เพื่อนของผมเอง ​เขาก็อยู่​ในสภาพไม่นุ่งผ้าเช่น
กัน ​ที่ลำแขน​ทั้งสองข้างของ​เขามีงูสีเขียวมรกตพันรอบอยู่​ ​เมื่อ​เขาเห็นผมก็แหกปาก
หัวเราะเสียงดังลั่นบ้านตามประสาตัวโกง​ที่เห็น​ได้ดาดดื่นทั่ว​ไปในหนังไทยวันอาทิตย์

​และร่าง​ที่นอนอยู่​ตรงหน้า มัน​คือร่างเปลือยเปล่าของสายน้อยนางหนึ่ง​ ผิวเนื้อเนียน
ขาวราว​กับหยวกปลอกเปลือก ​ที่ข้อมือ​และข้อเท้า​ทั้งสี่ถูกงูรัดยึดไว้อยู่​​กับพื้นใน
สภาพนอนหงาย เธอแทบกระดิกกระเดี้ยไม่​ได้เลย​

วงหน้า​ที่ซีดเผือดนั้น​ผมเห็น​เมื่อไหร่ก็จำ​ได้ทันที

น้องทิพย์!!!

น้องทิพย์ไม่มีร่าง​เป็นของตนเอง การ​จะแสดงตัวให้ผมเห็น​ได้เธอ​ต้องซ้อนอยู่​​กับร่าง
ของ​ใครคนใดคนหนึ่ง​มาตลอด แล้ว​คราวนี้เธอ​ใช้ร่างของ​ใคร นอกเสียจาก

ภาวิตรี!!!

เธอคง​เป็นห่วงผม..จนรีบมาดักผมเสียก่อน
​แต่แล้ว​เธอก็เสียท่าให้​กับพวกมัน..ก็​เพราะพลังของเธอยังไม่​ได้รับการฟื้นฟู
​เป็น​เพราะผมดื้อด้านแท้ ๆ​ เธอถึง​ได้ตกอยู่​ในสภาพเช่นนี้

เธอหันมามองผม ตะโกนเสียงแหบแห้ง

"พี่รมย์ ระวัง!!!"

ช้า​ไปเสียแล้ว​ อะไร​ชนิดหนึ่ง​ตกลงมาจากเพดานหล่นโครมเข้ามา​ที่ผมอย่างรุนแรง
น้ำหนักของมันทำให้ผมมึนงงตาพร่า​ไปครู่ใหญ่ กว่า​จะรู้ว่าอะไร​​เป็นอะไร​ผมก็ถูกมัด
รัดไว้อย่างแนบแน่น

มัน​คืองู งูขนาดยักษ์ ลำตัวมีสีเหมือนรถของการไฟฟ้า​ที่หมู่นี้มัก​จะไม่ค่อยเห็นวิ่งแล้ว​

มันมีสีส้ม!!

มัน​ใช้ลำตัวของมัน​ที่ยาวเท่าไหร่ผมก็ไม่มีเวลาวัดนั้น​รัดผมตั้งแต่โคนขาขึ้น​มาถึงก้าน
คอ ​ส่วน​ที่เหลือของ​ส่วนหัวของมันผงกขึ้น​แล้ว​ยื่นหัวจ้องตาผมในระดับสายตา​พอดี

กลิ่นสาบ​และกลิ่นคาวชวนคลื่นเหียน ลอยออกมาจากร่างของมันจนผมแทบสำลัก

แค่ผมสบตามันแว่บเดียว ผมก็ล้มลง​ไป​ทั้งยืน

"อย่า​ไปมองตามัน!!" น้องทิพย์ในร่างของภาวิตรีตะโกนมาอีก ผมรีบหลบตามัน ​และ
พยายามดิ้นรนสุดแรงเกิด

คาถาบุญบารมี คาถาอัญเชิญธาตุดินน้ำลมไฟ สรรพวิธี​ที่ผม​จะนึกขึ้น​​ใช้​ได้ในเวลา
นั้น​ ไม่​ได้ผล​แม้​แต่น้อยนิด

ผมถูกพันธนาการให้กระดิกกระเดี้ยไม่​ได้เช่นกัน

+++++++

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๙ : รันนรา [C-8518 ], [202.57.173.144]
เมื่อวันที่ : 20 ก.ค. 2549, 21.36 น.

ขอบคุณคุณรจนาฯ ครับ​ผม
ปลื้มใจสำหรับดอกไม้..​และไมตรี​ที่มีให้ผมเสมอ
สุขสันต์วันเกิดอีกครั้งนะครับ​..
​เอาล่ะ..แปะแปะแปะ..ต่อปายยยยยยยยย
++++

"ขอต้อนรับสู่พิธีกรรมการเสพสังวาสของเทพแห่งงู เจ้า​จะ​ได้เห็นในสิ่ง​ที่ไม่มีมนุษย์
หน้าไหน​ได้เคยเห็นมาก่อน มี​แต่เจ้าคนเดียวเท่านั้น​​ที่โชคดี.."

​เป็นเสียง​ที่เปล่งออกมาจากเกตุวดีคนนั้น​ เธอถูกธิดางูพี่สาวของน้องทิพย์เข้าครอบ
งำอย่างแน่นอน สิ้นเสียงเธอก็หัวเราะก้อง

ผมพยายามดิ้นรน เจ้างูตัว​ที่รัดผมไว้ก็ขู่ฟ่อ แลบลิ้นออกมาหยาวเหยียดจนแทบ​จะ
ถูกหน้าผม มันรัดวงของมันแน่นขึ้น​อีกจนผมแทบหายใจไม่ออก

"นี่หรือเทพ? เทพ​คือสิ่ง​ที่อยู่​เหนือมนุษย์ขึ้น​​ไปชั้นหนึ่ง​ ​แต่สิ่ง​ที่เธอ​กำลังทำอยู่​นี้มัน
​เป็นการกระทำของพวกอสูรชั้นต่ำ.." ผมด่าเสียงดัง​เพื่อกลบเสียงหัวเราะนั้น​

"ไอ้มนุษย์งี่เง่า.." เธอด่าตอบ "เจ้าหารู้ไม่ว่าสิ่ง​ที่เจ้า​ได้กระทำต่อพวกของข้า​เอาไว้
มันเลวร้ายขนาดไหน เจ้าไม่เพียงทำลายครอบครัวของข้า เจ้ายัง​ได้บังอาจทำร้ายข้า
จนข้าไม่​สามารถ​จะเปลี่ยนภพภูมิกลับ​ไป​ได้เหมือนเดิมอีกแล้ว​..นี่ไงล่ะ ผลแห่งการ
กระทำของเจ้า ​กับนังทิพยนาคีน้องของข้า..ฮ่า ๆ​ๆ​ๆ​ๆ​"

"ก็นั่น​เป็น​เพราะตัวของเจ้าเองแท้ ๆ​ " ผมเปลี่ยนสรรพนามเรียกเธอมั่ง ให้เข้า​กับ
บรรยากาศ "เจ้ามี​แต่​ความพยาบาท​อาฆาตผิดเทพชั้นสูง การ​ที่ข้า​ได้ทำลายครอบ
ครัวของเจ้า​ไปนั้น​ก็​เพราะด้วยเหตุจำ​เป็น ​และข้า​และเมียของข้าก็​ได้รับผลแห่งกรรม
นั้น​มาแล้ว​อย่างสาสม ​แต่เจ้าก็ไม่หยุดเพียงแค่นั้น​ ยังตามมาราวีข้ายังชาตินี้อีกจน​ได้.."

เธอหยุดหัวเราะกึก จ้องตาลุกวาว
"เจ้าไม่รู้หรอกว่าการสูญเสียครอบครัวนั้น​เจ็บปวดแค่ไหน ​เป็นการสูญเสีย​ที่ยิ่งใหญ่
เพียงใด เจ้าไม่รู้หรอกว่าเจ้าทำให้สามีของข้า​ซึ่งข้ารัก​เขาเหนือสิ่งใดนั้น​​ต้องแตกดับ
จากข้า​ไป เจ้าคงคิดสิว่าเพียงเจ้าตายแล้ว​เจ้าก็​ได้เกิดใหม่นั้น​​เป็นชั่วเวลาเพียงวูบเดียว
​แต่​ความ​เป็นจริงในช่วงเวลาของข้า​ที่ล่องลอยกลับสู่ภพภูมิของข้า ในช่วงเวลา​ที่ข้า
ออกค้นหาคนรักของข้า ​เป็นช่วงเวลา​ที่นานเหลือคณานับ​ที่ข้า​ต้องทนทุกข์อยู่​​กับการ
โศกาอาดูร ​ส่วนตัวเจ้าสิ ผลกรรมทำให้เจ้าเพียงเปลี่ยนภพเท่านั้น​ เหมือน​กับนอนหลับ
แล้ว​ก็ตื่นขึ้น​มาใหม่ เจ้าไม่รับรู้ใด ๆ​ ​กับผลแห่งการกระทำของเจ้าเลย​.."

"​ส่วนนังคนนี้!!!...​" เธอชี้​ไป​ที่ร่างของภาวิตรี​ที่มีกายทิพย์ของน้องทิพย์หรือ "ทิพย์
นาคี"ครอบทับอยู่​ "..มัน​เป็นน้องของข้าแท้ ๆ​ ก็จริง ​แต่มันเกิดมา​เพื่อแย่งสิ่ง​ที่ข้า
​ต้องการ​ไปจากชีวิตของข้าเสียทุกอย่าง ข้าไม่เคย​ได้รับ​ความรักจาก​พระแม่เท่ามัน
ข้าไม่เคย​ได้​ไปเกิดในภพภูมิ​ที่ดีเท่ามัน ข้า​ได้รับมอบฤทธิเดชมาน้อยกว่ามัน เท่านั้น​
ยังไม่พอ มันยังตามราวีจองเวร​กับข้ามาเสียทุกชาติทุกภพ ​เพราะฉะนั้น​ วันนี้แหละ​ ​ที่
มัน​จะ​ต้อง​เป็นเหมือนข้า มัน​จะ​ต้องถูกทำลายพรหมจรรย์​โดยอดีตสามีของข้า มัน​จะ
ไม่​สามารถเปลี่ยนภพภูมิ​ไป​เป็นมนุษย์​ได้อีกเหมือนข้า..ฮ่าๆ​ๆ​ๆ​ๆ​ๆ​"

"น้องทิพย์ ทำไมไม่ถอนตัวออกมาจากร่างของภาวิตรี เธอ​จะทนให้มันทำอย่างนั้น​​ได้
อย่างไร?" ผมตะโกนจนเสียงหลง

"มัน​จะทำ​ได้อย่างไร มันไม่มีเรี่ยวแรง​แม้​แต่​จะกระดิกนิ้ว​ได้อีกแล้ว​..ฮ่าฮ่าฮ่าๆ​ๆ​"
เทพงูผู้โหดร้ายราวอสูรคนนั้น​สวนมาทันที

ผมไม่เข้าใจ เหตุใดเธอ​และเกตุวดี รวม​ทั้งนายสรศักดิ์ถึง​ได้มา​ที่นี่???

เหล่านี้​เป็นคำถาม​ที่ยังไม่มีคำตอบ

+++++++

คำถาม​ที่ยังคงมีอยู่​นั้น​ ก็ยังไม่​ได้รับคำตอบ
​เพราะพิธีกรรมชื่อหวาดเสียวนั้น​ ​ได้เริ่มขึ้น​แล้ว​
ผมอยากยกมือขึ้น​ปิดตา ​แต่จนใจ​ที่งูมันรัดให้แนบลำตัวอยู่​
ผมเลย​เบิ่งมองตาแป๋ว

นายสรศักดิ์ ผู้มีงูชูอยู่​บนหัว เคลื่อนไหวช้า ๆ​ เข้า​ไป​ที่ร่างของน้องทิพย์
ผมพยายามร้องห้ามจนสุดเสียง ​แต่เหมือนหลอดเสียงของผมถูกดึงออก​ไปเสียแล้ว​
น้องทิพย์พยายามดิ้นรน ​แต่ก็ทำ​ได้​แต่เพียงส่ายหัว​ไปมา
งู​ที่รัดข้อเท้าของเธออยู่​ เริ่มเคลื่อนไหวช้า ๆ​ ถ่างองศาออกจากกัน
เกตุวดี​ที่ถูกงูผู้พี่สิงอยู่​ ยืนจ้องเขม็งเหมือนร่ายมนต์กำ​กับ
บรรยากาศ​โดยรอบถูกหน่วงหนัก ในหูของผม แว่วเสียงดนตรี​ที่แปลกประหลาดประโคมขึ้น​เบา ๆ​
ฝาบ้านค่อย ๆ​ กลับกลาย​เป็นผนังถ้ำ แสงสีประหลาดส่องสะท้อนออกจากเหลือบหิน​ที่อยู่​ ๆ​ ก็งอกขึ้น​มาจากพื้นบ้าน
ในสายตา​ที่ผมจ้องเขม็งอยู่​นั้น​ ทุกอย่างถูกเปลี่ยนแปลง​ไปเหมือนมนต์สะกด
ร่างงู​กับร่างของสรศักดิ์ ถูกปรับกลืนให้​เป็นร่างเดียวกัน มันเลื้อยเข้า​ไป​ที่ร่างของภาวิตรี ​ที่กักขังดวงจิตของทิพยนาคี​เอาไว้
มันเลื้อยปราด​ไปอย่างรวดเร็ว แตะสัมผัสร่างกายราวเกลียวนุ่นนั้น​​เพื่อสำรวจตรวจ
ตราทุกตารางนิ้ว

ให้ตาย..ผมเห็นร่างกายของแฟนสาวของผม ค่อย ๆ​ กลายร่าง​เป็นงูตัวมหึมา
​ทั้งสองตัวค่อยขมวดเกี่ยวพันกัน ​โดยเริ่มจากโคนหาง พันเลื้อยขึ้น​​ไปเรื่อย ๆ​ จนถึง
กลางลำตัว

งูตัวเมียพยายามดิ้นรนขัดขืน ​แต่ดูเหมือน​จะถูกริดรอนพละ​กำลัง​เอาไว้ จากอะไร​ชนิดหนึ่ง​​ที่มองไม่เห็น

ผมคาดเดาอะไร​ไม่​ได้เลย​ ​เพราะเกิดมาผมก็ยังไม่เคยเห็นงูผสมพันธุ์กัน

​แต่สิ่ง​ที่ผมรู้​โดยไม่มี​ใคร​ต้องบอก ​ถ้าผมปล่อยให้พิธีกรรมอย่างนี้เกิดขึ้น​จนสำเร็จ ทุกอย่างคง​จะสูญเสีย​ไปอย่างสิ้นเชิง

งู​กับงู​ที่สังวาสกัน อะไร​​จะเกิดขึ้น​ก็ยาก​จะตอบ​ได้

​แต่คน​กับคน​ที่ถูก​ใช้ร่างอยู่​นั้น​ อะไร​​จะเกิดขึ้น​นั้น​ผมตอบ​ได้

​และผมยอมไม่​ได้!!!!

+++++++++++

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๑๐ : รันนรา [C-8519 ], [202.57.173.144]
เมื่อวันที่ : 20 ก.ค. 2549, 21.50 น.

ในสภาพ​ที่ถูกงูรัดอยู่​ นอนกลิ้งไม่​เป็นท่า ขยับเขยื้อนไม่​ได้ ​แม้​แต่ปากก็ไม่​สามารถ
ส่งเสียง สิ่ง​ที่ผมทำ​ได้ก็เพียงการระดมสมองคิดแก้ไขเหตุการณ์

ผมไม่​ได้อยู่​บนพื้นดิน ผมเรียกเตโชธาตุจากธาตุดินไม่​ได้

คาถาบุญบารมี ​ที่เคยทำ​ได้ ก็ทำ​ได้แค่เพียงคุ้มครองตัวเองเท่านั้น​

งูใหญ่สองตัวนั้น​สอดรัดกันเลย​กึ่งกลางลำตัว​ไปแล้ว​

เสียงเพลงประโคมลอยต่ำ ๆ​ นั้น​ คล้ายมีเสียงพึมพำของการท่องมนต์ประสมอยู่​

งูสาวผู้พี่ ถูกผม​กับน้องทิพย์กำจัดฤทธิเดช​ไป​ได้แล้ว​ครั้งหนึ่ง​

น่าแปลก​ที่เธอยังคงมีฤทธิเดชมากมาย​ ​สามารถบังคับสมุนของเธอให้ทำตามคำสั่ง
​ได้ อีก​ทั้งยังมีเวทย์มนต์คาถา พร่ำบ่นประกอบพิธีกรรมพร่าพรหมจรรย์ของงูสาว
สังเวยภพเทพให้แก่ตัณหาของมนุษย์

ผมไม่เห็นเธอ​จะอ่อนล้าลงตรงไหนเลย​

++++++

เวลาผ่าน​ไปอย่างเชื่องช้า การสังวาสของเทพงูผ่านมนุษย์​กำลัง​จะสำเร็จ

ผมรู้สึกถึงอาการลั่นคึ่กของแผ่นดิน

รู้สึกถึงอาการสั่นสะท้านของท้องฟ้าต่อสภาพผิดภพผิดอาเพศอย่างร้ายแรง​ที่​กำลัง
​จะเกิดขึ้น​

เพียงศีรษะ​ส่วนหัวของงู​ทั้งสองตัวเขม็งเกลียวประกบกัน ​เมื่อนั้น​ฟ้าคงทะลาย แผ่น
ดินคงแยก พิภพคงแตกสลาย

ใน​ความพร่าเลือนของเม็ดเหงื่อ​ที่หลั่งไหลเข้าดวงตาของผม ภาพชายหญิงเปลือย
กายสองคนซ้อนทับกันอยู่​ปรากฏขึ้น​ให้เห็นอีกครั้ง

​เขา​กำลังขยับกายช้า ๆ​ คล้ายงูขยับริ้วคลื่นกล้ามเนื้อบนลำตัว

หาท่า​ที่เหมาะสม​ที่สุด..

ทุกอย่าง​กำลัง​จะถึงจุดจบแล้ว​!!!

+++++++++

สมองของผมทำงานอย่างไม่หยุดยั้ง

ผมรู้สึกถึงอาการเต้นตุบ ๆ​ ของเส้นเลือด​ที่ขมับ​ทั้งสองข้าง

มันมี​ความรู้สึกหนักอึ้ง ทวีขึ้น​เรื่อย ๆ​

มันค่อย ๆ​ ลามมาจากต้นคอ ปวด​ไป​ทั้งหัว

​ความดันของกระแสเลือด เต้นดึบ ๆ​ อยู่​​ที่ดวงตา

มันทำให้ผมหน้ามืด

อาการปวดหัวทวีขึ้น​ถึงขีดสุด

ผม​ได้ยินเสียงลั่นเปรี๊ยะดังลั่นขึ้น​ในหัว

แล้ว​​ความปวด​ทั้งหลายก็มลาย​ไปสิ้น

++++++

คุณผู้อ่านคงยังจำ​ได้ ว่าหลังจากการผ่าตัดครั้งนั้น​ ผมมีอาการประสาททางสายตาผิดปกติ ​สามารถเห็น​ได้​ไปถึงอีกมิติหนึ่ง​​ซึ่งแฝงอยู่​ นั่น​คือมิติของวิญญาณ

​แม้ว่าผม​จะตื่นขึ้น​มาอีกครั้ง ​และบอก​กับตัวเองว่า นั่น​เป็นเพียง​ความฝัน ​แต่ครั้งนี้มันกลับไม่ใช่เสียแล้ว​

หลังเสียง​ที่ลั่นเปรี๊ยะ​ที่ในหัวนั้น​เกิดขึ้น​ เหมือนลูกโป่งในหัวของผมถูกแรงดันจนระเบิดออก​ไปแล้ว​ นอกเหนือจากการหายปวด​เป็นปลิดทิ้ง ผมยังเห็นอะไร​อีกหลายอย่าง​ที่ผมไม่​ได้เห็น​แต่แรก

ผมเห็นดวงวิญญาณหลายดวงล่องลอย​ไปมาอยู่​ในนั้น​

​เป็นดวงวิญญาณ​ที่​ได้รับ​ความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส จากการกระทำกดขี่​ที่โหดร้าย จาก​ใครคนหนึ่ง​

​เป็นดวงวิญญาณ​ที่ถูกกักขังไว้​ใช้งาน จากน้ำมือของผู้​ที่มีเวทย์มนต์เหนือพวก​เขาเหล่านั้น​

มีวิญญาณหลายดวง​ที่ผมคุ้นหน้า ​ทั้ง​ที่เคยนั่งอยู่​บนหลังสุนัขบังคับให้มันไล่กัดผม ​ทั้ง​ที่เคยเห็นใน​ความฝันครั้งแรก นั่น​คือผีตายโหง​ที่ผมเห็นนั่งอยู่​บนบ่าของสรศักดิ์

บรรดาตัวละคร​ที่​เป็นผี​ทั้งหลาย ล้วนต่างมารวมกันใน​ที่เดียวกัน ​คือบ้านหลังนั้น​ ​ที่บัดนี้กลายสภาพ​เป็นถ้ำบาดาล ด้วยฤทธิเวทย์มนต์ของธิดางูผู้พี่​ไปแล้ว​

​โดยเฉพาะผีตายโหงตนนั้น​ มันสะกิดให้เกิด​ความคิดชนิดหนึ่ง​ทะลุปราดขึ้น​มาในหัวของผมทันที

ผมรู้คำตอบของเรื่อง​นี้แล้ว​!!!

++++++

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๑๑ : รันนรา [C-8520 ], [202.57.173.144]
เมื่อวันที่ : 20 ก.ค. 2549, 21.54 น.

แสดงว่าสิ่ง​ที่ผมคิดว่าผมฝัน​ไปนั้น​​เป็นเรื่อง​จริงต่างหาก

ผม​สามารถมองเห็นดวงวิญญาณ​ได้จริง ​ทั้งในโรงพยาบาล​และ​ที่บ้าน อันอาจเกิดขึ้น​จากการผิดปกติทางประสาทตาของผมหลังการผ่าตัด​เอาเลือด​ที่คั่งออกมา

ผี​เพื่อน ๆ​ ของผม​ที่โรงพยาบาล ผีบ้านผีเรือน ศาล​พระภูมิผู้​เป็นกึ่งเทพกึ่งผี เหล่านั้น​ล้วนมีตัวตนจริง

ผีตัว​ที่ขี่คอสรศักดิ์เข้ามาในบ้านของผม จนผม​ต้องขับไล่​ไปด้วย​ความช่วยเหลือของน้องทิพย์นั้น​ ก็ยืนยันให้เห็นอยู่​ทนโท่

แสดงว่ามันถูกบังคับให้​ไปครอบงำนายสรศักดิ์ไว้ตั้งแต่ตอนนั้น​แล้ว​

นายสรศักดิ์เล่นละคร​กับผมตลอดมา ​ทั้งการพาผม​ไป​ที่เกิดเหตุ จนกระทั่งผจญ​กับฝูงหมาปีศาจ จนกระทั่งการแกล้งถูกหมากัด การแกล้งทำให้ผมเห็นบาดแผล ตลอดจนการแกล้งให้แผลนั้น​หาย​ไป​กับตา

แล้ว​น้องทิพย์ล่ะ น้องทิพย์อยู่​ในเหตุการณ์หลอกหลอนล่อลวงนี้ด้วยหรือ???

​แต่เดี๋ยวก่อน น้องทิพย์​ที่ผมเห็นในวันนั้น​ ​เป็นน้องทิพย์แน่หรือ อาจ​จะ​เป็น​ใครอีกคนหนึ่ง​ก็​ได้ ​ที่มีหน้าตาเหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว

​ใครคนนั้น​ก็​คือ ธิดางูผู้พี่ ​ที่ผมเคยเห็นปรากฏตัวในร่างของนางพยาบาลรดีนั้น​เอง!!!

++++

​ถ้า​เป็นอย่างนั้น​จริง การ​ที่ผมตัดสินใจเลือก​ระหว่างน้องทิพย์คนทางซ้าย ​กับน้องทิพย์คนทางขวา จึง​เป็นการเลือก​ที่ผิด

น้องทิพย์คนทางขวาต่างหาก ​ที่​เป็นตัวจริง

นิยายการตัดสินคดีแม่ลูกของศาลจีน​ที่ผมยกขึ้น​มากล่าวอ้างนั้น​ ผล​ที่ออกมาอาจ​จะไม่ใช่​เป็นอย่างนั้น​เสมอ​ไปก็​ได้

ศาลอาจสั่งประหารคนผิด ​ถ้าผู้​ต้องหาตัวจริงเจ้าเล่ห์กว่าศาล!!!

น้องทิพย์ต่างหาก ​ที่อยู่​ในคราบของนางพยาบาลรดี น้องทิพย์ต่างหาก​ที่ถูกผมร่วมมือ​กับน้องทิพย์ตัวปลอมทำลายพละพลังของเธอ จนเธอ​ต้องตกอยู่​ภายใต้การควบคุมของน้องทิพย์ตัวปลอม

มิน่า...​เหตุใดผู้​ที่ผมเข้าใจว่า​เป็นน้องทิพย์ตัวปลอมจึงยังคงมีเรี่ยวแรง​และพละ​กำลัง​ที่เข้มแข็ง ​สามารถบังคับดวงวิญญาณ​ที่ตก​เป็นทาสของเธอนั้น​ ให้ขับฝูงหมาเข้าราวีผม​ได้

มิน่า..เธอจึง​ได้มีเรี่ยวแรงบัญชาการให้ฝูงงูนับพันนับหมื่นตัว เข้ามาดักรอทำร้ายผม​ได้

มิน่า...​.

++++++

เร็วเท่า​ความคิด ไม่​ความคิดก็ช้ากว่า สิ่ง​ที่ผมกระทำต่อจากนั้น​ ก็​คือทำภายใต้การเคลื่อนไหว​ที่เร็วสูงสุดเท่า​ที่พลังงานชนิดหนึ่ง​​จะทำ​ได้

ดวงวิญญาณเหล่านั้น​ ล้วนตกตายมาจากอุบัติเหตุ​ที่ธิดางูผู้พี่​ได้จงใจทำให้เกิดขึ้น​ การกักขังหน่วงเหนี่ยวไว้รับ​ใช้เยี่ยงทาส ทำให้ดวงวิญญาณเหล่านั้น​เจ็บแค้น​และย่อม​ต้องการ​ความ​เป็นอิสระ

หากพวก​เขารู้ว่าผมเห็นพวก​เขา ​และ​พร้อม​ที่​จะเปิดโอกาสให้พวก​เขา​เป็นอิสระ​และชำระ​ความแค้น​ได้ พลังมหาศาลจากดวงวิญญาณหลายสิบดวงในนั้น​ คง​จะช่วยผม​ได้

สิ่ง​ที่ผม​ได้จากการรวมตัวกัน​กับน้องทิพย์ตัวปลอม ​เป็นประสบการณ์ให้ผมรู้ว่าผม​จะทำอย่างไร

ผมกระชากตัวเองออกมาจากการรัดของงูยักษ์ ด้วยพลัง​ทั้งหมด​ที่มี

ผิดคาด ผมหลุดจากพันธนาการนั้น​มา​ได้อย่างง่ายดาย

​เพราะมีวิญญาณดวงหนึ่ง​ ดึงหัวงู​เอาไว้ อีกดวงหนึ่ง​ ช่วยกันดึงหาง​เอาไว้

วิญญาณ​ทั้งสอง ส่งยิ้มให้ผมอย่างยินดี

++++++++++

น่าแปลก ​ที่ผมเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเกินกว่า​ที่ผม​จะคิด​ได้

ผมวิ่งเข้าหาดวงวิญญาณเหล่านั้น​ ​เพื่อรวมพลัง​กับพวก​เขา

พวก​เขาไม่เพียง​แต่​จะรอให้ผมเข้า​ไปหา​เขาอย่างเดียว หลายตน​ที่ล่องลอยอยู่​​โดยรอบก็ถลาวูบเข้ามาหาผม​เพื่อรวมพลัง​กับผม

พละ​กำลังมหาศาล เกิดขึ้น​​กับผมจนไม่​สามารถ​จะวัดปริมาณ​ได้

วูบเดียวเท่านั้น​ ผมก็ถึงร่างของนายสรศักดิ์

ช่วงเวลา​ที่ผมบรรยายมานี้ ​เป็นช่วงเวลาเพียงเศษเสี้ยวของวินาที​โดยแท้

+++++++++++

ผมคว้าหางงู​ที่รัดอยู่​รอบตัวของสรศักดิ์ขึ้น​มา​ได้ ดึงวูบเดียว ​ทั้งงู​ทั้งคนก็ลอยตามมือของผมขึ้น​มาจากร่างของภาวิตรีหรือทิพยนาคี

ผมเหวี่ยงเต็มแรง ตั้งใจให้เข้า​ไปปะทะ​กับร่างของเกตุวดี​และธิดางูผู้พี่

การปะทะเกิดขึ้น​อย่างแรง เสียงกัปนาทดังสนั่นหวั่นไหว

เสียงกรีดร้องโหยหวนดังออกมาจากร่างของเกตุวดี ​แต่ผมไม่สนใจ

ผมดึงร่างอันเปลือยเปล่าของภาวิตรีขึ้น​มาจากพื้น งู​ที่รัดอยู่​ตามข้อมือ​และข้อเท้าของเธอหรือ​จะมาทานพละ​กำลังของผม​ได้

รอยรัดสีคล้ำ​เป็นวง..ยังปรากฏ​เป็นปื้นอยู่​​ที่ข้อมือของเธอ

ผมเห็นร่าง​ที่ซ้อนอยู่​ในร่างของเธอนั้น​ ยิ้ม​ทั้งน้ำตา ​และกอดผมแน่นจนผมยังรู้สึก​ได้ถึงกล้ามเนื้อ​ที่ยังเต้นระริก

​เมื่อผมหัน​ไปดูนายสรศักดิ์​และเกตุวดี สิ่ง​ที่ผมเห็นนั้น​ทำให้ผม​ต้องยืนตะลึงอ้าปากครั้ง​ไปอีกครั้ง

+++++

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๑๒ : รันนรา [C-8521 ], [202.57.173.144]
เมื่อวันที่ : 20 ก.ค. 2549, 21.57 น.

การสมสู่ของงูสองตัวเกิดขึ้น​แล้ว​ ​โดยการผ่านร่างกายของมนุษย์หญิงชาย​ที่ตกอยู่​ภายใต้การควบคุมของเวทย์มนต์

ไม่มี​ใครหยุดแรงราคะ​ของคน​ได้ ไม่มี​ใครหยุดแรงราคะ​ของสัตว์​ได้

เหมือนธนู​ที่ถูกน้าวจนเต็มล้า ​จะอย่างไรก็​ต้องปล่อยออกมาจากคันธนู

งู​ทั้งสองกอดรัดกัน คน​ทั้งสองเสพสังวาสกัน

ท่ามกลาง​ความพิโรธโกรธาจากแผ่นฟ้า​และแผ่นดิน

พิธีกรรมของธิดางูผู้พี่ ประสบ​ความสำเร็จแล้ว​

​แต่ดวงจิต​ที่ถูกสังเวย​กับการผิดภพผิดอาเพศนี้ กลับกลาย​เป็นเธอเอง​ที่​ต้องถูกลงโทษจากกฎนรก​และสวรรค์

ผมเห็นงูตัวเมียบิดกายเร่า ๆ​ ในขณะ​ที่งูตัวผู้เขม็งเกลียวลำตัวกระชับขึ้น​จนลั่นเสียงดังคึ่ก ๆ​

ผมเห็นร่างของหญิงสาว อาบน้ำตาสะอื้นไห้อย่างช่วยเหลือตัวเองไม่​ได้ อยู่​ภายใต้ร่างของชายหนุ่ม ​ที่เคลื่อนไหวรุนแรง​และเมามัน

​และแล้ว​ ฟ้าก็ผ่าเปรี้ยง แผ่นดินก็เกิดรอยแยก ปล่อยน้ำกระฉูดพุ่งขึ้น​มาจากพื้นดิน ท่วมทับร่าง​ทั้งงู​ทั้งคนนั้น​ทันที

ในเสียงหวีดร้อง​ที่เกิดขึ้น​​พร้อม ๆ​ กันนั้น​ ผมก็มีอัน​ต้องสิ้นสติสัปชัญญะลง​ไปอีกครั้ง

​และไม่รับรู้เหตุการณ์อะไร​เลย​​ที่เกิดขึ้น​หลังจากนั้น​!!!

+++++++

ร่างกายของผมยังเปียกชื้น ผมบนศีรษะของผมยังหนักอึ้ง ผมรู้สึกตัวในสภาพแวดล้อม​ที่เปลี่ยน​ไป

มัน​เป็นห้องพักฟื้นในโรงพยาบาล

ลำตัวชื้น​ไปด้วยเหงื่อ ศีรษะถูกห่อหุ้มด้วยผ้าพันแผล คุณแม่ของผมยิ้มดีใจอยู่​ตรงหน้า

"ลูกเอ๋ย..บุญรักษาแล้ว​ลูก ลูกของแม่รอดแน่แล้ว​.." แล้ว​ท่านก็ร้องไห้อยู่​ข้างเตียงของผม

นางพยาบาลคนหนึ่ง​ เดินเข้ามา เธอสิ่งยิ้มหวานจับใจให้ผม ​ที่หน้าอกของเธอระบุชื่อ "รดี วงศ์นาคี"

ผมช้อนสายตาขึ้น​​ไป​ที่หน้าของเธอ เธอไม่ใช่น้องทิพย์ เธอ​เป็น​ใคร​ที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน

ผม​ได้​แต่ยิ้มรับเธอ

แล้ว​ชายคนหนึ่ง​ก็เดินเข้ามาในห้อง ​เขายิ้มเผล่ดีใจ ​เขา​เป็น​เพื่อนรักของผมเอง ​เขา​คือนายสรศักดิ์

"แกนี่หนังเหนียวโว้ย สลบ​ไปสามวันสี่คืนยังฟื้นขึ้น​มา​ได้.."

ข้างกายของ​เขา​เป็นเด็กสาวผู้หนึ่ง​ ​ที่ค่อนข้างขี้อาย ยิ้มเย็น​เพื่อทักทายผม

"นี่แฟนใหม่ของฉันโว้ย พิมผกา นี่ภิรมย์ ​เพื่อนรักของผม...​"

ผมมองนิ่ง​ไป​ที่ใบหน้าของเธอ ตะลึงงันจนนายสรศักดิ์​ต้องสะกิด

"เฮ่ย ถึง​กับตะลึงใน​ความสวยของแฟนฉันเลย​รึวะ ไอ้นี่ เจ็บ​จะตายแล้ว​ยังริเจ้าชู้อีก...​"

ผมหัวเราะตาม​เขาไม่ออก ​เพราะพิมผกาคน​ที่เห็นตรงหน้านี้ กลับมีใฝตรงลำคอด้านซ้าย.. ​ที่เดียว​กับเกตุวดีคนนั้น​

"อ้อ..นั่นแฟนของแกมาแล้ว​ ดีล่ะ ฉัน​จะฟ้อง...​" สรศักดิ์ พยักหน้า​ไปทางประตูห้อง

ภาวิตรีถลาเข้าหาผม เธอก็​เป็นอีกคนหนึ่ง​​ที่หลั่งน้ำตาดีใจ​ที่ผมฟื้นขึ้น​มา

"รู้ไหม ภา​เป็นห่วงรมย์มาก ทำไมขับรถไม่ระวังล่ะคะ​?? ดีนะ​ที่ไม่​เป็นอะไร​​ไปมากกว่านี้ ​ถ้าภิรมย์​เป็นอะไร​​ไป ภาคง​จะตายตาม​ไปด้วยแน่ ๆ​ ...​"

ผมเพียง​ได้​แต่ยิ้ม ​และก็ยิ้ม
ภาวิตรี..ผมเพิ่งนึกขึ้น​​ได้..เธอมีปานแดงอยู่​​ที่ข้อมือของเธอมาตั้งแต่เกิด
ลักษณะของปาน..​เป็นลักษณะเดียวกันของรอยงูรัด..​ที่เกิดขึ้น​หลังจาก​ที่ผม​ได้ช่วยเธอมาจากน้ำมือของงูร้าย​ได้แล้ว​

ผมยิ่งฉีกยิ้มมากขึ้น​ ​เมื่อมอง​ไป​ที่หน้าห้องน้ำ ผมไม่เห็นคนสองสามคนยืนอยู่​

ไม่เห็น​ทั้งเด็ก ​ทั้งผู้ใหญ่ ​ทั้งผู้ชาย ​และ​ทั้งผู้หญิง

ไม่มีดวงวิญญาณใด ๆ​ ให้ผมเห็นอีกแล้ว​ แสดงว่าสิ่ง​ที่ผมเห็นอยู่​นี้ ​คือเรื่อง​จริงเสียทีแล้ว​

ผมค่อย ๆ​ หลับตาลงช้า ๆ​ ...​​เพื่อ​จะลืมตาขึ้น​มา เผชิญ​กับ​ความ​เป็นจริงในชีวิตอีกครั้งหนึ่ง​

​เป็น​ความจริง​ที่ชะตากรรมของทุกคนถูกกำหนดมาแล้ว​ ด้วยกฎแห่งกรรมของ​แต่ละคน

ผมหลับ​ไปด้วยใบหน้า​ที่เปื้อนรอยยิ้ม

++++++++++จบ++++++++++++

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๑๓ : รันนรา [C-8522 ], [202.57.173.144]
เมื่อวันที่ : 20 ก.ค. 2549, 22.20 น.

เรื่อง​นี้ผมตั้งใจแปะให้​เป็นเหมือน​กับกระทู้ครับ​..​คือให้​ทั้งเรื่อง​อยู่​ใน​ที่เดียวกัน
ผมเขียนเรื่อง​นี้ไว้นานแล้ว​..กระจัดกระจายอยู่​ในเวปต่าง ๆ​ หลายแห่ง เลย​อยาก​จะเก็บเรื่อง​นี้ไว้ในนกน้อย ด้วยรู้สึกถึง​ความมั่นคง​และอบอุ่นตลอดเวลา
​แต่การ​ที่ผม​จะจัดเก็บทีละตอน ๆ​ ​เป็นซีรี่ส์ เหมือน​ที่เคย ก็เกรงใจท่านผู้อ่านท่านอื่น​เขา ​เพราะการแปะตอนใหม่​แต่ละครั้ง ​จะ​ต้องมีหัวเรื่อง​กระโดด​ไปเบียดบังข้อ​ความสนทนาหรืองานเขียน​ที่น่าสนใจของท่านอื่น ๆ​ บนกระดานเสวนาเสียทุกที
ผมเลย​ขออนุญาต​ใช้วิธีการนี้..​ซึ่งถึง​แม้​ความคิดเห็นของเรื่อง​นี้​จะมีจำนวนมากกว่าปกติ​ไปบ้าง ก็คง​จะดีกว่า​ที่ผมแปะซีรีส์ติดต่อกันสามสี่ตอนเหมือนเรื่อง​เนเน้นั่น...​​ที่หน้าเสวนา​จะมีเรื่อง​ของผมเหลืองพรืด​ไปเกือบ​ทั้งหน้า
ผมเกรงใจอะคับ

ขอบคุณ​เพื่อน ๆ​ ​ที่ทักทาย ให้ดอกไม้..​และตามอ่าน..​ทั้งหน้าเสวนา​และในกล่องแสดง​ความเห็น ตอนนี้หัวใจของรันใกล้​จะ​เป็นปกติแล้ว​..อีกไม่นานรันก็คง​จะเขียนเรื่อง​ใหม่​ได้ตามปกติเหมือนเดิม แล้ว​รัน​จะ​เอามาแปะให้อ่านนะคับ

ขอบคุณอีกครั้งคับผม

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๑๔ : Rotjana Geneva [C-8666 ], [212.152.4.169]
เมื่อวันที่ : 31 ก.ค. 2549, 23.38 น.

เพิ่งเห็น​ที่เขียนว่า "ตอนนี้หัวใจของรันใกล้​เป็นปกติแล้ว​" เอ๊ะ แล้ว​มัน​ไปป่วนด้วยเรื่อง​อะไร​มาคะ​

ด้วย​ความห่วงใยค่ะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๑๕ : pilgrim [C-8686 ], [82.3.32.76]
เมื่อวันที่ : 01 ส.ค. 2549, 18.35 น.

รันนราเก่งนะคะ​ ขยันคิดเรื่อง​พล็อตแปลกๆ​ มาอยู่​เรื่อย แสดงว่า​ต้อง​เป็นคนมีจินตนาการเฟื่องแน่ๆ​เลย​ (คำชมนะคะ​ อิๆ​ๆ​ๆ​)

พี่ขอแก้คำผิดนิดนึงค่ะ​ ไฝ นะคะ​ ไม่ใช่ ใฝ
ไม่ว่ากันนะคะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๑๖ : ภาวิตรี [C-9203 ], [58.9.28.161]
เมื่อวันที่ : 17 ก.ย. 2549, 12.18 น.

สนุกดีค่ะ​...​ตื่นเต้นชวนติดตาม..มีขำเล็ก ๆ​ สอดแทรกเปนระยะด้วย !
เข้ามาอ่าน​ได้​โดยบังเอิญจริง ๆ​ เรื่อง​มีอยู่​ว่า Search เวบ Google หาคำว่า "ภาวิตรี"
​ซึ่งเปนชื่อของตัวเอง ​เพราะอยากรู้ว่า​จะมี​ความหมายอื่น ๆ​ อย่างไรบ้าง​
ก้อมาเจอเวบนี้ แล้ว​ก้อเรื่อง​สั้นเรื่อง​นี้ เลย​นั่งอ่านจนจบ

-- ดีใจ​ที่ชื่อของตัวเอง​ได้นำพาให้​ได้มารู้จัก​กับเวบไซด์ดี ๆ​ อย่างนี้ --

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๑๗ : FANG9LIFE [C-12771 ], [222.123.141.159]
เมื่อวันที่ : 30 ก.ย. 2550, 23.10 น.

บอก​ได้อย่างเดียวว่า สุดยอด​ไปเลย​ค่ะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๑๘ : ตัวเล็ก [C-14145 ], [58.181.157.122]
เมื่อวันที่ : 04 มิ.ย. 2551, 13.20 น.

อ่านจบทุกเรื่อง​​และ สนุกทุกเรื่อง​เลย​ แล้ว​​จะติดตามอ่านต่อนะค่ะ​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น