นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๓ กรกฏาคม ๒๕๔๙
เรื่องนี้อ่านให้ดี...มีผีดุ
รันนรา
...เรื่อง​​นี้ไม่ควรอ่านคนเดียว..​​แต่​​ถ้าหา​​เพื่อนมาร่วมอ่านไม่​​ได้ ก็ขอแนะนำว่าให้อ่านออกเสียงดัง ๆ​​ เข้าไว้ ทำไมน่ะเหรอ..ยังไม่บอก..^_^...
เรื่อง​นี้ไม่ควรอ่านคนเดียว..​แต่​ถ้าหา​เพื่อนมาร่วมอ่านไม่​ได้ ก็ขอแนะนำว่าให้อ่านออกเสียงดัง ๆ​ เข้าไว้
ทำไมน่ะเหรอ..ยังไม่บอก..^_^

ผมเอง​แม้​จะเขียนตอนกลางคืน ​แต่ก็เปิดไฟทุกดวงสว่างจ้า ​แม้​แต่ในห้องน้ำก็ยังเปิดไฟ​และเปิดประตูให้แสงส่องออกมาช่วยอีกแรงหนึ่ง​

เท่านี้​เพื่อน ๆ​ ก็น่า​จะรู้..ว่าเรื่อง​​ที่ผมเขียนนี่เกี่ยว​กับเรื่อง​อะไร​?
^_^'

เรื่อง​นี้มัน​เป็นเรื่อง​จริง​ที่เกิดขึ้น​แก่ผม
บุคคล​ที่กล่าวถึงในเรื่อง​นั้น​ก็มีอยู่​จริง หาก​แต่เปลี่ยนชื่อ​ไปบ้าง
​แต่เชื่อว่า​ถ้าพวก​เขา​ได้มาอ่านเรื่อง​นี้ ​เขา​ต้องจำ​ได้แน่นอนว่า​เป็น​เขา

สมัยนั้น​ ผม​กำลังเรียนอยู่​ชั้นมัธยม มี​เพื่อนสนิทมากอยู่​ประมาณห้าหกคน
พวกเราชักชวนกันในช่วงปิดเทอม พากัน​ไปเ​ที่ยว​ที่บ้านยายผม ​ซึ่งอยู่​จังหวัดสิงห์บุรี

ผมเกริ่นชวนพวก​เขาไว้นานแล้ว​ ​พอดีมีโอกาสเหมาะ ​คือสาว ๆ​ ​ที่พวกผมเพียรพยายามเฝ้าจีบอยู่​ เกิดว่างตรงกันเข้า ​และยินยอม​ที่​จะ​ไปเ​ที่ยว​กับเรา การเดินทางจึง​ได้เกิดขึ้น​

เรา​ไปนั่งรถบขส.​ที่ตลาดหมอชิต จำ​ได้ว่าหลังจากซื้อตั๋วแล้ว​ พวกเราพากันขึ้น​​ไปนั่งครอง​ส่วนท้ายของรถคันนั้น​​ทั้งสิบคน คุยกันอย่างสนุกสนานตลอดทาง

สิบคน​ที่​ไปด้วยกัน แบ่ง​เป็นหญิงห้า ชายห้า อายุอานามไล่เรี่ยกัน
​แต่ละคนอยู่​ในวัย​ที่คึกคักเข้มแข็ง ค่อน​ไปทางคะนองซะด้วยซ้ำ ​โดยเฉพาะฝ่ายหญิงมีอยู่​คนหนึ่ง​ยังจำชื่อ​ได้อยู่​ทุกวันนี้ว่า "นา"
เธอคนนี้ออก​จะ​เป็นหญิงห้าวอยู่​สักหน่อย​ ​แต่สวยครับ​ ตาเข้มคิ้วยาว จมูกโด่งปากแดง สีผิวดูเหมือน​จะ​เป็นสีแทนแก่​ไปสักนิด ​แต่ก็ดูคมขำ เธอคนนี้​เพื่อนผมจีบอยู่​ครับ​ ​ส่วนผมจีบอีกคน
ผมชอบดูคนดำ​แต่รักคนขาวครับ​ ไม่รู้​เป็นไง

"นา" นั้น​​จะ​เป็นคน​ที่คอย​เป็นพี่เลี้ยงให้​กับ​เพื่อน ๆ​ ของเธอในทุกเรื่อง​ ผู้ชายห้าคนเลย​​ต้องนั่งสุมอยู่​ด้วยกัน ไม่​สามารถนั่งสลับคู่หารัก​ได้ตาม​ความ​ต้องการ​ที่อุตส่าห์เตี๊ยมกันไว้​แต่ต้น​ได้ก็​เป็น​เพราะการกีดกันของเธอนั่นแหละ​ครับ​ ถึงกระนั้น​ก็ตาม เราก็ยังให้​ความสนิทสนมกัน​ได้อยู่​เหมือนเดิม คุยกันคิกคัก​ไปตลอดทาง

ตอนนั้น​เราขึ้น​รถประมาณหกโมงเย็น กว่ารถ​จะออกจากตลาดหมอชิต​ได้ก็ร่วมหนึ่ง​ทุ่ม

รถวิ่งออก​ไปนานพอสมควร พวกเราเฮฮากันด้วยเสียงไม่ดังนัก ​เพราะเกรงใจผู้​โดยสารคนอื่น บางคนเริ่มหลับนก บางคนมองออก​ไปนอกรถ ปล่อยให้ใบหน้ารับลมเย็นยามค่ำคืนจนผมเผ้าปลิวไสว คน​ที่ผม "ชอบ" อยู่​นั้น​ เธอก็​กำลังทำอย่างนั้น​เช่นกัน

เธอมีชื่อว่า "แก้ว" ครับ​ เธอสวยมาก ใบหน้าของเธอสวยเย็น ๆ​ อย่างไรบอกไม่ถูก ​ทั้งหวาน ​ทั้งเศร้า ​ทั้งน่ารัก ​ทั้งน่าทนุถนอม ตากลมแป๋ว ไว้ผมม้า เครื่องเคราหน้าตาช่างพอเหมาะ​พอดีเสียทุกสัด​ส่วน

เวลายิ้มทีโอโฮ..แทบขาดใจเสียให้​ได้ เสีย​แต่ว่าเธอรูปร่างเล็ก​ไปหน่อย​ครับ​ ​ถ้าเทียบ​กับ​เพื่อน ๆ​ แล้ว​เหมือนเรียนอยู่​คนละชั้น ​ซึ่งตาม​เป็นจริงแล้ว​ก็​เป็นอย่างงั้น ผมมาทราบตอนหลังว่าเธออายุอ่อนกว่าพวกเราถึงสองปี เหตุ​ที่มาเรียนชั้นเดียว​กับพวกเรา​ได้​เพราะเธอเรียนอนุบาล​ได้ปีเดียว แล้ว​เข้าป.หนึ่ง​อายุยังไม่ถึงหกปีเลย​ด้วยซ้ำ

ผมชอบมองใบหน้าผู้หญิง​ที่​กำลังปล่อยอารมณ์​ไป​กับธรรมชาติ ไม่มีจริตไม่มีมารยา ทุกอย่างใสบริสุทธิ์จนผมแอบอมยิ้ม​ไป​โดยไม่รู้สึกตัว จนกระทั่งดวง​แต่กลมใสคู่นั้น​เหลือบมามอง เราสบตากันวูบหนึ่ง​ ผมนี้ใจวาบหวิวอย่างไรไม่รู้ ​แต่เธอไม่แสดงสีหน้าอะไร​ออกมา เมินมอง​ไปนอกหน้าต่างรถเหมือนเดิม

รถวิ่งมาแล้ว​เกือบสามชั่วโมง ก็เข้าตัวจังหวัดสิงห์บุรี ผมบอกให้​เพื่อน ๆ​ เตรียมตัว อีกประมาณครึ่งชั่วโมงก็​จะถึง​ที่หมาย ​ซึ่งห่างจากตัวเมืองไม่ไกลเท่าไหร่

ในขณะ​ที่พวกเรา​กำลังหยิบกระเป๋า​ซึ่งใส่ไว้บนชั้นเหนือศีรษะแก้วก็ถามผมเบา ๆ​ ว่า
"ต่อ.." ​เป็นชื่อเล่นของผมน่ะครับ​ "-นายจำ​ได้แน่หรือว่า​จะลง​ที่ไหน แก้วไม่เห็น​จะมีอะไร​ให้สังเกต​ได้เลย​ มืดมิดเหมือนกัน​ไปหมดอย่างนี้"

"จำ​ได้สิครับ​ มาตั้งแต่เล็กจนโต แล้ว​อีกอย่างเราบอกกระเป๋ารถไว้แล้ว​ ว่าถึงวัด​พระนอนแล้ว​ให้บอกด้วย เราเลย​จากวัดนั้น​​ไปไม่ไกลหรอกครับ​ ข้างทาง​จะ​เป็นศาลาทาหลังคาสีส้ม ตรงข้าม​จะ​เป็นทางเดินเข้าวัดยาง บ้านยายของเราเลย​วัด​ไปนิดเดียว..ทำไมล่ะ กลัวหลงเหรอ?"

แก้วส่ายหน้า ผม​ที่ปรกหน้าผากสบัดตาม​ไปด้วย "เปล่า..แค่​เป็นห่วงเท่านั้น​ ว่า​แต่ว่า.." เธอมองผมด้วยสายตาแปลก ๆ​ ตาคมวาววับ
"มองอะไร​นักหนามิทราบ?"
​เป็นคำถาม​ที่ยิงเปรี้ยงเข้าเบ้าตาผมทีเดียว​ทั้งสองเบ้า ผมพูดอะไร​ไม่ออกรู้​แต่ว่าตอนนั้น​หน้าแดงจนถึงหู อ้ำอึ้งทำอะไร​ไม่ถูก​ไปพักใหญ่ ดี​ที่ไอ้พวก"ปากพาพัง"ไม่​ได้ยินเข้า มิเช่นนั้น​ผมคงโดนฮาป่าป่นปี้​ไป​กับพื้นรถ

​เมื่อถึง​ที่หมาย พวกเราลงจากรถเรียงแถวตามลำดับไหล่แยกชายหญิงอย่างเด่นชัด ผมเหลือบมานาฬิกามันบอกเวลาว่าสี่ทุ่มกว่า​จะห้าทุ่มแล้ว​ ​แม้​จะยังไม่ดึกนัก​แต่​ที่บ้านนอกหรือชนบทนั้น​เวลาอย่างนี้ถือว่าดึกมาก ไม่มีบ้านสักหลัง​ที่เปิดไฟ ​แม้​แต่ป้ายหน้าวัดยางนั้น​ก็มืด ​แม้​จะไม่สนิทนัก ​แต่ก็ยังมืดอยู่​ดี

หนุ่มน้อย​และสาวน้อยรวมสิบคน เก้กังกันอยู่​พักหนึ่ง​ ก่อน​จะเดินเรียงแถวกันข้ามถนน ​โดยมีผม​เป็นผู้นำในฐานะเจ้าของสถาน​ที่

ผมพาพวกเราเดินเข้า​ไปในทาง​ที่ถอด​ไปสู่วัดยาง สายลมกรูเกรียวค่อนข้างหนาวพัดมา​เป็นระยะ
​ความมืดทำให้เห็นหมู่ต้นไม้ยืนตะคุ่ม​เป็นหย่อมหย่อมรายล้อมตัวเรา บ้างต่ำบ้างสูง
บ้างแผ่กว้างบ้างยื่นกิ่งก้านเงื้อง่าคล้ายแขนคนกวักมือหยอยหยอย
เดิน​ไป​ได้ไม่ถึงร้อยเมตร ขบวนแถวก็แปร​เป็นขบวนกลุ่ม
​เพราะไม่มี​ใคร​จะยอมอยู่​หลัง​เป็นคนสุดท้าย หนทางข้างหน้าก็มืดมิด ไฟฉายก็มีเพียงกระบอกเดียว​ที่ผมถืออยู่​
ลำแสงลำจิ๊ดเดียววับแวบ​ไปมาด้วยเ​พระคนถือไม่กล้าส่องไกล เกรง​จะส่อง​ไปเห็นอะไร​เข้า

"เฮ้ย..ไอ้ต่อ..ทำไมมันน่ากลัวอย่างงี้วะ รู้งี้มาตอนกลางวันดีกว่า"
​เป็นเสียงแหบแหบของ​เพื่อนผมคนหนึ่ง​ ชื่อวิโรจน์ หน้าตาหล่อเหมือนแขกขาว ​เป็น​ที่เอ็นดูจากสาว ๆ​ ​เป็นพิเศษ
​แต่​ที่ผมเห็นตอนนั้น​ก็​คือใบหน้าอันหล่อเหล่านั้น​มี​แต่ตาเหลือกขาวล่อกแล่ก​ไปมา

"เอ็ง​ต้องโทษไอ้นพนี่ กว่า​จะเสด็จ​ได้ก็เกือบเย็น.." ผมหัน​ไปทาง "นพ" ผู้​ซึ่ง​เป็นตี๋แทบร้อยเปอร์เซนต์
ผิวขาวยังกะหยวกตาตี่ขีด​เป็นเส้นดินสอเส้นเดียว มันเถียงเบา ๆ​ ว่า "ก็พ่อข้าให้ช่วยทำงานก่อนนี่หว่า.."
คุณพ่อของ​เขา​เป็นเจ้าของโรงงานอุตสาหกรรมเล็ก ๆ​ ครับ​ อยู่​แถวทุ่งครุนี่เอง

"ว่า​แต่ว่า ​เมื่อไหร่​จะถึง ทำไมเดินเข้ามาลึกอย่างนี้
แล้ว​ทำไมไม่เห็นมี​ใครออกมารับ?" ​เป็นเสียงของ "นา" สาวห้าวคนนั้น​ เธอถามด้วยเสียงตำหนิเต็ม​ที่
​แต่ก่อน​ที่ผม​จะตอบว่าอะไร​ "แก้ว" สาวน้อยในใจผมก็ขัดขึ้น​เรียบ ๆ​ ว่า
"​จะบ่น​ไปทำไมนะ รีบเดิน ๆ​ เข้าดีกว่า มัวเถียงกันอยู่​​ได้"

ทุกคนเห็นจริงตามนั้น​
นอกจาก​ความเงียบแล้ว​ยังมีเสียงลมหายใจของพวกเราสิบคนดังฟืดฟาดผสม​กับเสียงจิ้งหรีดเรไร​ที่กรีดร้องไม่หยุดหย่อน นาน ๆ​ ครั้ง​จะมีเสียงหมาเห่าดังมา​แต่ไกล

ให้ตายเถอะ ทำไมถึงไม่มีบ้านคนอยู่​เลย​??
ผมจำ​ได้ว่าเลย​ปากทางเข้าวัดมา​ได้ไม่ไกล ​จะ​ต้องมีบ้านของลุงเวกคนรู้จักอยู่​ทางซ้ายมือ ถัด​ไปอีกไม่เกินร้อยเมตร ​จะ​ต้อง​เป็นบ้านของป้าขาว ​เพื่อนสนิทของแม่ ​แต่นี้เดินมาเกือบกิโลแล้ว​ยังไม่เห็นวี่แววสักนิด

​แต่ผมยังไม่เปิดปากพูดออก​ไป กลัว​เพื่อน ๆ​ ​จะเสียขวัญกัน​ไปมากกว่านี้ อาจ​จะ​เป็น​ได้ว่า​ทั้งลุงเวก​และป้าขาวต่างย้ายบ้าน​ไปหมดแล้ว​ หรือไม่ก็​ความมืดทำให้ผมมองไม่เห็นบ้าน​ที่ว่าก็​เป็น​ได้

สองข้างทางเวลานั้น​รกครึ้ม​ไปด้วยป่าละเมาะ มองดูบนฟ้าเห็นจันทร์ลอยเด่น​แต่หม่นแสง​ทั้ง ๆ​ ​ที่ไม่มีเมฆมาบดบัง
ดวงดาวใหญ่น้อยส่งแสงมาช่วยอย่างไม่ค่อยเต็มใจ
วิบวับวิบวับคล้ายดวงไฟ​ที่ไส้​กำลัง​จะขาดอย่างไงอย่างงั้น

ลมกลางคืนพัดวูบมาอีกครั้ง ​พร้อม​กับเสียงเห่าของหมา​ที่มองไม่เห็นตัว
พวกเราบีบวงล้อมของกลุ่มให้เล็กเข้ามา มีมือเย็น ๆ​ มาจับหมับเข้า​ที่มือของผมจนผมใจหาย หัน​ไปมองเห็น​เป็นมือของแก้ว เธอเบิกตาโพลง เม้มริมฝีปาก มองไกลออก​ไปยังหนทางเดินข้างหน้า

​เป็นสัมผัสแรก​ที่ผม​ได้รับจากเธอ..
ช่างอบอุ่น​และให้รู้สึกภาคภูมิใจ​เป็นยิ่งนัก ผมคง​เป็น​ที่พึ่งของเธอ​ได้ อย่างน้อยก็ยามนี้
ผมอยาก​จะคว้ามือนั้น​มากุมไว้ใจ​จะขาด ​แต่ก็ไม่กล้า

ด้วย​ความฮึกเหิม ผมส่งเสียงจุ๊จุ๊เสียงลั่น
​เพื่อให้หมา​ที่ส่งเสียงอยู่​นั้น​หยุดเห่า ​ได้ผล มันเงียบ​ไป ​ทั้ง ๆ​ ​ที่ไม่น่า​จะ​เป็นอย่างนั้น​
ตามมาด้วยเสียงหงีดงิ๋ง แล้ว​เสียงหอนโหยหวนชนิดเยือกเข้า​ไปถึงขั้วหัวใจ

พวกเราทุกคนหยุดกึก มือไม้เกาะกุมกันยั้วเยี้ย
"เฮ่ย..ท่า​จะไม่​ได้เรื่อง​แล้ว​งัย ถอนหลังกลับยังทันนาโว้ย ไอ้ต่อ.." สุนัย ​เพื่อนอีกคนหนึ่ง​ของผมพูดเสียงกระเส่าหวาดกลัว หมอนี่เรื่อง​ตีรันฟันแทนไม่เคยยั่น ​แต่เรื่อง​ผีสางแม่นางโกงนี่เก่งกว่า วิ่ง​ได้เร็วกว่า​ใคร​เขา​เพื่อน

"มา​ได้ครึ่งทางแล้ว​น่า..​จะ​ไปกลัวอะไร​วะ พวกเรามีเยอะแยะ เดินอีกหน่อย​ก็ถึงแล้ว​" ผมบอกออก​ไป ​ทั้ง​ที่อีกใจหนึ่ง​นั้น​บอก​กับตัวเองว่าอีกไกลนัก ​ต้องผ่านหน้าวัด ผ่านสวนมะม่วงของป้าแหนบ ทะลุสวนกล้วยเล็ก ๆ​ ของ​ใครไม่รู้อีกทีหนึ่ง​ ถึง​จะทะลุถึงบ้านยาย

เสียงหมายังหอนอยู่​อย่างนั้น​ ​ใครไม่เคย​ได้ยินเสียงจริง ๆ​ รับรองว่า​จะนึกถึง​ความสยองพองขุมขน​ได้ไม่ถึงหนึ่ง​ในสิบ มันเยือกเย็นแผ่ซ่านเข้า​ไปในไขกระดูก ดังกระชั้นไล่หลังแล้ว​เลย​​ไปข้างหน้า เปลี่ยนทางมาทางขวา​ทั้งใกล้​และไกล เหมือนพวกมัน​พร้อมใจกันโก่งคอหอน​พร้อม​พร้อมกันนับสิบตัวด้วย​ความสามัคคี

พวกเราก้าวเดินต่อ​ไป ประตูทางเข้าวัดเห็นตะคุ่มอยู่​ข้างหน้า
ต่างก็เดินตัวลีบขยับชิด​ไปทางด้านซ้าย ​เพราะหน้าวัดอยู่​ด้านขวา
มองเข้า​ไปในวัด​ที่สุดวังเวงนั้น​ เห็นยอดเมรุทะมึนอยู่​ ด้านข้างนั้น​​เป็นศาลาสวดศพ ลึกเข้า​ไปหลังกุฏิ​พระนั่นย่อม​ต้อง​เป็นโกดังเก็บศพแน่แล้ว​

ผมกลั้นหายใจขณะเดินผ่านวัด ​และก็เชื่อว่า​เพื่อน ๆ​ ​ที่มาด้วยก็คง​จะหายใจไม่สะดวก​ปอดเหมือน​กับผม เราทุกคนเงียบกริบ
มือเย็นชืดนั้น​ยังเกาะอยู่​​ที่ข้อมือ กำแน่นจนรู้สึก​ได้ถึงอาการหวาดกลัวของเธอ​ที่ทวีขึ้น​ทุกขณะ
กำแพงวัดนั้น​ก็ดูเหมือน​จะยาวไม่มีสิ้นสุด หมาก็ยังส่งเสียงอยู่​อย่างนั้น​ จริง ๆ​ แล้ว​ผม​เป็นคนรักหมา ​แต่ตอนนั้น​ผมรับรองว่า​ถ้ามีหมาตัวใดโผล่ออกมาให้เห็น ผม​ต้องไล่เตะมันแน่

ใน​ที่สุดเราก็ผ่านเขตวัดมาจน​ได้..แล้ว​ทะลุเข้าสวนมะม่วง
เสียงหมาเริ่มเงียบ​ไป มันคงเหนื่อย หรือไม่ก็สิ่ง​ที่มันเห็นคง​จะ​ไปแล้ว​..พวกเราเริ่มระบายลมหายใจกันอย่างโล่งอก
กลุ่ม​ที่จับกันแน่นนั้น​เริ่มผ่อนคลายออก​ไป​ได้บ้าง ​แต่มือนั้น​ยังคงอยู่​
มืออันนุ่มนิ่ม น่าทะนุถนอมเหลือเกินนั้น​

"เอ๊ะ นั่นมันต้นฝรั่งขี้นกนี่ ฉายไฟ​ไปอีกทีซิ.." ​เป็นเสียงของแก้ว
ผมฉายไฟส่องขึ้น​​ไป เห็นลูกกลม ๆ​ ขาวนวลลูกเล็ก ๆ​ เต็มพรืด​ไปหมด
ต้นฝรั่งต้นนั้น​ไม่สูงมากนัก กิ่งก้านมันย้วยลงมาเกือบระ​กับศีรษะด้วย​ความหนักของลูกๆ​ ของมัน

แก้ววิ่งเข้า​ไป พยายามเอื้อมมือ​จะเด็ดลูกฝรั่ง​ที่อยู่​ต่ำกว่า​เพื่อน
ผมมองตาม อ้าว แล้ว​​ที่จับมือผมอยู่​นี่​ใคร??

หวา ..ยัยนานี่เอง เธอมาจับผมตั้งแต่​เมื่อไหร่ ทำให้ผมเข้าใจผิดอยู่​นาน
เฮ้อ..

"อย่าครับ​ แก้ว เราไม่รู้ว่ามีเจ้าของหรือเปล่า ไม่ควร​ไปเก็บ​ทั้ง​ที่ยังไม่​ได้ขออนุญาตเสียก่อน" ผมบอกแก้ว แม่เคยบอกผมเรื่อง​นี้ผมจำ​ได้
แกว่าทุกอย่างมีเจ้าของ ​จะทำอะไร​​ต้องเกรงใจ​เขา หรือไม่ก็​ต้องมีการบอกกล่าวกันก่อน

แก้วหยุดชะงัก ​แต่นากลับปล่อยมือจากข้อมือผม วิ่งถลาเข้า​ไป กระโดดเหย็ง ๆ​ เด็ดลูกฝรั่งเหล่านั้น​​เป็นพัลวัน ​ใช้เสื้อเช็ด ๆ​ สองสามทีแล้ว​ก็ส่งเข้าปากเคี้ยวกร๊วมอย่างเอร็ดอร่อย ​เพื่อน ๆ​ ผู้ชายเห็นเข้าก็​เอามั่ง ต่างเด็ดใส่ปาก​และใส่ชายเสื้อกันไว้จนเห็น​เป็นก้อนนูน

แล้ว​เราก็เดินต่อ​ไป คราวนี้บรรยากาศไม่ค่อยน่ากลัวสักเท่าไหร่ เหมือน​กับว่าเราผ่านจุด​ที่น่ากลัวมาแล้ว​ มีการพูดคุยกันหนุงหนิง แยกกัน​เป็นคู่ ๆ​ อย่างชัดเจน บางคนถึง​กับกล้า​ที่​จะเกาะแขนกุมมือกันบ้าง นับ​ได้ว่าบรรยากาศ​เป็นใจเสียจริง ๆ​

ไฟฉาย​ที่สาดส่อง​ไปมานั้น​ก็เผยให้เห็นว่าข้างหน้านั้น​​เป็นดงกล้วย มีลูกระย้าห้อยแทบปลี​จะจรดพื้น บางต้นก็โอนอ่อนแทบหักกลาง บางต้นยืนต้นตายอย่างเปลี่ยวดายเศร้าสร้อย เราข้ามลำน้ำเล็ก ๆ​ ​ที่ทอดผ่านคู​ซึ่งกั้น​ระหว่างสวนมะม่วง​กับสวนกล้วย​ไป​ได้ไม่นาน สิ่ง​ที่รอเราอยู่​ตรงหน้ากลับทำให้ผมยืนตัวชาตั้งแต่หัวยันปลายเท้า

ในสวนมะม่วง​ที่ยืนต้นแน่นขนัดนั้น​ สิ่ง​ที่อยู่​ตรงหน้าของเรากลับ​เป็นต้นฝรั่งต้นนั้น​!!
ร่องรอยการเด็ดลูกของมันยังมีอยู่​ให้เห็น​ที่พื้น หากมองตามลำแสงของไฟฉายก็​จะเห็นเมล็ดสีแดง ๆ​ ของมันหล่นอยู่​เกลื่อนกลาด

ทุกคน​เมื่อเห็นผมหยุด ก็เอะใจ ​แต่​เมื่อรู้ว่าอะไร​​เป็นอะไร​ทุกคนก็เงียบกริบ กระชับกลุ่มเข้ามารวมกันในพริบตา
"ท่า​จะไม่ดีอีกแล้ว​หนา ไอ้ต่อหนา เอ็งพาเดินอย่างไงวะถึงวนกลับมา​ที่เดิมอีกหนา" สุนัยครางเสียงเหมือนนกทืดทือ

"เฮ้ย..​จะล้อเล่นอะไร​กันก็ดูกาละเทศะบ้างสิวะ ไอ้บ้านี่ บรรยากาศอย่างนี้มาหลอกกันอยู่​​ได้" ​เป็นเสียงของนพ

"เปล่านะโว้ย ข้าไม่​ได้ล้อเล่นหรือแกล้งเดินหลงพาวนมา​ที่นี่อีก พวกเอ็งก็เห็น ข้าไม่​ได้เลี้ยว​ไปทางไหนเลย​ เดินตรง​ไปข้างหน้าอย่างเดียว"
ผมพยายามอธิบาย

"แล้ว​มันกลับมา​ที่เดิมอีก​ได้อย่างไง?"
​เพื่อนหญิงอีกคนหนึ่ง​ถามเสียงเบาหวิว

ทุกคนเงียบกริบ ไม่มีคำตอบให้แก่กัน​ได้ ใน​ที่สุด ผมก็บอกว่า "​เอาอย่างงี้ พวกเราเห็นทางเดิน​ที่ทอด​ไปข้างหน้านั่นใช่มั้ย"

"ใช่" นาพูดแทนพวกเราทุกคน

"เดิน​ไป​ได้หน่อย​ก็​จะมีสะพานข้ามคูเล็ก ๆ​ เข้าดงกล้วยใช่มั้ย?"

"ใช่..แล้ว​ไง"

"จากดงกล้วย เรา​จะเจอทางเดิน​เป็นลูกรัง เดิน​ไปอีกไม่กี่เมตรก็​จะถึงบ้านยาย พวกเรา​จะถอยหลังกลับหรือ​จะเดิน​ไปข้างหน้า?" ผมถาม

​เมื่อไม่มี​ใครบอก​จะถอยหลัง การเดินทางจึงเกิดขึ้น​อีกครั้งหนึ่ง​ ครั้งนี้ต่าง​ไปจากครั้งแรก ทุกคนเครียดขรึม หวาดกลัว ​และเหน็ดเหนื่อยขึ้น​มา​พร้อม​พร้อมกัน

ใน​ที่สุด ​เมื่อทะลุดงกล้วย เราก็เจอทาง​ที่​จะพา​ไปสู่บ้านยายของผมจน​ได้
บ้านหลังนั้น​ตั้งอยู่​เหมือนรอพวกเรามาเนิ่นนาน ไม่มีแสงไฟ ​และเหมือนไม่มีคนอยู่​ ผมส่งเสียงดังเรียกป้า พี่สาวแท้ๆ​ ของแม่​ซึ่งรับหน้า​ที่ดูแลยาย ​แต่ก็ไม่มีเสียงขานตอบ

เปิดเข้าประตูรั้ว ไม่​ได้มีการลั่นดาลข้างใน​แต่อย่างใด ผมพร่ำเรียก เท้าก็พาตนเองนำ​เพื่อน ๆ​ เข้า​ไป ทุกอย่างยังเงียบสนิท

"เอ..ไม่มี​ใครอยู่​เลย​แฮะ ​ไปไหนกันหมดล่ะนี่??.."

ผมเดิน​ไป​ที่บันได บ้านสมัยนั้น​มักนิยมทำประตูไว้เหนือบันได
​เป็นประตูแนวนอน เวลา​จะขึ้น​บ้าน​จะ​ต้องเดินขึ้น​บันไดแล้ว​​ใช้มือยกบานประตูขึ้น​
มันล๊อกกุญแจสนิท ผมตะโกนเรียกยายหลายหน ก็ไม่มีคนตอบ

"เกิดอะไร​ขึ้น​วะเนี่ย?"
"เอ็งส่งข่าวมาบอกยายหรือเปล่า ก่อน​จะมาเนี่ย.." ​เพื่อนคนหนึ่ง​ถาม
ผมส่ายหน้า "ทุกที​ที่มา ก็ไม่เห็น​ต้องส่งข่าวอะไร​นี่"

"แล้ว​นี่เกิดอะไร​ขึ้น​? เรา​จะเข้าบ้าน​ได้มั้ย? ​ถ้าไม่​ได้แล้ว​​จะนอน​ที่ไหน??"
​เป็นคำถาม​ที่ประดังเข้าหาผมอย่าง​พร้อมเพรียงกัน

"งั้นเรา​ไปดู​ที่ยุ้งเก็บข้าว บางทีอาจ​จะเจอ​ใครนอนเฝ้าข้าวอยู่​​ที่นั่น.."

"ทำไม​ต้องนอนเฝ้าข้าว?" แก้วถาม
"ขโมยเยอะ ลอบมาเจาะยุ้งยกกัน​ไป​เป็นกระบุง
ตอนฤดูเก็บเกี่ยวอย่างนี้​ต้องมีคนเฝ้า ไม่งั้นขาดทุนป่นปี้ บางยุ้งเหลือ​แต่หนู​กับบุ้งกี๋เปล่า ๆ​ ไว้ให้ดูต่างหน้า.." ผมอธิบาย

"​และ​ถ้าไม่เจอ​ใคร​ที่ยุ้งนั่น?" แก้วยังถามต่อ
"ก็นอน​ที่ยุ้งนั่นแหละ​ มีเสื่อมีหมอนมีมุ้ง​พร้อม เราเองยังเคยนอนมาตั้งหลายครั้ง สนุกดีเสียอีก เชื่อว่าข้าวคงยังไม่เยอะนัก ช่วงนี้ยังเกี่ยวไม่หมดหรอก มี​ที่ว่างเหลือเฟือ เอ๊ะ..หรือว่าพวก​เขา​ไปเฝ้าข้าว​ที่ท้ายนาก็​เป็น​ได้ เลย​ไม่มีคนอยู่​.." ผมเพิ่งนึกขึ้น​​ได้

"แล้ว​ให้ยายของเอ็ง​ไปเฝ้าด้วยเนี่ยนะ?"
สุนัยทำเสียงสูง​เพราะไม่เชื่อว่า​จะ​เป็น​ไป​ได้

ผมเงียบ ​เพราะไม่รู้​จะตอบว่าอะไร​ เรา​ทั้งหมดรวมตัวกันอีกครั้ง เดินตามกัน​เป็นพรวน ตรง​ไปยังยุ้งข้าว ​ซึ่งอยู่​ถัด​ไปข้างหลังไม่ไกลนัก ​ซึ่งพอ​จะมองเห็นอยู่​ตรงหน้า

ผมรู้สึกแปลก ๆ​ ชอบกล หมา​ที่เคยมีเลี้ยงอยู่​สองสามตัว ทำไมเดี๋ยวนี้จึงหาย​ไปซะหมด บ้านทำไมปล่อยทิ้งไว้ ไม่มี​แม้​แต่หมา​ที่​จะเฝ้าป้องกันขโมย
นี่มันเกิดอะไร​ขึ้น​กันแน่??

​ความคิดนี้เกิดขึ้น​​พร้อม​กับอาการใจหายวาบ ​ต้องมีสิ่งผิดปกติแน่นอน
นอกจากป้าแล้ว​ยังมีลุง มีน้า มียาย ​และลูก ๆ​ของแกอีกตั้งสองคน ​ทั้งหมดอพยพ​ไปไหนกัน?
ไม่รวมหมาอีกสองสามตัว​ที่ผมว่า แสดงว่า มีการย้ายบ้านแน่ ๆ​
สิ่ง​ที่​จะพิสูจน์​ได้ ก็​คือ​ที่ยุ้งข้าวนั่น หากมีข้าวเปลือกอยู่​ ก็แสดงว่ายังมีคนอยู่​
หากไม่มีข้าวเปลือก ปล่อยยุ้งให้ร้างไว้ บ้านนี้​ต้องร้าง​ไปแล้ว​
​จะด้วยสาเหตุใดก็เถอะ บ้านร้าง​ไปแล้ว​?!?

เหวอ ผมขนลุกซู่ คิดถึงแม่ขึ้น​มาจับจิตจับใจ แกบอกแล้ว​บอกอีก ว่าอย่าเดินทางกลางค่ำกลางคืน มีอะไร​​จะแก้ไข​ได้ยาก แล้ว​นี่​จะทำอย่างไงกัน?

เอ๊ะ หรือผมเข้าบ้านผิด ​เป็น​ไปไม่​ได้ รั้วบ้านอย่างงี้ ทรงบ้านหน้าตานี้ หัวบันไดอยู่​ตรงนี้ ยุ้งข้าวอยู่​ตรงนี้ ทุกอย่างยังอยู่​​ที่เดิม ผมไม่มีทางเป๋อเหรอขนาดนั้น​​ได้แน่นอน

​เมื่อถึงยุ้งข้าว ​ความมืดสนิทยังคงเฝ้ามองพวกเราอยู่​ทุกหนแห่ง
ลำไฟฉายส่อง​ไปยังบันไดทางขึ้น​ ประตูนั้น​ปิดไม่สนิทนัก ผมเดินขึ้น​​ไป เปิดออก
กลิ่นสาบข้าวโชยมาเข้าจมูก ตามด้วยเสียงหนูวิ่งจี๊ดจ๊าดกึงกัง
ผมส่องไฟหาตะเกียงน้ำมันก๊าด มันคงอยู่​​ที่เดิม ข้างประตู วางรวมกันไว้สามดวง​พร้อม​กับกลักไม้ขีด ผมส่องลึกเข้า​ไปข้างใน ทุกอย่างรอคอยพวกเราอยู่​แล้ว​

มุ้งถูกรั้งห้อย​เอาไว้​ที่ฝาด้านหนึ่ง​
ชายของมันพับ​เอาไว้แล้ว​พาด​ไปตามขอบเชือก​ที่ผูกมันอยู่​
ต่ำลงมา​เป็นเสื่อผืนใหญ่ม้วนไว้อย่าง​เป็นระเบียบมีหมอนกองสุมทับซ้อน​เอาไว้
กระดานขัดมันยังดูสะอาดพอสมควรไม่ถึง​กับถูกฝุ่นจับเกรอะกรังเท่าใด แสดงว่าคง​จะมีการย้ายบ้านกัน​ไปไม่นานเท่าใดนัก
ผมจุดตะเกียงแล้ว​ส่งให้​เพื่อน​ที่ตามมาด้านหลัง ทุกคนเดินขึ้น​​ไปบนยุ้งข้าว มองล่อกแล่ก​ไปมา

ยังพอมีข้าวเปลือกอยู่​บ้าง กองสูงอยู่​มุมหนึ่ง​ มีกระสอบสีน้ำตาลคลุมทับไว้ แล้ว​มีบุ้งกี๋ซ้อนไว้อีกทีหนึ่ง​ แสดงว่ายุ้งนี้ยังไม่ร้าง​ไปเสียทีเดียว หรือไม่ก็แสดงว่า มันถูกปล่อยร้างไว้ในทันที ไม่มีเวลา​แม้​แต่​จะขนข้าวเปลือกเหล่านั้น​ติดตัว​ไปด้วย

สิ่ง​ที่คิดไว้ในใจนั้น​ ผมยังไม่พูดออก​ไป
นอกจาก​จะเกรงว่าตัวเองอาจ​จะเข้าใจผิด​เพราะ​ความกลัว​ไปเอง อีกอย่างหนึ่ง​ก็กลัว​เพื่อน ๆ​ ​จะขวัญหายกัน​ไปยกใหญ่
​ซึ่งไม่มีประโยชน์​ทั้งสองทาง

แล้ว​นิ้วมือของ​ใครก็ไม่รู้ มาสะกิด​ที่สีข้างของผมยิกยิก ผมหัน​ไปมอง
​เป็นแก้วนั่นเอง แสงจากตะเกียงส่อง​ต้องใบหน้า​ที่สวยเย็นของเธอ ดูแปลก​ไปอีกแบบ
เธอ​กำลังเบะปาก ทำท่า​จะร้องไห้ ส่งเสียงอึกอักออกมาอย่างจับ​ความไม่​ได้
จนผม​ต้องถามว่า​เป็นอะไร​

เธอหลับตาแล้ว​กลั้นใจชี้​ไป​ที่หลังคายุ้งข้าว ตรงขอบขื่อด้านหนึ่ง​
มีตุ๊กแกตัวเท่าลูกจรเข้เกาะนิ่งอยู่​ตรงนั้น​สามตัว ​แต่ละตัวอ้วนปี๋ เปล่งสีม่วงช้ำชมพูสลดออกมาอย่างชัดเจน ผมเห็นแล้ว​ยังขนลุก
ประสาอะไร​​กับเด็กสาวตัวน้อยคนนี้ (อะแฮ่ม..อย่าเพิ่งหมันไส้ผมนะครับ​ ป๊อบปี้เลิฟของผมเชียวนะครับ​ ผู้หญิงคนนี้)​จะทนทาน​ได้ ทุกคนเห็นอาการนั้น​ก็เลย​หัน​ไปมอง
​เป็นเรื่อง​เลย​ครับ​ทีนี้

ไม่ใช่​ใครอื่น ยัยนานั่นเอง ส่งเสียงอะไร​ออกมาคำหนึ่ง​ แล้ว​วิ่งโครมครามลงบันได​ไปอย่างรวดเร็ว เกินกว่า​ที่​ใคร​จะคว้าตัว​ได้ทัน

"ไม่​เอาแล้ว​ กลับเดี่ยวนี้ ​ใครไม่กลับฉันก็​จะกลับเอง ฉันบอกให้กลับไง ไม่​เอาแล้ว​.." ​เป็นเสียงโวยวายของเธอดัง​ไปสามบ้านแปดบ้าน
พวกเราเหล่าผู้ชายหัวเราะกันตึง ฝ่ายผู้หญิงยังทำท่าขนพองสยองขนอยู่​ ผมบอกให้สุนัย​ซึ่งหมายมั่นปั้นมือ​จะปราบ"ทอม"ให้อยู่​หมัด ​เป็นคนเข้า​ไปเกลี้ยกล่อม
​เขาเดินลง​ไปครู่หนึ่ง​ ก็มีเสียงแหววของยัยนาดังขึ้น​มาอีกว่า

"​ถ้าไม่ไล่ไอ้เจ้าตุ๊กแกบ้านั่น รับรองว่าฉันไม่ขึ้น​​ไปบนนั้น​แน่ ๆ​ ​และฉัน​จะเดินกลับเดี๋ยวนี้.." หางเสียงรู้สึก​จะร้องไห้ออกมาเสียด้วยซ้ำ
มัน​ไปเกลี้ยกล่อมประสาอะไร​ของมันวะเนี่ย ผมบ่นในใจ เดินย้อนลงบันไดหา​ทั้งสอง

"เดี๋ยวมัน​ได้กลิ่นตะเกียงมันก็ค่อย ๆ​ หลบ​ไปเอง ยุ้งข้าว​ที่ไหนไม่มีตุ๊กแก ​ที่นั่นไม่เรียกว่ายุ้งข้าวหรอกครับ​ ขึ้น​​ไปเถอะ ​ถ้ามันไม่​ไปจริง ๆ​ เดี๋ยวเรา​เอาไม้กวาดไล่มันก็​ได้.."

ผมเกลี้ยกล่อมอยู่​พักหนึ่ง​ น่าแปลก​ที่ผู้หญิง​ที่ดูกล้าห้าวหาญ กลับทิ้งนิสัยของผู้หญิง​ไปไม่พ้น ขยักแขยงเจ้าตัวหน้าตาประหลาดทุกอย่าง
ยิ่งเจ้าตีนเหนียวเหนียวตัวใหญ่กว่าจิ้งจกสิบเท่านั้น​เห็น​จะไม่​ต้องพูดถึง

​เป็นจริงดัง​ที่ผมว่า หลังจาก​ที่พวกเรากลับมารวมตัวกันอีกครั้ง เจ้าพวกตุ๊กแกคง​จะขวยอาย ค่อย ๆ​ กระเถิบหลบช่องหลืบ​ที่มีอยู่​เหลือเฟือนั้น​หายเข้า​ไปทีละตัว

เราต่างช่วยกันปูเสื่อ ​และพยายามกางมุ้ง ​ซึ่ง​เมื่อพิสูจน์​ได้แล้ว​ว่ามันไม่​สามารถให้คนสิบคนเข้า​ไปในตัวมัน​ได้แน่ ๆ​ แล้ว​ เราก็พับเก็บมันไว้ตามเดิม ดี​ที่เสื่อ​ที่มีอยู่​นั้น​ผืนใหญ่พอ ​และหมอนก็มีอยู่​ห้าหกใบ ถึง​จะเล็ก​แต่ก็แบ่งกันหนุน​ได้ไม่ยากนัก ​และเรายังมีกระเป๋าเดินทางของ​แต่ละคนหนุนต่างหมอนด้วย

ต่างคนต่างจับจอง​ที่นอน(ตาม​ที่ยัยนาเจ้ากี้เจ้าการ)
พวกผู้ชายถูกกำหนดให้นอนชิดริมประตู ผู้หญิงนอนเรียงเข้า​ไปด้านในสุด ยัยนานอน​เป็นคนสุดท้าย
สักพักหนึ่ง​กลิ่นควัน​และกลิ่นน้ำมันก๊าดก็อบอวล​ไปทั่ว ผมจึงนึกขึ้น​​ได้ว่ามีหน้าต่างอยู่​บานหนึ่ง​ ​เป็นบานพับ เปิดง้างขึ้น​แล้ว​​ใช้ไม้ค้ำ อยู่​ตรงหัวนอนของพวกเรานี่เอง
​เมื่อเปิดหน้าต่างออก​ไป ลมภายนอกก็พัดเกรียวกันเข้ามา ทำให้ประตู​ที่ยังปิดไม่สนิทปิดดังปัง มีเสียงเฮ้วดังขึ้น​ ​ใครไม่รู้กระโดดผลุงจาก​ที่นอนมาอยู่​บนตัว​เพื่อนของผมอีกคน ไม่​ต้องบอกก็คงเดา​ได้ไม่ยาก สุนัยนั่นเอง

พวกผู้หญิงหัวเราะคิก
เสียงหัวเราะนี้เรียก​กำลังใจกลับคืนมายังพวกเรา​ได้อีกครั้ง ​จะกลัวอะไร​เล่า อยู่​กันตั้งสิบคน อีกไม่กี่ชั่วโมงก็เช้า​แล้ว​
ขอให้​พระอาทิตย์ขึ้น​เท่านั้น​ ปริศนาทุกอย่าง​จะคลี่คลายออก​ไปเอง

ผมรู้ ทุกคนมีคำถาม​ที่อยาก​จะถามผม
​และผมก็รู้ว่า​ที่พวก​เขาไม่ถามผมนั่น​เพราะอะไร​ ​เขาคงเข้าใจดีว่าผมรู้อะไร​ไม่มาก​ไปกว่าพวก​เขา
การถามยัง​แต่​จะทำให้เกิด​ความบาดหมาง​ที่ไม่ควร​จะมีขึ้น​ในหมู่พวกเรา ​เพราะทุกคำถาม ​จะ​ต้องแฝงการตำหนิมาด้วยอย่างแน่นอน

อุตส่าห์พา​เพื่อนมาเ​ที่ยว
​แต่ในฐานะเจ้าของบ้านกลับไม่เตรียมการให้เรียบร้อย​ บ้านไม่มีคนอยู่​ ไม่มี​ใครออกมาต้อนรับ
หนำซ้ำยัง​ต้องมานานตากยุงในยุ้งข้าว น้ำท่าไม่​ได้อาบ หน้าตาไม่​ได้ล้าง ไม่​ต้องพูดถึงข้าวหรืออาหารกันล่ะ
ตั้งแต่ออกเดินทางมานี่เรามีเพียงขนมขบเคี้ยวเท่านั้น​​ที่ลงกระเพาะ
ไม่รวมฝรั่งขี้นกนั่น ​ซึ่งบางคนก็ไม่​ได้กิน

ผมอยาก​จะพูด​กับทุก ๆ​ คนว่าผมขอโทษ ผมเสียใจ
​แต่ผมเด็กเกิน​ไป​ที่​จะพูดเช่นนั้น​ มัน​เป็น​ความรู้สึก​ที่ขัดเขิน​ที่​จะกล่าวออกมา
หากมี​เพื่อนคนไหนบ่นอะไร​ออกมาสักคำ ตอนนั้น​แหละ​คำว่าเสียใจคง​จะออกจากปากผม​ได้

​แต่ไม่มีครับ​ ทุกคนปรับตัวเข้า​กับสถาน​ที่​ได้อย่างน่าแปลกใจ
หัวร่อต่อกระซิกกันหนุงหนิง บางครั้งก็หันมาคุย​กับผมถึงเรื่อง​โน้นเรื่อง​นี้
ไม่มีสักคำ​ที่​จะบ่นว่าให้ผมเสียใจ

เนี่ยแหละ​ครับ​ ​เพื่อนแท้ พิสูจน์​ได้ในยามนี้นี่เอง
ทำให้ผมรักน้ำใจพวก​เขามาตั้งแต่บัดนั้น​

​พระจันทร์ยังลอยเด่นอยู่​บนฟ้า​ซึ่งมีสีดำ​เป็นปื้น ดวงดาวหาย​ไปหมดแล้ว​
หรืออย่างน้อยก็ไม่มีอยู่​ในกรอบสี่เหลี่ยมของหน้าต่างบานนั้น​
เสียงนกกลางคืนร้องดังแซ๊ก แซ๊ก เสียงหมาเห่า​เป็นระยะ
แล้ว​ก็เสียงแมลง​ที่ระดมร้องไม่หยุดหย่อน

อากาศในชนบทช่างดีเหลือเกิน เย็นสดชื่น​โดยไม่​ต้อง​ใช้พัดลมหรือเครื่องปรับอากาศใด ๆ​
ใจผมตอนนั้น​ อยาก​จะลุกขึ้น​​ไปชวนแก้วให้มาคุยกันสองต่อสอง
​ความรักหรือ​ความรู้สึกดี ๆ​ ​ที่ล้นอยู่​ในอกนี้​จะ​ได้ถูกระบายออก​ไปเสียบ้าง
​ความอัดอั้นตันใจแน่นจุก​ที่หน้าอก​จะ​ได้ทุเลาลง

เธอเรียนอยู่​​ที่เดียว​กับ​เพื่อนผู้หญิง​ที่มาด้วยกันนี่
​ซึ่งมีอยู่​หลายคน​ที่ผมยังไม่​ได้บอกชื่อ
เกรงว่าบอกออก​ไปแล้ว​​จะทำให้เรื่อง​​ที่ผมเล่านี้เยิ่นเย้อซะเปล่า ๆ​ ​เป็นโรงเรียนสตรีชื่อดัง ​ส่วนพวกผมนั้น​เรียนอยู่​โรงเรียนบุรุษชื่อดัง(เหมือนกัน)
เรา​ทั้งหมดพบเจอกันอย่างบังเอิญในงานนิทรรศการวิชาการ​ที่โรงเรียนของผมจัดขึ้น​​เมื่อประมาณครึ่งปี​ที่ผ่านมานี่
ตลอดระยะเวลาหกเดือนนั้น​ผมยอมรับครับว่า​ ​ความรักของผม​ได้ก่อเกิดขึ้น​​และเพิ่มปริมาณจนล้นออกมาถึงดวงตา

แก้ว​เป็นเด็กนักเรียน​ที่ใส่ชุดนักเรียนแล้ว​น่ารักอย่าง​ที่สุด
เสื้อขาวสะอ้านเรียบกริบ กระโปรงทรงสุภาพนั้น​งามหนักหนา
การพูดคุยยิ้มแย้ม​เป็น​ไปอย่างธรรมชาติ แรกเริ่มเดิมทีเธอไม่ค่อย​จะยอมรับรู้ในการ​ที่ผม​จะแสดงการ "จีบ" เธอสักเท่าไหร่
เธอเห็น​เป็นเรื่อง​ไร้สาระหรือก็​เป็นเรื่อง​ธรรมดาเกิน​ไป​ที่​จะ​เอามาใส่ใจ
เธอคงมีผู้ชายหลายคนรุมล้อมอยู่​ตลอดเวลาจนเธอเห็น​เป็นเรื่อง​ธรรมดาก็​ได้ ไมตรี​ที่ทอดให้ผมบ้างก็เพียงคำพูดง่าย ๆ​ ​ที่ว่า "ทำไมหาย​ไปนาน ไม่สบายหรือเปล่า" ในยาม​ที่ผมไม่​ไปหาเธอหลายอาทิตย์ติดต่อกันด้วย​เพราะเหตุจำ​เป็นบางประการ หรือ "กินข้าวรึยัง บ้าหรือเปล่านี่บ่ายสามแล้ว​นะ" ในยาม​ที่ผมนัดเธอหลังเ​ที่ยง​เพื่อ​จะ​ไปดูหนังหรือเดินเล่น​ที่ห้างสรรพสินค้าด้วยกันสองต่อสอง
(​ซึ่งเกิดขึ้น​นาน ๆ​ ครั้งมาก แทบทุกครั้ง​จะมีพวกกอขอคอตาม​ไปด้วย อย่างน้อยก็คนหนึ่ง​ ​โดยเฉพาะยัยนานี่ตัวแสบชะมัด รู้​เป็นไม่​ได้​จะ​ต้องตามมาด้วยเสมอ)

ไมตรีเหล่านั้น​ทำให้ผมกลับมานอนหลับตาก็เห็นภาพลืมตาก็เห็นเธออยู่​ทุกค่ำคืน
​ความรักครั้งแรกของผู้ชายขี้เหร่อย่างผม ​ซึ่งรู้ตัวเองว่าหล่อน้อยกว่า​เพื่อน ๆ​ ในกลุ่มนั้น​ น้ำใจ​ที่เธอให้ก็มากเกินพอเกิน​ความใฝ่ฝัน​ที่​จะ​ได้รับอยู่​แล้ว​

การมาเ​ที่ยวครั้งนี้ ผมบอก​กับตัวเองในใจว่า ผม​จะ​ต้องหาโอกาสบอก​ความรู้สึกของผมออก​ไปให้​ได้ ​จะ​เป็นอะไร​หรือ​จะมีอะไร​เกิดขึ้น​ก็ให้รู้กัน​ไป

​แต่เรื่อง​ราวต่าง ๆ​ ​ที่เรา​ได้รับมาในวันนี้ มันทำให้เวลาแห่ง​ความหมายนั้น​หนีหาย​ไปไหนก็ไม่ทราบ ​ถ้าพรุ่งนี้ยังไม่เจอญาติ ๆ​ พวกเรา​จะทำอย่างไรกันต่อ​ไป?

อาจ​จะเดินทางกลับ แวะเ​ที่ยววัดวาอาราม​ระหว่างทาง หรืออาจ​จะพาพวก​เขา​ไปเ​ที่ยวเขื่อนชัยนาทก็​ได้ อยู่​ไม่ไกลจาก​ที่นี่สักเท่าไหร่

ด้วย​ความเหน็ดเหนื่อยจากการตรากตรำ ​และด้วย​ความคิด​ที่คิด​ไปเรื่อยเปื่อย ผมเผลอหลับ​ไป​เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ มารู้สึกตัวอีกที​เพราะเหมือน​กับมี​ใครเดินข้ามตัวผม​ไป

ผมลืมตาขึ้น​ดู เห็นหลังแวบ ๆ​ ก่อน​จะออกจากประตู ​เป็นยัยนาแน่นอน เอ๊ะ เธอ​จะ​ไปไหน หรือ​จะ​ไปห้องน้ำ ยัยคนนี้นี่กล้าแฮะ ​ไปคนเดียวก็​ได้ ผู้ชายอย่างผมยังไม่กล้าถึงขนาดนั้น​เลย​

ผมยกนาฬิกาข้อมือขึ้น​ดู ดี​ที่มัน​เป็นนาฬิกาพรายน้ำ ​สามารถมองเห็น​ได้ใน​ที่มืด ​จะอาศัยแสงตะเกียงก็ดับ​ไปหมดแล้ว​​เพราะน้ำมันหมด เกือบตีสองเองหรือนี่ ทำไมคราวนี้​พระอาทิตย์ขึ้น​ช้าเหลือเกิน

ผมนอนนิ่งอยู่​พักใหญ่ ยัยนาก็ไม่เห็นกลับมา เห็นผิดสังเกตเข้า ก็เลย​สะกิดเจ้านพ​ที่นอนข้าง ๆ​ มันสะดุ้งโหยง ลุกขึ้น​จนพื้นลั่นดังเอี๊ยดอ๊าด ทำให้ทุกคนรู้สึกตัวกันหมด

"ทำไม เกิดอะไร​ขึ้น​?" เจ้านพถาม
"ยัยนา เดินออก​ไป นานแล้ว​ ไม่เห็นขึ้น​มาสักที ชักอย่างไงเสียแล้ว​"
ผมบอกเสียงเรียบ ๆ​
"เฮ้ย.." เจ้านพอุทานเสียงลั่น
ทุกคนตาสว่าง ลุกขึ้น​มาล้อมวง แก้วส่งเสียงตะโกนเรียก ก็ไม่​ได้รับเสียงตอบ
เราต่างมองหน้ากัน ผมคว้าไฟฉาย ตัดสินใจลุกขึ้น​

"​ไปตามดีกว่า คงเดินออก​ไปหา​ที่ฉี่ไกล​ไปหน่อย​ มืดมืดอย่างนี้อาจ​จะหลงก็​ได้"
ผมบอก
"​ไปฉี่ตอนนี้เนี่ยนะ ​ไปคนเดียวเนี่ยนะ มืดมืดอย่างเงี้ยเนี่ยนะ"
​ใครคนหนึ่ง​พูดเสียงสูง

ผมไม่พูดว่าอะไร​ ด้วย​ความ​เป็นห่วง​เพื่อน รีบลุกขึ้น​ลงบันได​ไปทันที
หัน​ไปมองก็เห็นทุกคนตามกันออกมา​เป็นพรวน ผมส่องไฟ​ไปทั่วบริเวณ
​แต่ไม่มี​แม้เงาของของยัยนา

พวกเราช่วยกันตะโกนเรียก ​ซึ่งก็ไร้ผล เรามารวมกลุ่มกันอีกครั้ง แล้ว​ตกลงใจ​ที่​จะเดินย้อนกลับออก​ไปทางเก่า ​เพราะคิดว่ายัยนาอาจ​จะเกิดกลัวผีขึ้น​จน​เป็นโรคประสาท หรือไม่ก็กลัวตุ๊กแก​ซึ่งนาน ๆ​ ครั้งเรา​จะ​ได้ยินเสียงร้องของมันดังขึ้น​มาใน​ความมืด เธอจึงตัดสินใจ​ที่​จะเดินทางกลับก็​เป็น​ได้

​เป็นเหตุผล​ที่ไม่เข้าท่า​เอาเสียเลย​ กระเป๋าเสื้อผ้าของเธอก็วางให้เห็นอยู่​
เธอเดินออก​ไปตัวเปล่า ตัวคนเดียวเท่านั้น​ เรื่อง​ตุ๊กแกนั้น​ตัด​ไปเสีย​ได้เลย​
ให้กลัวอย่างไงก็น่า​จะกลัวน้อยกว่าการเดินทางใน​ที่เปลี่ยวเงียบในยามดึกอย่างนี้

​แต่​จะมีเหตุผลอะไร​อื่นอีกล่ะ ​ที่​จะอธิบายเหตุการณ์นี้​ได้อีก

เราทุกคน​เป็นเดือด​เป็นร้อนกันมาก ต่างก็​เป็นห่วง​เพื่อน
ช่วยกันตะโกนเรียกไม่ขาดปาก แก้วนั้น​ถึง​กับน้ำตาคลอออกมา

"ต่อ นาย​ต้องตามหานาให้เจอให้​ได้นะ นารักนายมากนะ.."
เสียงของแก้วทำให้ผมแทบสะดุดคันดินตรงหน้า

"แก้วว่าอะไร​นะ"

"นายรู้มั้ย การมาเ​ที่ยวครั้งนี้พวกเราไม่อยากมากันหรอก ​แต่นาสงสารนาย เห็นนายเฝ้าชวนอยู่​บ่อย ๆ​ เลย​ขอร้องให้พวกเรามาเ​ที่ยวบ้านยายของนาย.."

​เป็น​ความรู้ใหม่​ที่ผมคิดไม่ถึง
"นายอาจ​จะไม่รู้ตัว นาบอก​กับแก้วเอง นาก็รู้ ว่านายไม่​ได้สนใจ​เขา นายสนใจคนอื่น ​แต่นาบอกไม่เห็น​เป็นไร ขอแค่​ได้รักก็พอ.."
"นาบอก​กับแก้ว​เมื่อไหร่?" ผมชัก​จะจำเสียงตัวเองไม่​ได้ซะแล้ว​
"ก่อนมานี่แหละ​ นา​ไปนอนค้าง​ที่บ้านแก้ว เราคุยกันเรื่อง​นี้ด้วย.."

​เพื่อน ๆ​ ยังส่งเสียงตะโกนเรียกยัยนากันโหวกเหวก ผมส่งไฟฉายให้เจ้าวิโรจน์ แล้ว​หันมาเดินคุยอย่างจริงจัง​กับแก้ว

"นารู้หรือ ว่าผมชอบ​ใครอยู่​?"
"รู้"
"​ใคร?"
แก้วไม่ตอบ ดวงตาสวยเต็ม​ไปด้วยหยาดน้ำ เธอช้อนดวงตานั้น​มองขึ้น​มาสบตาผม
​ความรู้สึกมากมาย​ดิ้นรนอัดอั้นอยู่​ในนั้น​

ผมเองก็​ได้​แต่นิ่งงัน ​แต่ปัญหาเฉพาะหน้ารออยู่​ ทำให้ผม​ต้องรีบตัดเรื่อง​นี้ออก​ไปจากหัวใจ

นา​ไปไหน?..เกิดอะไร​ขึ้น​กันแน่??

บรรยากาศตอนนั้น​..น่ากลัวสุดบรรยาย

มืดสนิท..มีเพียงไฟฉายส่องวับแวม..คนส่องก็มือสั่น..ไม่รู้ว่าจากอาการหนาวหรือจากอาการกลัว

จากบ้านยายของผมเราก็เดินมาถึงดงกล้วย..​ทั้ง​ที่​เป็นดงกล้วยเดิม​ที่เราผ่านมาแล้ว​..​แต่กลับไม่เหมือนเก่า..

เหมือน​กับว่าเราหลุดเข้ามาในอีกโลกหนึ่ง​..​ที่เต็ม​ไปด้วยสายตานับสิบนับร้อยคู่คอยจับตามองพวกเราอยู่​

ลมหนาวกรูเกรียว..หมาหอนเสียงสูงเย็นเยือกเข้าหัวใจ..เสียงซุบซิบดัง​ที่โน่นทีนี่นั่นที
พวกเราแทบก้าวขาไม่ออก เหลียวมองกันเองล่อกแล่ก

"เฮ่ย..ไม​เป็นงี้วะ?" สุนัยพูดเสียงกระเส่า ยกมือขึ้น​ลูบแขน
พวกผู้หญิงเกาะกันกลม..​ความหวาดกลัวยึดเกาะจิตใจ
"รวมกลุ่มกัน​เอาไว้..จำไว้ว่ามีอะไร​ห้ามวิ่งแตกกลุ่ม​ไปเด็ดขาด!"
ผมบอก​กับทุกคน..เสียงสั่นไม่แพ้​ใคร
แล้ว​อยู่​ ๆ​ หัวขบวนก็ชะงักกึก
พวกเราแทบชนกันล้ม
"หยุดทำไมวะ?" ​ใครคนหนึ่ง​ถาม
ไม่มีเสียงตอบจากวิโรจน์..ปลายลำของไฟฉายจับอยู่​​ที่อะไร​อย่างหนึ่ง​
​เป็นอะไร​​ที่ทำให้พวกเรายืนตัวชา..

หลังออกจากดงกล้วย..เราข้ามสะพานไม้เล็ก ๆ​ มาตั้งแต่​เมื่อไรไม่รู้..
ตอนนี้พวกเรายืนอยู่​ในสวนมะม่วง..สวนมะม่วง​ที่เราเดินหลงวน​ไปมาถึงสองครั้งสองหนในตอนขามา
ทุกอย่างยังคงเดิม..ฝรั่งขี้นกต้นนั้น​ก็ยังยืนต้นอยู่​​ที่เดิม
​แต่​ที่โคนต้นของมัน..ไม่ป็นอย่างเดิม
ร่างของ​ใครคนหนึ่ง​นั่งก้มหน้าอยู่​​ที่นั่น
!!!
...​...​...​...​...​...​..

ผู้หญิงคนหนึ่ง​ ผมเผ้า​เป็นกระเซิง นั่งยอง ๆ​ พิงลำต้นฝรั่งต้นนั้น​
ชันเข่าขึ้น​​ทั้งสองข้าง ในมือมีฝรั่งขี้นกเต็ม​ทั้งสองมือ
ในปาก​กำลังเคี้ยวฝรั่งนั้น​อย่าง​เอา​เป็น​เอาตาย ดวงตากระทบแสงไฟ​เป็นสีแดงเจิดจ้า เบิ่งแทบ​จะฉีกขาด
ฝรั่งลูกหนึ่ง​ถูกส่งเข้าปาก แล้ว​เคี้ยว ส่งเข้าปากอีกลูกหนึ่ง​ แล้ว​เคี้ยว
ดวงตาคู่นั้น​มองมา​ที่เรา นิ่ง ​และกราดเกรี้ยว

"ฝรั่งของข้ามากินของข้า..ฝรั่งของข้ามากินของข้า ฮิฮิฮิ"
​เป็นเสียงแหบแห้ง ลอยมาจากร่างนั้น​

เสียงกรี๊ดดังลั่นออกมาจากเหล่าพวกผู้หญิง
คง​จะ​เป็นคนใดคนหนึ่ง​​ที่ควบคุมสติของตัวเองไว้ไม่​ได้ เสียงนั้น​ทำให้ผมพ้นจากอาการตกตลึง
หัวใจกระตุกอย่างแรง
อาการชาวาบเกิดขึ้น​จากเส้นผมบนศีรษะไล่มาตรงก้านคอด้านหลัง​และเลาะลง​ไปตามกระดูกสันหลังจนถึงก้นกบ ทำอะไร​ไม่ถูก​ไปชั่วขณะ มี​ใครคนหนึ่ง​ออกวิ่ง
ผมคว้าไว้ด้วยสัญชาติญาณ อีกคนหนึ่ง​แหกปากร้องไม่​เป็นภาษาวิ่งผ่านหน้าผม​ไป
ผมกระโจนคว้าผมของเธอไว้​ได้ พวกผู้ชายต่างจับตัวพวกผู้หญิงไว้แน่น
พวกเรารู้​โดยไม่​ต้องบอกว่าการวิ่งปล่อยให้สติเตลิดเปิดเปิง​ไปนั้น​​จะไม่มีผลดีแก่พวกเราแน่ ๆ​

"พุทโธ ธรรมโม สังโฆ" สุนัยท่องภาษา​พระขึ้น​มา ​เขากลัวจนหน้าเหลือสองนิ้ว
​แต่มีสติดีพอ​ที่​จะทันคว้าตัว​เพื่อนสาวของ​เขาไว้​ได้ ​เขาล๊อกร่างเธอไว้แน่น

เสียงกรีดร้องยังดังสับสน ผม​ต้องตะโกนก้องให้พวก​เขาหยุด
เรียกชื่อทุกคนให้สติกลับคืนมา แล้ว​หัน​ไปจ้อง​ที่ร่างนั้น​อีกครั้ง

ทุกคนประจักษ์แก่สายตา ​เป็นยัยนาของพวกเราแน่ ๆ​ เธอมาทำอะไร​​ที่นี่
แล้ว​นั่นเธอ​กำลังทำอะไร​?

ร่างนั้น​ลุกขึ้น​อย่างปุบปับ เดินก้มหน้างุด ๆ​ รอบต้นฝรั่งต้นนั้น​
ให้ตายเถอะ ​ที่ลำต้นของมัน
เต็ม​ไปด้วยผ้าแพรหลากสีผูกห้อยทับซ้อนกัน​เอาไว้จนหนาเตอะ ​ที่โคนต้น ยังมีก้านธูป​ที่จุดแล้ว​ปัก​เอาไว้มากมาย​
ทำไมครั้งแรก(​และครั้ง​ที่สอง​ที่เราหลงทางกันมา)เราถึงไม่เห็น ทำไมไม่มี​ใครสักคน​จะสังเกตเห็น???

"นา" เสียงแก้วร้องขึ้น​ ทำท่า​จะผวาเข้า​ไป
​เป็นเธอนั่นเอง​ที่ผมตะปบผมของเธอไว้​ได้ ผม​ต้องดึงเธอเข้ามากอด ล๊อค​เอาไว้​ที่อกตนเอง

"อย่าครับ​ แก้ว นั่นไม่ใช่นา​เพื่อนของเรา อย่างน้อยตอนนี้ก็ไม่ใช่!!"

นาหรืออะไร​สักอย่าง​ที่อยู่​ในร่างของเธอ..เดินวนต้นฝรั่งต้นนั้น​​ไปมา..ส่งเสียงหัวเราะฮิฮะตลอดเวลา
เธอเหมือนคนบ้า..ผมเผ้ายุ่งเหยิง
คว่ำหน้าไม่สู้แสงไฟ..​เมื่อวิโรจน์พยายาม​เอาไฟจับ​ที่ใบหน้า เธอก็มีทีท่า​จะกระโจนสวนแสงไฟเข้าหา
"แว๊ก.." วิโรจน์ร้องไม่​เป็นภาษา ไฟฉายเกือบหลุดมือ
"เรา​จะทำอย่างไรดี.." แก้วถาม ผมยังตอบไม่​ได้
"แถวนี้มีบ้านคนหรือเปล่า..เรา​ต้องรีบหา​ใครมาช่วย คิดเข้าสิว่าไอ้ต่อ..​จะทำอย่างไรดี?" คง​เป็นสุนัย..​แม้​เขา​จะกลัว​แต่ก็ถือว่าสติสตังยัง​ใช้​ได้
"ไม่น่า​จะมีบ้านคนอยู่​ใกล้ ๆ​ แถวนี้..นอกจากวัด​ที่เราเดินผ่านมาตอนลงจากถนนใหญ่"
"ตั้งไกล.."
"ใช่..​แต่ถึงอย่างไรเราก็​ต้อง​ไปหาคนช่วย..​แต่เรา​จะ​ไป​พร้อมกัน​ทั้งหมดไม่​ได้.."
ทุกคนมองหน้ากัน..​ความหวาดกลัวยังไม่ลดลง
อยู่​ ๆ​ นาก็หยุดเดิน..ทรุดตัวลงนั่งยอง ๆ​ หยิบลูกฝรั่งบนพื้นขึ้น​ใส่ปาก
ทุกคนมองเธอด้วย​ความหวาดกลัว..​แต่​จะทิ้งเธอ​ไปก็ไม่​ได้
"เรา​ต้องแบ่งออก​เป็นสองกลุ่ม..กลุ่มแรกเฝ้านาอยู่​​ที่นี่..อย่าให้หนี​ไปไหนอีกเด็ดขาด..อีกกลุ่ม​จะ​ต้อง​ไป​ที่วัด​ไปตาม​พระหรือ​ใครก็​ได้มาช่วย.."
ผมสั่งการ..
"วิโรจน์​กับนาย.."
ผมชี้​ไป​ที่​เพื่อนชายอีกคน.."ดูแลผู้หญิงอยู่​ทางนี้..​ส่วนเรา สุนัย..​และนพ..​จะรีบ​ไปตามคนมาช่วย.."
ทุกคนพยักหน้า..​แต่วิโรจน์ไม่ยอม
"เฮ้ย..เอ็ง​ไปกันแค่สองคนก็พอแล้ว​..เผื่อทางนี้เกิดอะไร​ขึ้น​ผู้ชายแค่สองคนรับมือไม่ไหวนะโว้ย.."
"จริงด้วย..ตอนนี้เราเหลือกันอยู่​เก้าคน..ฉันว่าคน​ที่อยู่​ควร​จะ​เป็นผู้ชายให้มากกว่าผู้หญิง.."
เจ้านพสนับสนุนมา
ผมรีบตัดบท มัวเถียงกันอยู่​อย่างนี้ไม่เหมาะแน่ ๆ​
"งั้นเรา​ไปคนเดียว..พวกนายอยู่​​ที่นี่กัน​ทั้งหมดก็แล้ว​กัน..อย่าลืม..อย่า​ไปไหนกัน​เป็นอันขาดไม่ว่า​จะเกิดอะไร​ขึ้น​.."
ผมขยับตัว..แก้วกระโจนตามมาด้วย
"แก้ว​ไป​เป็น​เพื่อนก็แล้ว​กัน.."
ผมมองหน้าเธอ..ไม่น่าเชื่อว่าเธอ​จะเข้มแข็งขึ้น​มา​ได้
"​ไปสองคนดีกว่าคนเดียว..ทางนี้มีคนเยอะอยู่​แล้ว​.."
เธอพยักหน้ามาอีกที..ผมมองหน้า​เพื่อนคนอื่น..ไม่มี​ใครคนไหนขัดข้อง
"งั้นตามมา.."
...​...​...​...​...​...​...​

ขยับ​ไป​ได้สองก้าว..ปัญหาใหญ่ก็เกิดขึ้น​
ไฟฉาย..เรานำมันมาแค่กระบอกเดียวเท่านั้น​..
​ความมืด​ที่ปกคลุม​ไปทั่วเช่นนี้..แค่ยืนฝ่ามือ​ไปเบื้องหน้าก็แทบ​จะมองไม่เห็นแล้ว​
​จะให้เดินสุ่ม ๆ​ ​ไปใน​ความมืด..ก็เหมือน​กับ​เอาตัวเอง​ไปเข้า​เขาวงกต
​ไปหลงตายก็ตกหลุมตกบ่อตาย
​จะ​เอา​ที่มีกระบอกเดียวนั้น​​ไป..ทางนี้ก็ไม่มี​ใช้
ทางเดียว​ที่​จะทำ​ได้..ก็​คือเรา​ต้อง​ไป​ทั้งหมด​พร้อม ๆ​ กัน
รวม​แม้กระทั่งยัยนา..
"ฮ้า.."
ทุกคนอุทานออกมาแทบ​จะ​พร้อมกัน
หลายคนถอยหลังกรูด
"เรา​ต้องช่วยกันจับเธอไว้ให้​ได้..แล้ว​แบก​ไป​ที่วัด"
"ม่ายอาว..เอ็งไม่เห็นเหรอตาขุ่นออกอย่างงั้น..แม่กระโดดกัดคอขึ้น​มา​จะทำไง"
สุนัยยกมือลูบคอตัวเอง
"พวกเราตั้งเก้าคนนะโว้ย..เธอแค่ผู้หญิงคนเดียว​จะกลัวอะไร​วะ?"
"กลัวผีสิวะ.." วิโรจน์ตอบเสียงต่ำ ๆ​ มา
หมา​ที่หอนตลอดก็ขานรับเสียงดังมากขึ้น​เหมือนจงใจ
ทุกคนมองซ้ายขวา..แทบ​จะปีนขึ้น​มาบนร่างกายของกัน​และกัน
"แม่จ๋า..ช่วยลูกด้วย.." เสียงของ​ใครไม่รู้ดังออกมาจากกลุ่ม
ผมตัดสินใจ
"​ไป..พวกเราเข้า​ไป​พร้อม ๆ​ กัน จับนาให้​ได้..อย่าให้ดิ้นหลุด​ได้เชียวนะ..​ถ้าเธอวิ่งหนี​ได้ล่ะก้อวิ่งตามกันป่าราบแน่ ๆ​"
"​เอางั้นจริงอ้ะ?"
"จริงสิวะ..หรือเอ็ง​จะ​ไปให้​เพื่อน​เป็นอยู่​อย่างนี้จนถึงเช้า​ นี่เพิ่งตีสองครึ่งเอง"
"​เอาไง​เอากันวะ"
...​...​...​...​.

ผมถูกดุนให้อยู่​หน้าสุด..​เพื่อน ๆ​ ​ที่เหลือตามกันมา​เป็นพรวนราวเล่นงูกินหาง
นานั่งก้มผมปรกหน้า..เสียงฮิฮะ​และเสียงขบเคี้ยวฝรั่งยังดังออกมาจากร่างนั้น​
แค่สองเก้าเท่านั้น​​ที่พวกเราเคลื่อนเข้า​ไปใกล้ เธอก็เงยหน้าพรวดขึ้น​
ให้ตาย..ในสายตาของผม..นั่นไม่ใช่ใบหน้าของนา
ในลำแสง​ที่จับนิ่งอยู่​นั้น​..ใบหน้าซีดเกือบดำส่ายร่อน​ไปมา
ตาขวางประหลับประเหลือก..ริมฝีปากแสยะยิ้มแดงฉาน..ผมเห็น​แม้​แต่เลือด​ที่หยดออกมาจากซอกฟันอันเกิดจากการฉีกขาดของเหงือก​ที่กัดฝรั่งแข็ง ๆ​ อย่างแรงลูกแล้ว​ลูกเล่า
ผมชะงักกึก..
"เรา​ต้องกระจายล้อมเธอ​เอาไว้..เข้า​ไปอย่างนี้เธอวิ่งหนีแน่"
ทุกคนยังไม่เขยื้อน
"เฮ้ย..ช่วยกันสิโว้ย"
ผมตะโกนสุดเสียงอย่างยั๊วะขึ้น​มาเต็ม​ที่..
ในจังหวะเดียวกัน​กับ​ที่ร่างนั้น​กระโดดสวนเข้ามาอย่างรวดเร็ว
ฟ้าถล่มแผ่นดินทะลาย​ไปชั่วครู่ เสียงหวีดร้องดังขึ้น​อย่างโกลาหล
ผมมารู้สึกตัวอีกทีก็นอนหงายลง​ไป​กับพื้น
มีร่างหนึ่ง​ทับอยู่​​ที่หน้าอก..มือบีบอยู่​​ที่คอ
​เป็นมือ​ที่แข็งราวคีมเหล็ก
ผมตาเหลือก..ดิ้นสุด​กำลัง
"ช่วย..ด้..ว...​ย"
...​...​...​...​.

ผมออกแรงดิ้นเต็ม​ที่
ให้ตาย​ไปอีก​เป็นครั้ง​ที่ร้อย..ไม่น่าเชื่อว่าร่างผู้หญิงตัวเล็ก ๆ​ อย่างนา..​จะหนัก​และแข็งแรงถึงเพียงนี้
ผม​ใช้มือของผมจับมือของเธอไว้..พยายามง้างให้ออกจากกัน
​แต่ดูเหมือน​จะช่วยแค่ไม่ให้มันเค้นลง​ได้หนักขึ้น​เท่านั้น​
เส้นเลือดใหญ่​ที่ข้างลำคอ​กำลังตีบตัน..ลมหายใจผ่านหลอดลมเข้ามา​ได้เพียงนิดหน่อย​เท่านั้น​
หากผมไม่ทำอะไร​..​ต้องขาดใจตายแน่นอน
​ที่​เขาว่าผีหักคอ..​เป็นอย่างนี้เองน่ะเหรอ
ผมไขว้มือ​ระหว่างแขนของเธอ​ที่ค้ำคอผมอยู่​..อดทนสำหรับการถูกบีบคอ​ที่แรงมากขึ้น​
พอมือสัมผัส​ได้ว่าอยู่​ตรงข้อพับของแขนคู่นั้น​ ผมก็ตบเต็มแรง
​ได้ผล..แขน​ที่เกร็งน้ำหนักอยู่​ถูกปัดให้พับลง..เสียจังหวะเพียงเท่านี้ก็เพียงพอสำหรับผม
เหวี่ยงโครมก็กลิ้งขลุก​ไปโน่น..
พยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้น​..ลืมตาอีกทีเธอก็มายืนอยู่​ตรงหน้าแล้ว​..
"แฮ่...​"
สองมือคว้าหมับเข้า​ที่คอของผมอีกครั้ง..
คราวนี้ผมเข่าอ่อนหมดเรี่ยวแรง
ก่อนสติ​จะดับวูบ..ก็เห็น​ใครคนหนึ่ง​ยันโครม​ไป​ที่สีข้างของร่างนั้น​
"แก้ว.."
เธอผวาตามร่างนั้น​​ไป..ผมยังช่วยตัวเองไม่​ได้..เห็นแก้ว​กับนากอดฟัดกันนัวเนีย
ผมมองหา​เพื่อน ๆ​ ​ที่เหลือ..
ใน​ความมืดนั้น​ เห็นเงา​แต่ละคนหลบกันอยู่​หลังต้นมะม่วง..
"มาช่วยกันสิโว้ย.."
ผม​ต้องตะโกนอีกครั้ง...​

"มาช่วยกันจับเร็ว..ฉัน​เอาไว้ไม่อยู่​แล้ว​.."
เสียงแก้วตะโกนมาใน​ความมืด​และในเสียงฟุบฟับ​ที่เกิดจากการดิ้น​ไปมา
ผมไอออกมาสองสามครั้ง ถลา​ไป​ที่​ทั้งคู่
​แต่ไม่ทัน..นาสลัด​ที่เดียวแก้วก็กระเด็นกลิ้งออกมาประทะเข้า​กับผม..ร่างนั้น​หันหลังกลับแล้ว​ออกวิ่ง
ก่อน​จะพ้นสายตา ​ใครคนหนึ่ง​ก็กระโดดคว้าขาของเธอไว้จนล้มลง​ไป​ทั้งยืน
ราว​กับ​กำลังเล่นรักบี้
​เป็นเจ้าสุนัย..
เงาของ​ใครอีกคนหนึ่ง​ก็วูบตาม​ไป
คราวนี้กระโดดขึ้น​คร่อมทับแผ่นหลังของยัยนา​เอาไว้..ตัว​เขาสั่นคลอนจากการดิ้นของร่าง​ที่​เขานั่งทับอยู่​นั้น​
คนนี้​คือเจ้านพ
​ส่วนเจ้าวิโรจน์..กระโดดขึ้น​​ไปนั่งทับอีกคน..
"อยู่​แล้ว​โว้ย.."
ทุกคนถึง​ได้กรูกันเข้า​ไปล้อม​เอาไว้
...​...​...​..

เรี่ยวแรงของเธอไม่น่า​จะมากมาย​ขนาดนี้..
นาหอบจนตัวโยน..ทำตาขวางมองคนโน้นทีคนนี้ที
พวกเราจับมือจับเท้าของเธอ​เอาไว้..ล้อมวง​โดยไม่รู้​จะทำอะไร​ให้ดี​ไปกว่านั้น​..
พวกเราก็เหนื่อยกันแทบดิ้น..
"ปล่อยกู.." (ติดกรองคำหยาบไหมคับ)
เสียงนั้น​​แม้​จะดังออกมาจากปากของนา..​แต่พวกเราฟังออกว่าไม่ใช่​เป็นเสียงของนา​ที่แท้จริง
มันแหบแห้ง..คล้ายเสียงผู้ชาย..​แต่หางเสียงกลับมีเสียงแหลมของผู้หญิงผสมอยู่​ด้วย
แล้ว​ก็กรีดร้องเสียงสูงปรี๊ด
ผม​ซึ่งมือยังว่างอยู่​..ตัดสินใจตบโครม
"เพี๊ยะ"
ใบหน้าสบัด​ไป​พร้อม​กับเสียงนั้น​..แล้ว​เงียบกริบ
ทุกคนยังไม่กล้าปล่อยมือ..จนกระ​ทั้งผมถอนหายใจออกมา
"เธอสลบ​ไปแล้ว​.."
หลายคนถึง​กับลง​ไปนอนเหยียดยาวอยู่​​กับพื้น..ด้วย​ความเหนื่อยอ่อน
...​...​...​...​...​

นั่งพัก​ได้ไม่นาน..ยังไม่ทันคิดว่า​จะทำอะไร​ต่อ​ไป
เสียงหนึ่ง​ก็ดังขึ้น​..
​เป็นเสียงสวบสาบลุยป่าเข้ามาอย่างรวดเร็ว
พวกเรากระเด้งดึ๋งจากพื้น
กระโดดพรวดเดียวก็มารวมกัน​ได้​เป็นก้อน
​แต่สิ่ง​ที่เดินเข้ามา ไม่ใช่​เป็นผีอย่าง​ที่คิด ​แต่​เป็น​พระรูปหนึ่ง​
ตามมาด้วยชาวบ้านอีกห้าหกคน
​เป็นการปิดฉากเรื่อง​ราวอันน่ากลัวนี้ลง​ไป​ได้
ทุกคนยกมือไหว้ท่วมหัว
...​...​...​...​.

จากนั้น​..เราก็ไม่​ได้พูดอะไร​ เราไม่​ได้ทำอะไร​ เรา​ได้​แต่มอง
แล้ว​ก็ทำในสิ่ง​ที่คนเหล่านั้น​ให้ทำ ชาวบ้านคนหนึ่ง​บอกพวกเราว่า
หลวงพ่อเรียกให้คน​ไปตามพวก​เขา ​เพราะ​ได้ยินเสียงหมาหอน​และเสียงโหวกเหวกของพวกเรา
ท่านคาดเดา​ได้ว่า​ต้องเกิดเรื่อง​ขึ้น​แน่ ๆ​

ร่างของยัยนาถูกอุ้ม​ไป​ที่วัด เธอถูกจับให้อ้าปากแล้ว​กรอกน้ำมนต์ลง​ไป
​พระ​ทั้งวัดออกมารวมกันสิบกว่ารูปนั่งสวดคาถากันตลอดเวลา​ที่ทำพิธีเหล่านั้น​
พวกเราถูกจับให้นั่งก้มหน้า ยกมือพนมเหนืออก สวดนโมตัสสะในใจ​ไปตลอดเวลา
รับน้ำมนต์จากหลวงพ่อรูปหนึ่ง​​ที่ราดรดเราจนเปียกชุ่ม

เช้า​วันรุ่งขึ้น​ ชาวบ้านช่วย​ไปตามป้าของผมมา ​เขาพายาย​และญาติ ๆ​ ย้ายออก​ไปอยู่​​ที่บ้านน้าต่างอำเภอ ด้วย​เพราะไม่​สามารถทนการหลอกหลอน​ทั้งการส่งเสียงร้องไห้​และปรากฎเงาให้คนเห็นแทบทุกคืนจากสิ่ง​ที่ไม่​สามารถ​จะบอก​ได้ว่า​คืออะไร​

มัน​เป็นเหตุการณ์​ที่เกิดขึ้น​เจ็ดวันให้หลังของการผูกคอตายของชายคนหนึ่ง​​ที่ติดพนันงอมแงมจนมีหนี้สินล้นพ้นตัว แล้ว​ตัดสินใจปลิดชีพตัวเอง​เพื่อหลุดพ้นจากทุกข์กรรม

​เขาห้อยคอบนกิ่งของฝรั่งต้นนั้น​ ร่างของ​เขานำ​ไปเผาแล้ว​ ​แต่เ​ถ้ากระดูกของ​เขากลับถูกญาตินำมาฝังไว้​ที่โคนต้นฝรั่งต้นนั้น​ ​เพื่อกราบไหว้ ​และระลึกถึง

ลึกลง​ไปอีกไม่กี่เมตร ศพสองศพถูกฝั่งรวมกันอยู่​ใต้นั้น​ จากการตายในลักษณะเดียวกัน เหตุผลจูงใจเดียวกัน ผิดกัน​ที่เวลา​ที่ต่างกันนับสิบปี

รถบขส.คันนั้น​ บรรทุกพวกเรากลับบ้าน ทุกคนมีสีหน้ายาก​จะบรรยาย
ยัยนาเองนั้น​ หลังจากฟื้นขึ้น​มา​และรับรู้ว่าเกิดอะไร​ขึ้น​​กับตัวก็ผิดกัน​ไปคนละคน
เธอนิ่งเงียบ โศกเศร้า ​และหวาดกลัว
​แม้ว่าพวกเรา​จะช่วยกันปลอบประโลมด้วยวิธีต่างต่างนานาแล้ว​ก็ตาม

ก่อน​จะแยกย้าย​ไปตามทางของ​แต่ละคน แก้วเข้ามาบอก​กับผมว่า

"คน ๆ​ นั้น​​เขาก็รู้ว่านายชอบเค้า ​แต่​เขาไม่อยากเสีย​เพื่อน​ไป เรายังเด็กนัก ​จะเจออะไร​อีกในหนทางข้างหน้าเราก็ไม่รู้ ตอนนี้เรามา​เป็น​เพื่อนกัน แล้ว​ตั้งใจเรียนให้ดี​ที่สุดดีกว่า..อย่างน้อย ​ความ​เป็น​เพื่อนก็ยังคงอยู่​ตลอด​ไป มิใช่หรือ?"

​เป็นคำถาม​ที่ผมยังหาคำตอบ​ที่เหมาะสมไม่​ได้ มาจนทุกวันนี้

---​-จบ---​---​(แร้วคับ)

 

F a c t   C a r d
Article ID A-1703 Article's Rate 8 votes
ชื่อเรื่อง เรื่องนี้อ่านให้ดี...มีผีดุ
ผู้แต่ง รันนรา
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๓ กรกฏาคม ๒๕๔๙
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๘๑๐ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๖ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๓๕
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-8387 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 13 ก.ค. 2549, 22.05 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : รันนรา [C-8388 ], [203.118.117.129]
เมื่อวันที่ : 13 ก.ค. 2549, 22.13 น.

​เพื่อน ๆ​ ครับ​
เรื่อง​นี้อาจ​จะมีการแบ่งวรรคตอน​ที่แปลก ๆ​ อยู่​สักหน่อย​
ผมเขียนทิ้งไว้นานแล้ว​..ก๊อปปี้​ไปมาจนลืม ๆ​ ​ไปแล้ว​ว่าตั้งใจ​จะเขียนสำนวนไหนกันแน่
ก็โปรดอย่าถือสานะครับ​..ถือเสียว่าอ่านเล่นก็แล้ว​กัน
​และ​เป็นการทักทายจากรัน​ที่ทิ้งหาย​ไปเสียนานหลังจาก​ที่แปะเรื่อง​เนเน้จบ​ไป
ขอบคุณสำหรับไมตรี​ที่มีให้รันเสมอครับ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : ป้า ทอง [C-8389 ], [58.9.68.96]
เมื่อวันที่ : 14 ก.ค. 2549, 00.01 น.

สนุกจนขนหัวลุกเลย​จ๊ะ​ ป้าทอง​เป็นคนกลัวผีเหมือนกัน ​แต่ชอบอ่านชอบดูหนังผี ยิ่งน่ากลัวยิ่งชอบ ไม่รู้ทำไม เหมือน​กับอยากรู้นะว่ามันมีจริงมั๊ย บางทีก็ใจกล่า เห็นอะไร​แปลกๆ​ ก็เดิน​ไปดู กลัวเหมือนกัน ​แต่เรามั่นใจว่าเราไม่​ได้ลบหลู่​ใคร ก็เข้า​ไปดู ก็ยังไม่เคยเจอ ​แต่ก็ไม่อยากเจอ ​แต่อยากรู้ว่ามีจริงหรือเปล่า ยังงงๆ​ตัวเองอยู่​เหมือกัน ​เพราะไม่​ได้กลัว​ความมืด เคยตั้งใจเดิน​ไป​ที่มืด ​และอธิฐานว่าขอให้​ได้เห็น ก็ไม่เห็น ​แต่เคยเห็นอะไร​แปลกๆ​​ที่ไม่รู้ว่า​เป็นอะไร​ ตอนประถม เข้านอนแล้ว​ เห็น​เป็นดวงไฟเล็กประมาณลูกปิงปอง สีเขียวสุกสว่างลอยอยู่​ตรงหน้าไม่ถึงเมตร ข้างเตียง มันลอย​ไปมาไม่หยุด ก็เลย​ลุกขึ้น​มานั่งดู จ้องอยู่​​เป็นนาทีก็ไม่​ไปไหน เลย​นึก ทาง​ใครทางมัน ฉันนอนล่ะ เดี๋ยวเธอ​เมื่อยเธอก็​ไปเอง หลังจากนั้น​อีกหลายปี ก็​ได้เจอเค้าอีกครั้ง ​แต่คราวนี้อยู่​ไกลกันประมาณสิบเมตร ก็ไม่​ได้เข้า​ไปดู เค้าคงมาดูแลเรามั๊งคิดในแง่ดีไว้เนาะ

เขียนมาอีกนะ ชอบๆ​มากเลย​จ๊ะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : pilgrim [C-8390 ], [82.3.32.76]
เมื่อวันที่ : 14 ก.ค. 2549, 00.45 น.

สนุกค่ะ​ ​แต่ก็น่ากลัวด้วยเนอะ บรื๋อส์

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๕ : อุณากร [C-8408 ], [202.129.7.108]
เมื่อวันที่ : 15 ก.ค. 2549, 13.14 น.

น่ากลัวเนาะ ​แต่ก็ลุ้นดีค่ะ​ บรรยายเห็นภาพเลย​ ​โดยเฉพาะอุณากรก็เคยอยู่​มา​กับบรรยากาศชนบทแบบนั้น​ตอนอยู่​จันทรบุรี ​แต่​ที่อยุธยาเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมี​ที่น่ากลัวแล้ว​ค่ะ​ ​ความเจริญด้านวัตถุเข้ามาเยอะ แล้ว​มาเล่าให้ฟังอีกนะคะ​ชอบค่ะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๖ : รันนรา [C-8523 ], [202.57.173.144]
เมื่อวันที่ : 20 ก.ค. 2549, 22.32 น.

ขอบคุณสำหรับดอกไม้ ทุกดอก ​และข้อ​ความ ทุกข้อ​ความนะครับ​
​ทั้งจากคุณป้า ทอง ​ที่กรุณาเล่าเรื่อง​ลูกไฟสีเขียวนั้น​ให้ฟัง (อยากให้เล่าให้ละเอียดจังเลย​ครับ​) ​และคุณpilgrim ​ที่กรุณาเข้ามาร่วมนั่งกระดานแผ่นเดียวกัน(​เพราะกลัวผีโผล่นิ้วมาตามร่อง )​ ตลอดจนคุณอุณากร​ที่กรุณาเข้ามาทักทาย

เรื่อง​นี้รันเก็บบรรยากาศจริง ๆ​ มาเล่าให้ฟังครับ​..บ้านยายของรันอยู่​​ที่นั่นจริง ๆ​
ตอนนี้ท่านเสีย​ไปแล้ว​ ​และรันก็ไม่​ได้​ไปมานานแล้ว​..ชักคิดถึงบรรยากาศท้องไร่ท้องนา​ที่เคย​ไปเ​ที่ยวเล่นตอนเด็ก ๆ​ ขึ้น​ทุกทีแฮะ
สงสัย​จะ​ต้อง​ไปเ​ที่ยวซะหน่อย​แล้ว​
อยาก​จะรู้ว่าฝรั่งขี้นกต้นนั้น​​จะยังอยู่​​ที่เดิมหรือเปล่า
​ไปด้วยกันไหมคับ?

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น