นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๐๔ กรกฏาคม ๒๕๔๙
ผู้ชายในสายฝน
อนงค์นาง
...ไออุ่นจากอุ้งมือหนาผ่านเข้ามาให้ใจหวั่นไหว ฉันกลาย​​เป็นลูกแมวเชื่องๆ​​ ทันที เดินตามต้อยๆ​​ ท่ามกลางสายฝนสีขาว​​ไป​​กับผู้ชายในสายฝน สัมผัสประหนึ่ง​​ว่าถึง​​แม้​​จะหนาวเย็น​​แต่ก็ดูอบอุ่นในหัวใจ...
ย่างเข้าสู่สนทยาในช่วงมรสุม ท้องฟ้ามืดครึ้มด้วยปุยเมฆสีเทาปนดำ จับตัว​เป็นกลุ่มก้อนลอยต่ำตรงแนวทิว​เขายาวออก​ไปแลไกลลับตา ไม่นาน...​หยาดน้ำสีขาวจากฟากฟ้าก็เทโครมลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา แรงลมโบกพัดทำให้ยอดทิวสนสูงชะลูดหน้าอพาร์ทเม้นท์เอียงลู่จวน​จะหักโค่น​เป็นสองท่อน กิ่งไม้​และใบหญ้าปลิวว่อนเล่นลม นกนางแอ่นฝูงใหญ่ตีปีกเริงร่าร่อนถลาโฉบหาเหยื่อ

ไกลออก​ไปในเวิ้งน้ำอันกว้างใหญ่ เกลียวคลื่นก่อตัวโหมกระหน่ำซัดหาฝั่งอย่างบ้าคลั่ง เรือประมงลำน้อย​กับเรือบริการนักท่องเ​ที่ยวทอดสมอแนวชายฝั่ง ต่างโคลงเคลงตามจังหวะคลื่นลมเหมือนตุ๊กตาเต้นระบำ

ฉันนั่งอยู่​หน้าเคาน์เตอร์มองภาพเหล่านี้ด้วย​ความเคยชิน อาจ​เป็น​เพราะเติบโตมา​กับสิ่งเหล่านี้ จนมองเห็น​เป็นเรื่อง​ปกติ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าหาก​ต้องจากจรห่างถิ่นฐานบ้านเกิด ฉัน​จะคิดถึงสิ่งเหล่านี้หรือไม่ อย่างไร?

จิตนาการภาพฝัน​กับการ​ได้ออก​ไปเผชิญโลกกว้างภายนอกยังคง​เป็นเรื่อง​​ที่ไกลเกินกว่า​จะเอื้อมถึง หากฉันก็ยังหวัง ว่าสักวันคง​ได้โลดโผน​ไปตามใจปรารถนา

​เมื่อครั้งเรียนจบ กิจการให้เช่าบริการห้องพัก​กับนักท่องเ​ที่ยวของครอบครัวมัดตัวฉันไว้แน่น ​ความจริงแล้ว​ตอนเรียนอยู่​ฉันก็ช่วยงานมาตลอด ครั้งนี้ก็เปรียบเหมือนลูกจ้างคนหนึ่ง​เต็มตัว ​และตั้งแต่นั้น​มาฉันก็ไม่​ได้เปลี่ยนงานอีกเลย​ ด้วยเหตุ​ที่ว่า

"อย่าเลย​ลูก ​จะดิ้นรน​ไปสมัครงานให้เหนื่อยยากทำไม ใน​เมื่อกิจการของเราก็​ไป​ได้ด้วยดี ช่วยๆ​ กันทำในครอบครัวดีกว่านะ" แม่ว่า หลังจากฉันขอ​ไปทำงานในเมืองหลวง

ฉันรู้ว่าแม่​เป็นห่วง ​แต่การ​ได้ประสบการณ์จากสังคม​ที่นอกเหนือจาก​ที่คุ้นเคยย่อม​เป็นสิ่ง​ที่ฉัน​ต้องการเช่นกัน...​ฉันแหงนมองบนท้องฟ้าแล้ว​พาอิจฉา หากว่าบิน​ได้ดั่งนกก็คง​จะดี ​เมื่อนั้น​ ฉันคงบิน​ไปใน​ที่อันแสนไกล ให้สมใจ แล้ว​ค่อยหวนกลับมา

นานเท่านาน​ที่นั่งเหม่อมอง ละอองฝนจับ​เป็นฝ้าหม่นบนกระจกใส จนหยดน้ำค่อยๆ​ ไหลลงเบื้องล่างอย่างอ้อยอิ่ง อดคิดถึง​ใครบางคนจน​ต้องเหลือบมองหีบเพลง​ที่วางอยู่​ข้างกาย

​เขาคนนั้น​มา​พร้อม​กับสายฝน แล้ว​ก็จาก​ไปตามวิถีชีวิตของสังคมเมือง มีเพียงสิ่งเหล่านี้มอบไว้​เป็น​ที่ระลึกให้หวนจดจำคืนวัน​แต่เก่าก่อน ยังจำ​ได้ดีถึงคืน​ที่แอบฟัง​เขานั่งเป่าหีบเพลงริมชายหาดใต้ดาวเดือน​ที่พร่างพราย เสียงอันไพเราะ​กับ​พระจันทร์นวลทอแสงเหลืองอร่ามสะกดให้ฉันเคลิ้มฝันเหมือน​ต้องมนต์สะกด พอโดนจับ​ได้ฉันวิ่งหน้าตั้งกลับขึ้น​ห้อง นอนคลุมโปงเหมือนเด็กทำ​ความผิดแล้ว​ผู้ใหญ่รู้ทัน

อาจ​เป็น​เพราะ​ความไม่เหมือน​ใครของ​เขากระมัง​ที่สะดุดใจฉันจน​ต้องจับตามอง​เป็นพิเศษมาตั้งแต่เริ่ม แล้ว​สิ่งเหล่านั้น​ก็เข้ามาในใจฉัน​โดยไม่ค่อยรู้เนื้อรู้ตัว บางคนว่า​เขา ‘บ้า’ ​แต่ฉันแย้งทาง​ความคิดอีกแบบหนึ่ง​ว่า ‘แปลกดี’ เหมือนกัน

ก็ลองคิดดู วันหนึ่ง​หลังคลื่นยักษ์ ‘สึนามิ’ ถล่ม ฟ้าฝนยังคงเทครืนลงมาไม่ขาดสาย รถ​โดยสารขาประจำพาแขกมาส่งหน้าอพาร์ทเมนท์อย่างทุลักทุเล คนอื่นๆ​ หลังลงจากรถก็พากันวิ่งจ้าละหวั่นเข้าหลบฝน ​ส่วน​เขาเดินแบบไม่ทุกข์ร้อน สีหน้าหรือก็อิ่มเอิบดูมี​ความสุข ​ต่อมาฉัน​กับแม่เลย​เรียก​เขาว่า ‘นายสายฝน’ ​เพราะยังมีอีกหลายครั้ง​ที่​เขาเดินทอดน่องยามหยาดน้ำจากฟากฟ้าหล่นลงมา เรียกว่าแทบ​จะตลอดระยะเวลาการมาเก็บภาพ​ความเสียหายบนเกาะพีพีเลย​ทีเดียว

นั่น​เป็นจุดเริ่มต้น​ที่ฉัน​ได้รู้จัก​เขา...​แค่เพียงห่างๆ​ ​กับอาชีพช่างภาพประจำนิตยสาร จากนั้น​ในช่วงขวบปี ‘อพาร์ทเมนท์’ ของฉัน​ได้ทำหน้า​ที่ต้อนรับ​เขาถึงสี่ครั้ง จน​ได้รู้จัก​เขามากขึ้น​ แน่นอนว่า ฉัน​ต้องถาม​เขาถึง​ที่มาของชื่อ​และทำไมถึงชอบเดินกลางสายฝน

"บางทีอาจ​เป็น​เพราะผมเกิดกลางสายฝนมั้ง" ​เขาว่า เหมือนไม่ใช่เรื่อง​สำคัญ "​ส่วนทำไมถึงชอบเดินเหรอ" ​เขาตอบแบบไม่ลังเลอีกว่า "​เพราะผมไม่ชอบวิ่งต่างหาก ก็แค่สายฝน กลัวทำไมเรื่อง​เปียก ไม่เคย​ได้ยินหรือครับ​​ที่คน​เขาบอกว่า อยู่​ใต้ฟ้ากลัวอะไร​​กับฝน "

ไม่อยาก​จะเชื่อเสีย​ทั้งหมดหรอก อาจมีอะไร​​ที่มากกว่านั้น​แล้ว​​เขาไม่บอกฉันก็​ได้ อีกอย่างประกายตา​กับการอมยิ้มก็​เป็นตัวเสริม​ความเข้าใจของฉัน​ได้​เป็นอย่างดี

ครั้งหนึ่ง​ฉันเคยถาม​เขาว่าทำไมไม่​ไปเปิดห้องพัก​ที่เกาะพีพีเลย​ ​จะ​ได้ไม่​ต้องเทียว​ไปเทียวมาให้เสียเวลาทำงาน ​เพราะหลังจากเหตุการณ์ ‘สึนามิ’ ไม่นานธุรกิจบริการก็กลับมาเรียกเงินในกระเป๋านักท่องเ​ที่ยว​ได้อีกครั้ง

"ผมไม่ชอบ​ความวุ่นวาย " ​เขาว่า "​ที่นั่นนักท่องเ​ที่ยวเยอะ ​โดยเฉพาะชาวต่างชาติ อีกอย่าง...​" จู่ๆ​ ​เขาก็หยุด​ไปเฉยๆ​ เหมือนเร่งให้ฉันอยากรู้มากยิ่งขึ้น​

"อะไร​คะ​?"

"​ที่นี่สวยกว่าตั้งเยอะครับ​"

ฉันหันหลังกลับเดินก้มหน้างุด​ไปทำงานทันทีด้วยใจไม่ค่อยปกตินัก ก็สายตาวิบวับนั่นคร้าน​จะมอง


มโนภาพผู้ชายสะพายเป้​กับกล้องถ่ายตัวโปรดหายวับในทันที​กับการสะดุ้งสุดตัว​เมื่อ​ได้ยินเสียงแม่ดังอยู่​ข้างหู "อะไร​คะ​แม่?" ฉันถามออก​ไป​โดยอัตโนมัติ ​ส่วนแม่ยืนยิ้มส่งมาให้

"​เป็นอะไร​หรือเปล่า ลิลลี่? นั่งซึมเชียว แม่เรียกตั้งนานกว่า​จะ​ได้ยิน"

สิ้นคำฉันตาโตขึ้น​มาทันที มองหน้าแม่ด้วย​ความแปลกใจ "แม่ว่าอะไร​นะคะ​?"

"อ้าว...​ดู เจ้าลูกคนนี้สงสัยอาการหนัก แม่​ใช้งานลูกหนัก​ไปหรือเปล่านี่?"

"ไม่ใช่เรื่อง​นั้น​ค่ะ​" ฉันรีบบอก "แม่เรียกหนูว่า ลิลลี่"

ไม่บ่อยครั้งนักหรอก​ที่​ใครๆ​ ​จะเรียกชื่อเล่นฉันเต็มๆ​ ว่า ‘ลิลลี่’ ​ส่วนมาก​จะเรียกเฉพาะคำหลังเสียมากกว่า คง​จะง่ายดีหรือว่าหน้าตาฉันไม่เข้า​กับชื่อก็ไม่รู้ ​แต่ยังมีอีกคน​ที่เรียกชื่อฉันแบบนี้...​นายสายฝน

ฉันจ้องหน้าแม่ พบเพียงรอยยิ้ม​ที่มากกว่าปกติ ​แต่ไม่ตอบว่ากระไร พลางยื่นเสื้อแขนยาวมาให้แล้ว​บอกว่า "อ้าว...​ใส่ซะ เดี๋ยว​จะ​เป็นหวัด ทำงาน​ได้ไม่คุ้มค่าแรง​ที่จ้าง"

นี่ล่ะแม่ของฉัน ​ถ้า​จะบอกว่า​เป็นห่วงลูกสาวคนนี้ฉันก็ไม่​ได้ว่าอะไร​นี่นะ ฉันรับเสื้อมาใส่อย่างรวดเร็ว หัวใจอบอุ่นขึ้น​มาเหมือนทุกครั้ง​ที่แม่อยู่​เคียงข้างคอย​เป็นห่วง​เป็นใย ก่อนจาก​ไปแม่เข้ามาลูบหัวฉันแล้ว​บอกว่า "​เมื่อตอนเ​ที่ยง แขกห้อง ‘ลีลาวดี’ มาเปิดห้องไว้​แต่ตอนนี้​เขาไม่อยู่​ ลูกช่วยดู​ความเรียบร้อย​หน่อย​นะ ไม่รู้ว่าแม่ลืมตรง​ส่วนไหนหรือเปล่า?"

ว่า​จะถามเรื่อง​ชื่อก็เห็นแม่เดินตัวปลิวออก​ไปสำรวจตรวจตรา​ความเรียบร้อย​อัน​เป็นกิจวัตรก่อนเข้านอนแล้ว​ ​ส่วนฉันอยู่​เข้างานผลัดกลางคืนสลับกัน​กับท่าน ก็​ต้องนับหนึ่ง​จนกว่า​จะรุ่งสาง

สำหรับห้อง​ที่มีชื่อเรียกตามชื่อของดอกไม้นั้น​ เราให้เช่า​เป็นรายเดือน ​ส่วนหมายเลขห้องธรรมดา​จะ​เป็นรายคืน...​ตามคำสั่งของนายจ้าง ลูกจ้าง​ที่ดี​ต้องปฏิบัติตามทันที ​เมื่อคิด​ได้เช่นนั้น​ ฉันมองหาแม่บ้านให้​ไปดูแทน ​แต่​เมื่อไม่เห็นในบริเวณใกล้เคียง เลย​​ต้องออก​ไปดูด้วยตนเอง


ใจดวงน้อยพลันเต้นตึกตักหลังออกมาจากห้อง ‘ลีลาวดี’ สองขาก้าวย่างซอยถี่ยิบราว​กับลงสนามแข่งเดินมาราธอนก็ไม่ปาน ไม่แน่หรอกว่าบางทีฉันอาจคิดมาก​ไปเอง กระเป๋าเป้ใบนั้น​ไม่​ได้มีใบเดียวสักหน่อย​...​​แต่มโนภาพผู้ชายสมญานามว่า ‘นายสายฝน’ ก็ลอยเด่นให้ปักใจเชื่อเสียแล้ว​

​เมื่อมาถึงหน้าเคาร์เตอร์สิ่งแรก​ที่ทำ​คือหยิบ​เอาสมุดรายชื่อแขกผู้มาพักแบบรายเดือนขึ้น​มาเปิดไล่หาทันที อาจ​จะด้วย​ความรีบร้อนก็​เป็น​ได้ ครั้งแรกเลย​ไม่เจอ บางทีชื่อ ‘ธารา สายนที’ อาจ​จะเล่นซ่อนหา​กับฉันอยู่​ก็​ได้ ​และ​เมื่อเปิดถึงครั้ง​ที่ห้า ฉัน​ต้องยอมรับ​ความจริงว่า...​คิดมาก​ไปเอง

​ส่วนห้อง ‘ลีลาวดี’ เปิดในนามบริษัท!

นานเท่านานใจยังไม่สงบ ขนาดแขกมาเปิดห้องพัก​ไปหลายรายแล้ว​ยังไม่​สามารถสลัดภาพ​เขาออก​ไปจากสมอง​ได้ มันน่าสงสัยน้อยเสีย​เมื่อไหร่ แม่ผู้เข้มงวดกฎระเบียบถึงขนาด​ใช้ลูกสาว​ไปตรวจเช็ค​ความเรียบร้อย​อีกครั้ง ​จะว่าหลงลืมก็ไม่น่า​จะใช่ ​เพราะข้าวของทุกอย่างในห้องก็​พร้อมสำหรับบริการ

​เมื่อไม่มีทางว่าใจ​จะหายว้าวุ่น ฉันจึงผุดลุกผุดนั่ง​ไปวนเวียนอยู่​หน้าห้องนอนแม่หลายครั้ง ครั้น​จะเรียกแม่มาถามก็ไม่เข้าที เลย​​ได้​แต่ถอนหายใจหนักๆ​ แหงนมองฟ้า​ที่มืดครึ้มก็คงไม่ต่างอะไร​​กับใจฉันยามนี้ ก่อน​จะเดินหงอยเหงากลับ​ไปทำหน้า​ที่ของลูกจ้างต่อ​ไป

ไม่รู้ว่ามี​ใคร​เป็นเหมือนฉันบ้างหรือเปล่า? ถึง​แม้ว่า​จะเหนื่อยล้าจากการทำงาน ​แต่พอถึงเวลานอนกลับนอนไม่ค่อยหลับ​เมื่อมีเรื่อง​มาให้ครุ่นคิด ปกติฉัน​จะนอนหกโมงเช้า​ ​ไปตื่น​เอาบ่ายโมง แล้ว​นี่ก็บ่ายสองเข้า​ไปแล้ว​ฉันเพิ่งตื่น นั่น​เป็น​เพราะเพิ่งหลับ​ไป​เมื่อไม่กี่ชั่วโมงนี้เอง

เรื่อง​นี้ไม่​ต้องหาแพะ​ที่ไหนเลย​ นอกจากนายคนเดียว ‘นายสายฝน’ ทำให้ฉันนอนตื่นสาย

หลังจาก​ใช้เวลา​ไปพักใหญ่สำหรับการทำธุระ​ส่วนตัว ฉันลงมาเดินฉุยฉายอยู่​ข้างๆ​ แม่ ทำที​เป็นนั่งพักผ่อนอ่านหนังสือพิมพ์​เพื่อเสพข่าว ​ส่วนใจนั้น​หวังว่าหากนาย ‘สายฝน’ มาพัก​ที่นี่จริงๆ​ แม่​จะ​ต้องบอกฉัน หรือไม่บางทีแม่อาจเรียก​ไปสอบถามหลังจาก​ใช้ฉันให้​ไปดูห้องนั้น​​เมื่อคืนก็​เป็น​ได้ ​และ​เมื่อนั้น​ฉัน​จะ​ได้เข้าเรื่อง​

​ต้องยอมรับว่านั่น​เป็นเพียงแค่​ความคิด​กับการคาดหวัง ​ส่วน​ความจริง​คือผ่านมาจนหนังสือพิมพ์เปิดกลับ​ไปกลับมาสองรอบแล้ว​แม่ยังคงเงียบ ​และยังคงวุ่นวายอยู่​​กับการต้อนรับลูกค้า จนไม่มีเวลา​แม้กระทั่งเหลียวมามองลูกสาวคนนี้เลย​

‘ทำไมเราไม่เข้า​ไปถามแม่ตรงๆ​ นะ?’

คำถามนี้ผุดขึ้น​มาขณะสองเท้าพาฉันมาหยุดนั่งลงบนชิงช้าไม้กระดานใต้ต้นหูกวางริมชายหาด อัน​เป็นสถาน​ที่พักผ่อนมุมเดียว​ที่ฉัน​สามารถปล่อยใจ​ไปตามอิสระ สุข ทุกข์ เศร้า ยังมีคลื่นลม​เป็น​เพื่อนดั่งเช่นทุกครั้ง

หาดทรายสีขาว​กับเขียวมรกตของน้ำทะเล ​ต้องแสงแดด​เป็นประกายระยิบระยับยาม​เมื่อคลื่นซัดหาฝั่ง อันดามันยังคงมนต์ขลังให้น่าค้นหา ขณะเดียวกันก็น่ากลัวยาม​เมื่อมันบ้าคลั่ง​เมื่อพายุเริ่มก่อตัวอย่าง​เมื่อวาน

​ความคิดฉันคงลอย​ไปเรื่อยเปื่อยหากไม่มาสะดุด​กับเสียงเพลง​ที่ล่องมาตามลม โน๊ตเพลงคุ้นหูจน​ต้องลุกขึ้น​ยืนหันมองรอบกาย หา​ที่มาของเสียง

นั่น!!...​หากว่าฉันไม่ตาพร่ามัวหรือคิดมาก​ไป ​ต้อง​เป็น​เขาแน่ๆ​...​นายสายฝน นั่งเป่าหีบเพลงห่างจากฉันไม่ถึงสิบเมตร

เสียงเพลงหยุด​ไปแล้ว​​แต่เสียงคลื่นยังคงดังอยู่​ใกล้ๆ​ รวม​ทั้งใจของฉันด้วย มันเต้นไม่​เป็นจังหวะ​ที่​ได้เห็น​เขาอีกครั้ง ไม่ใช่ในมโนภาพเหมือน​ที่ผ่านมา

ชั่วครู่...​​เขาเดินมานั่งบนชิงช้าไม้กระดานอีกอันหนึ่ง​ของต้นหูกวาง ต่างหันหน้าออกทะเลเหมือนกัน ส่งยิ้ม​ที่คุ้นตามาให้ ฉันไม่กล้ามองหรอก นอกจากยาม​เขาเผลอ

​ความจริงฉันมีเรื่อง​ถาม​เขามากมาย​ ​แต่การทำ​เป็นนิ่งเฉยแล้ว​ค่อยๆ​ ถาม ทำที​เป็นชวนคุยก็น่า​จะ​เป็นทางออก​ที่ดีตามประสาผู้หญิง ​เขาเองก็ไม่ใช่คนบ้าน้ำลายนอกจากขยันยิ้มเท่านั้น​

เวลาผ่าน​ไปนานเท่าใดฉันไม่รู้หรอก รู้เพียงว่าอะไร​​ที่ฉันอยากรู้คงไม่ปล่อยผ่านเก็บ​เอา​ไปคิดเดาคนเดียวแน่ แล้ว​ก็จริงอย่าง​ที่ฉันเคยสงสัย ​เขามาเปิดห้อง ‘ลีลาวดี’ ตั้งแต่​เมื่อวานตอนเ​ที่ยงในนามของบริษัท แล้ว​ก็​ไป​ที่เก็บภาพ​ที่เกาะพีพีเลย​ เพิ่งกลับมา​เมื่อตอนเช้า​

​ความจริงฉันน่า​จะฉุกใจคิดตั้งแต่แม่เรียกชื่อฉันแล้ว​ รอยยิ้มของแม่นั่นก็ใช่ ​ทั้งยังให้​ไปดูห้องอีก แม่หนอแม่ แกล้งลูกสาวสุด​ที่รัก​ได้ยังไงนะ ฉันคิดพาล​ไปถึงแม่ แล้ว​มาลง​เอา​กับคนแถวนี้​ที่นั่งยิ้ม​กับเกลียวคลื่น

"มาคราวนี้ไม่พาแฟนมาด้วยล่ะ?" ถามออก​ไปแล้ว​ก็อยากกัดลิ้นตัวเองเสียให้รู้แล้ว​รู้รอด ​เพราะดูเหมือนน้ำเสียงตัวเองออก​จะบึ้งตึงกระเง้ากระงอดชอบกล

​เขายิ้มก่อนตอบ "หมอดูว่าเนื้อคู่ผมอยู่​ทิศใต้ อยู่​ใกล้แม่น้ำ น้ำทะเล ก็เลย​ออกตามหา"

​เอาแล้ว​ไหมล่ะ ไม่น่าเปิดทางเลย​เรา ฉันทำ​เป็นไม่รู้ไม่ชี้เปลี่ยนเรื่อง​คุย​เป็นงาน​เป็นการขึ้น​ ​เขาบอกอีกว่ามาคราวนี้​จะเรียกว่ามาพักร้อนก็​ได้ หรือ​ถ้ามีภาพ​เอา​ไปลงนิตยสารบ้างก็​จะ​เป็นค่าตอบแทนให้บริษัทสำหรับค่า​ที่พัก


สักพัก​เขาหันมาทางฉัน "ลิลลี่ครับ​"

"คะ​?"

"ผมมีโปรแกรม​จะพายเรือ​ไปรอบๆ​ เกาะแล้ว​ก็ถ่ายภาพด้วย"

"แล้ว​ยังไงคะ​?"

"เอ่อ...​​คือ ผมอยากชวนคุณ​ไปด้วย" กว่า​เขา​จะเอ่ยออกมา​ได้ฉันเองนั่งลุ้นอยู่​แทบแย่

"หมายถึงให้ฉันพายแล้ว​คุณนั่งถ่ายภาพสบายๆ​ ใช่ไหมคะ​?" ฉันถาม​เอาเรื่อง​ ไม่รู้ตัวเหมือนกันว่าทำไม​ต้องทำปาก​กับจมูกชิดกัน

​ความจริงฉันก็แกล้งพูด​ไปอย่างนั้น​แหละ​ ​แต่ดูเหมือน​เขาละล่ำละลักอธิบายว่า​เขา​เป็นคนพายเอง ถ่ายเอง ​ส่วนให้ฉันนั่ง​เป็นแม่ย่านนาง​เป็นขวัญใจคนพาย

บ้าจริง!! ​เขาพูดออกมา​ได้อย่างไรกันนะ รู้สึกตัวเองนั่งทำหน้าไม่ค่อย​จะถูก มันร้อนๆ​ ยังไงไม่รู้ ฉันอ้างโน่นอ้างนี่สารพัดว่าไม่​สามารถ​ไป​ได้ ​ต้องทำงาน แล้ว​ฉันก็ไม่ใช่นักท่องเ​ที่ยว ถึงกระนั้น​แม่คงไม่อนุญาตหรอก

"ผมขออนุญาตแม่ของคุณแล้ว​ เห็นท่านบอกว่าคุณเองก็อยาก​ไปมานานแล้ว​"

ตายแล้ว​!! แม่ฉัน ​เอาลูกสาวมาขายแล้ว​ไหมล่ะ แล้ว​นี่แอบ​ไปคุยกันตอนไหนก็ไม่รู้ แล้ว​ก็ไม่ยอมกระซิบกันมั่งเลย​ โมโหก็โมโห ​ส่วนหนึ่ง​ก็อายด้วย เลย​ตะคอกด้วยเสียง​ที่ไม่เบานัก

"แล้ว​​จะ​ไปกี่โมง?" เท่านั้น​แหละ​​เขาหัวเราะก๊ากเลย​ ฉันทำเสียง ‘ฮึ’ ดังๆ​ ​ที่ถามน่ะ ไม่​ได้รับปากว่า​จะ​ไปสักหน่อย​

จากนั้น​เราสองคนต่างก็ตกอยู่​ในภวังค์ของตัว ฉันนั่งไกวชิงช้าเล่น​ไปมาช้าๆ​ มองภาพรอบกายด้วยใจเบิกบาน ดอกไม้ริมทาง ใบหญ้าสีเขียว หาดทรายสีขาว เกลียวคลื่น​และแสงแดด ดูเหมือนว่าต่างยิ้มให้ฉัน ​ส่วน​เขานั่งเป่าหีบเพลง​เป็นดนตรีประกอบฉาก นานๆ​ ครั้ง​จะหันมาส่งยิ้มให้ ​แต่ฉันทำ​เป็นมองไม่เห็น ฮัมเพลงตาม​เป็นบางครั้งแก้เขิน

แล้ว​ก็เหมือนทุกวันในช่วงนี้พอตกเย็น ท้องฟ้ามืดครึ้ม ลมพัดแรง ไม่นานสายฝนก็โปรยปรายลงมา ฉันลุกลี้ลุกลนบอกให้​เขาวิ่ง ​ส่วนตัวฉันนั้น​เตรียมวิ่งเช่นกัน ​ความตั้งใจของฉันโดนปฏิเสธ​โดยมืออุ่น ​เขาจับมือฉันแล้ว​บอกว่า

"อย่าเลย​ เหนื่อยเปล่า เดินกลับสบายๆ​ ดีกว่า" ​เขาบอก​พร้อมด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่น

ไออุ่นจากอุ้งมือหนาผ่านเข้ามาให้ใจหวั่นไหว ฉันกลาย​เป็นลูกแมวเชื่องๆ​ ทันที เดินตามต้อยๆ​ ท่ามกลางสายฝนสีขาว​ไป​กับผู้ชายในสายฝน สัมผัสประหนึ่ง​ว่าถึง​แม้​จะหนาวเย็น​แต่ก็ดูอบอุ่นในหัวใจ
+++++++

07/49

 

F a c t   C a r d
Article ID A-1686 Article's Rate 6 votes
ชื่อเรื่อง ผู้ชายในสายฝน
ผู้แต่ง อนงค์นาง
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๔ กรกฏาคม ๒๕๔๙
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๕๗๖ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๘ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๒๙
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-8297 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 04 ก.ค. 2549, 16.35 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : อนงค์นาง [C-8298 ], [125.25.3.130]
เมื่อวันที่ : 04 ก.ค. 2549, 16.40 น.

ขอบคุณมากครับ​ ​ที่เข้ามาอ่านเรื่อง​ของนางค์ ​ทั้งเรื่อง​ก่อนหน้านี้ ​และเรื่อง​นี้ครับ​

​ต้องขอโทษด้วยครับ​ ​ที่ไม่​ได้ตอบ​กับข้อ​ความแสดง​ความคิดเห็นของทุกคน

​เนื่องจาก ไม่ทราบว่า​จะตอบตรงไหน ตอนนี้รู้แล้ว​ครับ​ ถามลุงเปี๊ยกผู้ใจดี ลุงเปี๊ยกบอกมาแล้ว​ อยู่​แค่เอื้อมเองครับ​ ​แต่มองไม่เห็น

ฝากเรื่อง​ 'ผู้ชายในสายฝน' ด้วยนะครับ​ อาจ​จะต่างจากเรื่อง​ก่อนๆ​ มากมาย​ ​แต่คนเขียน
ก็ยัง​เป็นคนเดิมนะครับ​

ขอบคุณทุกท่าน​ที่​เป็นห่วงนางค์ครับ​ อยากบอกว่าตอนนี้​ได้งานทำแล้ว​ ​แต่​จะเริ่มทำหลังจบบอลโลกอ่าครับ​ แหะๆ​ ขอดูบอลก่อน

แล้ว​เจอกันใหม่ครับ​ เรื่อง​หน้า ​ซึ่งไม่รู้ว่า​เมื่อไหร่

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : ป้า ทองจ๊ะ [C-8299 ], [58.9.61.156]
เมื่อวันที่ : 04 ก.ค. 2549, 18.52 น.

สนุกจ๊ะ​ เห็นภาพชัดเลย​ว่านางค์​เป็นคนติดบอล แหมมีการรอบอลโลกจบก่อนด้วยนะจ๊ะ​ แล้ว​เขียนมาให้ป้าอ่านเรื่อยๆ​นะ

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : pilgrim [C-8304 ], [82.3.32.76]
เมื่อวันที่ : 06 ก.ค. 2549, 07.07 น.

เยี่ยมเหมือนเคยค่ะ​ คุณอนงค์นาง หวานซะ พี่พิลเคลิ้ม นึกว่าตัวเอง​ไปนั่งอยู่​บนชิงช้า ริมทะเลเลย​
เฮ้อ เวลามันผ่านมารวดเร็วนะ นึก​ได้อีกที เราก็แก่ซะแล้ว​ อิๆ​ๆ​ๆ​ๆ​

​จะรออ่านเรื่อง​ต่อ​ไปนะคะ​ ดีใจด้วยค่ะ​ ​ที่หางาน​ได้แล้ว​ ตอนนี้ พี่พิลก็ดูบอล ไม่​เป็นอันทำอะไร​เหมือนกัน ฮ่าๆ​ๆ​ๆ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๕ : อนงค์นาง [C-8313 ], [203.114.102.225]
เมื่อวันที่ : 06 ก.ค. 2549, 13.55 น.

สวัสดีป้าทอง​กับคุณพี่พิลกริมครับ​

ขอบคุณมากมาย​​ที่​เป็น​กำลังใจให้นางค์เสมอมาครับ​

​ความจริงเรื่อง​นี้เขียนขึ้น​มาในโอกาศพิเศษนะครับ​ เลย​ต่างจากเรื่อง​ก่อนๆ​ ​ที่ผ่านมา
​จะเห็นว่ามันไม่เศร้าหรือออกแนวชีวิตอย่าง​ที่นางค์เขียนบ่อยๆ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๖ : โดโรที [C-8336 ], [203.217.34.142]
เมื่อวันที่ : 08 ก.ค. 2549, 20.16 น.

เขียนบรรยาย​ได้ดีค่ะ​ อ่านแล้ว​เห็นภาพอันดามัน​ไปเลย​​ทั้งๆ​​ที่ยังไม่เคย​ไป ยินดีด้วยค่ะ​​ที่​ได้งานแล้ว​ ขอให้มี​ความสุข​และพบเจอ​กับสิ่งดีๆ​ในสถาน​ที่ทำงานใหม่นะคะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๗ : อนงค์นาง [C-8340 ], [203.188.15.165]
เมื่อวันที่ : 09 ก.ค. 2549, 00.01 น.

คุณโดโรที ขอบคุณ​ที่เข้ามาอ่าน​และคำอวยพรด้วยครับ​

ดีใจจัง​ที่มีคนชอบ

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๘ : พันนที [C-8355 ], [202.28.169.165]
เมื่อวันที่ : 10 ก.ค. 2549, 13.54 น.

อ่านจบแล้ว​ค่ะ​ บรรยาย​ได้เห้นภาพเลย​ค่ะ​ แอบเขิน​ไปด้วย ​แต่...​อยากให้มีต่ออีกจัง

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น