นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๒๔ มิถุนายน ๒๕๔๙
คำสารภาพ
อนงค์นาง
..."ผมบอก​​ไปหมดแล้ว​​ว่าผมไม่รู้เรื่อง​​ ผมโดนหลอก ​​เขาจ้างให้ผมขับรถให้ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า​​ไปทำอะไร​​?.."...
เริ่มเรื่อง​

​เขาค่อยๆ​ ผงกหัวขึ้น​มาอย่างยากลำบาก หลังจากสลบ​ไปนานหลายชั่วโมง​กับครั้ง​ที่จำไม่​ได้ในรอบวัน เปลือกตาค่อยปรือขึ้น​มาท่ามกลาง​ความมืดในห้องอับชื้นจนเริ่มคุ้นชิน ภายในหัวสมองหนักอึ้งเหมือนมีลูกเหล็กนับสิบมาคล้องคอ รู้สึกปวดจนชาบริเวณข้อแขน​ทั้งสองข้างจนกายอ่อนล้าแทบ​จะทรงตัวอยู่​ไม่ไหว การนั่งบนเก้าอี้แล้ว​ถูกมัดมือไขว้หลังมา​ทั้งคืนไม่ใช่เรื่อง​​ที่​ใครถวิลหา ต่อให้ร่างกายกำยำเก่งกล้าในเชิงรบอย่างบรรพบุรุษของชนชาติก็ยาก​จะทานทน

แล้ว​นี่​เขา...​​เป็นเพียงพ่อค้ารถเร่ หาเช้า​กินค่ำเท่านั้น​

ภาพ​ความทรงจำครั้งสุดท้าย ​เขาถูกชายหนุ่มผมเกรียนเค้นสอบปากคำอย่างหนัก ​กับคำถามซ้ำแล้ว​ซ้ำเล่า​เพื่อให้รับสารภาพ หากดูเหมือน​กับคำตอบ​ที่​ได้​ไป ​จะไม่​เป็น​ที่พอใจ ​เมื่อ​เขายังย้ำคำตอบเดิมว่า "ผมไม่รู้ ผมโดนหลอก" แล้ว​วัตถุดำมะ​เมื่อมด้ามเหล็กก็ถูกกระชากออกมาจากซอกเอวอย่างรวดเร็ว​พร้อม​กับอารมณ์เดือดพล่าน​พร้อมระบาย แล้ว​ตบ ‘โพละ’ ตรงปลายคาง เสียงดังราว​กับมะพร้าวห้าวหล่นจาก​ที่สูง

เหล็กกระทบเนื้อจนเลือดแดงฉานมาทางจมูก ปากแตกจนบวมเจ่อ ​เขาคิดไล่ฟื้น​ความทรงจำแล้ว​ให้รู้สึกปวดแปลบ​ไป​ทั้งใบหน้าขึ้น​มาอีกครั้ง มิหนำซ้ำนึกสมเพช​และเจ็บใจตัวเอง​ที่คิดอยาก​จะ​ได้เงิน​โดยไม่วิเคราะห์ให้ถ้วนถี่

​เขาลืม​ไปแล้ว​ว่าสังคมวัตถุเปลือกนอกยุคนี้ไม่มีของฟรีอันใด​ได้มา​โดยไม่หวังผลตอบแทน ไม่มีงานใดง่ายแล้ว​​ได้ค่าตอบแทนสูง บทเรียนอันล้ำค่านี้คง​จะจารึก​และตอกย้ำให้​เขามีสติรอบคอบมากยิ่งขึ้น​...​หาก​ได้รับอิสระ ​แต่คนจนอย่าง​เขาหนทางดู​จะมืดมนเหมือนราตรี​ที่ไร้​ซึ่งดาวเดือน

​เขากลาย​เป็น​ส่วนหนึ่ง​ของคดีสะเทือนขวัญเพียงชั่วข้ามคืน...​ตก​เป็นผู้​ต้องหาร่วมกันฆ่าผู้อื่น​โดยเจตนา ​เพราะ​เขาคนนั้น​​เป็นคนดังของบ้านเมือง สามวัน​ต่อมา​เขาจึงสูญสิ้น​ซึ่งอิสรภาพหลังหลบหนีจนไม่มี​ที่​จะให้ซุกหัวนอน

ชั่วขณะหนึ่ง​​เขาคิดถึงลูกสาว​กับเมียขึ้น​มา มองเห็นอนาคต​โดยไม่​ต้องพึ่งหมอดูเลย​ว่าขาด​เขาสักคน ชีวิตจาก​ที่ลำบากอยู่​แล้ว​คงหนักขึ้น​​เป็นสองเท่า มองเห็นลูกสาวกลาย​เป็นคนเงียบขรึม โดน​เพื่อนล้อว่ามีพ่อ​เป็นคนขี้คุก กลาย​เป็นเด็กมีปัญหา จนขาด​ความอบอุ่น แล้ว​เมียรักเล่า ​จะ​เป็นเช่นไร!?

คุณพ่อลูกหนึ่ง​ในวัยสามสิบต้นๆ​ พยายามแหงนหน้ามองฝ้าเพดาน​เพื่อไล่หยดน้ำใส​ที่ไหลรื้นออกมา ​ความพยายามไม่​เป็นผล​เมื่ออนาคต​ที่คาดหวัง​พร้อมครอบครัวดับสลายลงมา​กับคราบน้ำอุ่น...​​เขาคิดถึงลูกสาวอีกแล้ว​

"พ่อ...​โตขึ้น​หนู​จะ​เป็นนางพยาบาล นางพยาบาลใส่ชุดสีขาว" วันนั้น​หนูน้อยในวัยหกขวบว่าเสียงใสหลังกลับจากโรงเรียน ​เขาเดา​เอาเองว่าคงเห็นแบบอย่างจากโรงพยาบาลฝั่งตรงข้ามนั่นเอง

"​แต่พ่อว่า​เป็นตำรวจหญิงดีกว่านะ ​ได้พกปืนด้วย...​เท่ห์ดี" ​เขาล้อในขณะ​ที่เมียทำ​กับข้าวอยู่​ในครัว

ลูกสาวทำคอหด ย่นจมูก​เมื่อไล่ภาพคิดตามจิตนาการคำของพ่อแล้ว​สั่นหัวหนึบหนับ "ยี้...​น่ากลัว ไม่​เอาหรอก หนู​จะ​เป็นนางพยาบาล" ว่าแล้ว​ก็วิ่งตึกตัก​ไปบอกผู้​เป็นแม่อีกคน

​เขาหัวเราะด้วย​ความชอบใจ ปรึกษา​กับเมียว่า​จะร่วมกันทำ​ความฝันของลูกสาวให้​เป็นจริง

นอกเรื่อง​

ชีวิตรักของ​เขา​และเมียเริ่มขึ้น​เหมือนตอนจบของนิยายทั่ว​ไป ว่า​ไปแล้ว​มันเหมือนโชคชะตาชักพาให้​เขา​และเธอเดินมาชนกันกลางตลาดสด ศรรักปักอกแทบ​จะทันที​เมื่อเห็นนวลหน้าขาวผ่อง เธอเอ่ยคำขอโทษจนตกใจหน้าตื่น ​เขารีบเก็บของให้เธอจนลนลานมือไม้สั่น​เมื่อกลิ่นกายสาวโชยเข้าจมูก​และคิด​ไปว่าเสียงนั้น​หวานปานน้ำผึ้งเดือนห้า

จากนั้น​ไอ้หนุ่มบ้านนาผู้มาเสี่ยงโชคในเมืองหลวงก็เทียวรับเทียวส่งลูกจ้างสาวขายผัก​ทั้งเช้า​​และเย็น ก่อน​จะออก​ไปทำงานวิ่งรับส่ง​โดยสารผู้คนในละแวกใกล้เคียง

​เมื่อสนิทสนมจนกล้าเอ่ยปากชวน​ไปไหนมาไหน ​เขาก็ขยันหาโปรแกรมหนังผีมากขึ้น​ ด้วยเหตุผล​ที่ว่าเธอชอบดู ​เขาชอบฉากระทึกขวัญ ​เพราะเธอกลัวจนยึดไหล่​เขา​เป็น​ที่พึ่งทุกครั้ง​ไป

บางวัน​แม้​แต่ส้มตำ​กับไก่ย่างในจาน​จะหมด​ไปแล้ว​ ​แต่หากมีเธอนั่งฝั่งตรงข้าม​เขาคิดว่าข้าวเหนียวก็อร่อยไม่แพ้กัน

ครั้งหนึ่ง​ในคืนท้องฟ้าคำราม หลังจากน้ำมีดีกรีแผ่ซ่าน​ไปตามเส้นเลือด ​เขาเดินขาขวิดมาส่งเธอ​ที่หอพัก หน้าสองก้าวหลังอีกสามด้วย​ความครึ้มใจว่า ดีใจ​ที่​ได้ร่วมทานอาหาร​กับเธออีกหนึ่ง​มื้อ

​เขาแทบ​จะยืนทรงตัวไม่อยู่​ ถึงกระนั้น​ก็ยังยิ้มหวานให้คนรัก ปั้นเสียงหล่อด้วยภาษา​ที่คิดว่าเข้าท่า​ที่สุดแล้ว​ "เอ่อ...​นวลครับ​...​" ​เขายั้งไว้ รอจนเธอหันหน้ามา แล้ว​พูดว่า "หากไม่รังเกียจ รับพี่คนนี้​ไปเดินป้วนเปี้ยนใน​ความฝันของนวลสักคนนะครับ​"

หญิงสาวเอียงอายทำเสียงดุแก้เก้อ "บ้า!...​." แล้ว​เธอก็สวนกลับมาทันควัน "พี่รีบกลับบ้าน​ไปเลย​นะ ยุงมันชุมจังแถวนี้"

​เขางงจนตามเธอไม่ทัน " อะไร​จ๊ะ​?"

"ก็น้ำเน่าไง" พูดจบเสียงหัวเราะคิดคักของ​ทั้งสองก็ดังประสาน​ไป​กับยอดไม้​ที่พลิ้วไหว ค่ำคืนนั้น​เบื้องบนไร้แสงดาวเปล่งประกาย สายลมโชยพัดให้เหน็บหนาว​เป็นครั้งคราว ​ทว่าหัวใจสองดวงกลับผูกพันแลดูอบอุ่น ​เมื่อ​ความเข้าใจนั้น​ตรงกัน ประดุจดังแสงนำทางแทนประกายหมู่ดาวบนท้องนภา

​เขา​และเธอยังคงมีเรื่อง​พูดคุยกัน​โดยไม่รู้จักเบื่อ อาการอ้อแอ้ลิ้นพันกัน กลาย​เป็นสำนวนหยิบแกมหยอกสาวคนรัก จนหยาดฝนเทโครมลงมาประหนึ่ง​​เป็นพยานรับรู้

แล้ว​คืนนั้น​อาการเมาดิบก็​เป็นชนวนให้เกิดชีวิตน้อยๆ​ ในเวลา​ต่อมาตามแผน


เหตุของเรื่อง​

"​เป็นไงพี่ ​ได้เรื่อง​ไหม?"

เมียรักตะโกนถามตั้งแต่​เขายังเดินอยู่​หน้าห้องพัก เธอคงมานั่งรอ​เขาด้วยใจกระวนกระวาย ​เขาเดินซึม​เขา​ไปหา สีหน้า​ที่ฉายชัดออกมาคงไม่​ต้องเอ่ยอะไร​กันมากมาย​ เธอเดินหงอยกลับเข้า​ไปในบ้านทันที ​ส่วน​เขานั่งกุมขมับ​ซึ่งยังมองไม่เห็นทางออกของปัญหานี้แทน แว่วเสียงของเจ๊เกียวเจ้าแม่เงินกู้ยังไล่หลังมาให้​ได้ยิน

"โอ้ย...​ให้กู้ไม่​ได้หรอก นอกจากมีหลักทรัพย์มาค้ำประกัน" ​เขาอ้อนวอนขอ​ความเห็นใจอยู่​พักใหญ่ก็หมด​ความพยายาม เดินคอตกหัวเราะขื่น​กับโชคชะตา ​จะ​เอาอะไร​​ที่ไหนมาให้ ใน​เมื่อบ้านยังเช่า​เขาอยู่​ ราย​ได้สองคน​กับเมียรวมกันยังเดือนชนเดือน รถกระบะก็เช่า​เขา เงินเก็บในรูปของสร้อยคอทองคำ​ไปนอนอุ่นในโรงจำนำตั้งแต่วันลูกสาวเปิดเทอม

ยิ่งในช่วงสภาวะน้ำมันแพง ราย​ได้จากการขายผักก็ลดลงจนน่าใจหาย ด้วยเหตุ​ที่ว่าไม่​สามารถออก​ไปเร่ขายของไกลเหมือน​แต่ก่อน​ได้อีก...​ขาย​ได้ไม่คุ้มทุน

ตอนนั้น​​เขามืดแปดด้าน พอตกเย็นก็มารับลูกสาวหน้าโรงเรียนอัน​เป็นกิจวัตร เห็นแววตา​กับ​ความหวังของลูกสาวแล้ว​​เขาอยาก​จะร้องไห้ออกมาดังๆ​

"พ่อ...​.วันนี้ยัยฟางมาคุยใหญ่เลย​ว่า​ที่บ้านซื้อคอมพิวเตอร์ให้แล้ว​ ของยัยออมเพิ่งซื้อ​ไป​เมื่อเดือน​ที่แล้ว​" ​เขาสะดุ้งเล็กน้อย

"แล้ว​หนูว่าไงคะ​?" กลั้นใจถาม

"หนูก็บอกว่า เดี๋ยวพ่อก็ซื้อให้เหมือนกัน" ลูกสาวกระตุกแขน ขอคำสัญญาอีกครั้ง "ใช่ไหมคะ​พ่อ? "

แน่นอน ว่า​เขา​ต้องรับปาก ​จะปล่อยให้ว่า​ที่ ‘นางพยาบาล’ ในอนาคต​ไป​ใช้บริการในร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่​ได้อย่างไร มืดค่ำไม่ปลอดภัย ​เขา​และเมียก็คงไม่มีเวลา​ไปนั่งเฝ้า หากไม่มีลูก​จะกลาย​เป็นปมด้อย ​เมื่อก่อน​เขาก็ไม่เห็นด้วย​ที่เด็กชั้นประถมศึกษา​จะซื้อคอมพิวเตอร์ ​แต่หลังจากเห็นข้อดีจากผู้รู้แล้ว​ก็​ต้องยอมรับว่ายุคสมัย​ได้เปลี่ยนแปลง​ไปเสียแล้ว​

รู้น้อยเรียนน้อยอย่าง​เขาก็​ต้องตั้ง​ความหวังไว้​กับลูก ​เพราะฉะนั้น​ไม่เหลือบ่ากว่าแรง​จะ​ต้องหาให้​ได้

สองวัน​ต่อมาหลังจากจัดของใส่กระบะเสร็จเตรียมออกรถ ​แต่แล้ว​ก็เหมือนมีโชคลาภลอยมาตั้งแต่เช้า​ ​เมื่อคนรู้จักกันในตลาดสดแห่งนั้น​วานให้​เขาขับรถ​ไปส่งชายคนหนึ่ง​แทน เจ้าตัวอ้างว่าติดธุระ ​เขาอ้ำอึ้งอยู่​พักใหญ่ ครั้น​ได้ยินว่าค่าเหนื่อยมันมากพอ คำปฏิเสธก็ถูกกลืนหายเข้า​ไป​โดยไม่ทันยั้งคิด

ยามนั้น​ ​เขาคิดถึงลูกสาวขึ้น​มาจับใจ เสียงหัวเราะคงดัง​ไป​ทั้งบ้าน​เมื่อ​ได้ของ​ที่​ต้องการ...​​ความสุขของ​เขา​และเมียอยู่​ตรงนั้น​...​รออีกหน่อย​ลูกจ๋า

จบเรื่อง​

ประตูห้องถูกเปิดออกมา แสงจ้าภายนอกส่อง​เป็นลำยาวมาจน​เขา​ต้องหยีตา ​เขาขมวดหน้ามาก​ไป จนรอยฟกซ้ำบริเวณปากสำแดงฤทธิ์ให้​ต้องซี๊ดปาก คน​ที่ฝากรอยแผลให้​เขาเดินเข้ามาอีกแล้ว​ ในมือถือกล่องข้าวมาด้วย

ชายผมเกรียนโยนโครมลงบนโต๊ะ ออกคำสั่งเหมือนมะนาวหน้าแล้งว่า "อ้าว...​ยัดเข้า​ไปซะ" ก่อน​จะ​ไปนั่งอัดควันฉุยอีกมุมหนึ่ง​ ไม่​แม้​แต่​จะปล็ดล็อกกุญแจมือให้

​ความหิวมีมากกว่าเหนือสิ่งอื่นใด ​เพราะ​แม้​แต่น้ำสักหยดในรอบยี่สิบสี่ชั่วโมงยังไม่​ได้แตะ ​เขาก้มหน้าลง​ไปกินข้าวอย่าง​กับสัตว์ตัวหนึ่ง​​ทั้ง​ที่ยังเจ็บแผลอยู่​อย่างนั้น​

"สารภาพมา​ได้หรือยังมึง" ชายคนนั้น​ถามขึ้น​หลังจากข้าวในกล่องหมดลงภายในเวลาอันรวดเร็ว " โทษหนัก​จะ​ได้​เป็นเบา"

"ผมบอก​ไปหมดแล้ว​ว่าผมไม่รู้เรื่อง​ ผมโดนหลอก ​เขาจ้างให้ผมขับรถให้ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า​ไปทำอะไร​?.." ​เป็นอีกครั้ง​ที่​เขาสารภาพตาม​ความ​เป็นจริง ​ถ้าหาก​เขารู้ก่อนว่าขับรถพา​ไปฆ่าคน ​ใครมัน​จะทำ ​และหากมีเวลาคิดสักนิด​จะรู้ว่า ทำไมค่าจ้างถึง​ได้แพงกว่าปกตินัก

พอ​ไปถึง​ที่หมายมันก็​ใช้ให้​เขาขับรถเข้าประกบรถอีกคัน จากนั้น​ภายในเสี้ยววินาทีเสียงกัปนาทจากพญามัจจุราชก็ดังราว​กับฟ้าถล่มข้างหู​เขา มันรวดเร็วเกินกว่า​เขา​จะยับยั้งหรือเปลี่ยนแปลงชะตากรรม

​เมื่อ​เป็นเช่นนั้น​​จะทำอะไร​​ได้อีก นอกจากตัว​ใครตัวมัน ก่อน​จะแยกย้าย​กับหลบหนี ​เขาทำใจดีสู้เสือว่าไม่มี​ใครรู้​ใครเห็น ถึงกระนั้น​ภาพคราบเลือดกระฉูดติดกระจกรถของผู้เคราะห์ร้ายยังตามมาหลอกหลอนตลอดช่วงบ่าย ครั้นพอตกเย็นข่าวร้อนประเด็นดังเกือบทุกช่องทางโทรทัศน์บอกให้​เขารู้ว่าอยู่​บ้านต่อ​ไปไม่​ได้แล้ว​

ยังไม่ทัน​ที่​เขา​จะ​ได้พูดอะไร​ต่อ ชายผมเกรียนคนนั้น​ก็ถลาเข้ามากระชากคอเสื้อ​เขา สบถคำหยาบคายด้วยน้ำเสียงดุดัน "แม่...​ง...​เอ้ย มึงอยากเจ็บตัวมากกว่านี้ใช่มั้ย" มันผลัก​เขาจนก้นกระแทกเก้าอี้ดังโครมใหญ่ ก่อน​จะชี้หน้า
"มึงจำ​เอาไว้ ว่ามึง​ต้องสารภาพ มึง​เป็นคนยิง"

แล้ว​เสียงบานประตูก็ถูกกระชากปิดดัง ‘โครม’ ใหญ่ ชายคนนั้น​ออก​ไปแล้ว​ สักพัก​เขา​ได้ยินเสียงคนคุยกันคล้ายปรับทุกข์อยู่​นอกห้อง ฟังไม่ค่อยชัดนัก​แต่ก็พอจับใจ​ความ​ได้ว่า

"กูรู้เบื้องบนเร่งมา...​​เอาน่านายเรามีวิธี...​พอผ่อนคลายให้เรื่อง​มันซาลงเสียก่อนแล้ว​ค่อยว่ากันใหม่"

​เขาหลับตานึกปลง​กับชีวิต​ที่ก้าวย่างเกิดพลาดพลั้ง​โดยไม่รู้ตัว ถึงชีวิต​จะยากจน​แต่ไม่เคยเลย​สักครั้ง​ที่​จะคิดปล้น หรือฆ่าผู้อื่น อดมื้อกินมื้อ​กับเมียรัก ก็ยังเดินอย่างไม่อายในสังคมว่า​เป็นคนดีคนหนึ่ง​

คำสารภาพของ​เขา​จะมีประโยชน์อะไร​ หากว่า​ใครสักคนพยายามให้​เขาแปรสภาพจากคนมา​เป็นสัตว์สี่ขา​ที่มี​เขา คำพูดจาปากของคนจนหรือ​จะมีน้ำหนัก

​เขาใจหายวาบ​เมื่อคิดถึงเมีย​และลูกสาวขึ้น​มาอีกครั้ง ไม่นาน​เขาก็เผลอหลับ​ไปด้วย​ความเพลีย ​จะว่าฝันหรืออุปทานก็ไม่รู้ ​แต่หญิงสาวสวมชุดสีขาวคนนั้น​​ต้อง​เป็นลูกสาว​เขาแน่ๆ​ เธอยิ้ม​และเข้ามาทำบาดแผลให้อย่างเบามือ

​เขาไม่เจ็บแผลอีกแล้ว​ พลางยิ้มด้วย​ความสุขใจ

ท้ายเรื่อง​

หลายวัน​ต่อมา​เมื่อ​ความจริงประจักษ์ ผู้คนนับพันรายล้อมอยู่​บนถนนสายหนึ่ง​ ทำหน้า​ที่​เป็น ‘ไทยมุง’ ​ที่ดี ท่ามกลางตำรวจนับร้อย​ทั้งใน​และนอกเครื่องแบบทำหน้า​ที่คุ้มกัน ​เพื่อนำผู้​ต้องหาหรือ ‘มือปืน’ คดีสะเทือนขวัญมาทำแผนประกอบคำสารภาพ ​แต่ยัง​ต้องทำงานกันอย่างหนัก​เพื่อหาผู้บงการอยู่​เบื้องหลัง

ข้างๆ​ กันนั้น​สาวน้อยนัยน์ตาสดใสยืนกุมมือผู้​เป็นพ่อ มีเจ้าหน้า​ที่สองนายประกบอยู่​ไม่ห่างในฐานะ ‘พยาน’

ชั่วขณะหนึ่ง​​เขาแหงนมองฟ้า เกิด​ความรู้สึกอันประหลาดคล้ายว่ามีดวงตานับพันจ้องมองมา​ที่​เขา​กับ นางพยาบาลตัวน้อย

+++++++++++

 

F a c t   C a r d
Article ID A-1664 Article's Rate 4 votes
ชื่อเรื่อง คำสารภาพ
ผู้แต่ง อนงค์นาง
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๔๙
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๕๙๘ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๓ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๒๐
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-8185 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 24 มิ.ย. 2549, 14.05 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : pilgrim [C-8193 ], [82.3.32.76]
เมื่อวันที่ : 25 มิ.ย. 2549, 05.26 น.

เรื่อง​นี้ คุณอนงค์นางก็เขียน​ได้ดีค่ะ​ มีการ​ใช้เทคนิคตัด​ไปตัดมา ​แต่อ่านแล้ว​เศร้า​และหดหู่​กับสังคมไทยมากเลย​นะคะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : Anantra [C-8242 ], [203.146.41.120]
เมื่อวันที่ : 28 มิ.ย. 2549, 17.09 น.

เขียน​ได้ดีมากค่ะ​

​แต่ตอนจบสรุปแล้ว​​เป็นอย่างไรหรือคะ​?
แบบว่าไม่ค่อย​จะเข้าใจเท่าไหร่​กับตอนท้ายเรื่อง​น่ะค่ะ​...​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น