นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๔๙
หนูสิงห์ ภาค 2/10
รันนรา
...เจ้าแว่นถูกพาออก​​ไปแล้ว​​.. ​​เขาถูกด้ามปืนยาวอัดเข้าให้​​ที่หน้าท้อง..ตัวงอ​​เป็นกุ้ง ก่อน​​จะโดดตบ​​ที่กกหูจนหน้าสะบัด..กองอยู่​​​​กับพื้น...
เจ้าแว่นถูกพาออก​ไปแล้ว​..
​เขาถูกด้ามปืนยาวอัดเข้าให้​ที่หน้าท้อง..ตัวงอ​เป็นกุ้ง
ก่อน​จะโดดตบ​ที่กกหูจนหน้าสะบัด..กองอยู่​​กับพื้น
แล้ว​ก็ถูกหิ้วปีกลากตัวออก​ไป
ผมคงคิดว่า​เขาสลบ​ไปแล้ว​ ​ถ้า​เขาไม่หันมาหลิ่วตาให้​กับผม
หมอนี่ทนทายาดจริงแฮะ
ผมนั่งจมอยู่​ตรงนั้น​พักใหญ่..ไม่รู้ว่า​จะทำอะไร​ดี
พื้น​ที่นั่งนั้น​ก็เย็นแสนเย็น..หลังจากเจ้าแว่นถอดผ้าอ้อมเทอร์โบอินเตอร์คูลเล่อร์ของผมทิ้ง​ไปแล้ว​..​เขาก็ไม่​ได้หาอะไร​มาให้ผมนุ่งเลย​
อาการแสบจมูกจากกลิ่นน้ำยายังมีอยู่​..เจ้าแว่นบอกว่าห้องนี้​เป็น​ที่ผลิตยานรกอะไร​สักอย่าง ​ที่​สามารถควบคุมชีวิตของคน​ที่กินมันเข้า​ไป​ได้
​เขา​ใช้คำว่ายาสั่ง..ยังมีคำว่ายาแก้..คำสองคำนี้แปลว่าอะไร​?
​เขาพูดถึงลูกหลานของพวก​เขา..ลูกหลานเหล่านั้น​อยู่​​ที่ไหน? มันเกี่ยวข้องอะไร​​กับรังมหาประลัยแห่งนี้?
ผมยกก้นตัวเองขึ้น​จากพื้น..อยู่​ในลักษณะคลาน ​ใช้มือตัวเองปัดก้นไล่ฝุ่น​และ​ความเย็น
ขณะสมองครุ่นคิด
เจ้าแว่นเคยพูดให้ผม​ได้ยินว่า..ของในลังนั้น​​คือของ​ที่​เขา​ต้องการ ​เพื่อนำ​ไปหยุดยั้งสิ่งเลวร้าย​ที่เกิดขึ้น​ถิ่นกำเนิดของ​เขา
หรือของในลังนั้น​..​คือยาแก้ ​ส่วนของ​ที่ถูกผลิตอยู่​ในห้องนี้​คือยาสั่ง?
ผมเคย​ได้ยินคำว่ายาสั่งมาบ้าง..​แต่ผมไม่ค่อยเข้าใจฤทธิเดชของมันมากนัก ทราบ​แต่เพียงว่าผู้​ที่กินยาสั่งเข้า​ไป​จะถึงตายในทันที​ที่​ไปกินอาหาร​ที่ถูกสั่งไว้ว่าห้ามกิน
มันคล้าย ๆ​ ​จะ​เป็นเรื่อง​ทางไสยศาสตร์มากกว่า
หรือในอีก​ความหมายของยาสั่ง..ยังหมายถึงยากล่อมประสาท​ที่เจ้าแว่น​ใช้คำว่า "ล้างสมอง" ด้วย?
​ถ้ามัน​เป็นยาล้างสมองจริง..พวกมัน​เอายาพวกนี้​ไปล้างสมอง​ใคร?
ผมยังหาคำตอบไม่​ได้..ค่อย ๆ​ คลานออกจาก​ที่ซ่อน..เหลียวซ้ายแลขวา​เพื่อสำรวจให้ทั่ว
เสียดาย​ที่แสงสว่างมีน้อยเกิน​ไป..ผมเลย​เห็นอะไร​ไม่​ได้มากนัก
แล้ว​มือข้างหนึ่ง​ของผมก็สัมผัส​ได้ถึงอะไร​อย่างหนึ่ง​..มันคงตกลงมาจากโต๊ะ​เมื่อเจ้าแว่นพาผมวิ่งหนีเข้ามาในนี้แล้ว​ปะทะมันเข้า
ผมหยิบมันขึ้น​มา..มันถูกบรรจุอยู่​ในถุงพลาสติกเล็ก ๆ​ บางใส
มันป็นผ้าดิบย้อมสีแดง..พับห่อบางสิ่งบางอย่าง​เอาไว้
ผ้าดิบสีแดง​ซึ่งมีเนื้อหยาบจนเห็นรูของเนื้อผ้า..รู้สึกว่า​ผม​จะเคยเห็น​ที่ไหนมาก่อนอยู่​เหมือนกัน..​แต่ผมนึกไม่ออก..
ผมพยายามแกะถุงพลาสติก..​แต่มือเล็ก ๆ​ อวบอูมของเด็กอย่างผม..ไม่​สามารถ​จะทำ​ได้
ผมยกขึ้น​ใส่ปาก..อ้าว ไม่มีฟัน​จะกัดมันให้ขาดซะอีก..
ทำไงดีละทีนี้? แล้ว​ผม​จะรู้​ได้อย่างไงว่าสิ่ง​ที่ผ้าแดงห่อ​เอาไว้นั้น​​คืออะไร​?
นั่งน้ำลายเยิ้มอยู่​อีกพักหนึ่ง​..ก็นึกขึ้น​​ได้ว่าอย่างแรก​ที่ผมควร​จะทำ​ที่สุดนั้น​​คืออะไร​?
ผม​ต้องรู้ให้​ได้ว่าฝ้าย​เป็นอะไร​​ไปหรือเปล่า เธอตาย​ไปหรือยัง
ผมใส่ถุงพลาสติกเล็ก ๆ​ นั้น​ไว้ในกระเป๋าผ้ากั้นเปื้อน..​ที่ติดอยู่​​กับอกผมมาตั้งแต่พ่อพาออกจากบ้านในวันนั้น​
แล้ว​ก็คลานปรู๊ดออกจากห้องนั้น​​ไปทันที

อย่างแรก​ที่ผม​ต้องทำ..ไม่ใช่วิ่งหาฝ้ายหรือเจ้าแว่น
ผม​ต้องการเครื่องมือ..เครื่องมือในการช่วย​เขา​และเธอ​ทั้งสองคนนั้น​..
​แม้​จะ​เป็นเด็กตัวกะเปี๊ยก เดินยังเดินไม่​ได้..ผมก็เชื่อว่าผมคงพอ​จะช่วยอะไร​​ได้บ้าง
จุดหมายแรก​ที่ผมวิ่ง..เอ้ย..คลาน​ไป..​เป็นห้องเก็บสรรพวุธห้องนั้น​
โชคดี​ที่ไม่มี​ใครอยู่​ในบริเวณนั้น​เลย​..พวกมันหาย​ไปไหนกันหมดก็ไม่รู้..ช่างมันก่อน
ผมรีบสำรวจอย่างรวดเร็ว..ปืนนับสิบนับร้อยกระบอก​ที่แขวน​และวางไว้เหล่านั้น​..มันใหญ่เกิน​ไป​ที่ผม​จะ​เอามา​ใช้ประโยชน์​ได้
มองมา​ที่​ส่วน​ที่เก็บระเบิดชนิดต่าง ๆ​ แค่ระเบิดน้อยหน่าลูกเดียวผมก็ยกไม่ไหวแล้ว​..ผม​จะ​เอามัน​ไป​ใช้อย่างไร?
เรื่อง​นี้ไม่ยาก..​เพราะผมบังเอิญค้นพบอะไร​อย่างหนึ่ง​
มัน​เป็นรถเข็นเล็ก ๆ​ ​ที่ผมพอ​จะลากหรือเข็นมัน​ได้..
เพียง​เอาระเบิด​ที่วางระเกะระกะเหล่านั้น​ใส่ไว้ในรถเข็นคันนั้น​ สักสิบยี่สิบลูก..​และปืนกระบอกเล็ก ๆ​ สักสามสี่กระบอก..กองรวมกันเข้า​ไป
หาเชือกมาอีกเส้นหนึ่ง​..ผูกรถเข็น​เอาไว้​กับเอวของผม..
เพียงเท่านี้..ผมก็กลาย​เป็นแรมโบ้น้อย..​ที่​พร้อม​จะบุกเดี่ยว​ไปช่วยนางเอกแล้ว​
เสียดาย..หาฝุ่นมาเขียนหน้าเขียนตาไม่​ได้...​​ถ้า​ได้ละก็..ต่อให้แรมโบ้ตัวจริงมาประกบ..ก็​ต้องชิดซ้าย
ก็กล้ามของผมใหญ่​เป็นปล้อง ๆ​ ขนาดนั้น​..
รับรองว่าผมเท่ระเบิดกว่าเยอะเลย​
อิอิ..

​ความมืดนับ​เป็นเกราะกำบังผม​ได้​เป็นอย่างดี
ในขณะ​ที่ผมคลานน้ำลายยืดลากรถเข็นบรรทุกระเบิด​และปืนเหล่านั้น​..ไม่มี​ใครเห็นผม ​แม้​จะมีกลุ่มคนวิ่งถืออาวุธผ่าน​ไปอยู่​กลุ่มหนึ่ง​
เป้าหมายแรก​ที่ผมคลาน​ไป..​เป็นห้องผลิตยาสั่งอะไร​นั่น..หาก​จะมีการทำลายขึ้น​มาแล้ว​ล่ะก็ ผมว่าห้องนี้นั่น​และ​ที่ควร​จะถูกทำลายก่อน​เพื่อน
​เพราะเท่า​ที่ฟังเจ้าแว่นพูดถึงมัน สรุป​ได้ว่ามันไม่​เป็นยา​ที่ดีแน่ ๆ​
ผมเข้า​ไปในห้องนั้น​อีกครั้งหนึ่ง​..คลาน​ไป​ที่เครื่องจักรตัว​ที่ใหญ่​ที่สุด​ที่วางอยู่​ในนั้น​..พยายามมองหามุม​ที่เหมาะ​ที่สุดสำหรับทำอะไร​บางอย่าง
แหะ..บอกให้ก็​ได้..ผม​จะหามุมวางระเบิดอะครับ​
แล้ว​ผมก็หา​ได้..มัน​เป็นช่องว่างเล็ก ๆ​ อยู่​ใต้เครื่องตรงกึ่งกลาง​พอดี
ผมหยิบน้อยหน่าเหล็กลูกหนึ่ง​ออกมาจากรถเข็น มันกลิ้งขลุก ๆ​ หลุดมือผม​ไป น้ำหนักมันไม่ใช่น้อย​และไม่ใช่มือเล็ก ๆ​ ของผมมือเดียว​จะถือไว้​ได้ ผมรีบคลานพรืด ๆ​ ​ไปคว้า​เอามันไว้​ได้ก่อน​ที่ผม​จะกลิ้งไหลเข้า​ไปอยู่​ข้างใต้เครื่องจักร
​ใช้สองมือหยิบมันขึ้น​มา..วางไว้ตรงซอกเครื่อง​ที่มีช่องโหว่​พอดี​กับขนาดของมัน
หลายท่านคงสงสัย..ผม​จะทำอย่างไรให้ระเบิดน้อยหน่าทำงาน​ได้ตาม​ต้องการ
แหะ..ผมก็ยังสงสัยอยู่​เหมือนกัน..​แต่จากประสบการณ์(จากชาติ​ที่แล้ว​)บอกให้ผมทดลองดู
การ​จะให้ระเบิดน้อยหน่าทำงาน เรา​ต้องบีบก้านของมัน..แล้ว​ดึกสลักออกมา จากนั้น​ปล่อยก้านของมันให้ดีดขึ้น​เข้า​ที่เดิม ทิ้งไว้ไม่เกินสิบวินาทีมันก็​จะระเบิดตูมขึ้น​
ผม​จะ​ต้องบีบก้าน​ที่ว่านั้น​ให้​ได้..​เพื่อ​จะ​ได้ดึงสลักออก..​แต่ด้วยมือของผมนั้น​บีบก้านของมัน​ที่ค้างแข็งด้วยสปริงนั้น​ไม่ไหวแน่..ผม​จะ​ต้อง​ใช้วิธีอื่น...​ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดครุ่นคิดนิดหนึ่ง​ผมก็นึกออก
ผมยัด​ส่วนหัวของมันเข้า​ไปก่อน..
พอ​ส่วนหัวของมันผ่านช่องนั้น​​ไป​ได้..ผมก็​ต้อง​ใช้มือฝรั่งเข้ามาช่วย สองเท้าของผมยันเต็มแรงจนมันผลุบเข้า​ไป​ทั้งลูก
ชะโงกหน้าดูผลงานของตัวเอง สำเร็จแฮะ..ก้านของมันถูกแรงบีบจากผนังสองด้านนั้น​ดันเข้าหาลูกน้อยหน่า..สลัก​ที่ปักขัดอยู่​ก็​พร้อม​ที่​จะให้ผมดึงขึ้น​มาแล้ว​..
ผมกลืนน้ำลาย..​ใคร​จะกล้าดึงตอนนี้..​เอาไว้ขั้นตอนสุดท้ายก็แล้ว​กันสำหรับการดึงสลัก
ตูมตามขึ้น​มา​จะไม่เหลือซาก​เอาน่ะสิครับ​
-_-'
+++++

จากนี้​ไปผม​จะ​ต้องทำให้ระเบิดลูกนี้ระเบิดขึ้น​..ผม​จะทำอย่างไร
ขอแมคกายเวอร์(ละครทีวีของฝรั่งคับ..หมอนี่​เป็นอัจริยะ..​เพื่อน ๆ​ เคย​ได้ดูหรือเปล่าครับ​)คนนี้คิดซักแป๊บนะครับ​

แล้ว​ผมก็นึกออก..
เชือก​ที่ผม​ใช้มัด​ระหว่างรถเข็น​กับเอวของผม..มัน​เป็นเชือกสีขาวเส้นเล็ก ๆ​ ​ที่ยาวเกือบห้าเมตร ผม​ต้องพันไว้​ที่เอวเสียตั้งหลายรอบ​เมื่อตอนล่ามตัวเอง​กับรถเข็นคันนั้น​..เชือกนี่แหละ​​คือเครื่องยิงระเบิด​ที่ดี​ที่สุด​ที่ผมหา​ได้ในตอนนี้
จัดการผูกมันไว้​กับระเบิดลูกนั้น​อย่างระมัดระวัง..ก้น​ที่สัมผัส​กับพื้นเย็น ๆ​ ไม่​ได้ช่วยให้เหงื่อ​ที่ไหลซึม​ไป​ทั้งตัวลดน้อย​ได้เลย​..ผมก็เพิ่ง​จะมารู้​เอาตอนนี้เหมือนกันว่าตอน​เป็นเด็กก็มีเหงื่อออกมาก ๆ​ ​ได้เหมือนกัน *-*
จัดการเสร็จเรียบร้อย​ด้วยมืออันสั่นเทา..บังคับนิ้วก็ไม่ค่อย​ได้..มือไม้ก็ไม่ค่อยทำตามคำสั่งของสมองสักเท่าไร..เวลาจึงผ่าน​ไปไม่น้อยกว่าสองนาที
ฝ้าย​จะ​เป็นอย่างไรบ้าง​ก็ไม่รู้..ผม​ต้อง​ใช้วิธีการนี้​เพื่อดึง​ความสนใจของพวกมัน
ผูกปลายเชือกอีกด้านหนึ่ง​ไว้​กับรถเข็น..โยนระเบิดทิ้งไว้อีกสองลูก..กะว่าให้มันระเบิด​เป็นลูกโซ่​เมื่อลูกแรกระเบิดขึ้น​
คราวนี้ถึงเวลา​ต้องดึงสลักระเบิดแล้ว​..
มือสั่น​เป็นเจ้าเข้า..ขณะใชในชี้​และนิ้วกลางลอดเข้า​ไปในรูวงกลมของก้านสลัก..กลั้นใจดึง
มันหลุดออกมาอย่างง่ายดาย..ผมกลั้นใจมองมฤตยู​ที่​พร้อม​จะอาละวาดด้วย​ความหวาดเสียว..
แล้ว​ค่อย ๆ​ปีนขึ้น​​ไปนั่งบนรถเข็น ​ใช้เท้าข้างหนึ่ง​ยัน​กับพื้น
สายตาเล็ง​ไป​ที่ประตู...​
ผม​ต้องอาศัยแรงเฉื่อยของรถ​เป็นตัวกระชากให้ระเบิดหลุดออกจากซอกเครื่องจักรนั้น​..ฉะนั้น​ผม​ต้องไถรถคันนี้ให้วิ่ง​ไปให้เร็ว​ที่สุดให้​ได้ ​เพื่อพาตัวผมเองให้หลุดพ้นจากรัศมีระเบิดให้เร็ว​ที่สุด
ผมเม้มริมฝีปาก..(​ได้แป๊บเดียวมันก็ห้อยลงเหมือนเดิม -*-) นับในใจ
​พร้อม​กับหวังว่า การระเบิดครั้งนี้..คง​จะทำให้มันทิ้งจากฝ้าย​และเจ้าแว่นชั่วคราว..พากันวิ่งมาดู​ความเสียหาย​ที่เกิดขึ้น​..​เมื่อถึงเวลานั้น​..ผมเชื่อว่ามือระดับเจ้าแว่น..หรือ​แม้​แต่ฝ้ายเอง หากไม่ตาย​ไปเสียก่อนแล้ว​ ​เขา​และเธอ​ทั้งสอง​จะ​ต้องมีวิธีช่วยเหลือตัวเองจน​ได้
หนึ่ง​..
สอง..
พอนับถึงสามปุ๊บ..อะไร​อย่างหนึ่ง​ก็เข้ามาสะกิดใจปั๊บ..
ผมหลับตานึกถึงเหตุการณ์​เมื่อผมไถรถให้ดึงเชือกจนตึงแล้ว​..ด้วยแรงเฉื่อยของรถมันคง​จะดึงระเบิดลูกนั้น​ให้หลุดออกมาจากซอกจน​ได้อย่าง​ที่ผมคิด
จากนั้น​​แม้กระเดื่องระเบิด​จะทำงานแล้ว​ ​แต่มันก็​จะ​ต้อง​ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 10 วินาทีกว่า​จะระเบิดขึ้น​
10 วินาที​ที่ว่านี้..มันคงนานพอ​ที่ปลายเชือก​จะดึงให้มันกระโดดต๊อกแต๊กตามเชือก​ไป​ได้อีกไม่น้อยกว่าสามสี่เมตร..จากนั้น​ก็​จะระเบิดขึ้น​..​ซึ่งกว่า​จะระเบิดก็ไกลกว่าจุด​ที่​ต้องการ​ไปมากทีเดียว
หรือ​ถ้าผมดึงแรง​ไป..ระเบิดก็​จะกระเด้งหวือตามผมมาติด ๆ​ ดีไม่ดีอาจ​จะมาระเบิดตรงหน้าผมก็​ได้
เกือบโง่แล้ว​สิเรา!!
-*-.

แล้ว​สมองของสิงห์กายเว่อร์ก็เกิดเสียงลั่นปิ๊งดังขึ้น​
(เสียงเดียว​กับอิกคิวซังเลย​..)
มันดึงขึ้น​​เมื่อผมนึกแผนการณ์บางอย่างออกมา​ได้
แผน​ที่ว่านี้..คง​ต้อง​ใช้เวลาอีกสักหน่อย​
​แต่มันก็คุ้มค่า..หากมันสำเร็จอย่าง​ที่ผมมุ่งหวัง

ผมนั่งหอบแห่ก​เป็นสุนัขหอบแดด​เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น
เกือบสิบนาที​ที่ผมคลานปรู๊ด​ไปปรู๊ดมา..ทำโน่นทำนี่ด้วยมือเล็ก ๆ​ ของผมคู่นี่
ผมก้มลงมองมือตัวเอง..มันดำปิ๊ดปี๋ราว​กับเท้าของแมว..ไม่​ต้องเดาก็รู้ว่าก้นอันเปล่าเปลือยของผม​จะมีสีอะไร​
ผม​ใช้มือแตะ ๆ​ มันดู..แทบ​จะไม่รู้สึกอะไร​เลย​..หวา..ก้นด้านตั้งแต่เด็ก ๆ​ เชียวรึนี่..??
งือ..

ปาดเหงื่อ​ที่ย้อยเข้าตา..พลางมองหาสถาน​ที่​ที่พวกมันพาฝ้าย​กับเจ้าแว่น​ไป
ทั่วบริเวณยังคงเงียบสนิท..เชื่อว่ามันคง​จะพา​ทั้งสองขึ้น​ลิฟท์​ไปข้างบนแล้ว​..
หัน​ไปมอง​ที่ห้องกระจก..ไฟยังคงเปิดอยู่​..หากไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ​
ผมเริ่มออกคลาน..ระมัดระวังเต็ม​ที่..
คลานย้อนกลับมา​ที่ลิฟท์..​ทั้ง​ที่รู้ตัวเองอยู่​ว่าตัวยาวแค่คืบอย่างผมไม่มีทางกดสวิทช์ลิฟท์​ได้ถึงแน่..​แต่ก็ไม่รู้​จะทำอะไร​ให้ดี​ไปกว่านั้น​..
​แต่​ถ้า​เป็นบันไดก็คง​จะไม่ยากเกิน​ไป..​แต่เท่า​ที่สำรวจจนทั่วผมก็ยังไม่เห็นมี
คลานต้วมเตี้ยม​ไป​ได้หน่อย​..หางตาของผมก็​ไปสะดุดอะไร​อย่างหนึ่ง​เข้า
มัน​เป็นห้องหนึ่ง​..ประตู​ที่ปิดอยู่​นั้น​คล้องไว้ด้วยโซ่​และกุญแจดอกใหญ่..
พวกมันขังอะไร​หรือขัง​ใครไว้ในนั้น​?
ผมคลาน​ไปดม ๆ​ เอ้ย..คลาน​ไปสำรวจใกล้ ๆ​ สังหรณ์ในใจบางอย่างทำให้ผม​ต้องนิ่งคิด
ผมควร​จะเปิดประตูนี้ออกหรือไม่?
​ถ้าเปิด..หากในนั้น​มันขังสัตว์ร้าย​เอาไว้ ตัวขนาดผมก็คง​จะ​พอดีคำของสัตว์ร้ายตัวนั้น​​พอดี
ผม​เอาหูแนบ​กับประตูเหล็กบานนั้น​..มันเงียบกริบ
ใจก็นึกถึงหลักการ​เอาชนะศัตรูข้อหนึ่ง​ขึ้น​มา​ได้
นั่น​คือ "มันห้าม..เราทำ มันกลัว..เรากล้า.."
ฉะนั้น​ "มันขัง..เรา​ต้องปล่อย"
ผมนั่งมองโซ่​และกุญแจดอกนั้น​..แล้ว​ก็นึกวิธี​จะทำลายมันขึ้น​มา​ได้
คลานปรู๊ดกลับ​ไป​ที่กองลังไม้..​พร้อม​กับ​ความหวังเต็มเปี่ยม
ขอให้เจอทีเถอะ!!

คุณผู้อ่านคงจำ​ได้..ว่าเจ้าแว่นทำอะไร​​กับสายรัดเหล็ก​ที่รัดลังไม้นั้น​จนขาดผึง
​เขาเทผงเคมีสีเขียวออกมาจากแผ่นยี่ห้อรถ​ซึ่งแขวนอยู่​ในพวงกุญแจ​ที่​เขาพกติดตัวมาด้วย..จากนั้น​ก็เทน้ำใส ๆ​ จากกุญแจดอกหนึ่ง​ลง​ไป..เพียงอย่างละนิดเท่านั้น​เหล็กนั้น​ก็หลอมละลายออกมา​โดยง่าย
​และขณะ​ที่เจ้าแว่น​กำลัง​จะเปิดฝาลัง..​เขาก็​ต้องผลีผลามทิ้งทุกอย่างพาผมหนี​เมื่อมีเงาคนวูบมาให้เห็น จนใน​ที่สุด​เขาก็พบ​ที่​ที่พวกมันกักขังฝ้าย​เอาไว้..
การผลีผลาม​ที่ว่านั้น​..​เขาไม่ควร​จะมีเวลาคว้าพวงกุญแจพวงนั้น​ติดตัวมาด้วย..มันควร​จะถูกวางทิ้งไว้แถว ๆ​ ลังนั่นแหละ​
ผม​จะ​เอามันมาเปิดประตูบานนั้น​..ผมอยากรู้ว่า​จะมี "อะไร​" หรือ "​ใคร" อยู่​ในห้อง​ที่ถูกคล้องโซ่ล็อคกุญแจไว้นั้น​
ผมอยาก​จะรู้ว่าลางสังหรณ์ของผม​จะ​เป็นจริงหรือเปล่า??

แล้ว​ผมก็เจอมันจริง ๆ​
ฟลุ๊คเหลือเกินแล้ว​..มันวางอยู่​บนลังอีกใบหนึ่ง​​ที่ผมพอ​จะเอื้อมถึง​ได้​พอดี
ป้ายยี่ห้อรถถูกหมุนกลับ​เพื่อปิดไม่ให้ผงสีเขียวนั้น​หกออมา..กุญแจ​ที่บรรจุน้ำยาหรือสารเร่งปฏิกริยานั้น​ก็ยัง​เป็นปกติดี
ผมรีบยัดมันใส่กระเป๋าผ้ากันเปื้อน(น้ำลาย) ​ที่น่าอก มันตุงจนรู้สึกเจ็บ..ก็มือผมไม่ว่างพอ​จะถือมัน​ไปด้วยนี่นา..
​ถ้าผมคลานมือเดียว​ได้ก็ว่า​ไปอย่าง..
จากนั้น​ก็คลานปรู๊ดกลับ​ไป​ที่ห้องนั้น​ทันที

สายโซ่​ที่คล้อง​ที่ประตูเหล็กบานนั้น​ไว้ สูงอยู่​หนือศีรษะของผมเล็กน้อย
​แต่กระนั้น​ก็ตามผมก็เอื้อมมือไม่ถึง หากผมยังอยู่​ในท่านั่งหรือท่าคลานอยู่​อย่างนี้
ผมเลย​​ต้องยงโย่ยงหยก..​ใช้ประตู​เป็น​ที่ประคองตัว..ยืดกายลุกขึ้น​
เข่า​ที่ยังยืด​ได้ไม่เต็ม​ที่..ทำให้​จะบอกว่าผมอยู่​ในท่านั่งยอง ๆ​ ก็ไม่ใช่ ​จะ​เป็นท่ายืนก็ไม่เชิง ​คือยืนยอง ๆ​ อยู่​ยังงั้น..แถมขายังสั่นระริก​เพราะไร้เรี่ยวแรง​และเหนื่อยเหลือ​กำลัง
ผมเหนี่ยวโซ่เส้นนั้น​ไว้​ได้ มันส่งเสียงดังแกรกกราก​เมื่อกระทบ​กับเหล็กของบานประตู
ผมกลั้นหายใจ เหลียวซ้ายแลขวาอีกครั้ง​เพื่อ​ความปลอดภัย ​เมื่อแน่ใจว่าไม่มี​ใครมาเห็นแน่แล้ว​ก็เริ่มปฏิบัติการ
​แต่ด้วย​เพราะมือ​ที่ไร้เรี่ยวแรง​และเส้นประสาทบังคับยังไม่สมบูรณ์เต็ม​ที่..ทำให้ผมทำผงเขียวนั้น​หกเรี่ยราด
ยังดี​ที่ยังมีค้างอยู่​​ที่โซ่เส้นนั้น​ยังพอเพียง
แล้ว​ผมก็หยดน้ำยานั้น​ลง​ไป..ตั้งใจว่าเพียงหยดเดียวก็น่า​จะเหลือเฟือ..
​ที่ไหน​ได้..มันหกออกมาจนหมดหลอด​ที่ฝังอยู่​ในตัวลูกกุญแจดอกนั้น​..
แล้ว​เสียงฟู่ ๆ​ ก็ดังขึ้น​
อะโหย..ไม่น่าเชื่อว่ามัน​จะมีฤทธิถึงขนาดนี้
โซ่นั้น​ขาดผึง​ไปในเวลาอันรวดเร็ว ​ส่วน​ที่หยดลงสูพื้นชิด​กับบานประตูนั้น​ก็ส่งเสียง​และแสงสว่างจ้าไม่หยุด
ประตูนั้น​ถึง​กับ​เป็นรูโหว่ขึ้น​มา..ส่งกลิ่นเหม็นไหม้จนผม​ต้องรีบคลานจู๊ดออก​ไปห่าง ๆ​

​เมื่อทุกอย่างเงียบสงบ..สายโซ่​พร้อม​กับแม่กุญแจก็หล่นลงมากอง​กับพื้น..ขณะ​ที่รูโหว่​ที่ประตูนั้น​ก็ใหญ่พอ​ที่เด็กขนาดผม​จะลอดเข้า​ไป​ได้
แสงสว่างจาง ๆ​ จากภายในห้องนั้น​ลอดออกมาให้ผมเห็น ผมยังมีผลีผลามทำอะไร​..กลัวว่า​จะมีตัวอะไร​โผล่พรวดออกมา
​เมื่อแน่ใจว่าไม่มีแน่แล้ว​..ก็คลานเข้าหารูนั้น​..ก้มหน้าส่งสายตามองเข้า​ไป..ก้นโด่งน้อย ๆ​ ​เพื่อโชว์​ความดำจากการถูไถ​กับพื้นซีเมนต์มาเนิ่นนาน
ในนั้น​มี "​ใคร" อยู่​จริง ๆ​ !!

ผมคลานล่วงล้ำเข้า​ไป..แขน​และขาสั่นระริกด้วย​ความเหนื่อยอ่อน..ศีรษะ​ที่คอนไว้ด้วยคอ​ที่เพิ่ง​จะแข็ง​ได้ไม่นานมีทีท่าว่า​จะมุดดินท่าเดียว
หรือผม​ใช้ร่างกายเด็กอายุไม่กี่เดือนนี้มากเกิน​ไปเสียแล้ว​??
น้ำลาย​ที่เคยไหลเยิ้มตลอดเวลา..บัดนี้มันแห้งผาก..ท้อง​ที่เคยหิวโหยบ่อย ๆ​ บัดนี้แทบ​จะไม่รู้สึกอะไร​เลย​..
​ความง่วงงุน​กำลังคืบคลานเข้ามาอย่างรวดเร็ว..ผมฝืนคลานต่อ​ไป​เพื่อให้​ได้เห็นหน้า "​ใคร" คนนั้น​​ที่ถูกมัดไว้​กับเตียงสนามเตี้ย ๆ​ ​ที่ตรงหน้า..
จากด้านข้าง​ที่ผมเห็นอยู่​นี้..ทำให้ทราบว่า​เขา​เป็นผู้ชาย..รูปร่างสูงโปร่ง..จมูกโด่ง​เป็นสัน..รับ​กับรอยหยัก​ที่ริมฝีปาก​และค้างแฝด..
ผมคุ้นตามาก..เหมือน​กับว่าผม​จะเคยเห็น​เขา​ที่ไหนมาก่อน
อาจ​จะ​เป็น​เพราะสายตาอันพร่าเลือนของผมก็​ได้เลย​ทำให้รู้สึกคุ้นขึ้น​มา
ผมค่อย ๆ​ คลานเข้า​ไป..มัน​ทั้งเหนื่อย​และล้าราว​กับ​กำลังไต่​เขาสูงชัน
ใน​ที่สุดผมก็มาหยุดอยู่​ชิด​กับเตียงนั้น​จน​ได้..ผมพยายามส่งเสียงเรียก​เขาอยู่​หลายคำ..​แต่​เขา​จะรู้สึกตัวก็หาไม่
เอื้อมมือ​ที่ไร้เรี่ยวแรงคว้าขอบเตียง..พยายามรวบรวมเรี่ยวแรง​ทั้งหมดยันกายขึ้น​..​เพื่อ​จะมองหน้า​เขาให้ชัดเจนขึ้น​
มันยากเหลือเกิน..​แต่ผมก็ทำสำเร็จ!!
ดวงตา​ที่หรี่ปรือถูกฝืนเต็ม​ที่..​และแล้ว​มันก็​ต้องเบิกกว้างออก​ไปอย่างเต็ม​ที่
ถูก​ต้องแล้ว​ครับ​..ผม​กำลังตาเหลือก..​กับภาพ​ที่เห็นตรงหน้า
เจ้าหมอนั่น..ไม่ใช่​ใครอื่น..
​เขา​คือ..ผม..ผมในชาติ​ที่แล้ว​!!
"เฮ้ย!!"
​เป็นเสียงสุดท้ายของผม..จากนั้น​ทุกอย่างก็ดับวูบมืดวับ​ไป​กับตา
++++
นานเท่าใดไม่รู้​ได้ ​ที่ผมรู้สึกตัวตื่นขึ้น​
ตลอดระยะเวลา​ที่​เป็นเด็กทารกตัวเล็ก ๆ​ มานั้น​..ในทันที​ที่รู้สึกตัว..ผม​จะ​ต้องหิว..หรือไม่ก็​ต้องแฉะ​ที่ก้น..แล้ว​ผมก็​จะ​ต้องร้องบอกให้พ่อหรือแม่รีบ​เอานมมาป้อนหรือรีบมาเปลี่ยนผ้าอ้อมให้
​แต่ในการตื่นครั้งนี้..ผมกลับไม่​เป็นอย่างนั้น​..
อย่างแรก​ที่รู้สึกก่อน​จะลืมตา..​คือมือของผมไม่​เป็นอิสระเหมือนเคย
ไม่ใช่แค่มือเท่านั้น​..ขา​ทั้งสองข้าง รวม​ทั้งลำตัว..ยังถูกมัดให้ติด​กับ​ที่นอนจนแทบกระดิกไม่​ได้
ผมรีบลืมตาขึ้น​ทันที..เร็วจนม่านสายตาปรับตัวไม่ทัน
ทุกอย่างจึงมืดสนิท..ผม​ต้องหลับตาลงอีกครั้ง..จากนั้น​ค่อย ๆ​ ลืมขึ้น​มา
แล้ว​ผมก็พบว่าตัวเอง ​กำลังนอนอยู่​ผมบนเตียงสนาม..มือ​และเท้าถูกรัดไว้​ได้สายรัด​ซึ่ง​เป็นหนัง ผมถูกขังไว้ในห้อง ๆ​ หนึ่ง​​ที่มืดสลัว..
​เป็นห้อง​ที่ไม่กว้างใหญ่นัก..ฉาบปูนเรียบ..เพดานมีช่องพัดลมระบายอากาศ​ซึ่ง​กำลังทำงานส่งเสียงดังเพียงแผ่วเบา
สายตาของผมกวาด​ไปทั่ว..แล้ว​ก็มาหยุดอยู่​ตรงประตูเหล็ก..ผมเห็นช่องโหว่​เป็นรูอยู่​ใกล้พื้น..
รูนั้น​ทำให้ผมนึกขึ้น​​ได้..
ผม..ผมมุดเข้ามาในรูนั้น​..ผมคลานเข้ามา..เข้ามาหาเตียง..แล้ว​ผมก็เห็น..เห็นผมเอง..ผม​ที่ตัวโต​เป็นตึกของชาติ​ที่แล้ว​..​กำลังนอนอยู่​บนเตียง!!
หรือว่า..ผมกลับมา​เป็นคนเดิมแล้ว​..ผมกลับมา​เป็นผู้ใหญ่เหมือนเดิมแล้ว​!!
"เย้...​."
ผมแหกปากตะโกนลั่นด้วย​ความดีใจ..เสียง​ที่เปล่งออกมานั้น​​เป็นเสียงของผมจริง ๆ​
​เพื่อ​ความแน่ใจ..ผมลองหัวเราะดัง ๆ​
"ฮ่าฮ่าฮ่า.."
ใช่เลย​..ผมกลับมา​เป็นคนเดิมแล้ว​..
ไชโย้...​

​แต่แล้ว​ผมก็​ต้องชะงัก​ความดีใจของตนเอง​เอาไว้เพียงเท่านั้น​ ​เมื่อสำนึก​ได้ว่าตนเอง​กำลังตกอยู่​ในเงื้อมมือของ​ใครหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง​
นั่นไม่สำคัญเท่า​กับว่า..ร่าง​ที่​เป็นเด็กของผมตอนนี้..อยู่​​ที่ไหน?
ทารกน้อยคนนั้น​..​เมื่อผมเปลี่ยนร่างแล้ว​อย่างนี้..​เขา​จะ​เป็นอย่างไรบ้าง​?
เท่า​ที่จำ​ได้ก่อนสิ้นสติ​ไป..ร่างกายของ​เขาอ่อนล้าด้วย​ความโหยหิว​และ​ใช้เรี่ยวแรงเกิน​กำลังของการ​เป็นเด็กวัยไม่กี่เดือน..
ผมยังจำ​ความรู้สึกของการสิ้นเรี่ยวแรงนั้น​​ได้​เป็นอย่างดี
นั่นไง..นอนนิ่งฟุบอยู่​ตรงข้างเตียงของผมนี่เอง..
ผมมอง​เขาด้วยหัวใจ​ที่มีรสชาติผิดแผกแตกต่างหลากรสหลากชาติอย่างบรรยายไม่ถูก
แล้ว​ผมก็ค้นพบว่า​เขาแทบ​จะไม่หายใจเสียแล้ว​..
เฮ้ย!!

ด้วยเรี่ยวแรง​ทั้งหมด​ที่มี อัน​เป็นเรี่ยวแรงของหนุ่มฉกรรจ์ผู้ผ่านการฝึกปรือด้านการรบมานักต่อนัก..สายหนังเพียงเท่านั้น​หรือ​จะทนทานต่อพละ​กำลังของผม​ได้
ผมดิ้นสุดแรง..แหะ..ไม่หลุด..
ลองอีกครั้ง..โหย..แน่นมาก..
ผมดิ้นรนจนเหนื่อยหอบ..สายรัดนั้น​ไม่มีวี่แวว​จะหลุดออกจากกัน​ได้เลย​..ผม​จะทำอย่างไรดี?
ผม​จะปล่อยให้เด็กคนนั้น​​เป็นอะไร​​ไปไม่​ได้เด็ดขาด..พ่อแม่ของ​เขา​ซึ่งเคย​เป็นพ่อแม่ของผม​กำลังรอ​เขาอยู่​
ผม​จะทำให้​ทั้งสองเสียใจไม่​ได้..ถึงอย่างไรผมก็​ต้อง​เอาลูกของ​เขา​ไปคืนในสภาพ​ที่ครบอาการสามสิบสองให้​ได้
ขณะขบคิด...​ร่างกายของผมก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย..
มันจึงทำให้ผมนึกถึงวิธีการ​ที่จุดหลุดจากสายรัด​ได้..
​เพราะนั่น​คือ "เคล็ด" สำหรับการ "สะเดาะ" พันธนาการ​ที่มีมาตั้งแต่สมัยขุนแผนพเนจร
แหะ..ขุนแผนผจญภัยไม่ใช่หรือ??
จำไม่​ได้ครับ​..ละครเรื่อง​นี้ผมดูตั้งแต่เด็กตัวกะเปี๊ยก
การผ่อนคลายกล้ามเนื้อ..ทำให้เลือดไหลเวียน​ได้ดีขึ้น​..
​เมื่อเลือดไหลเวียน​ได้ดีขึ้น​ เรา​จะควบคุมกล้ามเนื้อ​ได้ดีขึ้น​
ขณะออกแรงเต็ม​ที่กล้ามเนื้อ​จะโป่งแข็ง..ยิ่งโป่งยิ่งแข็งมากเท่าไรสายรัดก็ยิ่ง​จะรัดแน่นยิ่งขึ้น​
​แต่​เมื่อเราผ่อนคลายกล้ามเนื้อ..กำหนดจุดรู้ว่าควร​จะดึงแขน​และข้อมือ​ไปในทิศทางใด​ที่ควร​จะ​เป็นจุด​ที่ดี​ที่สุด..เราก็​จะเหมือนคนวิเศษ​ที่มีคาถาสะเดาะเชือกเหมือนขุนแผน​ได้
ผมทำตาม​ที่กล่าวมา..ยกไหล่ขวาขึ้น​เล็กน้อย..กำหนดว่าผม​จะดึงข้อมือ​ที่หงายอยู่​นั้น​เข้าหาตัว..​โดย​จะทำให้มือของตนเองเล็ก​ที่สุดเท่า​ที่จำทำ​ได้..
ผมหวังว่ามือของผม​จะหลุดลอดออกมาจากบ่วงรัดนั้น​..หากผมดึงอย่างสุดแรง
สูดลมหายใจเข้าปอด..ห่อนิ้ว​ทั้งห้า​เป็นรูปดอกบัว..นับหนึ่ง​ถึงสามในใจ
หนึ่ง​..สาม
อึ๊ป...​

​ได้ยินเสียงดังปึ้ดเกิดขึ้น​..​ความชาจู่โจมเข้า​ที่ข้อมือขวาของผมทันที
หลายท่านคงสงสัยว่าทำไมผมไม่นับสอง..
เหตุผลก็​คือ..​ระหว่างหนึ่ง​ถึงสาม ​จะมีสองมาขั้น..เจ้าตัวขั้นนี่แหละ​​ที่​จะทำให้ทุกอย่างเปลี่ยน​ไป
อาจ​จะเกิดอาการสองจิตสองใจทำให้จิตใจว่อกแว่ก อาจ​จะเกิดการเกร็ง​โดยไม่รู้ตัวทำให้คาถาสะเดาะเชือกหายขลัง..ฉนั้น​พวกเราจึงนับกันแค่หนึ่ง​​และสามเท่านั้น​
​แม้​จะพูดว่านับหนึ่ง​ถึงสามในใจก็ตาม
ผมยกมือ​ที่​เป็นอิสระแล้ว​นั้น​ขึ้น​ดู เสียง​ที่ดังปึ้ดนั้น​ไม่ใช่เกิดจากสายรัดหนังนั้น​ขาด หาก​เป็นหนัง​ที่ข้อมือของผมต่างหาก
มันขาวเว่อ เลือดซิบ..​และเจ็บปวดเหลือใจ
​แต่ผมไม่มีเวลา​จะมาสนใจอาการบาดเจ็บเล็ก ๆ​ น้อย ๆ​ นั้น​ เด็กน้อย​กำลังรอ​ความช่วยเหลือจากผมอยู่​
มือข้าง​ที่​เป็นอิสระนั้น​จึงปลดสายรัดทุกเส้น​ที่ผูกผมติด​กับเตียงสนามนั้น​ มัน​ใช้เวลาไม่นาน ผมก็​สามารถอุ้มหนูสิงห์เข้าอ้อมอก​ได้
ตัวของ​เขาเย็นชืด..ปากซีดจนเขียว..ร่างกายไร้เรี่ยวแรงอ่อนปวกเปียก..ลมหายใจอ่อนล้า..
​แม้ผม​จะพยายามเขย่าตัว​เขาให้รู้สึกตัว ​แต่ก็ไร้ผล
อย่างเดียว​ที่​จะช่วยชีวิตของ​เขา​ได้ในตอนนี้ ก็​คือนม หรือไม่ก็น้ำ!!
ในเวลาเช่นนี้ผม​จะหา​ได้จาก​ที่ไหน?
เหลียวมองรอบตัว..ในห้อง​ที่โล่งเปล่าเช่นนี้​จะมีน้ำให้​เขา​ได้อย่างไร?
แล้ว​ผมก็ฉุกใจคิด..ผมนอนอยู่​ตรงนี้มาตั้งแต่​เมื่อไร? มันคงนานพอดูหากเปรียบเทียบ​กับอายุของหนูสิงห์คน​ที่อยู่​ในอ้อมอกของผมในตอนนี้
แล้ว​ผมรอดชีวิตมา​ได้อย่างไร? ผม​เอาน้ำ​และอาหารมาจากไหน?
สำรวจตัวเองอีกครั้ง..​ความหิวกระหายในตัวผมไม่มีอยู่​เลย​..​เป็น​ไปไม่​ได้​ที่ผม​จะกลาย​เป็นมนุษย์อมตะไม่​ต้องกิน​ต้องถ่าย..พวกมันมีวิธีจัดการผมอย่างไร??
ผมไม่มีเวลาขบคิดมาก​ไปกว่านี้..อุ้มหนูสิงห์ถลา​ไป​ที่ประตู ร่องรอยฝีมือของ​เขายังคงอยู่​ให้เห็นตำตา
ประตูเหล็กโซ่ขาด​ไปแล้ว​..ผมแค่กระชากแรง ๆ​ เท่านั้น​มันก็เปิดออก​ได้
​แต่​เมื่อผมก้าวออก​ไปพ้น​กับประตู สิ่ง​ที่รอผมอยู่​ก็ทำให้ผมตาเหลือก
ปืนสามสี่กระบอกเล็งมา​ที่ผม..จากมือของพวกมัน​ที่หน้าตาสม​กับ​เป็นโจรจริง ๆ​
​พร้อม​กับเสียงของ​ใครคนหนึ่ง​​ที่ตวาดดังก้อง
"หยุด.."
​เป็นเสียงผู้หญิงเสียงเหี้ยม..คน​ที่ผมเคย​ได้ยินหล่อนคุย​กับผู้ชายอีกคนในห้องกระจกนั้น​นั่นเอง
"ไม่น่าเชื่อว่าแก​จะฟื้นจากฤทธิยาของฉัน​ได้..แก​เป็นคน​ที่น่ากลัวสมคำล่ำลือจริง ๆ​"
++++

ผมไม่เข้าใจในคำ​ที่หล่อนพูด..ฤทธิ์ยา..ฤทธิ์ยาอะไร​?
"ตลอดหกเจ็ดเดือน​ที่แกตก​เป็นเครื่องมือของพวกเรา..แกทำประโยชน์ให้ไม่น้อย..น่าเสียดายเหลือเกิน​ที่แก​จะ​ต้องมาจบชีวิตลงในวันนี้..แกไม่มีประโยชน์เสียแล้ว​.."
ผมยังคงนิ่งเงียบ..สายตากวาด​ไปอย่างรวดเร็วตามสัญชาติญานของมือปราบ
นอกจากผู้หญิงคนนั้น​..สามคนเล็งปืนพกมา​ที่ผม..อีกสองคนยืนคุมเชิงอยู่​ด้านหลัง
ผมไม่เห็นใบหน้าของ​ใคร​เพราะ​ความมืด ​แต่ผมเห็นว่าพวกมันพกอาวุธอะไร​มาบ้าง..
"แกคงงงล่ะสิ..ไม่แปลกหรอก..​เพราะตั้งแต่แกกินยา​ที่พวกฉันลอบใส่ไว้ในกระป๋องเบียร์ตอนแกอยู่​บนรถไฟในวันนั้น​..แกก็ตก​เป็นเครื่องมือของฉัน​โดยไม่รู้ตัว.."
สามคนแรก​ที่​ใช้ปืน​ที่ชี้หน้าผมอยู่​..ไม่น่ากลัวเท่า​กับเจ้าสองคนหลัง..​ทั้งสองเหน็บปืนพกไว้​ที่สายคาดหน้าอก..สองมือทิ้งห้อยอย่างเตรียม​พร้อม
ผู้​ที่มีฝีมือย่อมไม่ชักปืนพร่ำเพรื่อ..ผมรู้ดี
"ฉันก็เสียดายแกนะ..จริง ๆ​ แล้ว​วันนี้แก​จะ​ต้อง​ได้รับยาอีกครั้งหนึ่ง​..​แต่บังเอิญเรามีเรื่อง​​ที่​ต้องจัดการ​กับผู้บุกรุกเล็กน้อย..ทำให้เราไม่มีเวลามาสนใจแก ​เมื่อยาหมดฤทธิ์ แกถึง​ได้มีสติกลับคืนมาอีกครั้ง.."
ผมฟังหล่อน​ไปด้วย..สมองคำนวนระยะ​และเวลาสำหรับการลงมือ
​และแล้ว​..ดูเหมือนหล่อน​จะเพิ่งสังเกตว่าผมอุ้มอะไร​อยู่​ในมือ
หล่อนอุทานเสียงดังลั่น
"เอ๊ะ..!!"
​พร้อม​กับก้าวออกมาจากวงล้อมของสมุน..แสงไฟจาก​ที่ใด​ที่หนึ่ง​สาดจับใบหน้าของหล่อน
นั่นแทบ​จะทำให้ผมสิ้นสติ​ไปอีกครั้งหนึ่ง​
​เป็นใบหน้า​ที่ผมคุ้นเหลือเกิน..​เป็นใบหน้า​ที่ผมโหยหามาตลอดนับตั้งแต่ผมติดถุงเงินมา..
​เป็นใบหน้า​ที่ผมไม่เชื่อว่าหล่อน​จะมายืนอยู่​ตรงหน้าผมในเวลานี้
"แม่...​"

หล่อน​และผมต่างตะลึงด้วยกัน​ทั้งคู่...​
ผมตะลึง​เพราะไม่เชื่อในสายตา​ที่เห็น..หญิง​ที่ยืนอยู่​ตรงหน้า..​จะ​เป็นคน​ที่ผมเคย​เป็นลูกมาแล้ว​​ได้อย่างไร
น้ำนม​ที่หอมกรุ่น..สายตา​ที่อ่อนโยน​และอาทร..อ้อมกอด​ที่อบอุ่นนุ่มนวล..ทุกสัมผัส​ที่กลั่นออกจากหัวใจของหล่อน..ผมยังจำรสชาตินั้น​​ได้จนบัดนี้..
หญิงคนนั้น​ยืนอยู่​ตรงหน้าของผม..ดวงตาเบิกกว้าง..ปากอ้าค้าง..เพ่งมองหนูสิงห์ในอ้อมกอดของผมด้วยสีหน้า​ที่ยาก​จะบรรยาย
​ทั้งดีใจ..ตกใจ..หวาดกลัว..โกรธแค้น..ราวนางสิงห์ร้าย​กำลังหวงลูก ​และ​พร้อม​จะขย้ำด้วยเขี้ยว​และอาวุธเท่า​ที่​จะหา​ได้​เพื่อปกป้องลูกของหล่อน
ผมอาจ​จะผงะถอยหลัง​ไปเล็กน้อย..นั่นทำให้การตะลึงจ้องนั้น​สิ้นสุดลง
"แก..เด็กคนนั้น​มาอยู่​​กับแก​ได้อย่างไง?"
ผมยังพูดไม่ออก..หล่อนคงไม่รู้..ว่าผมนี่แหละ​..หัวใจ​และ​ความรู้สึกของผมนี่แหละ​..​ที่หล่อนเคยดูแลมาเหมือนลูกมาแล้ว​..
"แม่.."
"ใช่..ฉัน​เป็นแม่ของ​เขา..ก็​ได้..​ถ้าแกอยาก​จะแลกลูกของฉัน​กับชีวิตของแก..ฉันรับปากว่า​จะปล่อยแก​ไป..ขอให้คืนลูกฉันมาเท่านั้น​.."
ผมกล้ำกลืนก้อนอะไร​บางอย่างลงคอ..สถานการณ์เฉพาะหน้าทำให้ผมไม่มีเวลา​จะมัว​ไปมี​ความรู้สึกอะไร​​ทั้งนั้น​
ผู้หญิงคนนี้อยู่​เบื้องหลังเหตุการณ์​ทั้งหมด..หล่อนจับฝ้ายคน​ที่ผมรัก​เอาไว้..ยังมีเจ้าแว่นก็ตกอยู่​กำมือของหล่อน​ซึ่งไม่รู้ว่า​เป็นตายร้ายดีอย่างไร..
หล่อนอยู่​เบื้องหลังการปล้น..หล่อนอยู่​เบื้องหลังยาสั่ง​และยาแก้..หล่อนยังบอกด้วยว่าหล่อน​ใช้ผม​เป็นเครื่องมือในการทำอะไร​บางอย่างให้แก่หล่อนเสียด้วยซ้ำ
​ความรู้สึกของแม่ลูก..​แม้​จะลึกล้ำอย่างไร..ผมก็จำ​เป็น​ต้องเก็บซ่อนไว้
ผมมีไพ่​ที่เหนือกว่าอยู่​ในมือ..หนูสิงห์​ซึ่ง​เป็นลูกของหล่อนอยู่​ในกำมือของผมอย่างนี้..ผม​จะทำอย่างไรก็​ได้
"พวกแก​เอาปืนลง..ปล่อย​เขา​ไป.." หล่อนหัน​ไปสั่งสมุนรอบข้าง..สองมือยื่นมาข้างหน้า..
ใบหน้าอันสวยซึ้ง..ดวงตา​ที่อ่อนโยนกลับมาอีกครั้ง..
"ลูก..ขอลูกของฉันคืนเถิดนะ...​."
ผมยังนิ่งเฉย..เรื่อง​อะไร​​จะคืนให้ง่าย ๆ​ ..เด็กน้อยคนนี้​จะ​ต้องถูกแลก​กับชีวิตของฝ้าย​และเจ้าแว่นด้วย
ผมกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ..กอดร่างนั้น​ไว้แนบอกให้แน่นขึ้น​
ร่างเย็นชืดอ่อนปวกเปียกนั้น​ยังไม่กระดิกหรือไวติง..ลมหายใจยิ่งนานยิ่งแผ่วจาง
​เขา​จะ​ต้อง​ได้รับการรักษาอย่างเร็ว​ที่สุด..อย่างน้อย..​เขา​จะ​ต้อง​ได้รับน้ำนม​ไปช่วยร่างกาย​ที่ระโหย​จะสิ้นแรงนี้
ให้ตาย! อะไร​ไม่รู้ทำให้ผมส่งร่างของหนูสิงห์คืนให้​กับหล่อน​แต่​โดยดี..
ผมทำ​ไป​โดยไม่รู้ตัวจริง ๆ​
ทำไมผมถึง​ได้โง่อย่างนี้!?!
ทำไม??

หล่อนผวาเข้าหาหนูสิงห์อย่างรวดเร็ว
เด็กน้อยรู้สึกตัวขึ้น​มา​ได้บ้าง..​เขาอ้าปากเหมือน​จะร้องไห้..​แต่สิ้นเรี่ยวแรงเกินกว่า​จะเปล่งเสียงออกมา..
"​เขา​ต้องการนม..คุณ​ต้องให้​เขาเดี๋ยวนี้"
ผมบอกหล่อน..
"ร่างกายของ​เขา​กำลังขาดน้ำ..อย่าเพิ่งให้​เขามากนัก..ร่างกายของ​เขา​จะปรับตัวไม่ทันจน​เป็นอันตราย​ได้.."
หล่อนเหลือบสายตา​ที่เปียกชุ่มมองผม..เธอมองผมเหมือนตัวประหลาดตัวหนึ่ง​..
หล่อนคงไม่เชื่อว่าหล่อน​จะ​ได้ลูกคืนมาง่าย ๆ​ อย่างนี้
จังหวะนั้น​ สมุนตัวหนึ่ง​ของหล่อนก็ถลาเข้ามา..​เมื่อเห็นผมไร้ข้อต่อรอง..
ผมขยับมือทีเดียว..ลำคอของมันก็ถูกจับไว้ด้วยมือของผม..มันตาเหลือกดิ้นกระแด่ว..
"​และผมขอเตือนคุณ..ปล่อยตัวผู้หญิง​และผู้ชาย​ทั้งสองคน​ที่คุณจับนั้น​มา..ก่อน​ที่ผม​จะลงมือทำลายทุกสิ่งทุกอย่างในนี้.."
​แต่สิ่ง​ที่ผม​ได้รับตอบแทน..กลับ​เป็นสัญญานจากหล่อนให้สมุนเหล่านั้น​ลงมือ
นางสิงห์คนนี้..จิตใจโหดเหี้ยมเกิน​ไปเสียแล้ว​..
กระสุนนัดหนึ่ง​ลั่นเปรี้ยงมายังผม..มันเข้า​ไปซุกอยู่​ในหน้าอกของเจ้าตัวแรก​ที่ผมบีบคอมันอยู่​
อีกสามสี่นัด​ที่สาดกันเข้ามา..ผมแค่ขยับตัวหลีกหลบ​โดย​ใช้ร่าง​ที่น่า​จะตาย​ไปนานแล้ว​ของเจ้าหมอนั่น​เป็นกำบัง..
อีกมือหนึ่ง​​ที่ว่างฉกวูบ​ไป​ที่ตัวของโล่ชีวิตคนนั้น​..​เมื่อปืนอยู่​ในมือของผมต่อให้​พระอินทร์ตัวเขียวลงมายืนยิ้มอยู่​ตรงหน้าผมก็ไม่กลัว
ไม่ถึงวินาทีผมก็ส่งอีกสองตัว​ไปนรก
อีกสองตัว​ที่เพิ่ง​จะชักปืนผมจำ​เป็น​ต้อง​ใช้เวลามากกว่านั้น​เล็กน้อย​ที่​จะเล็ง​ไป​ที่หัวของมันแล้ว​สอยลง​ไปกอง​กับพื้นทีละคน..
คน​ที่เคย​เป็นแม่ของผมยังยืนอยู่​ตรงนั้น​..เธอถอยหลังกรูด​เมื่อเห็นผมเดินชี้หน้าด้วยปืนเข้า​ไปหา
ปลายกระบอกปืนแตะ​ที่หน้าผากของหล่อน
"ให้นมลูกเดี๋ยวนี้!!"
แล้ว​ผมก็เดินจากมา..
+++++

​เมื่อผมเดินพ้นเหลี่ยมมุมของกำแพงหนึ่ง​มา..ก็​ต้องเผชิญ​กับฝูงหมาป่าในร่างคน 7-8 คนสาดกระสุนเข้าใส่ผมอย่างไม่ยั้ง
ผมหลบวูบ..วิ่ง​ไปเสียอีกทางหนึ่ง​..
พวกมันวิ่งตาม..ผมกระโดดข้ามอะไร​บางอย่าง
วิ่งต่อ​ไป​ได้อีกสี่ห้าเมตร..ผมก็ทิ้งตัวลง​กับพื้น
​เมื่อพวกมันวิ่งตามผม..​แต่ไม่กระโดดตามผม..ผลออกมาก็​คือเละ
นี่​คือฝีมือของหนูสิงห์ ​เขาผูกเชือกไว้​กับระเบิด​ที่ถอดสลักแล้ว​..ขึงมันไว้​กับรถเข็น​ที่จอดซุกอยู่​อีกด้านหนึ่ง​..
เสียงตูมเกิดขึ้น​​พร้อม​กับเสียงโอดโอย..ผมไม่​แม้​แต่​จะเหลียวหน้ากลับ​ไปดู
สิ่ง​ที่ผม​ต้องทำตอนนี้ก็​คือ..หาฝ้ายให้เจอ..ช่วยหล่อนให้​ได้..
คนอื่น​จะ​เป็น​จะตายอย่างไร..ค่อยว่ากัน

ผมรู้แล้ว​ว่า "​เขา" คน​ที่ฝ้ายตามหานั้น​​คือ​ใคร
ฝ้ายตามหาผม..​ทั้ง​ที่เธอมีสามี​และมีลูกแล้ว​..​ความรู้สึกของเธอ​ที่มีต่อผมก็ยังไม่เปลี่ยน
เธอคงยังรักผม..เธอคงยัง​เป็นห่วงผมถึง​กับ​เอาชีวิตของตัวเองเข้าเสี่ยง..
รถเข็น​ซึ่งหนูสิงห์บรรทุกอาวุธสารพัดชนิดทิ้งไว้ให้..ไหลจากแรงระเบิดมาโดน​ที่ขาของผม..
เพียงเท่านี้..แรมโบ้ก็แผลงฤทธิ์
ระเบิดลูกเกลี้ยงถูกถอดสลัก..ผมเหวี่ยงหวือ​ไป​ที่ห้องผลิตยานรกนั้น​
ตูม!!
กองลังไม้​ที่เจ้าแว่นบอกว่า​เป็นยาแก้..​จะทิ้งมันไว้ทำไมให้มันวินาศ​ไป​พร้อมกันเสียเลย​​จะดีกว่า
ตูม!!
ยังมีห้องเก็บอาวุธ..มันไม่ควร​จะ​ใช้​ได้อีกต่อ​ไป
ตูม!!
เจ้าพวกนั้น​อีกสิบกว่าคนวิ่งมาทำไมให้เกะกะสายตา ปืนกลในมือรัวจนสะท้าน​ไป​ทั้งตัว
พรืดดดดดดดดดดดดด
ขาของผมยังไม่หยุดเดิน อาวุธประดามี​ที่อยู่​ในตัวถูก​ใช้​ไปทีละชิ้น ๆ​ อย่างมันมือ..
ผมเดินฝ่ากองเพลิง​ที่ลุกโชติช่วงนั้น​​ไปอย่างรวดเร็ว..เสียงแหกปากโอดโอยดังขรมผสม​ไป​กับเสียงระเบิด​และกระสุน​ที่ถูก​ความร้อนลั่นเปรี้ยงบึ้ม ๆ​
ลิฟท์ปรากฏอยู่​ตรงหน้า..ผมกดปุ่มเรียกมัน..ประตูเปิดในไม่ช้า
เปล่า..ผมไม่​ได้​ต้องการ​จะ​ใช้มัน​โดยสาร ผมแค่​ใช้มัน​เป็นเครื่องมือส่งสาร
ทีเอ็นทีในมือถูกผมเด็ดสายชนวนให้สั้นลง..คะ​เนเวลาให้พอเหมาะ
หยิบชิ้น​ส่วนลังไม้ติดไฟ​ที่กระเด็นมาใกล้ ๆ​ แล้ว​จ่อเข้า​กับสายชนวน มันลุกฟู่
โยนมันไว้ในลิฟท์ กดให้มันขึ้น​​ไป
ไม่นานจากนั้น​ก็​ได้ยินเสียงปืนกราดอยู่​ข้างบน พวกมันคงคิดว่าผมขึ้น​ลิฟท์​ไปเลย​กะ​จะยิงให้พรุน​เป็นซึ้งนึ่งข้าวเหนียว
แล้ว​ก็ตามด้วยเสียงบึ้มจนสะเทือน​ไป​ทั้งตึก
ระเบิดทีเอ็นทีลูกนั้น​ทำงานของมันแล้ว​อย่างซื่อสัตย์
ผมกวาดสายตามองรอบกายอีกครั้ง..
ไม่มีอะไร​เหลือให้ทำลายเสียแล้ว​!!

ผมรู้แล้ว​ว่า "​เขา" คน​ที่ฝ้ายตามหานั้น​​คือ​ใคร
ฝ้ายตามหาผม..​ทั้ง​ที่เธอมีสามี​และมีลูกแล้ว​..​ความรู้สึกของเธอ​ที่มีต่อผมก็ยังไม่เปลี่ยน
เธอคงยังรักผม..เธอคงยัง​เป็นห่วงผมถึง​กับ​เอาชีวิตของตัวเองเข้าเสี่ยง..
รถเข็น​ซึ่งหนูสิงห์บรรทุกอาวุธสารพัดชนิดทิ้งไว้ให้..ไหลจากแรงระเบิดมาโดน​ที่ขาของผม..
เพียงเท่านี้..แรมโบ้ก็แผลงฤทธิ์
ระเบิดลูกเกลี้ยงถูกถอดสลัก..ผมเหวี่ยงหวือ​ไป​ที่ห้องผลิตยานรกนั้น​
ตูม!!
กองลังไม้​ที่เจ้าแว่นบอกว่า​เป็นยาแก้..​จะทิ้งมันไว้ทำไมให้มันวินาศ​ไป​พร้อมกันเสียเลย​​จะดีกว่า
ตูม!!
ยังมีห้องเก็บอาวุธ..มันไม่ควร​จะ​ใช้​ได้อีกต่อ​ไป
ตูม!!
เจ้าพวกนั้น​อีกสิบกว่าคนวิ่งมาทำไมให้เกะกะสายตา ปืนกลในมือรัวจนสะท้าน​ไป​ทั้งตัว
พรืดดดดดดดดดดดดด
ขาของผมยังไม่หยุดเดิน อาวุธประดามี​ที่อยู่​ในตัวถูก​ใช้​ไปทีละชิ้น ๆ​ อย่างมันมือ..
ผมเดินฝ่ากองเพลิง​ที่ลุกโชติช่วงนั้น​​ไปอย่างรวดเร็ว..เสียงแหกปากโอดโอยดังขรมผสม​ไป​กับเสียงระเบิด​และกระสุน​ที่ถูก​ความร้อนลั่นเปรี้ยงบึ้ม ๆ​
ลิฟท์ปรากฏอยู่​ตรงหน้า..ผมกดปุ่มเรียกมัน..ประตูเปิดในไม่ช้า
เปล่า..ผมไม่​ได้​ต้องการ​จะ​ใช้มัน​โดยสาร ผมแค่​ใช้มัน​เป็นเครื่องมือส่งสาร
ทีเอ็นทีในมือถูกผมเด็ดสายชนวนให้สั้นลง..คะ​เนเวลาให้พอเหมาะ
หยิบชิ้น​ส่วนลังไม้ติดไฟ​ที่กระเด็นมาใกล้ ๆ​ แล้ว​จ่อเข้า​กับสายชนวน มันลุกฟู่
โยนมันไว้ในลิฟท์ กดให้มันขึ้น​​ไป
ไม่นานจากนั้น​ก็​ได้ยินเสียงปืนกราดอยู่​ข้างบน พวกมันคงคิดว่าผมขึ้น​ลิฟท์​ไปเลย​กะ​จะยิงให้พรุน​เป็นซึ้งนึ่งข้าวเหนียว
แล้ว​ก็ตามด้วยเสียงบึ้มจนสะเทือน​ไป​ทั้งตึก
ระเบิดทีเอ็นทีลูกนั้น​ทำงานของมันแล้ว​อย่างซื่อสัตย์
ผมกวาดสายตามองรอบกายอีกครั้ง..
ไม่มีอะไร​เหลือให้ทำลายเสียแล้ว​!!

การทำลายทุกอย่าง​ที่ขวางหน้าของผม..วัตถุประสงค์ก็​เพื่อ​จะค้นหาว่าฝ้าย​และเจ้าแว่นนั้น​อยู่​​ที่ไหน?
​เมื่อทุกอย่างถูกทำลาย​ไปแล้ว​..ก็แสดงว่า​ทั้งสองไม่​ได้อยู่​ในห้อง​ที่เสมือน​เป็นชั้นใต้ดินแห่งนี้..
แสดงว่า​ต้อง​เป็นชั้นบน หรือไม่ก็ชั้นล่าง..(หากมัน​จะมีสร้างห้องใต้ดินซ้อนห้องใต้ดินขึ้น​มาอีกชั้นหนึ่ง​)
​แต่ใน​เมื่อผม​ได้ทำลายลิฟท์ตัวนั้น​​ไปแล้ว​..ผมจึง​ต้องหาทางขึ้น​หรือลงจากเส้นทางอื่น..
มันน่า​จะมีบันได..หรือไม่ก็ลิฟท์อีกตัวหนึ่ง​อยู่​แน่ ๆ​
​แต่เท่า​ที่เห็นมานี่..ไม่ยัก​จะมีเส้นทาง​ที่ว่า
ผมคิดถึงเส้นทางขามา..ตอน​ที่ผมอยู่​ในร่างของหนูสิงห์ ผมอาศัยลิฟท์ขนของลงมาจากลานจอดรถหลังตึก..ผมยังจำ​ได้ว่า​ที่ตรงนั้น​ยัง​เป็น​ที่จอดเฮลิคอปเตอร์อยู่​ลำหนึ่ง​..
​แต่ก่อน​ที่ผม​จะทำอะไร​..เสียงเครื่องยนต์ก็คำรามลั่นจนแก้วหูแทบแตก
ผมช้า​ไปเสียแล้ว​..คอปเตอร์ลำนั้น​..มัน​กำลังถูก​ใช้​เป็นพาหนะหลบหนีเสียแล้ว​..
ผมรีบวิ่ง​ไป​ที่จุดนั้น​ทันที..

ช้า​ไปเสียแล้ว​!!
คอปเตอร์ลำนั้น​มันถูกดันตัวสูงขึ้น​ ด้วยลิฟท์ขนาดใหญ่​ที่ซ่อนอยู่​ชั้นใต้ดิน
พื้นลานกว้าง​ที่เคย​เป็น​ที่จอดรถ..บัดนี้มันเลื่อนตัวเอง​เป็นช่องโหว่ กว้าง​และใหญ่พอ​ที่คอปเตอร์​ทั้งลำ​จะขึ้น​​ไป​ได้
ใบผัด​ที่หมุนจี๋​เพื่อทวี​ความเร็วของมัน สร้างลมหมุนอย่างรุนแรงทำให้การวิ่งของผม​ต้องช้าลง..
เศษฝุ่นผง​และข้าวของปลิวว่อน..ผมหยีตา​เพื่อป้องกันฝุ่น...​ในขณะ​ที่คอปเตอร์​กำลังยกตัวขึ้น​จากพื้นดิน
ผมมองไม่เห็นว่าในห้อง​โดยสารนั้น​มี​ใครอยู่​บ้าง..สิ่ง​ที่ผม​ต้องทำในเวลานี้ ก็​คือ​ไปให้ถึงคอปเตอร์ลำนั้น​ให้เร็ว​ที่สุด
มันลอยเหนือพื้นสูงขึ้น​​ไปทุกขณะ ผมกระโดดตัวลอย​ทั้ง​ที่ยังวิ่งไม่ถึง ​แต่ก็ยังดี​ที่ผมคว้าราวเหล็ก​ซึ่ง​เป็นบันไดของคอปเตอร์ไว้​ได้..
มันยกตัวผมลอยขึ้น​ฟ้า..​กำลังข้อ​กำลังแขน​ทั้งหมด​ที่มีถูกผมทุ่มเทจนสุดตัว
ขาดิ้นกระแด่ว..พยายามเกร็งข้อ​เพื่อยกตัวเองขึ้น​
ไม่สำเร็จ..หลังเครื่องบินยกตัวเอง​ได้ระดับแล้ว​..นักบิน​ซึ่ง​เป็น​ใครก็ไม่รู้ก็บังคับเครื่องให้ร่อนตรง​ไปข้างหน้า
แรงเหวี่ยงของมันทำให้มือของผมแทบหลุด
ด้านหลังมี​แต่หลังคาบ้าน..คะ​เนแล้ว​ผมอยู่​สูงไม่ต่ำกว่าสองสามร้อยเมตร
​ถ้าตกลง​ไปก็คงไม่​ต้องเผา
ไม่เพียงเท่านั้น​ ดูเหมือนประตูของเครื่อง​จะเปิดออก..ปืนกระบอกหนึ่ง​ถูกยื่นออกมาเล็งมาทางผม
"เปรี้ยง!"
ดีชะบุญ​ที่มันยิงไม่แม่น..มันเฉียดแก้มผม​ไปนิดเดียว
ก่อน​ที่ผม​จะทำอะไร​​ได้ถูก กระสุนอีกสามสี่นัดก็ปลิวตามมาในทันที
ต่อให้คนยิงตาถั่วอย่างไร หากผมไม่หลบก็รับรองว่าร่าง​จะ​ต้องพรุน​เป็นกระสอบข้าวถูกเจาะรู
ผมพลิกกายเปลี่ยนมือคว้าราวเหล็กสลับซ้ายขวา​ไปทางด้านหลังของเครื่อง ​ใครเคยดู​เขาเล่นกายกรรมบาร์เดี่ยวกันอย่างไรผมก็เล่นอย่างนั้น​
กระสุนกระทบถูกราวเหล็กจนแตก​เป็นสะเก็ดไฟแว่บวาบ มันหยุดยิงชั่วขณะ..​เมื่อผมหลบลับเหลี่ยมมุมของประตูคอปเตอร์
ด้านท้ายของเครื่อง..อัน​เป็นท่อนหาง​ที่ผมแขวนตัวต่อง​แต่งหลบซ่อนอยู่​ มีสายสลิง​ที่โยน​ไปบังคับแพนหาง..พาดอยู่​ตรงหน้าของผม
จังหวะ​ที่มันโผล่ตัวออกมา​เพื่อยิงผมให้ถนัด..มัน​เป็น​ความจำ​เป็น​ที่ผม​ต้องคว้าสลิงสายนั้น​แล้ว​ดึงเต็มแรง
​ทั้ง​ที่ผมรู้ว่ามันอาจ​จะทำให้เครื่องเสียการทรงตัว ​และนั่นก็หมาย​ความว่าผม​จะ​ต้องร่วงหล่นลง​ไป​พร้อม​กับเครื่องด้วย ​แต่ผมก็จำ​เป็น​ต้องทำ
​เพราะ​ถ้าผมไม่ทำ ​ใครก็ไม่รู้​ที่ผมยังไม่ทัน​ได้มองหน้า​ซึ่งเปิดประตูก้าวขาลงมาแล้ว​นั้น​คงส่องผมเปรี้ยงเดียวร่วงผลอย​เป็นนกถูกยิง​เป็นแม่นมั่น
มัน​เป็นปฏิกริยาอัตโนมัติของคน​ที่​ต้องการ​จะรักษาชีวิตของตนเอง
แมลงปอเหล็กลำนั้น​เลย​เอียงกระเท่ ตีวงหมุน​เป็นวงกลม..แรก ๆ​ ก็วงกว้างอยู่​ ​แต่แล้ว​ก็แคบเข้า ๆ​ จนดูเหมือน​จะหมุนเฉพาะท่อนหางเท่านั้น​ ​โดย​ส่วนหัวทำรัศมี​ได้แค่ไม่เกินยี่สิบเมตร
มันเหวี่ยงผมอย่างแรง..ผมยิ่งปล่อยมือไม่​ได้..ยิ่งเหวี่ยงแรงผมยิ่งดึงแรง..ยิ่งดึงแรงแพนหางนั้น​ก็ยิ่งหักทำมุมกินลมให้เครื่องเลี้ยวมากยิ่งขึ้น​
ผล​ที่เกิดขึ้น​..​ใครก็ไม่รู้(คง​จะ​เป็นคนเดียว​กับ​ที่โผล่ออกมานอกประตู​เพื่อ​จะยิงผม) ร่วงผลอยปะทะลงมาตามลำตัวของเครื่อง​พร้อม​กับร้องจ๊ากลิ่วผ่านตัวผมลง​ไป..ผมเห็นหน้าตาของ​เขาเหยเกตาเหลือกโพลง..กระนั้น​ผมก็ยังจำ​เขา​ได้
"พ่อ.."
มัน​เป็นเวลาเพียงเสี้ยววินาที..มือข้างซ้ายของผม​ที่จับราวเหล็กของฐานเครื่องอยู่​ ก็ฉกวูบ​ไปคว้าข้อมือของ​เขาไว้​ได้อย่างทันท่วงที
ตา​เขายังเหลือกค้าง..หน้าซีดเผือด..ไม่ทราบว่าเกิดจาก​ความตกใจหรือ​ความแปลกใจ​ที่ทำไมผมถึง​ต้องช่วย​เขา​เอาไว้
​เขา​คือนายนิเวศน์พ่อของหนูสิงห์จริง ๆ​!!

กรุณาอย่าถามว่าผมช่วย​เขาทำไม
​ทั้ง​ที่ตัวเองก็แทบ​จะ​เอาตัวไม่รอด..​ทั้ง​ที่​เขาเองนั่นแหละ​​ที่​ต้องการ​จะยิงผมให้ร่วงลง​ไป
​เพราะผมไม่มีเวลาตอบในตอนนี้..น้ำหนักของตัวผมเองบวกรวม​กับน้ำหนักของนิเวศน์..มือขวา​ที่จับสายสลิงอยู่​ก็เลย​เบิ้ลน้ำหนักการดึงเพิ่ม​ไป​เป็นสองเท่า
คราวนี้..เครื่องหมุนเร็วขึ้น​..หมุนจนร่างของนิเวศน์ลอยห่างจากตัวเครื่องออก​ไปด้วยแรงเหวี่ยงหนีศูนย์..มือของ​เขา​และมือของผมถูกดึงจนตึงเขม็ง
เครื่องลดระดับลงเรื่อย ๆ​ เรี่ยวแรงของผมก็ลดลงเรื่อย ๆ​
ในระยะเวลาไม่กี่วินาทีต่อจากนี้..​ทั้งเครื่อง​ทั้งคน​จะ​ต้องหล่นลงกระทบพื้นอย่างแน่นอน
ผมมองหน้านิเวศน์อีกครั้ง..หมอนี่​แม้​จะทำ​ความผิดหรือทำ​ความเลวไว้เยี่ยงไร..​เขายังคง​เป็นพ่อ​ที่ดีของหนูสิงห์เสมอมา..​เขาไม่ควร​จะตายเร็วจนเกิน​ไป
โชคดีอย่างเหลือเกินแล้ว​​ที่มีสระน้ำธรรมชาติอยู่​ข้างล่าง..มันรายล้อม​ไปด้วยต้นไม้ใหญ่กิ่งก้านหนาทึบ
จังหวะ​ที่ผม​และ​เขาหมุนมาด้านเดียว​กับสระน้ำนั้น​..ผมก็สลัดมือทันที
​เขาร้องเหวอ..ลอยล่ะลิ่วพุ่งเข้าหายอดไม้เบื้องล่าง..ผมคงใจเร็ว​ไปหน่อย​..ผมกะให้​เขาหล่นลงบนสระน้ำแท้ ๆ​
ร่างของ​เขาหายวับลง​ไปในต้นไม้..ไม่ตายก็คง​จะคางเหลือง
ช่วยไม่​ได้จริง ๆ​ คงไม่ว่ากันนะพ่อ
มือ​ที่ว่างของผมจึงจับเข้า​กับราวเหล็กอีกครั้ง ปล่อยมืออีกข้าง​ที่ดึงสลิงอยู่​ให้มัน​เป็นอิสระ
นักบิน​ที่คงขืนคันบังคับอย่างเต็ม​ที่อยู่​แล้ว​ เลย​​ได้จังหวะดึงเครื่องกลับ..
หมอนั่นมีฝีมือพอ​ใช้..เครื่องหมุนต่ออีกสองสามรอบก็ทรงตัวไว้​ได้..
ก็​พอดี​กับผมไต่เข้าหาประตูจน​ได้..​เมื่อมองลอดกระจกเข้า​ไปก็เห็นว่า​ใคร​กำลังขับคอปเตอร์ลำนี้อยู่​
หนึ่ง​​เป็นหญิงสาวหน้าหวาน..อีกหนึ่ง​​เป็นเด็กทารกหน้า​เป็น
สองแม่ลูกนั่นเอง!!

ช่วงจังหวะนั้น​​เป็นช่วง​ที่ผมบรรยายไม่ถูก
​เพราะมันเกิดขึ้น​เร็วมาก..มากกว่า​จะบรรยาย​เป็นตัวอักษร​ได้
แม่ของหนูสิงห์หันมาเห็นผมเข้า..ปืนสั้นในมือของเธอลั่นเปรี้ยงทันที
​เป็นเวลาเดียว​กับ​ที่ผมเพิ่งเปิดประตู​ได้..ผมมุดเข้า​ไป..กระสั่นลั่นออกมา
​ที่​เขาเรียกว่า "สวนควันปืน" ​เป็นอย่างนี้นี่เอง..ผมเพิ่ง​จะเข้าใจ
รู้สึกร้อนวาบ​ที่อกด้านขวา..มือขวาของผมก็ตบเปรี้ยงเข้าให้
หล่อนหน้าสะบัด..ฟุบนิ่งอยู่​​กับคันโยก​และหน้าปัดคอปเตอร์ในทันที หนูสิงห์​ที่นั่งอยู่​บนตักของหล่อนร้องไห้จ้า
เครื่องเสียการทรงตัวอีกครั้ง..​ความเจ็บปวดแล่น​เป็นริ้วมาจากบาดแผล​ที่โดนยิง..ผมคว้าคันบังคับเครื่องบินไว้​ได้
​แต่ผมคงเหนื่อยเกิน​ไป..เรี่ยวแรงของผมถูก​ใช้มากเกิน​ไป..ผมถูกยิงบาดเจ็บจนเกิน​ไป
หน้าผมมืด..โลกหมุนติ้ว..หรือผม​และหนูสิงห์รวม​ทั้งแม่ของ​เขา​จะถึงเวลา​ต้องตาย​พร้อมกันเสียแล้ว​..
กัดฟันเอื้อมมือ​ไปกดสวิทช์ออโต้ไพลอท ​เพื่อ​จะทำให้เครื่องทรงตัวอยู่​​ได้จนกว่า​จะมีคนมายกเลิก
หรือจนกว่าเครื่อง​จะน้ำมันหมด​และตกลง​ไปเอง
ก่อน​จะตาย..ก็ขอให้​ได้ยืดเวลาการตายของตนเองออก​ไปหน่อย​ แป๊บหนึ่ง​ก็ยังดี
จากนั้น​ทุกอย่างก็ฝากไว้​กับโชคชะตา

ผมยังไม่สิ้นสติในทันที..ผมยัง​ได้มีโอกาสเห็นอะไร​บางอย่าง​ที่ทำให้หัวใจของผมแทบ​จะวายตาย
หนูสิงห์หยุดร้องไห้..ดวงตากลมโตของ​เขาฉ่ำน้ำ..ริมฝีปากบานเบะน้ำลายไหลย้อยเช่นเคย..​เขาคว้าคันบังคับเครื่องบินมาไว้ในมือ..
สิ่ง​ที่ผมไม่เชื่อสายตาก็เกิดขึ้น​
มือเล็ก ๆ​ อ้วนป้อมของ​เขา..เอื้อม​ไป​ที่สวิทช์ออโตไพลอท​ที่ปรากฏไฟแสดงการทำงานอยู่​
ผมอ้าปาก​จะห้าม..​แต่ผมไม่มีเรี่ยวแรง​แม้​แต่​จะกระดิกตัว..
​เขากดดับสวิทช์นั้น​..เครื่องตกวูบเอียงวาบ..​แต่แล้ว​ก็กลับมาทรงตัวเหมือนเดิม
ให้ตาย!! หนูสิงห์​กำลังขับคอปเตอร์ลำนี้อยู่​!!
มันเรื่อง​จริงหรือนี่???

ผมคงตาเหลือกค้างนาน​ไปหน่อย​..รู้สึกตัวขึ้น​มาอีกทีจึงรู้สึกแสบตา
ธรรมชาติของคนแสบตา ​จะ​ต้องรีบยกมือขึ้น​ปิดหรือไม่ก็ขยี้ตา
​แต่ผมทำไม่​ได้..มันถูกยึดติดไว้​กับเตียงนอน
​เอาอีกแล้ว​รึนี่?? ผมถูกมัดติด​กับ​ที่นอนอีกแล้ว​หรือนี่?
น่าเบื่อจริงแฮะ.. -*-
ผมหรี่ตาแล้ว​ค่อย ๆ​ ลืมมันขึ้น​..สิ่ง​ที่ทำให้ผมแสบตาก็​คือแสงไฟสว่างจ้าเหนือเพดานนั่นเอง
กว่า​จะปรับสภาพสายตา​ได้..ก็​ใช้เวลา​ไปนานพอดู..
ในห้องเงียบสนิท..​เป็นห้องสีขาวเต้ม​ไปด้วยเครื่องมืออิเลคทรอนิค​ที่มัก​จะเห็นในห้องทดลองหรือห้องผ่าตัดใหญ่
หัน​ไปทางซ้าย..เห็นเจ้าแว่นนอนนิ่งอยู่​..​เขายังไม่​ได้สติ..ลำตัว​และมือเท้าถูกมัด​กับเตียงเหมือนผมเหมือนกัน
รีบหันมาทางด้านขวา..นั่นไง..ฝ้ายจริง ๆ​ ด้วย..ผมดำขลับของเธอสยายอยู่​​กับ​ที่นอน..ผมแทบ​จะ​ได้กลิ่นผมของเธอโชยเข้าจมูก
พยายามขบคิดให้เข้าใจว่าเหตุใดผม​และ​เขา​ทั้งสองถึงมานอนอยู่​ในห้องนี้
​แต่ผมไม่พยายามดิ้นรน..​ถ้ามันหลุดออก​ได้ง่าย ๆ​ ก็คง​จะไม่มี​ใครมัด
คิด​ไปคิดมาก็คิดไม่ออก..​ได้​แต่ลำดับเรื่อง​ราว​แต่ปางก่อน..เอ้ย..เรื่อง​ราวต่าง ๆ​ ​ที่เกิดขึ้น​มาตั้งแต่ต้น
ผมดื่มเบียร์ในรถไฟ..รถไฟเบรคกระทันหัน​เพราะหนูสิงห์คลอดออกมา..หัวเลย​​ไปชน​กับราวจับจนสลับเหมือด
ฟืนอีกที..ผมกลับกลาย​เป็นเด็กทารกแรกเกิด..มีนายนิเวศน์​เป็นพ่อ มีแม่​เป็นแม่(จริงสิ..แม่ของหนูสิงห์ชื่ออะไร​อะ?)
ชีวิตของเด็กแรกเกิดก็สนุกดี..​แม้​จะลำบากอยู่​บ้างตรง​ที่ไม่ค่อย​จะมีเรี่ยวแรงทำอะไร​เหมือน​กับผู้ใหญ่ ​แต่ก็สบายเหลือเกิน มี​แต่กิน นอน ​และก็เล่น
​แม้​จะเกิดเหตุการณ์ลักพาตัวตอน​ที่นิเวศน์​กับภรรยาพา​ไปอยู่​บ้าน​ที่ต่างจังหวัด ​แต่มันก็เรื่อง​เล็กน้อยสำหรับผม..ตอนโตผมผ่านเหตุการณ์ร้าย ๆ​ กว่านี้มาเยอะ
​ที่ทำให้ผมจับต้นชนปลายไม่ถูก ก็เหตุการณ์นี้แหละ​..มันสับสนปนเปอย่างไงพิลึก..
เริ่มต้นจากผมติดถุงเงินมา​กับโจรปล้นธนาคาร..ถูก​ไปปล่อยไว้อย่างหลบ ๆ​ ซ่อน ๆ​ จากโจรใจดีคนนั้น​ในโกดังแห่งหนึ่ง​
​เมื่อผมตื่นขึ้น​มาก็ตื่นขึ้น​มาในกล่องเบียร์สิงห์..พยายามออกมาจน​ได้ก็​ได้พบ​กับฝ้าย​ที่ถูกจับมัดผูกปากผูกมืออยู่​​กับเก้าอี้ในห้องกระจก
ผมช่วยหล่อนออกมา​ได้..หล่อนพาผมหนีออกมาจากพวกมัน..กระทั่งมาเจอเจ้าแว่น..​เขาพาผม​และหล่อนหนีเจ้าพวกนั้น​​ไป​ที่บ้านของ​เขา​ที่เพิ่งย้ายเข้า​ไปใหม่ ๆ​
​แต่​เขามีกระเป๋าใส่เงิน​ที่ปล้นมาด้วย..ทำให้ฝ้ายพาผม​ไปหลบอยู่​ในกระโปรงรถ​เนื่องจากเชื่อว่า​เขาคง​จะ​เป็นพวกเดียว​กับพวกผู้ร้าย จนกระทั่ง​เขาพามา​ที่นี่
​ที่นี่​เป็นเสมือนรังของโจรก๊กใหญ่ มีเฮลิคอปเตอร์​เอาไว้สำหรับหลบหนี มีอาวุธมากมาย​ราว​กับกองทัพ..มีสมุนนับร้อยชีวิต​เป็นลูกมือ
ยังมี "ยาสั่ง" ​และ "ยาแก้" ​ที่ผมยังไม่เข้าใจ ​และ​ที่เหนือ​ความคาดหมายมาก​ไปกว่านั้น​ก็​คือผู้​ที่​เป็นหัวหน้าของโจรก๊กนี้กลับ​เป็นภรรยาของนิเวศน์ แม่​และพ่อของหนูสิงห์นั่นเอง
ผมรู้สึกตัวขึ้น​มาอยู่​ในร่างเดิม..​เขาจับผมมัดไว้​กับเตียงนอน..มีการพูดถึงผมในลักษณะ​ที่​เอาผม​ไป​ใช้ประโยชน์อะไร​หลาย ๆ​ อย่างแก่พวกมัน
ยิ่งคิดผมยิ่งสับสน..พยายาม​เอาแพะ​เอาแกะมาชนกันเท่าไรก็ไม่รู้เรื่อง​..รู้อยู่​​แต่ว่าตอนนี้ผมตก​เป็นจำเลย​ของพวกมัน​พร้อม​กับฝ้าย​และเจ้าแว่น​ไปอีกแล้ว​
อะไร​​จะเกิดขึ้น​ต่อจากนี้?? ผมเดาไม่ออก
​แต่ก็เถอะ..ผมเชื่อว่าเงื่อนปมปัญหาทุกอย่างคง​จะคลี่คลายออกมาก็ตอนนี้แหละ​..มันใกล้​จะถึงจุดจบของเรื่อง​แล้ว​
​แม้ว่าจุดจบนั้น​ผม​กับทุกคน​จะ​ต้องตาย..​แต่อย่างน้อยผมก็เชื่อว่าผมคงตายอย่างรู้​ที่มา​ที่​ไปของเรื่อง​ราว​ที่ชวนปวดหัวเวียนเกล้านี้​ได้บ้าง
​แต่ก็นะ..กว่า​จะทำให้ผมตาย​ได้ก็คงไม่ใช่เรื่อง​ง่าย..ไม่งั้นผมคงไม่มานั่งเล่าอยู่​อย่างนี้หรอก ก็ผม​เป็น​พระเอกนี่นา
​เมื่อคิด​ได้ดังนั้น​ผมจึงหยุดคิด..กระดิกเท้ารอ..
รอ​ใครก็ตาม​ที่​จะเข้ามา..เข้ามาคลี่คลายปัญหาร้อยแปดพันประการนี้ให้คลี่คลายออก​ไป
ไหน ๆ​ ก็รอมาถึงตอนนี้แล้ว​..รออีกหน่อย​​จะ​เป็นไร​ไป
ผมอยาก​จะผิวปากออกมาเสียด้วยซ้ำ ​เพื่อลด​ความเจ็บปวดจากบาดแผลถูกยิง​ที่สะบักขวา..ดีมันไม่คว้านลงต่ำ​ไปเจาะปอด ไม่งั้นผมคงตาย​ไปแล้ว​
ยังรู้สึกถึงเลือด​ที่ซึมไหลนอง..
ภาวนาว่าเลือดในตัวอย่าเพิ่งไหลออกจนหมดตอนนี้ก็แล้ว​กัน..ตายตอนนี้แล้ว​​ใคร​จะมาเล่าให้​เพื่อน ๆ​ ฟังต่อล่ะ?
ฉะนั้น​ผมจึงยังตายไม่​ได้เด็ดขาด
อูย...​.

ก่อน​จะมี​ใครเข้ามาในห้อง..เสียงหนึ่ง​ก็ดังขึ้น​ใกล้ ๆ​ ตัวผม
มัน​เป็นเสียงครางของ​ใครคนหนึ่ง​ ผมหันขวับ​ไป​ที่ต้นเสียงทันที ​เป็นเจ้าแว่นนั่นเอง
ผมดูไม่ออกว่า​เขา​ได้รับบาดเจ็บ​ที่ตรงไหน เห็น​เขามองเลิ่กลั่ก​ไปมา ​และ​เมื่อ​เขาเห็นผมมองอยู่​ สายตาของ​เขาก็ทำให้ผมแปลกใจ
​เขามองผมเหมือน​เขาจำผม​ได้..หรือไม่​เขาก็เหมือน​จะรู้อยู่​แล้ว​ว่าผม​จะ​ต้องอยุ่ในห้องนี้​พร้อม​กับ​เขา..​แม้ผม​จะเอ่ยทักทาย​เขา​เขาก็ไม่ตอบคำของผม
​เขารู้จักผมมาก่อนหรือ? ​ที่ไหน? อย่างไร? ตอนนี้ผมไม่ใช่หนูสิงห์แล้ว​ ​เขาไม่น่า​จะรู้จักผม​ได้
​เมื่อเห็น​เขานิ่งผมก็นิ่งบ้าง..​เขาผงกศีรษะมองข้ามตัวผม​ไปยังฝ้าย สายตาของ​เขาแสดงอาการห่วงใยเต็ม​ที่
​และ​เมื่อ​เขาเห็นมอง​เขาอยู่​อย่างนั้น​..​เขาก็เริ่มเปิดปากคุย​กับผม
"ยังไม่หยุดแพร่พันธุ์อีกรึ?"
"อะไร​นะ?" ผมงง
​เขาหัวเราะในลำคอ..ยิ้มเหยียดเย้ยหยันอย่างไรชอบกล
"นายหมายถึงอะไร​?"
"​และเธอคนนั้น​..ก็คง​จะถูกเลือก​เป็นแม่พันธุ์ล่ะสิ"
ผมชักเริ่มยั้วะ ​เขาไม่ควรพูดถึงฝ้ายในลักษณะเช่นนั้น​
"นี่..นายแว่น..ฉันไม่รู้นะว่านาย​เป็น​ใคร..​และฉันก็แน่ใจว่านายคงไม่รู้จักฉัน​และฝ้าย..ฉะนั้น​​จะพูด​จะจาอะไร​ก็ให้ดี ๆ​ หน่อย​"
​เขายังคงหัวเราะ..
"ฉันน่ะหรือไม่รู้จักแก?" ​เขาย้อน.. "เธอชื่อฝ้ายหรอกรึ? แกคง​เป็นคน​ที่เธอมาตามหาล่ะสินะ?"
ผมชะงัก จริงสิ..ฝ้ายเคยบอกไว้​ที่ไหนสัก​ที่หนึ่ง​ว่าเธอ​กำลังตามหา​ใครอยู่​..​เป็นคน​ที่สำคัญสำหรับเธอมาก มากขนาดยอมตาย​เพื่อ​ใครคนนั้น​​ได้ทีเดียว ​ซึ่งตอนแรกผมคิดว่า​เป็นแฟนของเธอ
"ก็คง​จะใช่.." ผมตอบ​เขา​ไป ในใจรู้สึกหวามไหวชอบกล
​ทั้ง​ที่ฝ้าย​แต่งงานแล้ว​(สังเกตจาก​ที่เธอมีน้ำนมให้หนูสิงห์)..เธอก็ยังไม่ลืมผม ​เมื่อเธอรู้ว่าผมตกอยู่​ในอันตราย เธอถึง​กับออกตามหามาจนถึง​ที่นี่
แสดงว่า​ความรัก​ที่เธอมีต่อ "พี่ติ๊ก" ของเธอคนนี้..ยังไม่คลาย​ไปจากหัวใจเธอเลย​
"แก​เป็นอะไร​​กับฝ้าย?" เจ้าแว่นถามมาอีกครั้ง
ผมอ้าปาก​จะตอบ..​แต่แล้ว​ก็กล้ำกลืน​เอาไว้ คงไม่เหมาะแน่​ถ้าผม​จะเ​ที่ยวบอก​ใครต่อ​ใครว่าผม​เป็นคนรักเก่าของฝ้าย อย่างไรผมก็​ต้องให้เกียรติเธอไว้ก่อน
​เมื่อเห็นผมไม่ตอบ เจ้าแว่นก็ไม่ถามต่อ
​แต่สิ่ง​ที่​เขาพูดขึ้น​มา..ยังคงค้างคาอยู่​ในใจผมไม่หาย
"นายช่วยบอกหน่อย​​ได้ไหมว่า..​ที่นายหาว่าฉันไม่ยอมหยุดแพร่พันธุ์ ​และหาว่าฝ้าย​เป็นแม่พันธุ์นั่น..นายหมายถึงอะไร​?"
คำถามนั้น​ทำให้​เขามองผมอย่างเต็มตาอีกครั้ง..มองผมอย่างพินิจ​โดยละเอียด
"แก​คือต้นแบบไม่ใช่รึ?"
"ต้นแบบ?"
"ใช่..ต้นแบบของสเตมเซลล์ ไงล่ะ?"
ผมยิ่งงงหนักขึ้น​
"สเตมเซลล์?"
"นายไม่รู้จริง ๆ​ ?"
ผมผงกหัวแทบหลุด
"ตั้งแต่ฉันกลับมาอยู่​ในร่างเดิมนี่..ดูเหมือนฉัน​จะสูญเสีย​ความทรงจำ​ไปบางอย่าง..คล้าย​กับเด็กปัญญาอ่อนอย่างไรก็ไม่รู้..นายช่วยเล่าให้ฉันฟังหน่อย​เถอะว่า​ทั้งหลาย​ทั้งปวงนี่มัน​คืออะไร​? มีอะไร​เกิดขึ้น​..ทำไมฉันถึง​ได้ถูกมาขังไว้​ที่นี่..รวม​ทั้งนาย​และฝ้ายด้วย แล้ว​ไอ้พวกนั้น​มัน​เป็น​ใคร?"
​เขาไม่สนใจคำถามของผม กลับทวนคำพูดของผม
"กลับมาอยู่​ร่างเดิม..แกหมาย​ความว่าอะไร​?"
"ก็..กลับมาอยู่​ในร่างเดิมไงล่ะ.."
"แล้ว​แกอยู่​ร่างไหนมาก่อนร่างนี้?"
"หนูสิงห์"
"​ใคร? หนูสิงห์"
"ก็เด็กคน​ที่นายอุ้มวิ่งหลบกระสุน​ไปมานั่นไงล่ะ"
"เฮ้ย.." ​เขาอุทานลั่น.. "พูด​เป็นเล่น"
​เพื่อให้​เขาเชื่อผม..ผมจำ​เป็น​ต้องเล่าย้อน​ไปถึงเหตุการณ์​ที่บ้านของ​เขาให้​เขาฟัง
"พวกมันทำ​ได้จริง ๆ​ !!.." ​เขาคราง​พร้อม​กับเหลือกตา​ไปมา..
"นอกจากเซลล์แล้ว​..​ความรู้สึกนึกคิดยังถูกก๊อปปี้​ไปด้วย​ได้จริง ?"
"เซลล์? ​ความรู้สึก? ก๊อปปี้? นายพูดให้มันรู้เรื่อง​หน่อย​​ได้ไหม? ขอร้องเถอะวะ"
ผมพูดออก​ไปตรง ๆ​
​ได้ผล..​เมื่อ​เขาแน่ใจว่าผมไม่รู้เรื่อง​แน่ ๆ​ ​เขาก็เลย​เล่าทุกอย่างให้ผมฟัง
อัน​เป็นเรื่อง​ราว​ที่แทบ​จะทำให้ผมอยาก​จะกลั้นใจตาย​ไปเดี๋ยวนั้น​
เรื่อง​อย่างนี้ ก็มีหรือนี่??
++++

 

F a c t   C a r d
Article ID A-1575 Article's Rate 2 votes
ชื่อเรื่อง หนูสิงห์ ภาค 2/10
ผู้แต่ง รันนรา
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๔๙
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๔๑๖ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๒ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๐
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-7737 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 26 พ.ค. 2549, 19.07 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : blackapple [C-7759 ], [203.153.137.132]
เมื่อวันที่ : 28 พ.ค. 2549, 09.54 น.

Very good!!!!

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น