นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๒๙ กรกฏาคม ๒๕๔๘
คือแสงสีมณีพรายในใจฉัน
รไมยา
...​​ที่ผ่านมาโลกนี้ไม่​​ได้เปลี่ยวเหงาเลย​​ เธอต่างหาก​​ที่พยายามสร้างภาพนั้น​​ขึ้น​​มาโลก​​ที่สวยงามจึงกลับกลาย​​เป็นโลกยุคน้ำแข็ง​​ที่เกาะกุมใจเธอ ​​ความทุกข์จึงท่วมทับใจเธอ...
เรานั่งอยู่​ฝั่งตะวันออกของริมฝั่งแม่น้ำเจ้า​พระยา ท่ามกลางบรรยากาศในยามเย็น​ที่ดูเหมือนตะวัน​จะไม่ยอมเลือนหาย​ไปจากขอบฟ้าง่ายๆ​ ดี​ที่สายลมเย็นเกื้อหนุนให้เราอดทนนั่งอยู่​บนม้านั่งสีขาว ทอดสายตามองสายน้ำพลิ้วด้วยระลอกคลื่น​ที่ดูงดงามจับตา จับใจ.
เห็นไหม อะไร​อยู่​ในสายน้ำ..
อะไร​อยู่​ในสายลม...​
อะไร​อยู่​ในฟ้ากว้าง...​
ทุก​ที่​ที่เราส่งสายตามอง​ไป คำตอบนั้น​ลงลึกอยู่​ในดวงใจ...​ใช่​ความสุขไง ยาม​ที่รื่นเริงใจดูเหมือนเรา​จะปัดละออง​ความหม่นหมอง ​และ​ความทุกข์โศกกระเด็น​ไปไกล ​แม้รู้ดีว่าในไม่ช้าสิ่งเหล่านี้​จะหลอมรวมแล้ว​กลับมาใหม่
"อยากหยุดเวลาไว้ตรงนี้" เธอพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังจนฉัน​ต้องยิ้มออกมา แน่ละ คนอย่างเธอปลีกเวลามาหามุมสงบ​ได้ยากเต็มที ชีวิตเธอเต็ม​ไปด้วยงาน​และงาน ​แม้ยามนั่งนิ่งๆ​ ​กับคำพูด​ที่ไร้เสียงนั้น​ เธออดไม่​ได้​ที่​จะหยิบ​เอาสมุดเล่มเล็กในกระเป๋าผ้าเก่าๆ​ นั้น​ออกมาจรดปากกาบรรเลงตัวอักษร​ที่มาจากอาการเงียบของเธอ ฉันอดชะเง้อมอง​ที่แผ่นกระดาษนั้น​ไม่​ได้ ชั่วพริบตาเดียว อักษรตั้งมากมาย​หลั่งไหลมาจากคำพูด​ที่ไร้เสียงของเธอ
ฉันยิ้มอีกตามเคย เธอเองก็ชำเลืองมอง​และอมยิ้มจากนั้น​ก็ก้มหน้าก้มตาเขียน​และเขียน ดู​เอาเถิด ​แม้​จะเขียนอยู่​ในท่า​ที่ไม่ถนัดนัก​แต่เส้นอักษร​ที่เห็นมันอ่อนไหวอย่างมีชั้นเชิง ลายมือเธองดงามเหมือนงานศิลปะ​ที่จับใจฉัน...​โอย ตายละ ฉันชื่นชมเธอมากเกิน​ไปรึเปล่านี่
แค่ฉันโทรศัพท์ถามเธอว่าบ่ายนี้ว่างไหม เธอรีบตอบรับ​ทั้ง​ที่ฉันคาดคำตอบล่วงหน้าว่าเธอไม่ว่าง​และ​จะไม่ยอมทิ้งงานตรงหน้า​ไปไหนหากมันไม่เสร็จ ​แต่ผิดคาด เธอมานั่งอยู่​ตรงนี้อาบแสงตะวันสุดท้ายด้วยกัน แล้ว​ลำแสงนั้น​ก็อำลา​ไปใน​ที่สุด ​เป็นเวลาเดียว​ที่เธอวางปากกา ค้นหาอะไร​บางอย่างในกระเป๋าแล้ว​หยิบหนังสือพอกเก็ตบุ๊คส่งให้ฉัน ดวงตาเธอจ้องมองฉันเหมือน​จะสื่อ​ความว่า อ่านซะ ปากผมยังไม่ว่าง​จะพูดด้วย
ฉันรับมาอ่าน มองดูหน้าปก ดูทุกอย่าง​ที่เห็นแล้ว​พลิกผ่านทีละหน้า มัน​เป็นการฆ่าเวลาอย่างดี​ที่สุด
แปลกใจ​ที่เธอหันมาสนใจอ่านหนังสือ "มรณสติกถา" ฉันคงไม่​ต้องถาม เดี๋ยวก็​ได้คำตอบเองแหละ​

ฉันยังไม่ทันลงมืออ่านเลย​ สิ่ง​ที่ลอยเลื่อนอยู่​บนผิวน้ำกลับดึง​ความสนใจของฉันให้มองตาม มัน​เป็นเรือลากจูงขนาดใหญ่ ฉันเห็นสองสามชีวิตบนเรือลำนั้น​ปรากฏอิริยาบถแตกต่างกัน นั่น​เป็นบ้านของพวก​เขา ชีวิต​ที่ล่องลอย​ไปตามกระแสน้ำแบ่งแยกคนบนฝั่งออกจากพวก​เขา ​เขารู้สึกเหงาบ้างไหมนะ
ฉันเริ่มจับตามองตัวอักษร นึกถึงคนข้างๆ​ ​เขาบอกฉันเสมอ อ่านอะไร​​ต้องให้รู้เรื่อง​ อ่านแล้ว​​ต้องบอก​เขา​ได้ ​เขา​เป็นคนอ่านหนังสือช้า อ่านละเอียด อ่านแล้ว​ขบคิดตาม​ซึ่งต่างจากฉัน
​เขา​เป็นคนละเอียด กว่า​ที่​เขา​จะยอมรับมิตรภาพจากฉัน​ได้ หัวใจ​เขากลั่นกรองฉันมากมาย​ มันเริ่มต้นจากข้อ​ความ​ที่ฉันนำเสนอ​ตัวเองในโลกไซเบอร์ เว็บแห่งนั้น​​เป็น​ที่สนอกสนใจของหนุ่มสาวโสดมากหน้าหลายตาแวะเวียนเข้า​ไป​เพื่อหวัง​จะพบ​ใครสักคน​ที่ถูกใจ เริ่มต้นด้วยการ​เป็น​เพื่อนก่อน จากนั้น​ค่อยกระชับสายสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นขึ้น​ บางคนกลาย​เป็นผู้รู้ใจ​และ​เป็นเจ้าของหัวใจกัน​และกันอย่างแท้จริง ​แต่บางคนก็โชคร้าย ไม่อาจพบในสิ่ง​ที่ตน​ต้องการ...​

เธอเองก็ก้าวเข้ามาทักทายฉันด้วยเครื่องมือสื่อสารตรงหน้าในโลก​ที่ไร้ฤดูกาลของเธอ
ข้อ​ความ​ที่เธอส่งมากรุ่นละมุน​ไปด้วยอารมณ์ขันอย่างวิเศษ...​อา...​นี่ฉันพบชาย​ที่อารมณ์ดีเข้าแล้ว​
ฉันอ่าน​และอ่านตัวหนังสือ​ที่ลื่นไหลเหล่านั้น​อย่างมิรู้เบื่อ ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มตลอดเวลา ใจนึกถึงเจ้าของวลี​ที่น่ารื่นรมย์เหล่านี้ หน้าตา​เขา​เป็นเช่นใดหนอ เหมือนแป๊ะยิ้มในขบวนเชิดสิงโตไหม

วันเวลาผ่าน​ไปหลายเดือน เธอยังคงอยู่​ตรงนั้น​ ตรงจุดเดิม ไม่เคยก้าวพ้นออกมาจากโลกไซเบอร์เหมือนรายอื่นๆ​ ​ที่​เขารู้จักเปลี่ยนรูปแบบมาติดต่อสื่อสารทางโทรศัพท์แทน แล้ว​ไม่นานก็นัดพบกัน ​แต่เธอไม่​เป็นเช่นนั้น​ เธอไม่เคยขอหมายเลขโทรศัพท์จากฉัน ไม่เคยถามว่าฉันอยู่​ ณ จุดใดในเมืองหลวงแห่งนี้ เหมือนเธอไม่อยากรู้อะไร​มาก​ไปกว่าข้อ​ความ​ที่ฉันแนะนำตัวเอง ไม่มีคำถาม มี​แต่เรื่อง​เล่าจากปากเธอ ฉันยอมรับว่า ฉันมี​ความสุขในโลกเงียบๆ​ ของเธอ แค่รู้ว่าเธอมีตัวตนจริงก็พอ

วันหนึ่ง​วันนั้น​ ฉันป่วย​ต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ฉันให้​เพื่อนส่งข่าวถึงเธอ
ฉัน​ต้องประหลาดใจ​เป็นอย่างมาก​ที่พบเธอปรากฏตัวอยู่​ข้างเตียงฉัน...​ให้ตายเถอะ ฉันอายเธอจัง ไม่มีโอกาสทำหน้าตาสดใส หรือ​แต่งตัวสวยๆ​ อย่าง​ที่ควร​จะ​เป็นสำหรับการพบกันครั้งแรก
เธอไม่เหมือนแป๊ะยิ้มสักนิด หน้าตาคม​ทว่าขรึม ฉันนึกไม่ออกว่าเธอหลุดคำพูดสนุกสนานเฮฮาออกจากปากเธอ​ได้อย่างไรตั้งมากมาย​ เธอส่งยิ้มให้​และมันอยู่​ไม่นาน เรียวปากนั้น​ปิดสนิท ​และนั่งลงอย่างเงียบๆ​ ส่งสายตามองจนฉันเก้อเขิน นึกถึงใบหน้าซีดเซียวของตัวเอง​และชุดของโรงพยาบาล​ที่สวมอยู่​ นี่​เป็นการพบ​ที่ฉันคาดไม่ถึง​และไม่มีโอกาสเตรียมการใดๆ​ เลย​
เธอนั่งอยู่​ครู่หนึ่ง​แล้ว​เอ่ยคำให้​กำลังใจ​พร้อมคำจากลา เธอ​ไปแล้ว​...​ใจฉันกลับฟูฟ่องด้วย​ความรู้สึกยินดี​ที่​ได้พบ เธอมีตัวตน​แม้​จะไม่​ได้​เป็น​ไปอย่าง​ที่ฉันนึก...​

จากวันนั้น​เธอยังมาเยี่ยมเยียนฉัน ไม่มีข้อ​ความผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์อีกแล้ว​ มีคำพูดเรียบๆ​ ผ่านโทรศัพท์ หรือแวะมาทักทาย มีรอยยิ้มบางๆ​ ให้เห็น อารมณ์ขันหาย​ไป
"ผม​เป็นอย่างนี้ การพูด​กับการเขียนไม่เหมือนกัน ผมหลุดจากตรงนั้น​มาแล้ว​​และ​จะไม่กลับ​ไปอีก อยากให้คุณรู้จักผมแบบนี้"
ฉันรู้จัก​เขาแล้ว​...​นี่ไง หนุ่มมาดเซอร์ ผมยุ่งๆ​ บางวันหน้าตาดูเหมือน​จะยุ่งกว่า เธอชอบนุ่งยีนส์ ​กับเสื้อผ้าไม่กี่ชุด ​ไปไหนมีกระเป๋าผ้าเก่าๆ​ อยู่​ข้างกาย ฉันรู้ว่าภายในมีอาหารสมองของเธอ มัน​เป็นหนังสือเล่มเล็ก​ที่เธอมักหยิบขึ้น​มาอ่านหากไม่มีอะไร​​จะคุย​กับฉัน แล้ว​เธอก็มีหนังสือดีๆ​ น่าอ่านมาฝากฉันด้วยเสมอ เรานั่งเงียบๆ​แล้ว​อ่านหนังสือ​ไปด้วยกัน
โลกของเราหมุน​ไปตามสภาพนั้น​ มัน​เป็นสิ่ง​ที่ฉันคุ้นเคย เธอไม่เหมือน​ใคร​และฉันยอมรับ​ได้ เธอ​เป็นคนดี ไม่​เป็นพิษภัยต่อ​ใคร งาน​ที่เธอทำ​เป็นงานสร้างสรรค์ด้วย​ความคิด​และฝีมือในมุมมองศิลปะของเธอเอง บ่อยครั้ง​ที่คนอื่นไม่เห็นด้วย​โดยเฉพาะลูกค้า เธอหน้าตึง อารมณ์เสีย​แต่ยอมปรับเปลี่ยนทำตาม​ความ​ต้องการของอีกฝ่าย ฉันรู้ว่ามัน​เป็นการจำนน​ที่เธอไม่มี​ความสุข​เอาเสียเลย​ โลกก็​เป็นเช่นนี้ เธอสร้างงาน ​เขาจ่ายเงิน​และเงินจำนวนนั้น​ก็ทำให้เธอยังชีพอยู่​​ได้ เวลา​ที่ฉันพูดแสดง​ความคิดเห็น​และอยากจูงใจให้เธอมองโลกตาม​ความ​เป็นจริง เธอไม่เคยโต้แย้งสักคำ มีเพียงสีหน้า​ที่บ่งบอกให้รู้ว่าเธอรู้สึกอย่างไร...​

"ไม่อ่านหรือ ทำท่าเหม่อลอย" เธอท้วงฉัน
"อ่านสิ ​แต่อยากถามว่าทำไมถึง​ต้อง​เป็นหนังสือเล่มนี้" ฉันชูหนังสือในมือ จ้องหน้าเธอ
"​ความตาย​เป็นบทสุดท้ายของทุกชีวิตนี่ อ่านไว้ไม่เห็นแปลกอะไร​ เธอไม่เอียนนิยายรักหวานๆ​ ​ที่เธอมีอยู่​บ้างหรือ"
"ไม่ มันหล่อเลี้ยงหัวใจฉัน ก็เธอไม่มีให้ฉันอย่างคู่รักคนอื่นๆ​ นี่" ฉันพูด​ความจริงด้วยใบหน้ายิ้มละไม
"อย่าลืมสิ ลืมตาก็มายา ลืมตัวก็มายา มีอะไร​จริงบ้าง...​" เธอดึง​ความคิด​ที่ลุ่มลึกออกมาให้ฉันฟังอีกแล้ว​ ฉันหัวเราะ หยิกเข้า​ที่แขนเธอ "มายารึเปล่า...​เจ็บ​เป็นมั้ย"
"​เป็นสิ" เธอยิ้ม คลำร่องรอย​ที่ฉันฝากไว้ ฉันอยากให้รอยยิ้มอยู่​​กับเธอนานๆ​
แล้ว​​ความเงียบก็คืนกลับ ต่างฝ่ายต่าง​ใช้ดวงตาสัมผัสตัวอักษรตรงหน้า

"อุ๊ย...​กระเป๋าฉัน" ฉันส่งเสียงร้อง ผวาลุกขึ้น​ยืนด้วย​ความตกใจ​และตะลึงงัน นักฉกชิงวิ่งราวคนนั้น​วิ่งลับหายเข้า​ไปในทางเดินแคบๆ​ ​เพื่อทะลุออกสู่ถนนใหญ่ ฉันหันมามองใบหน้า​ที่เฉยชาของเธอ
"มีอะไร​อยู่​ในกระเป๋านั้น​บ้าง" เธอเอ่ยถาม
สีหน้าฉันตึง โกรธกระมัง​ที่​เขาไม่วิ่งไล่ล่านักวิ่งราวคนนั้น​ ทำไมเธอจึงเฉื่อยเช่นนี้หนอ นี่​ถ้า​ใครฟาดหัวฉันแล้ว​ดึงตัวฉัน​ไปข่มขืน เธอ​จะมีปฎิกิริยาอย่างไรนี่...​
"บัตรเครดิต บัตรเอทีเอ็ม บัตรประชาชน โทรศัพท์แล้ว​ก็เงินไม่มากนัก" น้ำเสียงฉันกระด้างฉับพลัน
"งั้น​ไปเถอะ ​ไปแจ้ง​ความ​แต่ก่อนอื่นเธอควรแจ้งอายัดบัตรเครดิต​กับบัตรเอทีเอ็มก่อน"
เธอพาฉัน​ไปแจ้ง​ความยังสถานีตำรวจ​ที่อยู่​ใกล้ เสร็จธุระแล้ว​ ฉันขอตัวกลับบ้าน
"ไม่​ต้อง​ไปส่งหรอก เธอ​ต้องกลับเข้าออฟฟิศไม่ใช่หรือ" ฉันนึกอยากกลับบ้านตามลำพัง
เธอพยักหน้ารับรู้​ความ​ต้องการของฉัน โบกมือเรียกแท็กซี่ให้
ก่อนจากกันเธอบอกว่า "ฝากกระเป๋าใบนี้ด้วย ​ต้องการอะไร​ก็หยิบ​ใช้​ได้เลย​นะ หนังสือเล่มนี้​เอาไว้อ่าน สมุดบันทึกนี่​จะอ่านก็​ได้หรือไม่อ่านก็​ได้"

ฉันยิ้มอย่างโรยแล้ง ทำไมนะ...​ทำไมเธอไม่แสดงบทบาท​​ที่สร้าง​ความประทับใจให้ฉันดูบ้าง แค่วิ่งตามโจรนั่น​ไป​แม้​จะไม่ทัน อย่างน้อยเธอก็ยัง​ได้แสดงออกบ้าง...​.​แต่นี่ไม่มีเลย​ เธอ​เป็นคนแบบไหนกันแน่
"คนอะไร​นิ่งเหมือนมีน้ำเย็นอยู่​ในกระแสโลหิต บ้าชะมัด ฉันชอบเธอ ฉันรักเธอ​ได้ยังไง"
มือควานในกระเป๋าพบสมุด​ที่เธอชอบติดตัว​ไปทุกหนทุกแห่ง ฉันรู้มันมี​ความลับในชีวิตเธอ ก็เธอเขียนอะไร​ไว้มากมาย​
ฉันพลิกหน้ากระดาษแผ่นแรก เธอเขียนกำ​กับไว้ว่า "บทชีวิต"
ฉันนึกสนุก คอยดูนะ พอถึงบ้านฉัน​จะต่อเติมข้อ​ความต่อว่าเธอสำหรับเหตุการณ์ในวันนี้แล้ว​​จะส่งคืนกลับให้เธออ่าน ให้รู้บ้างว่าฉันรู้สึกอย่างไร...​

ทำไมหนอเธอเงียบ​ไป คืนนี้เธอน่า​จะโทรศัพท์มาขอโทษฉันหรือปลอบโยนฉันในการ​ที่ฉันสูญเสียสิ่งของ​ไป
ฉันมองสมุดบันทึกเล่มนั้น​ ไม่นึกอยากอ่าน ​ความรู้สึก​ที่​จะต่อว่าเธอจางหาย​ไป ฉันกดโทรศัพท์​ไปหา​เพื่อนสนิท​เพื่อระบายสิ่ง​ที่เธอไม่​ได้ดังใจฉันแทน

โลกของเธอเงียบอย่างเหลือเกิน จริงสินะ โทรศัพท์ของเธออยู่​​ที่นี่ ข้าวของติดตัวเธออยู่​ในกระเป๋าใบนี้ สมุดเล่มน้อยของเธอยังไม่​ได้ถูกเปิดอ่าน ฉัน​จะอ่านละ อ่าน​และอ่าน แล้ว​ฉันก็อ่าน​ทั้งน้ำตา
"ไม่นะ เธอทิ้งฉัน​ไปไม่​ได้ หากเธอทิ้งฉัน​ไป โลกนี้​จะมืดมิดสักเพียงไหน"
ร่างฉันผวา​ไป​ที่ประตู ม่านน้ำตาพร่างพรู ร้องบอก​ใครๆ​ ว่า พัฒน์​ไปแล้ว​ ​เขาคิดฆ่าตัวตาย...​วันนั้น​ไง วัน​ที่​เขาเฉยชา ​เขาคง​ไป​ที่ไหนสักแห่ง
​ใครบางคนกุลีกุจอช่วยโทรศัพท์​ไปสอบถาม​ที่ทำงาน บางคนก็สอบถาม​ไปยังสถานีตำรวจ​และตามโรงพยาบาลต่างๆ​
หูฉันอื้ออึงด้วยคำบอกเล่า
"​เขาลาออกจากงานมาหลายวันแล้ว​ ไม่มี​ใครพบเห็น​เขา"
"มีอยู่​​ที่หนึ่ง​ พบศพนิรนามลอยน้ำมา ​ไปดูมั้ย"
สายหมอกทะมึนโอบล้อมรอบตัวฉัน​และดูเหมือนว่าฉันไม่เห็นอะไร​เลย​ ทุกสิ่งมืด​ไปหมด
เราเคยฝันว่า​จะสร้างชีวิตร่วมกันมิใช่หรือ เหตุใดจึงมาลบ​ความฝันนั้น​แล้ว​ทิ้งฉันไว้ตามลำพัง

สมุดบันทึกของเธอเต็ม​ไปด้วยคำพูดอันลุ่มลึก​ที่ยาก​จะเข้าใจ มัน​เป็นปรัชญาชีวิตของเธอ​ที่ไม่เคยเห็นว่าชีวิต​เป็นสิ่งสวยงาม
เธอบอกฉันว่า บทชีวิตของ​แต่ละคนเริ่มต้นอาจต่างกัน ​แต่​ใครๆ​ ก็มักคาดหวังถึง ​ความสุข ​ความสมหวัง ​และ​ความสำเร็จในบั้นปลาย แล้ว​ก็เพียงเฝ้ารอบทสุดท้ายของชีวิตก่อน​จะพรากจากโลกนี้​ไป ​แต่เธอไม่​ต้องการรอคอยสิ่งเหล่านั้น​ เธอไม่​ต้องการให้​ใครๆ​ วัด​ความสำเร็จในตัวเธอด้วยชื่อเสียง ผลงาน ​และปริมาณทรัพย์สิน​ที่เธอมี เธอเรียกมันว่าวงจรชั่วร้าย...​.ทำไมเธอผู้ครั้งหนึ่ง​เคยเปี่ยมด้วยอารมณ์ขันกลับมองโลกในแง่ร้ายเช่นนี้หนอ

ฉันนิ่ง ใจระทึก​เมื่อเจ้าหน้า​ที่เปิดผ้าคลุม​ส่วนบนออกเผยให้เห็นใบหน้าเจ้าของร่าง​ที่ไร้ลมหายใจนั้น​...​.ฉันปล่อยโฮ ไม่อาย​ใคร...​ร่างของ​เขาจริงๆ​ ​เขาว่ายน้ำไม่​เป็น...​มัน​เป็นภาพ​ที่โหดร้ายสักเพียงใด ฉันไม่อยากนึกถึงเลย​...​
เธอคิดอะไร​อยู่​ วันๆ​ เธอคิดถึงอะไร​ ทุกสิ่งรอบตัวเธอไม่มี​ความหมายต่อเธอสักนิดเดียวเชียวหรือ
"ผมรักคุณ ดีใจ​ที่พบคุณ ​และคุณอยู่​ในใจผมเสมอมา"
คำพูดของเธอ​จะ​เป็นประโยชน์อะไร​ใน​เมื่อเธอทิ้ง​ความรักของเธอ​ไป เธอทิ้ง​ความอ้างว้างไว้ให้ฉัน...​ฉันควร​จะโกรธ​และเกลียดเธอ
ทำไมนะ ทำไมไม่บอกเล่า​ความในใจ​ที่เจ็บปวดของเธอให้ฉันรับรู้บ้าง มันยากเกินกว่า​จะเยียวยาเชียวหรือ...​

ฉันทิ้งหนังสืองานศพของเธอตรงจุด​ที่เรานั่งอยู่​ด้วยกันในวันสุดท้าย คำอาลัยอาวรณ์ในตัวเธอจากผู้คนรอบข้างมีมากมาย​ ฉันอยากให้เธอรู้ ​ที่ผ่านมาโลกนี้ไม่​ได้เปลี่ยวเหงาเลย​ เธอต่างหาก​ที่พยายามสร้างภาพนั้น​ขึ้น​มาโลก​ที่สวยงามจึงกลับกลาย​เป็นโลกยุคน้ำแข็ง​ที่เกาะกุมใจเธอ ​ความทุกข์จึงท่วมทับใจเธอ​โดยฉันไม่อาจรู้​ได้ว่าเธอรู้สึกอย่างไร คิดอย่างไร ฉันโง่เอง​ที่ไม่ช่างสังเกต แค่เห็นรอยยิ้มบางๆ​ ​กับ​ความขรึม​ที่​เป็นอยู่​ ฉันคิดว่าเธอมี​ความสุข มัน​เป็นตัวตน​ที่ฉันไม่เคยคิดเปลี่ยนแปลงเธอ​ทว่ากลับ​เป็นบาดแผลลึก​และกว้างเกินกว่า​จะเยียวยา...​
หลายคนงุนงง​กับการจบชีวิตของเธอ
"พัฒน์​เป็นคนสุภาพ อ่อนโยน มีน้ำใจต่อทุกคน"
"​เขาชอบช่วยเหลือ​เพื่อนๆ​"
"ไม่มีหนี้สิน ไม่มีเรื่อง​บาดหมางทะเลาะ​กับ​ใคร"
"ไม่มากรัก หลายใจ ผู้หญิง​ที่ยืนอยู่​เคียงข้างมีเพียงคนนี้คนเดียว"
แล้ว​อะไร​เล่าจึง​เป็นสาเหตุให้เธอไม่อยากรอบทสุดท้ายของชีวิต บท​ที่​ต้องอาศัยกาลเวลาของ​แต่ละคน เธอเดินทางลัดทำไม...​
ฉันรู้ ฉันไม่มีวัน​ได้คำตอบ คนบางคนก็จากโลกนี้​ไป​พร้อม​กับ​ความลับในใจ​เขา ...​เธอ​เป็นเช่นนั้น​
ฉันมองพลิ้วน้ำ​ที่พร่างพราย เปลวแดดระยับ ตรงหน้า ทำให้ฉันนึกถึงถ้อยคำในหนังสือ​ที่เธออ่าน​แต่เธอไม่คิดเก็บมาเตือนสติตัวเอง "ชีวิตเหมือนน้ำค้างบนยอดหญ้า ​เมื่อ​ต้องแสงแดดก็พลันมลายหายวับ​ไป"
ชีวิตคนเราสั้นนัก ​แต่เธอก็ไม่รอ ไม่ให้โอกาสตัวเอง
ฉันมองม้านั่งสีขาว​เป็นครั้งสุดท้าย เงาของเธอเคยทาบทับอยู่​ตรงนี้ ...​ฉัน​ไปละ​และไม่คิดหวนกลับมา​ที่นี่อีก
ร่าง​ใครสักคนปรากฏอยู่​ตรงหน้าฉัน
"ผมรู้ว่าคุณ​ต้องมา​ที่นี่ ผมเสียใจ" ​เพื่อนของพัฒน์​ซึ่งฉันรู้จักดีเอ่ยปาก สีหน้านั้น​สลดลง ฉันรู้ใจ​เขาหมองมัวปานกัน
ฉันจ้องหน้า​เขา "คุณบอกพัฒน์เกี่ยว​กับเรื่อง​ของเรารึเปล่า" ฉันคาดคั้น ไม่อยากรู้สึกว่า​การตายของพัฒน์เกี่ยวข้อง​กับรักบทใหม่​ที่แทรกซ้อนในใจฉัน
"ไม่ ไม่​ได้บอก เพียง​แต่ว่า ​เขาเห็นรูปคุณในมือผม ​เขารู้ว่าผมรู้สึกอย่างไร วันนั้น​ก่อน​ที่​เขา​จะ​ไปพบคุณ ​เขาบอกผมว่า เรื่อง​​จะทำให้คุณรัก​ได้น่ะไม่ยาก แค่ทำในสิ่ง​ที่แตกต่างจาก​เขา"
ไม่จริงเลย​ พัฒน์ เธอพูดเช่นนี้ออกมา​ได้อย่างไร...​น้ำตาเอ่อล้น ​ความรู้สึกผิดท่วมทับใจ
"​เขาบอกผมว่า​เขารักคุณ​แต่ไม่คิด​จะครอบครองคุณไว้ ​เขาให้ผมสบายใจ​ได้"
ฉันยกมือห้าม ไม่ปรารถนาให้​เพื่อนชายคนใหม่กล่าวอะไร​อีก ​เขาดึงมือฉัน​และรั้งกายเข้าปลอบประโลมใจ "เชื่อผมสิ ​เขาไม่​ได้ฆ่าตัวตาย​เพราะเรา ​เขาเบื่อโลก ​เขาเบื่อวิถีชีวิต ​เขาไม่อยากอยู่​​กับ​ความทุกข์ทรมานใจ ​เขา​เป็นคนคิดมาก คิดละเอียด คิดไม่เหมือน​ใคร อย่าโทษตัวเอง อย่าโทษเรื่อง​ของเรา ต่อให้เราไม่​ได้แอบรักกัน ​เขาก็ฆ่าตัวตายอยู่​ดี เชื่อผมสิ...​"
น้ำตาฉันอาบแก้ม มองดูเปลวแดดระยิบระยับบนสายน้ำอีกครั้ง...​

 

F a c t   C a r d
Article ID A-1093 Article's Rate 2 votes
ชื่อเรื่อง คือแสงสีมณีพรายในใจฉัน
ผู้แต่ง รไมยา
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๙ กรกฏาคม ๒๕๔๘
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๓๕๒ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๔ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-5411 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 29 ก.ค. 2548, 12.55 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : แม่จ๋า [C-5413 ], [203.209.41.130]
เมื่อวันที่ : 29 ก.ค. 2548, 16.57 น.

จบหักมุมดี​แต่ก็ไม่ค่อยสุดๆ​ เท่าไหร่จ๊ะ​ ​แต่ก็เหมาะสม กระชับสม​กับ​เป็นเรื่อง​สั้นๆ​ คะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : เมยานี [C-5429 ], [203.151.140.121]
เมื่อวันที่ : 30 ก.ค. 2548, 22.23 น.

​เป็นเรื่อง​​ที่นำเสนอ​ด้วยมุมมองน่าสนใจดีค่ะ​ มี​ความรู้สึก​และอารมณ์ร่วม​ไป​กับตัวละคร ​แม้ว่าบางตอนดู​จะไม่ค่อยสมเหตุสมผลอยู่​บ้าง ​แต่​โดยภาพรวมแล้ว​ดูดีค่ะ​

ปล. แล้ว​ชื่อเรื่อง​ตั้งจากอะไร​ช่วยอธิบายให้ฟังหน่อย​​ได้ไหมคะ​? :)

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : pilgrim [C-5464 ], [131.231.24.34]
เมื่อวันที่ : 02 ส.ค. 2548, 16.04 น.

ชีวิตคนเราก็อย่างนี้แหละ​ค่ะ​ มักไม่ค่อยสมหวังในสิ่ง​ที่ตัว​ต้องการ

คุณรไมยาบรรยายภาพเหตุการณ์​ได้ดีนะคะ​ ​ส่วนโครงเรื่อง​ พิลกริมว่ามันยังหลวมๆ​ ​และดูอะไร​ๆ​มันลงเอยง่ายๆ​​ไปหน่อย​ค่ะ​ พิลกริมรู้จักผู้ชายแบบพัฒน์เหมือนกัน ​เขาไม่เคยคิดรัก​ใคร ​และก็ไม่เคยคิดฆ่าตัวตายเลย​ค่ะ​ ​เขาอาจ​จะยังมีภาระอะไร​อยู่​ เคย​ได้ยินมาว่า คน​ที่ตลก ชอบทำให้คนอื่นสนุกสนาน ในใจ​เขานั้น​ เศร้ายิ่งกว่า​ใคร อาจแอบร้องไห้อยู่​ลึกๆ​ค่ะ​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น