นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๒๕ กรกฏาคม ๒๕๔๘
วงกลมวงนั้น
รไมยา
..." ​​เมื่อฉัน​​เป็นเด็ก ตัวเล็กเล็กอยู่​​ริมหน้าต่าง มองออก​​ไปสู่โลกกว้าง เพียงไม่กี่ตารางวา...​​"...
" ​เมื่อฉัน​เป็นเด็ก
ตัวเล็กเล็กอยู่​ริมหน้าต่าง
มองออก​ไปสู่โลกกว้าง
เพียงไม่กี่ตารางวา
ไม้ใหญ่ร่มครึ้ม
สะพานขรึมทอดยาว​ไปเบื้องหน้า
ในสระน้ำมีเต่าปลา
มีเรือจอดท่าเหมือนรอ​ใคร...​"

ตัวหนังสือ​ที่พยายามบรรจงเขียนอย่าง​เป็นระเบียบนั้น​ปรากฏ บนกระดาษขาว​ซึ่งบัดนี้เปลี่ยนสีด้วยผ่านกาลเวลาอันยาวนาน มันซุกตัวเงียบๆ​ ภายในลิ้นชักโต๊ะเขียนหนังสือ​ที่เคย​เป็นมุมโปรดของเธอในวันเยาว์วัย

เธออ่านทวนข้อ​ความซ้ำอีกครั้ง แล้ว​น้ำตาก็ร่วงพรู มือหยิบกระดาษแผ่นนั้น​ขึ้น​มาจากก้นลิ้นชัก ก้าวตรง​ไป​ที่หน้าต่างบานนั้น​ ส่งสายตามอง​ไปยังภายนอก สิ่ง​ที่เห็นไม่แตกต่าง​ไปจากบทกลอน​ที่หัดขีดเขียนเล่นในวัยเด็ก เพียง​แต่ว่าโลกไม่กว้างอย่าง​ที่เคยเห็น ​แต่ต้นไม้ใหญ่น้อยยังสะพรั่งใบ แผ่กิ่งก้านให้เงาร่มครึ้มร่มรื่นชวนมอง ดูเปลือก​ที่ลำต้นสิ สะสมริ้วรอยชีวิตมากกว่าเธอเสียอีก จากมุมนี้เองเธอเห็นสะพานไม้ทอดยาว​ไป​ที่สระน้ำ​ซึ่งบัดนี้ดูแคบ​และตื้นเขิน ไร้เงาเรือ​ที่เคยผูกโยงไว้ปลายเสา​ที่ท่าน้ำ เธอไม่อาจรู้​ได้ว่าสายน้ำ​ที่เห็นนั่น มีชีวิตใดว่ายวนอาศัยอยู่​บ้าง ​แต่เธอเคยเห็น​ทั้งเต่า​และปลาตัวใหญ่น้อยในวันเวลาเก่าๆ​ นั้น​
"​เมื่อฉัน​เป็นเด็ก...​.."
เสียง​ที่เปล่งถ้อยคำออกมาซ้ำอีกครั้งนั้น​ ไม่​ได้มาจากกระดาษในมืออีกแล้ว​ หากมาจาก​ความทรงจำ​ที่ฝังลึก เพียงถูกสะกิดก็พรั่งพรู​ได้จนจบเนื้อ​ความ

คราวนี้หญิงสาวยิ้ม​ทั้งน้ำตา แล้ว​​ใช้เรียวนิ้วแตะแต้มหยดน้ำใส​ที่ปริ่มตาให้แห้งหายก่อน​จะมองผ่านหน้าต่างบานนี้​ไปอีกครั้ง ​ไปยังภาพ​ที่ไกลแสนไกล...​

"​ถ้าหนู​เอา​แต่ยืนมองหน้าต่าง ชีวิตหนู​จะสั้นลงนะ"เสียงแม่ติงอยู่​ด้านหลัง
"ทำไมล่ะจ๊ะ​แม่"
"ก็มันทำให้หนูนิ่งอยู่​​กับ​ที่ ไม่​ได้ทำอะไร​เลย​น่ะสิ มานี่มาช่วยแม่ทำขนม"
เธอเห็นแม่ใส่ถั่วกวนลงในแบบพิมพ์แล้ว​กดทับ นึกสนุกจึงเดินมานั่งข้างๆ​ แล้ว​ทำบ้าง หยิบแบบพิมพ์วงกลมขึ้น​มากดพิมพ์ลง​ไปยังเนื้อถั่วแล้ว​ใน​ที่สุดเธอก็​ได้วงกลมตั้งหลายวง

แม่ไม่เคยมือว่างเลย​ เสร็จจากงานบ้านใหญ่แล้ว​ก็​ต้องมาจัดการเรื่อง​ราวภายในบ้านหลังเล็ก แม่​จะทำขนมใส่ตะกร้าออก​ไปเดินขายในซอย ​ไปตามซอกเล็กซอกน้อยแล้ว​​แต่เส้นทาง​จะทะลุถึงแล้ว​​จะกลับมา​พร้อมเงินในมือแล้ว​แม่ก็​จะเก็บมันไว้ในกล่อง
"นี่​จะ​เป็นค่าเล่าเรียนของลูก ลำพังเงินเดือน​ที่แม่ทำงานบ้านใหญ่ไม่พอหรอกนะ"

หญิงสาวอยาก​จะร้องไห้ออกมาดังๆ​ ให้เหมือนเด็กในครั้งกระนั้น​ ​ที่อะไร​ก็คับข้องใจ​ไปเสียหมด ​แต่เธอผ่านสภาวะนั้น​มาแล้ว​ ตอนนี้หาก​จะเสียน้ำตาก็​เพราะคิดถึงแม่อย่างเหลือเกินเท่านั้น​เอง

เธอยิ้มมองกระดาษสีเหลืองกรอบในมือ​ที่แม่ไม่ยอมเก็บทิ้งเหมือนตัวหนังสือโย้เย้บนผนังแม่ไม่เคยลบทิ้ง มันยังปรากฏข้อ​ความให้เห็น ‘บ้านของฉัน...​.’ มีชื่อเธอ ชื่อน้องสาว ชื่อแม่ แล้ว​จบลง​ที่ชื่อนั้น​เอง บ้าน​ที่ประกอบด้วยคนสามคน นั่น​คือ​ความจริง​ที่เกิดขึ้น​ในชีวิต

บัดนี้เธอกลับมา​ที่นี่แล้ว​ มาย่ำริ้วรอยเก่าๆ​ ​ที่ประดุจแผล​เป็นในชีวิต ลบก็ไม่หาย ไม่มียาขนานใดในโลกรักษาหายหรือ​ใช้กรรมวิธีใดๆ​ ทำให้ริ้วรอยลบเลือน​ไป...​
เหมือน​ที่ก้าวเดินจาก​ที่นี่​ไป​เมื่ออายุเพียง 12 ปี ด้วย​ความคิด​ที่ว่า​เมื่อมีปีกก็จง​ใช้มัน แล้ว​นกตัวนี้ก็สยายปีกบิน​ไปสู่ฟ้ากว้าง...​

หญิงสาวรีบเกลี่ยน้ำตา​เมื่อ​ได้ยินเสียงฝีเท้ากระทบพื้นไม้ เธอหัน​ไปยิ้มให้​เมื่อร่างนั้น​ปรากฏ​ที่ประตู
ชายหนุ่มก้มศีรษะลงต่ำจนพ้นขอบประตู ​เขาก้าวเข้ามามองรอบๆ​ ห้อง
"ห้อง​ที่คุณเคยอยู่​หรือ"​เขาถาม
"ค่ะ​ ห้องเล็กๆ​ ​ที่มีหน้าต่างเพียงบานเดียว หน้าต่าง​ที่เปิดโลกให้แก่ฉัน"
​เขาเดินมาหยุดยืนข้างเธอแล้ว​ก้มมองออก​ไปภายนอก
"วิวสวยนะ"​เขาพูดยิ้มๆ​ แล้ว​ยืดตัวตรงดังเดิม ร่าง​เขาสูงใหญ่จึงไม่อาจกลมกลืน​กับสถาน​ที่แห่งนี้​ที่​ทั้งเล็ก​และแคบ ​แต่น่าแปลกมันกลมกลืน​กับชีวิตของหญิงสาว​ได้อย่างลงตัว แน่ละ มัน​เป็น​ที่ก่อเกิดชีวิต ​ความรัก ​ความขมขื่นปวดร้าว​และ​ความฝันอันเรืองรองของเธอมาอย่างยาวนาน

การสิ้นลมหายใจของแม่ทำให้เธอกลับมา​ที่นี่ ​แม้ไม่ทันลมหายใจสุดท้าย​แต่เธอก็รู้ดีว่า แม่ไม่ปรารถนา​จะเคลื่อนไหวลมหายใจผ่านร่าง​ที่ไม่​ต้องการอีกแล้ว​ แม่เพียงพอ​กับชีวิต​ที่อยู่​บนโลกใบนี้แล้ว​
"ไม่​ต้องเสียใจ ไม่​ต้องร้องไห้ เราเสียน้ำตามามากพอแล้ว​" แม่ย้ำเสมอยาม​ที่เธอรู้ว่าแม่เจ็บป่วย​และมีวันเวลา​ที่​จะพูดคุย​กับเธอน้อยลง

หญิงสาวหันมาเปิดตู้ หยิบข้าวของ​ที่คิดว่า​จะเก็บ​เป็น​ที่ระลึกของแม่​ได้ใส่ลงกระเป๋า นอกเหนือจากนั้น​น้องสาวเธอ​ได้บรรจุลงในกล่อง​เพื่อนำ​ไปบริจาคอีกที ​เขาช่วยยกกล่อง​ไปวาง​ที่นอกชาน เธอเองยก​ไปสมทบวางอีกกล่องหนึ่ง​พลางส่งสายตามอง​ไป​ที่เรือนหลังใหญ่ครึ่งตึกครึ่งไม้หลังนั้น​

"เห็นอะไร​ไหมคะ​ วันนี้มันแปลกออก​ไป"
"ทำไมหรือ"​เขามองตามสายตาเธอ

บ้านใหญ่หลังนั้น​อยู่​ตรงกลางบ่งบอกถึง​ความ​เป็นศูนย์รวมภายในอาณาจักรแห่งนี้ แวดล้อมด้วยบ้านหลังใหญ่​ที่ปลูกอยู่​รายรอบอีกสามหลัง เรือนไม้หลังเล็กๆ​กระจายตัวอยู่​ด้านหลัง มัน​เป็นเรือนคน​ใช้มีสภาพเหมือน​กับ​ที่​เขายืนอยู่​

"ผู้ชายคนนั้น​​เขาอยู่​​ที่นั่น ​เขาลากเส้นล้อมรอบตัว​เขาด้วยวงกลมวงใหญ่"เสียงหญิงสาวเริ่มต้นขึ้น​
ชายหนุ่มพยักหน้ารับรู้ ​เพราะก่อนหน้านี้​เขาเข้า​ไปทำ​ความเคารพ​แม้อีกฝ่าย​จะไม่พยายามรับรู้ว่า​เขา​เป็น​ใคร
"บ้านสามหลังนั่น​เป็นของลูกชาย​กับลูกสาว​เขา นั่น​คือวงกลมวงใหญ่อีกวง​ที่แม่สั่งนักสั่งหนาไม่ให้เข้าใกล้ ​เขา...​ผู้ชายคนนั้น​เริ่มขีดเส้นรอบวง​เมื่อฉันลืมตาดูโลก ​และบัดนี้วงกลมวงนั้น​ก็ยังคงอยู่​ ฉะนั้น​อย่าแปลกใจ​ที่ฉันไม่​ไปหา​เขาเหมือน​ที่คุณ​ไป"
​เขานิ่งฟัง

"เรือนไม้ผุพังหลังนั้น​"เธอชี้ให้​เขาดู "​เป็นเรือน​ที่พี่มิ่งเคยอยู่​ก่อน​ที่​เขา​จะหนี​ไปจาก​ที่นี่ ​และนี่​เป็นวงกลมอีกวงหนึ่ง​​ที่​เขาสร้างขึ้น​มา เหมือนเรือนหลังนี้"
"พี่มิ่ง​เป็น​ใครหรือ"
"พี่ชายฉันค่ะ​​แต่คนละแม่ ​เขากำพร้าแม่ตั้งแต่เด็ก ​เขาไม่มี​ใครเหลือไว้ใน​ความทรงจำ ​เขาถึง​ไป ฉันเองก็จาก​ที่นี่​ไปอยู่​​กับคน​ที่หยิบยื่นสิ่งดีๆ​ ให้​และทำให้ฉันมีโอกาส​ไปเรียนเมืองนอก​และพบคุณ ฉันกลับมา​แต่พี่มิ่งไม่เคยกลับมาอีกเลย​ ตอนนี้คุณคงเข้าใจสภาพชีวิตฉันถ่องแท้แล้ว​ ฉัน​กับพี่มิ่งไม่ต่างกัน เรา​เป็นหน่อเนื้อเชื้อไข​ที่เกิดจากการ​ได้คน​ใช้​ไป​เป็น​ที่ระบาย​ความ​ใคร่ของ​เขา"

เธอไม่เคยลืมภาพ​ที่แม่ผละวงแขน​ที่ให้ไออุ่นเธอ​และน้องสาว​ไปในยามดึก แม่ลงจากเรือน​ไป​ที่บ้านใหญ่นั่น​และกลับลงมาในตอนใกล้สว่างเสมอ มัน​เป็นเช่นนั้น​ทุกวันคืน

"คุณนายบ้านใหญ่สิ้นลมแล้ว​ คราวนี้สามแม่ลูกคงสบาย​ได้สักที"
"เอ ทำไมยังขายขนมอีกล่ะ คุณปรีชา​เขาไม่รับเลี้ยงหรือ"
"​ใคร​เขา​จะ​ไปยอมรับเล่า เจ้ามิ่งมันถึงหนี​ไปไง"
"นี่ก็เหลือแม่โสภา​เป็นเมียอยู่​คนเดียว ไม่ยกย่องก็ไม่​เป็นไร ​แต่น่า​จะจุนเจือเด็กๆ​ พวกนี้บ้าง ลูกเหมือนกัน"
"ไม่เหมือนหรอก ​ถ้าเหมือนก็เข้าโรงเรียนฝรั่ง​ไปแล้ว​สิ ไม่มาเดินต๊อกต๋อย​ไปโรงเรียนวัดนี่หรอก"

เธอผ่านมาแล้ว​​กับสายตาทุกคู่ของ​เพื่อนบ้าน​และจดจำ​ได้ดี ​แม้การกลับมาครั้งนี้พวก​เขา​จะมีแววตา​ที่เปลี่ยน​ไป ไม่สมเพชเวทนาเหมือนเก่า

"ทีนี้คงเข้าใจแล้ว​นะคะ​ว่าทำไมฉันถึงพาคุณเดินผ่านตรอกแคบๆ​ ​เพื่อมาพบประตูเล็ก​และพาคุณเดินมาทางนี้ มัน​เป็นเส้นทาง​ที่เราแม่ลูก​ใช้เดินเข้าออกทุกวัน ​และ​เมื่อคุณก้าวผ่านพ้นมา คุณถึง​ได้ตะลึง​กับเนื้อ​ที่อันกว้างใหญ่ไพศาลของบ้านหลังนี้ ​เพราะวงกลมวงนั้น​...​.มันล้อมกรอบให้ฉัน​และน้องรู้ว่าจุดไหนเราก้าวเดิน​ได้หรือไม่​ได้ ฉันถึงชอบโลกภายนอกนั่น โลก​ที่อยู่​นอกประตูบานนั้น​ เรา​สามารถก้าวเดิน​ได้อย่างอิสระ​และยาวไกลด้วยลมหายใจของเราอย่างแท้จริง"
หญิงสาวยังคงยิ้มให้ชายคนรัก​แม้ถ้อยคำ​ที่เอื้อนเอ่ย​จะแฝงด้วย​ความขมขื่นของอดีต​ที่ผ่านมา

เธอมอง​ไป​ที่ระบียงกว้างของบ้านหลังนั้น​ บัดนี้มันไร้เงา​ใครสักคน​ที่ควร​จะอยู่​​ที่ตรงนั้น​บนเก้าอี้โยก

"ลูกพ่อ ส่งเสียงหน่อย​ลูก น่าน ยังง้าน...​ลูกพ่อเสียงหวานจังเลย​ เอ้ากินลูก กินนะ พ่อป้อนให้...​.ไหนพูดซิ พ่อจ๋า สวัสดีจ้ะ​...​พ่อจ๋า สวัสดีจ้ะ​"
เธอคุ้น​กับภาพนั้น​ ภาพ​ที่​เขาพูดคุย​กับนกสีสวยๆ​ ในกรง​ที่แขวนอยู่​ตามขื่อ แล้ว​เปิดช่องเล็กป้อนอาหารใส่ปากมันทุกวัน

เสียงนั้น​ คำพูด​ที่อ่อนโยนนุ่มนวลเหล่านั้น​ไม่เคยมีมาถึงเธอ​และน้องสาว ไม่​แม้​แต่เหลือบสายตามองมายังเรือนเล็กหลังนี้ด้วยซ้ำ

ถัด​ไปนั่นมีมุมกล้วยไม้ราคาแพง มันออกดอกงามสะพรั่ง สีสวย ​เขามักส่งสายตาชื่นชม​และชี้ชวนให้ทุกคน​ที่แวะมาเยือนชื่นชม​ไป​กับ​เขาด้วย...​สรรพสิ่ง​ที่อยู่​รายรอบตัว​เขามันบ่งบอกให้เธอรู้ถึงค่า​ที่แตกต่างกัน อะไร​​ที่มีค่า​และอะไร​​คือสิ่งไร้ค่าในสายตา​เขา...​

"​ความตายของแม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ​เขายกเรือนพี่มิ่งให้น้อง​และยกเรือนหลังนี้ให้ฉัน" หญิงสาวยิ้ม​ที่มุมปาก
​เขาทำ​ไป​เพื่ออะไร​...​​เพื่อวงกลมของ​เขา​จะ​ได้มีอยู่​อย่างนั้น​หรือ...​
"แล้ว​คุณคิดว่าไง"
"​ถ้าฉัน​ต้องการคงไม่กลับมาขนของ​ไปอย่างนี้หรอกค่ะ​"เธอบอก​เขาด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว
"เรากลับกันเถิดค่ะ​"เธอเอ่ยชวน "​แต่เรา​จะไม่กลับทางเก่า​ที่เรามาแล้ว​นะคะ​ วันนี้ฉันอยากเดินออก​ไปจากบ้านหลังนี้อย่างสง่าผ่าเผย เรา​จะ​ไป​ที่ประตูใหญ่กัน มันใกล้​กับรถ​ที่คุณจอดไว้มิใช่หรือ"
เธอพา​เขาเดินผ่านสวนสวยกว้างใหญ่ ผ่านบ้านอีกสามหลัง บ้าน​ที่น่าอยู่​ มีสีสันสดสวย​และดูใหม่เสมอไม่เคยผุพัง​ไปตามกาลเวลา

"เงียบมากเลย​"
"คงไม่มี​ใคร คุณป้องย้าย​ไปอยู่​บ้านของตัวเอง คุณปี​ไปอยู่​คอนโดฯ นานๆ​ ​เขา​จะกลับมาทีหนึ่ง​มังคะ​ คุณจำผู้หญิง​ที่ชื่อสลิลลา​ได้ไหมคะ​ เธอ​คือคุณป่าน​ที่อยู่​บ้านหลังนี้"
"คน​ที่เรียน​ที่เดียว​กับคุณ"
"ค่ะ​"
"งั้นเธอก็​คือพี่สาวคุณน่ะสิ"
"ค่ะ​ ​โดยสถานะเธอน่า​จะ​เป็นเช่นนั้น​ ​แต่คุณก็รู้ เธอไม่เคยพูด​กับฉัน แค่ฉันสอบชิงทุน​ได้​และ​ได้เรียน​ที่เดียว​กับเธอ​ที่อเมริกานั่นก็ทำให้เธอรู้สึกแย่พอแล้ว​ ยิ่งตอนนี้ฉันเรียนจบกลับมาก่อนเธอ คุณคิดว่าเธอ​จะรู้สึกเช่นใด"

​เขามองเธอ​และนึกถึงวันเวลา​ที่เธอผ่านอะไร​มามากมาย​
​เขาจำประโยค​ที่เธอเขียนลงในด้านหลังหนังสือเล่มหนึ่ง​​ที่มอบให้แก่​เขา​ได้
"He drew a circle that shut me out
But love and I have the wit to win him,
we drew a larger circle to take him in."

"​ที่รักของผม ลืมเสียเถิดนะ ลืมวงกลมเก่าๆ​ ของคุณ​ได้ไหม เราสร้างวงกลมใหม่​ได้นี่ วงกลมของเรา"​เขาพูดเหมือน​จะปลอบโยน

"ให้ฉันลืมหรือคะ​ เรื่อง​ราวในชีวิตฉันมันยาก​ที่​จะลืม​ได้นี่ ​เขาว่าเรื่อง​​ที่เราอยากลืมมักกลับจำ เรื่อง​​ที่อยากจำก็กลับลืม งั้นฉันคง​ต้อง​ใช้วิธี​เอาหนามบ่งหนามสินะ ฉัน​จะบอกตัวเองทุกวันว่า ฉัน​จะจำๆ​ ​และฉัน​จะจำ ​เพื่อ​จะ​ได้ลืมมันใน​ที่สุด"เธอแค่นยิ้ม

"ผม​จะแวะ​ไปกราบลาท่าน มัน​เป็นสิ่ง​ที่ผมควรทำ"​เขาบอกเธอ​เมื่อเดินมาถึงบ้านใหญ่
ชายชราร่างบางยืนเกาะราวระเบียง ​เขามีทีท่าเหมือนรอพบ​ใครสักคน
"​ไป​กับผมนะ ครั้งสุดท้าย"​เขาขอร้อง

เธอยืนนิ่งราว​กับรูปปั้น มีเรื่อง​อะไร​​ที่ควรขอบคุณ​เขา อ้อ ​เขายอมจัดงานศพให้แม่​และการเอ่ยปากยกสิ่งไร้ค่าให้ เธอควรขอบคุณ​เขาสินะ ​แต่แล้ว​ร่างเธอก็ไม่ขยับเคลื่อน​ไปจาก​ที่ ​ความคุกรุ่นภายในกระมัง​ที่สั่งสมอย่างยาวนานจน​เป็น​ความแปลกแยกเหมือนวงกลม​แต่ละวง​ที่ไม่เคยมีเส้นสัมผัสวงแตะกัน​ได้เลย​ เธอยืนนิ่ง​แม้​จะเห็นอีกฝ่ายเคลื่อนตัวลงบันไดมาทีละก้าว
​เขารับไหว้ชายหนุ่ม​และส่งสายตามา​ที่เธอ
"อยู่​​ที่นี่​กับพ่อเถอะ"
เธอ​ได้ยินเสียงนกขานรับด้วยประโยค​ที่​เขาสอน แน่ละไม่ใช่เสียงของเธอ!

 

F a c t   C a r d
Article ID A-1084 Article's Rate 4 votes
ชื่อเรื่อง วงกลมวงนั้น
ผู้แต่ง รไมยา
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๕ กรกฏาคม ๒๕๔๘
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๔๙๑ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๓ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๕
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ลุงเปี๊ยก [C-5400 ], [210.86.155.206]
เมื่อวันที่ : 27 ก.ค. 2548, 08.41 น.

รไมยา บอก​กับลุงเปี๊ยกว่า อยาก​ได้คำแนะนำ ​และวิจารณ์งานเขียน เธอแน่ใจหรือ? อยากบอกว่า จงมั่นใจในตัวเองให้มาก เท่า​ที่ผ่านมาคำวิจารณ์ทำลายนักเขียน​ไปเยอะแล้ว​ ผู้วิจารณ์​จะมองงานเขียนในทัศนะของตน มองแบบเทียบเคียง​กับประสาการณ์​ส่วนตัว หรือเทียบเคียง​กับรสนิยมของตน

​แม้​แต่ผู้รู้ หรืออาจารย์ผู้สอนการประพันธ์ เค้าอาจวิจารณ์งานเขียนตามตำรา เปรียบเทียบองค์ประกอบของเรื่อง​​ได้อย่างมีหลักเกณท์อย่างถูก​ต้อง ​แต่มันก็​เป็นเพียงการประเมิน​กับสิ่ง​ที่เคยมีมาก่อน หรือผูกโยง​กับสิ่ง​ที่​เป็นค่านิยม

วรรณกรรม​เป็นหนึ่ง​ในศิลปะห้าแขนง ​และไม่เคยมี​ใครกำหนดหลักเกณท์ของศิลปะ​ได้จริงๆ​ ดังนั้น​เธอจงรับฟังคำวิจารณ์ในฐานะ​ที่มัน​เป็นเพียงลำดับ​ความคิดของผู้อ่านคนหนึ่ง​ หยิบเฉพาะสิ่ง​ที่เธอ​จะนำ​ไป​ใช้ประโยชน์​กับงานเขียนชิ้นต่อ​ไป อย่า​ได้​เอาคำวิจารณ์ใด ๆ​ มาตัดสิน​ความ​เป็นนักเขียนของเธอ

สำหรับงานเขียนของเธอชิ้นนี้ ในมุมมองของลุงเปี๊ยก ขอวิจารณ์ดังนี้
๑. หากมองว่า​เป็นเรื่อง​สั้น เรื่อง​สั้นเรื่อง​นี้​สามารถเขียนให้กระชับกว่านี้​ได้อีก
๒. มีแนวคิด​ที่ดี ในการ​ใช้วงกลม​เป็นสัญลักษณ์แทนกรอบชีวิตของตัวเอก ​แต่ภาพวงกลม​ที่เกิดในใจคนอ่าน ยังไม่ชัด
๓. เรื่อง​มี​ความขัดแย้ง (conflict) ​แต่ไม่มีไคลแม๊กซ์ อารมณ์ของเรื่อง​จึงราบเรียบตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง​

เขียน​ไป ๓ ข้อลุงเปี๊ยกรู้สึกว่า​ตัวเองใจร้ายแล้ว​ครับ​

คำแนะนำ​คือ อยากให้ลองเล่น​กับอารมณ์คนอ่านสักหน่อย​ ​ถ้าเราเขียน​โดยมองอารมณ์ของตัวละครอย่างเดียว ผู้อ่าน​ที่ไม่เคยมีประสบการณ์คล้าย​กับตัวละครมาก่อน​จะไม่มี​ความรู้สึกร่วม นักเขียนผู้ชำนาญมัก​จะปั้น​แต่งอารมณ์ผู้อ่านอย่างตั้งใจ เหมือนดั่งการประดิษฐ์ประติมากรรมทางอารมณ์ครับ​

​แต่ก็นั่นแหละ​ ​ทั้งหมดล้วน​แต่​เป็นเพียง​ความคิดเห็นของคนอ่าน​ที่ชื่อลุงเปี๊ยกเท่านั้น​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : Poceille [C-5419 ], [202.57.175.164]
เมื่อวันที่ : 30 ก.ค. 2548, 14.50 น.

มาอ่านค่ะ​

ชอบประโยค​ที่ว่า We drew the larger circle to take him in จัง...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : ลุงเปี๊ยก [C-5461 ], [203.151.217.61]
เมื่อวันที่ : 02 ส.ค. 2548, 14.41 น.

รไมยา เขียนมาคุย​กับลุงเปี๊ยกว่า ...​พยายามปรับ​แต่งเรื่อง​สั้น "วงกลมวงนั้น​" อีกครั้งค่ะ​.. ปุ้มก็ว่า​จะวางเรื่อง​ทิ้ง​ไปสักพักแล้ว​ย้อนกลับมาอีก มันยังไม่​ได้ดั่งใจเราเลย​ ...​ วันนี้จึงกลับมาอ่านเรื่อง​นี้อีกครั้ง

เรื่อง​ราว​ที่แก้ไขใหม่ มี​ความกระจ่างชัดกว่าเดิม จึงทำให้ผู้อ่านรู้สึกเศร้าสะเทือนใจ​กับตัวละครในเรื่อง​​ได้มาก ขอแสดง​ความชื่นชมครับ​ ​แม้​จะออกตัวว่ายังไม่​ได้ดั่งใจเราก็ตาม

สิ่ง​ที่เขียนออกมาเนี่ย หาก​จะหยิบมาแก้ มันก็มี​ที่ให้แก้​ได้อยู่​เรื่อยแหละ​ครับ​ ​และมันก็​จะดีขึ้น​​ได้จริง ๆ​ การ​ที่รไมยาไม่ยอมพอใจในงานของตัวเองง่าย ๆ​ นี่แหละ​ ​เป็นเงื่อนไขสำคัญของ​ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ในอนาคต

เคยคุย​กับ ปรายพันแสง ถึงเรื่อง​ประมาณนี้ เธอพูดไว้น่าสนใจว่า ...​งานเขียนใน​แต่ละช่วงของชีวิต ​เป็นเหมือนประวัติศาสตร์ เวลาผ่าน​ไปหลาย ๆ​ ปี​ได้หวนกลับ​ไปอ่านงานชิ้นแรก ๆ​ ​ที่เขียน ​จะจดจำ​ความรู้สึกขณะเขียน​ได้ ​และบ่อย ๆ​ ​ที่พบว่างานเขียนชิ้นนั้น​มีข้อบกพร่องอยู่​ ​แต่ก็​จะปล่อยไว้อย่างนั้น​ ​เพราะคุณค่าของมัน​ได้กลาย​เป็นประวัติศาสตร์​ส่วนตัว​ไปแล้ว​...​ นับว่า​เป็นแง่คิด​ที่น่าสนใจนะครับ​

เดินหน้าต่อ​ไปรไมยา ลุงเปี๊ยก​เป็น​กำลังใจให้เสมอครับ​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น