| รจนา ณ เจนีวา |
...แฟนคลับที่รัก เสน่ห์ของหน้าร้อนในยุโรปอยู่ตรงกลางวันอันยาวนาน อบอุ่นและสดใส วันๆหนึ่งยาวนานถึงสิบสี่สิบห้าชั่วโมง เราใช้เวลาทำอะไรได้มากมาย ทำงาน...
ตอน : 12 วัดไทยในต่างแดน
แฟนคลับที่รักเสน่ห์ของหน้าร้อนในยุโรปอยู่ตรงกลางวันอันยาวนาน อบอุ่นและสดใส วันๆหนึ่งยาวนานถึงสิบสี่สิบห้าชั่วโมง เราใช้เวลาทำอะไรได้มากมาย ทำงาน ทำสวน ออกไปทะเลสาป ออกไปปิกนิก ไปบาร์บีคิวกลางแจ้ง ขับรถขึ้นภูเขา ออกไปเดินเล่นยามค่ำ กินอาหารนอกบ้าน ทำงานในบ้าน ทาสี ซ่อมแซม ตอกโน่นแต่งนี่อะไรสารพัน (แต่อย่าให้เสียงดังรบกวนเพื่อนบ้าน) อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพราะมองออกไปนอกบ้านทีไรก็เห็นแสงสว่าง
หน้าร้อนพวกเราจึงมักจะเหนื่อยกว่าปกติ นอนกันไม่ค่อยพอ วันๆทำอะไรมากมาย แล้วก็ไม่อยากนอนจนกว่าจะมืดจริงๆ (ร่วมเที่ยงคืน) พอพระอาทิตย์ขึ้นตีห้าก็ตื่นแล้ว อยู่สายกว่านั้นไม่ได้เพราะมันอุ่นขึ้นเรื่อยๆ เรื่องการกินก็ดูจะเจริญอาหารกว่าฤดูกาลอื่นๆ เพราะเวลาที่จะทานมีมากขึ้น
พอฤดูใบไม้ร่วงเริ่มย่างกรายเข้ามา กลางวันก็หดสั้นขึ้นเรื่อยๆ กิจวัตรต่างๆนอกบ้านก็เริ่มน้อยลง ดอกไม้ใบไม้หลายชนิดก็หยุดผลิบานและเริ่มสลัดใบเพื่อเตรียมจำศีลในหน้าหนาว กิจกรรมนอกบ้านก็จะเปลี่ยนเป็นการกวาดใบไม้ร่วงเพราะเธอเล่นร่วงเอาร่วงเอา กวาดไม่หวาดไม่ไหว
ลานจอดรถที่บ้านมีต้นไม้ใหญ่หลายต้น พวกต้นโอ๊ก ต้นเมเปิ้ล และต้นที่ไม่รู้จักชื่อ อีกไม่กี่อาทิตย์เธอก็จะสลัดใบให้พวกเราเก็บกวาดเป็นการออกกำลังกายสู้อากาศเย็นกันต่อไป วัฏจักรของธรรมชาติที่นี่น่าสนใจ ทำให้เราได้เรียนรู้การสังเกตดินฟ้าอากาศต้นไม้ใบไม้ดอกไม้ เห็นการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้ปรับตัวไปพร้อมๆกับอากาศ ความหนาวทำให้เราได้เห็นคุณค่าของแสงแดดและความอบอุ่นที่เรามีเหลือเฟือที่เมืองไทย
![]() |
||
ตอนที่เขียนบทนี้ แม่บ้านมาอยู่สวิสได้ปีกว่าๆแล้วค่ะ วันย้ายเข้าบ้านหลังนี้คือ 6 กันยา เมื่อปี 2001 วันเดินทางมาสวิสคือ 6 กรกฎา ก็ถือได้ว่าได้ผ่านขวบปีของชีวิตใหม่ไปด้วยดี มาพิจารณาแล้วก็พบว่า เราได้ทำอะไรไปเยอะพอสมควร ได้เรียนภาษาฝรั่งเศสจนตอนนี้อยู่ระดับเอาตัวรอดได้ ถามทางได้ไม่หลง รับโทรศัพท์พอรู้เรื่อง ดูทีวีพอเข้าใจ อ่านหนังสือพิมพ์ได้นิดหน่อย
นอกจากนั้น ก็ได้ทำงานอย่างสม่ำเสมอไม่ให้วิทยายุทธขึ้นสนิม ได้กลับบ้านเมืองไทยตั้งหลายรอบ ได้ย่ำหิมะ ได้เพื่อนทั้งไทยและเทศเพิ่มอีกหลายคน ได้เข้าใจชีวิตความเป็นอยู่ที่นี่มากขึ้น ปรับตัวกับอากาศได้ดีขึ้น ได้เริ่มเข้าวัดเข้าวาสมกับเป็นพุทธมามกะคนหนึ่ง
อ้าว จั่วหัวอย่างนี้ก็จะแว้บพาไปเที่ยววัดน่ะสิ......
วัดไทยในโลซานน์นี้ย้ายไปจากเจนีวาเมื่อปีกว่าๆที่ผ่านมาเหตุผลเพราะทางชุมชนรอบข้างเขาร้องเรียนเรื่องเสียงและคนเข้าออกวัดพลุกพล่าน ทางวัดก็เลยไปหาที่นอกเมืองที่สันโดษหน่อย เมืองโลซานน์นี่เปรียบไปก็เหมือนชลบุรีกับกรุงเทพฯ ห่างจากเจนีวาประมาณหกสิบกิโล ขับรถเลียบทะเลสาป (เป็นทางธรรมดาเหมือนถนนสุขุมวิท) หรือเลียบภูเขา (ซึ่งเป็นทางด่วนเหมือนมอเตอร์เวย์บ้านเรา) แล้วแต่มีเวลามากน้อยและอยากได้วิวแบบไหน
ตัววัดอยู่ในหมู่บ้านชื่อ เอชาลองส์ (Echallens) มีธงธรรมจักรกับธงชาติไทยเห็นเป็นเครื่องหมาย วัดอยู่ตรงทางออกจากหมู่บ้าน ตัววัดมิได้มีช่อฟ้าใบระกามองจากข้างนอกไม่เหมือนวัด แต่ข้างในใช่เลย อาคารวัดเป็นบ้านแบบชนบทหลังใหญ่ประมาณสองชั้นครึ่งจากสายตาที่เห็น เนื้อที่ใช้สอยภายในน่าจะมากกว่าห้าร้อยตารางเมตร มีห้องครัวขนาดสบาย ห้องโถงรับญาติโยม (เหมือนศาลาการเปรียญ) สะดวกสบาย มีห้องทำงานเล็กๆ มีเครื่องคอมพิวเตอร์หลายเครื่องอยู่ ที่วัดมีอีเมล์ด้วย และยังมีโรงนาเล็กๆอีกหลังซึ่งทางวัดปรับใช้เป็นโรงเรือนเก็บของ หลังบ้านมีสวนดอกไม้สวยงาม มีสระบัวและมีน้ำพุเล็กๆ ข้างหนึ่งของวัดด้านที่ติดถนนเป็นสนามหญ้ามีต้นไม้ใหญ่อยู่หลายต้น
![]() |
||
ที่วัดมีพระประจำทั้งหมดสามรูป ทางญาติโยมสามารถทำกิจกรรมทางศาสนาได้ครบถ้วนเหมือนอยู่เมืองไทย จะใส่บาตร ทำสังฆทาน ก็ตามแต่ศรัทธา เท่าที่สังเกตคิดว่าชุมชนพุทธในสวิสคงอบอุ่นพอสมควรเพราะทางวัดมีปัจจัยไทยทานครบถ้วนไม่ขาดแคลน ห้องครัวเต็มไปด้วยอาหารไทยหลากชนิดทั้งของสดของแห้ง วันที่แม่บ้านไปใส่บาตรนั้นไม่มีญาติโยมอื่นไปเพราะเป็นวันธรรมดา หลังจากถวายเพลเสร็จแล้ว จึงมีโยมท่านหนึ่งเพิ่งมาถึงซูริค (นั่งรถไฟประมาณสองชั่วโมง) อันนี้ก็ทำให้พอประมาณการได้ว่า วัดเป็นที่รู้จักของคนไทยในสวิสดีพอควร
อาจารย์เจ้าอาวาสท่านชื่อ อาจารย์สุทิน เป็นพระค่อนข้างหนุ่ม อารมณ์ดีและมีอารมณ์ขัน สนทนากับท่านแล้วก็ได้หัวเราะบ่อยๆ ท่านมีโครงการทำโน่นนี่มากมาย วันที่ไปถวายเพล ท่านก็ขอให้ช่วยเขียนโครงการส่งเสริมเยาวชนไทยในต่างแดน (เด็กไทยที่ไปโตที่สวิส หรือที่เกิดในสวิส) ให้มีความรักและผูกพันในวัฒนธรรมไทย ท่านบอกว่ามีกลุ่มที่ค่อนข้างเอาการเอางานอยู่แล้ว
นอกจากนั้น ทางวัดเริ่มผลิตจดหมายข่าวถึงชุมชนไทยทั่วโลกที่เป็นสมาชิกของวัด ฉบับแรกคงเพิ่งตีพิมพ์สักสองสามอาทิตย์ที่ผ่านมา ได้ทราบจากญาติโยมว่าก่อนหน้านี้ก็มีข่าวสารส่งจากวัดอยู่แล้ว แต่เป็นการแจ้งข่าวเรื่องกองทุนและการทำบุญมากกว่า ตอนนี้ท่านเจ้าอาวาสมีดำริห์ที่จะให้จดหมายข่าวมีเรื่องราวที่เกี่ยวกับชีวิตของคนอยู่ต่างแดนมากขึ้น
วันที่แม่บ้านไปนั้น ได้พบพระอาวุโสท่านหนึ่งชื่อ อาจารย์สิงห์ทน ท่านเป็นผู้มีความรู้เรื่องการบำบัดรักษาโดยใช้พลังธรรมชาติ ท่านเขียนหนังสือไว้หลายเล่มและได้รับการสัมภาษณ์ก็หลายครั้ง ตัวอย่างหนังสือของท่านในกรณีแฟนคลับสนใจจะไปหาซื้ออ่าน ก็เช่น "พลังรังษีธรรม" "พลังธรรมะชนะโรคร้ายได้อย่างไร" "ธรรมะในบทสวดมนต์" "พระพุทธศาสนากับพลังชีวิตของข้าพเจ้า"
![]() |
||
ท่านอธิบายให้ฟังหลายอย่างเกี่ยวกับการดูแลตัวเองอย่างเป็นธรรมชาติ เกี่ยวกับการฝึกลมหายใจ ว่าง่ายๆ คือ ท่านบอกว่าการหายใจที่กำลังพอเหมาะคือ หกครั้งต่อนาที และการหายใจเข้าให้ท้องพอง หายใจออกให้ท้องยุบ การหายใจที่ถูกต้องมีความสำคัญต่อสุขภาพ เพราะลมหายใจนำเอาออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงเม็ดเลือดซึ่งก็ไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายต่อไป ทำให้เลือดลมดีขึ้น ช่วยให้ร่างกายต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บได้ดีขึ้น
ส่วนการหายใจแบบชั้นสูงคือหายใจพร้อมสวดอิติปิโสฯให้ได้ครบเก้าจบในการหายใจหนึ่งรอบ การหายใจแบบนี้ท่านบอกว่ามีพระที่ปฏิบัติมามากๆที่ทำได้ อันนี้แม่บ้านว่าน่าจะจริง อย่างเราแค่อิติปิโสฯครึ่งจบก็คงไปไม่รอดแล้ว จะหมดลมเสียก่อน
นอกจากเรื่องการหายใจ ท่านอธิบายเรื่องการอยู่กับธรรมชาติโดยอ้างหลักนิสัยสี่(ถ้าสะกดผิดขออภัยค่ะ)ที่พระพุทธเจ้ากำหนดให้แก่พระภิกษุ นิสัยสี่นี้ประกอบด้วย การบิณฑบาตร การอยู่ใต้ต้นไม้ การใช้ผ้าบังสุกุล และการดื่มน้ำมูตรเน่า แฟนคลับอ่านแล้วอย่าเพิ่งตกเก้าอี้นะคะ เราต้องเอามาปรับกับชีวิตคนธรรมดาค่ะ
ท่านอธิบายว่า เวลาพระออกบิณฑบาตร ท่านเดินเท้าเปล่า หมายความว่า เราคนธรรมดาควรหัดเดินเท้าเปล่าให้เท้าได้ติดดินจริงๆเพื่อรับพลังจากพื้นดิน ส่วนเรื่องการอยู่ใต้ต้นไม้นั่นก็คือการอยู่กับธรรมชาติให้มากขึ้น เช่นเดียวกับการเดินดิน เพราะต้นไม้คือแหล่งออกซิเจนชั้นดี และการเดินดินและอยู่ใต้ต้นไม้ก็เท่ากับเราได้สัมผัสอากาศบริสุทธิ์และแสงแดดมากขึ้นด้วย
ในเรื่องการใช้ผ้าบังสุกุลนั้น คือการใช้ผ้าเก่า ผ้าห่อศพ มาหุ้มห่อร่างกาย อันนี้ อาจารย์ท่านไม่ได้อธิบายว่า ในมุมของฆารวาสเราควรทำอย่างไร อาจต้องไปปรับเอาเอง (แม่บ้านคิดว่าเป็นเรื่องของการแต่งกายให้ง่าย สมถะ การสำรวมทางกาย จะถูกผิดอย่างไร แฟนคลับช่วยกันเถียงได้นะคะ) ส่วนเรื่องสุดท้ายคือ ดื่มน้ำมูตรเน่า ในกรณีนี้ ท่านหมายถึงน้ำปัสสาวะ ฟังแล้วอาจทำใจยาก
แต่ท่านเล่าถึงกรณีตัวอย่างหลายกรณีของคนที่เจ็บป่วยจนสุดจะเยียวยาได้หลายคนที่สุดท้ายลองดื่มน้ำปัสสาวะของตัวเอง ก็กลับหายวันหายคืน ถ้าว่าตามหลักวิทยาศาสตร์ก็อาจเป็นเพราะในน้ำปัสสาวะนั้นประกอบด้วยเชื้อโรคที่เป็นเหมือนวัคซีนเข้าไปต่อสู้กับเชื้อโรคตัวจริงในระบบของร่างกายก็ได้ เป็นการเอาพิษสู้พิษหรือเกลือจิ้มเกลือ เรื่องดื่มน้ำปัสสาวะนี้คิดว่า หลายท่านอาจเคยได้ยินได้ฟังมาจากที่อื่นบ้างแล้ว
นี่ก็เป็นเรื่องที่แม่บ้านเอามาฝากท่านจากการไปวัดค่ะ ว่าด้วยเรื่องวัดไทยแล้ว ขอตัดฉากไปที่ข่าวสารรอบโลกนิดหน่อยแล้วกันนะคะ
คนฝรั่งเศสอายุยืน
วันก่อนอ่านสรุปข่าวของหนังสือเอคโคโนมิสต์เขาบอกว่า ผู้หญิงฝรั่งเศสมีอายุเฉลี่ยสูงที่สุดในกลุ่มประเทศอียู คือ 83 ปี ข่าวบอกว่า เป็นเรื่องแปลกเพราะคนฝรั่งเศส (โดยเฉพาะผู้หญิง) ดื่มจัด สูบบุหรี่จัด และมีนิสัยการบริโภคที่สุดโต่งคือ บทจะไม่กินอะไรก็อดเสียจนผอมแห้ง แต่บทจะกินขึ้นมาก็จะเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีนและไขมัน
ข่าวเขาสรุปว่า น่าจะเป็นเพราะการใช้น้ำมันมะกอกปรุงอาหาร และการที่คนฝรั่งเศสชอบหยุดพักร้อนประจำปีทีละนานๆ (อันนี้พ่อบ้านเขาเถียงว่า คนยุโรปส่วนใหญ่ก็หยุดพักร้อนทีละนานๆเหมือนกันทำไมไม่เห็นอายุยืนเท่าคนฝรั่งเศส แม่บ้านก็จนปัญญาจะตอบค่ะ) ขณะเดียวกัน ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่ทานอาหารเช้าเบามาก คือ กาแฟ ขนมปังและแยม เมื่อเทียบกับชาติอื่นๆที่ทานอาหารเช้าสมบูรณ์กว่า
มีการวิจัยวิเคราะห์กันว่าเป็นเพราะคนฝรั่งเศสทานข้าวเช้าน้อย (ความจริงไม่ได้ทานข้าวด้วยซ้ำ แต่ทานขนมปัง) จึงทำให้อัตราอุบัติเหตุบนท้องถนนช่วงเวลาสิบเอ็ดโมงเช้าสูงมากกว่าปกติ เพราะเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายเริ่มขาดพลังงานพอดี แหม เขาก็เข้าใจไปสังเกตนะคะ
![]() |
||
ขายโควต้าปล่อยมลพิษ
อีกเรื่องหนึ่งคือ ตลาดค้าโควต้าปล่อยมลพิษ เข้าใจว่าเราคงได้ข่าวบ้างแล้วว่า องค์การสิ่งแวดล้อมและพลังงานโลก (ชื่อเรียกกลางๆค่ะเพราะจำชื่อเฉพาะไม่ได้ค่ะ) เขาเหล่ๆเมืองไทยอยู่ที่ไม่ค่อยจะให้ความร่วมมือในการลดการปล่อยมลพิษเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ แต่เขาจะมีมาตรการจูงใจอย่างไรให้รัฐบาลเปลี่ยนใจ อันนี้ต้องตามข่าวในหนังสือพิมพ์ไทยต่อไป
สิ่งที่อยากเล่าคือ หนังสือฟอร์จูนเขาไปทำข่าวมาว่าในตลาดหุ้นเขามีการขายโควต้าการปล่อยมลพิษ เรื่องของเรื่องมันเป็นอย่างนี้ค่ะ คือ โรงงานพลังงานหรือโรงงานผลิตยักษ์ใหญ่ทั้งหลายที่มีโอกาสปล่อยมลพิษ (เช่น สารตะกั่ว กำมะถัน และอื่นๆ) เข้าสู่ชั้นบรรยากาศนั้น เขาถูกควบคุมโดยองค์การพลังงานโลกให้ปล่อยได้ไม่เกินปริมาณกี่ตันต่อปี เพื่อป้องกันอาการชั้นโอโซนโหว่ โดยมีเป้าหมายว่าจะลดการปล่อยมลพิษให้เหลือน้อยที่สุดถึงปริมาณที่กำหนดภายในกี่ปี
โรงงานหรือบรรษัทที่ปฏิบัติได้ตามหรือน้อยกว่าโควต้าก็จะได้รับอภิสิทธิ์ทางการค้าเพิ่มเติมเป็นการจูงใจ รวมทั้งได้รับการยกย่องเป็นชื่อเสียงต่อบรรษัท (ก็ทำให้ราคาหุ้นดีขึ้นด้วย) แต่ถ้าปล่อยเกินก็จะถูกทำโทษโดยตัดโควต้าในปีต่อไป อันนี้เขาคงต้องมีความรับผิดชอบทางสังคมสูง เป็นแรงจูงใจทางการค้า และคงมีการบังคับใช้กฎระเบียบอย่างมีประสิทธิภาพด้วย เขาจึงทำได้
เรื่องของเรื่องที่เป็นข่าวคือ ในแต่ละปีจะมีบางบรรษัทที่ใช้โควต้าไม่หมด แต่บางบรรษัทต้องใช้เกินโควต้า แต่ไม่อยากถูกทำโทษ เขาก็เลยขอซื้อโควต้าที่เหลือของบรรษัทเด็กดี ทีนี้ไอ้โควต้าที่ว่าก็เลยกลายเป็นทรัพย์ที่มีราคาและหาซื้อกันได้ในตลาดหุ้น ข่าวบอกว่า ไม่ใช่หลักทรัพย์ที่มีมูลค่ามหาศาลในตลาดหุ้นก็จริง แต่ก็มีความสำคัญไม่น้อยต่อความอยู่รอดของโลก จึงเป็นเรื่องน่าจับตามอง
เขาวิเคราะห์ว่า ถ้าโควต้านี้เป็นสิ่งที่ขายต่อให้กันได้ ก็จะเป็นแรงจูงใจให้บรรษัทต่างๆพยายามลดขีดการปล่อยมลพิษให้น้อยที่สุด เพื่อจะได้เอาโควต้าที่เหลือไปขายเป็นรายได้เข้าบรรษัท ซึ่งผลดีก็จะเกิดในระยะยาวต่อบรรยากาศของโลกเรา แต่ข่าวไม่ได้บอกว่า จะทำอย่างไรกับบรรษัทที่ชอบไปซื้อโควต้าของคนอื่น คำตอบก็คงอยู่ที่สมดุลย์ของการค้า เพราะบรรษัทเหล่านี้ย่อมไม่สามารถซื้อโควต้ามลพิษได้เรื่อยไป เนื่องจากถือเป็นต้นทุนอย่างหนึ่ง อย่างที่สองคือ บรรษัทเหล่านี้ก็ยังต้องถูกองค์การพลังงานโลกกวดขันและแทรกแซงจนกว่าจะลดการผลิตมลพิษได้ในที่สุด
รูปที่เอามาฝากคราวนี้คงไม่ค่อยตรงกับเรื่องเท่าไร เป็นดอกไม้หน้าสปริงที่พบเห็นได้รอบบ้านค่ะ (จะได้ตรงกันข้ามกับภาพรถที่ลงไปเมื่อตอนที่แล้ว)
แม่บ้านคงจบจดหมายฉบับนี้ตรงนี้ พร้อมด้วยกำลังใจให้พวกเราช่วยกันดูแลสุขภาพตัวเองและสุขภาพของโลกของเราต่อไปนะคะ
ด้วยรักและคิดถึงค่ะ
แม่บ้าน
![]()





เมื่อวันที่ : ๒๓ มี.ค. ๒๕๔๗, ๐๘.๔๘ น.
คุณรจนา....
ดีจังค่ะเรื่อง ความรู้เรื่องการบำบัดรักษา โดยใช้พลังธรรมชาติ ดิฉันสนใจเรื่องนี้มากๆเลย เพราะคิดอยู่ว่า การรักษาในปัจจุบันค่อนข้างใช้ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์แต่เพียงอย่างเดียว ไม่ได้ใช้พลังที่เรามีอยู่แล้วในตัวเราเลย อ่านดูแล้ววัดไทยที่สวิสก็ดูสมถะดีนะคะ เป็นที่พึ่งพิงทางใจได้ดีนะคะ
เรื่องคนฝรั่งเศสอายุยืน อาจเป็นเพราะ เขาไม่เครียดกระมังคะ บ้านเมืองตามชนบทของเขาก็ดูเรียบง่ายกว่าบ้านเรามาก (ไม่เคยไป ฮ่า ดูในทีวี และอ่านหนังสือ ดูหนัง) เห็นตามชนบท คนมีอายุก็ยังขี่จักรยานกัน ในขณะที่บ้านเรามักหลงใหลในวัตถุกันมาก เดี๋ยวนี้ชนบทก็ต้องมีรถมอเตอร์ไซด์ขี่กัน การเดินไปไหนมาไหนเหมือนเมื่อก่อนไม่ค่อยจะมีแล้วค่ะ
แต่คนรุ่นแม่ที่อยู่ในหมู่บ้านชนบท ที่จันทบุรีนี้นะคะ คุณยาย คุณลุง คุณป้า อายุยืนมากค่ะ ยายหลี อายุ 98 ปียังเดินไปทำบุญที่วัดได้ ลุงแอ่ง 87 ปี ฯลฯ แต่มีข้อสังเกตว่า คนชราที่อายุยืนแล้วยังแข็งแรงเหล่านี้ จะมีรูปร่างผอมค่ะ ผอมมากๆ
ดอกไม้น่ารักดีค่ะ คุณรจนา
ขอลิงค์ตอนนี้ไปให้เพื่อนๆอ่านนะคะ