นิตยสารรายสะดวก  Poem  ๑๘ มีนาคม ๒๕๕๐
ชิงสัมผัส - กร่อนสัมผัส
ครูไท

ตอน : สัมผัสซ้ำ และการสะสมคำ

 ตรวจการบ้าน

ครั้งนี้ ต้องขอชื่นชมทุกคนที่เขียนกลอนได้โดยไม่มีใครลืมสัมผัสท้ายบทเลย
ปัญหาด้านผังบังคับ ผ่านทุกคนแล้ว ที่ยังเป็นปัญหาคือการควบคุมความ
หลายคนยังเจอปัญหาเดิม คือกลอนพาลงทะเลไป กว่าจะคัดท้ายกลับฝั่งได้ก็เล่นเอาใจหายใจคว่ำ

ลองดูกันเอาเองนะครับ

สำนวนคุณสารภีดง

พุทธองค์ทรงเมตตาต่อชาวโลก
พาพ้นโศกด้วยสัจจะละโลภหลง
เพ็ญเดือนสามพร้อมกันพันกว่าองค์ ("พันกว่าองค์" นี่ ไม่ค่อยเหมาะนะครับ จะระบุจำนวนชัด ๆ เลย หรือพูดรวมไปเลยเป็น "เพ็ญเดือนสามพร้อมกัน นับพันองค์" ยังฟังดีกว่า)
คือพระสงฆ์ทรงชี้นำทางดำเนิน

เราชาวพุทธบริสุทธิ์ดุจไฟแจ้ง ("บริสุทธิ์ดุจไฟแจ้ง" ไม่สวยครับ น่าจะบริสุทธิ์ด้วยรู้แจ้ง น่าจะดีกว่าหรือไม่?)
ประทีปแห่งดวงธรรมนำเหาะเหิน (ตรงนี้ถูกกลอนพาเหาะแล้วครับ)
ทำบุญกันเถิดหนาพาเพลินเพลิน (เพิ่งเคยได้ยินว่าทำบุญพาเพลิน ยังกับฟังเพลงพาเพลินเชียว)
ไม่ขาดเกินทางสายกลางอย่างพอดี (ทางสายกลางอยู่แล้ว ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามันพอดี)


สำนวนคุณกาบแก้ว

วันมาฆะบูชามาบรรจบ
ขอน้อมนบพุทธองค์พระทรงศรี
ทรงเผยแพร่แนวทางสร้างความดี
มวลหมู่สงฆ์สามัคคีมาพร้อมกัน (มวลหมู่สงฆ์ คำนี้ไม่ค่อยเหมาะนะครับ)

พันสองร้อยห้าสิบรูปจุดธูปเทียน (ทำไมต้องจุดธูปเทียนครับ พุทธประวัติเล่มไหนบอกไว้?)
ล้วนพากเพียรจนสำเร็จอรหันต์
เพ็ญเดือนสามมาฆะฤกษ์วันสำคัญ
ชาวพุทธพลันสำรวมร่วมทำบุญฯ


สำนวนลุงมะเฟือง
(เจ้าเก่าเอาอีกแล้ว)

สิบห้าค่ำเดือนสามตำราว่า (เอ้า พลิกตำราแต่งก็ไม่ว่ากัน)
วันมาฆะบูชาตำราสอน (ว้า อ้างตำราอีกแล้ว ถี่เกินไปแล้วครับ)
"มาฆะ"แปล ว่าเดือนสาม ถึงยามจร (ทำไมเดือนสามแล้วต้องจร จะรีบไปไหน?)
ร่วมรับพร บูชาพระ วันเพ็ญจันทร์ (เฮ้อ ลากมาแบบสีข้างเลือดไหลซิบ ๆ เลยครับ)

พุทธกาล..อรหันต์ดารดาษ (แหม พระอรหันต์มีมากขนาดนั้นเชียวหรือครับ? ใช้คำไม่เหมาะ)
จาตุรงคสันนิบาต มิคาดฝัน (ลุงๆ ไปแบบน้ำขุ่น ๆ เลยนะ)
พันสองร้อยห้าสิบองค์มาตรงกัน
ณ วันนั้น เริ่มวางฐาน งานแผ่ธรรมฯ (อุตส่าห์จบจนได้ ดำมาจากอ่าวไทย มาโผล่ที่นี่เอง)

สำนวนคุณดาวเคียงเดือน

สิบห้าค่ำ เดือนสาม ตามบรรจบ
พุทธองค์ ทรงพบ อรหันต์
ทรงประกาศ โอวาท เผยแผ่ธรรม์
แก่นสำคัญ ดับทุกข์ ได้สุขใจ

พึงละชั่ว มัวเมา หลงยึดติด
พัฒนาจิต พิสุทธิ์ ผุดผ่องใส (พัฒนาจิต ไม่คุ้นว่าคำนี้จะใช้ในทางศาสนาได้ ลองเปลี่ยนเป็น "ฝึกฝน" หรือ "ขัดเกลา" จะดีกว่าไหม?)
กุศลงาม ข้ามเขต กิเลสไกล (กุศลงามแบบข้ามเขตเป็นอย่างไรครับ?)
คือหัวใจ นักปราชญ์ ฉลาดจริง

สำนวนคุณป้าหมู - รจนา

"มาฆะคือ"ชื่อเดือนสามตามบอกบ่ง ("ตามบอกบ่ง" สื่อความหมายไม่ชัดครับ)
วันพระสงฆ์มาร่วมรวมวิถี (ในที่นี้ไม่น่าจะเรียกพระสงฆ์ แต่น่าจะใช้พระอรหันต์มากกว่านะครับ)
สองพันห้าร้อยองค์ตรงพอดี
และโดยที่มิได้นัดหมายกัน

จึงเป็นที่กำหนดจดจำไว้
ชาวพุทธไทยน้อมจิตคิดสังสันท์ ("ชาวพุทธไทย" ออกจะแคบไปนิดไหมครับ วันนี้สำคัญสำหรับชาวพุทธทั่วโลกไม่ใช่หรือ)
พึงเว้นว่างกิจกรรมประจำวัน
ระลึกมั่นศีลธรรมจริยา (วรรก่อนหน้านี้น่าจะส่งความมาทำนองว่า ร่วมกันรักษาศีล ภาวนาจิต มากกว่าแค่ "ระลึกมั่นศีลธรรมจริยา" นะครับ)

......................................................

วันนี้จะชวนเสวนาเรื่องสัมผัสซ้ำ และสัมผัสซ้อนครับ

สัมผัสซ้ำ คือการเอาคำที่อ่านออกเสียงเหมือนกันมารับสัมผัสกัน ไม่ว่าคำนั้น จะมี หรือไม่มีความหมายต่างกันหรือไม่ก็ตาม ยกตัวอย่างเช่น

รักชองน้อง จริงใจ ไร้นัยแฝง
ไม่เคยแสร้ง หลอกลวง คอยห่วงหา
แม้พี่มี ไมตรีจิต คิดเมตตา
ส่งสายตา มาด้วย ช่วยเจือจาน

จะเห็นได้ว่า คำว่า "เมตตา" ไม่ได้มีความหมายเดียวกับ "สายตา" เลย แต่เมื่อออกเสียงเหมือนกัน จับเอามาสัมผัสกัน จึงถือเป็นสัมผัสซ้ำ เป็นการผิดกติกา ที่ดูเหมือนเป็นกติกาสากลของนักกลอนไปแล้ว

ทำนองเดียวกับคำว่า ตา ในตัวอย่างที่ยกมาข้างต้น คำอื่น ๆ อาทิเช่น ใย (แมงมุม) กับ ไย (เหตุไฉน) , นัย (ตา) กับ ใน (ข้างใน) , กัลป์ กับ กัน, พรรณ กับ พันธุ์ และคำอื่น ๆที่ออกเสียงเหมือนกันแม้จะต่างความหมายก็ตาม

สัมผัสซ้อน คืออะไร ตัวอย่างนี้คงอธิบายได้ดี (สำนวนของครูไท ตอนเมาขี้ตา)

สมน้ำหน้า ตัวเอง อยากเร่งสอน
แม้ครึ่งค่อน ค่ำคืน ตื่นค้นคว้า
คอมฯเตรื่องเก่า บุโรทั่ง พังคาตา
เดี๋ยวก็ขึ้น จอฟ้า น่าเหนื่อยใจ

ประกาศแจ้ง ศิษย์รัก ให้รับรู้
ใช่แอบอู้ ถ่วงเวลา ก็หาไม่
เครื่องมันรวน ไม่ควรเร่ง ต้องเกรงใจ
ถ้าถึงขั้น ซื้อใหม่ ตังค์ไม่มี !

โปรดสังเกตคำว่า "ใจ" ในท้ายบทแรก ที่ส่งสัมผัสไว้ แล้วมารับด้วยคำว่า "ไม่" ในท้ายวรรคสอง แล้วก็ยังเอาคำว่า "ใจ" มารับสัมผัสที่คำท้ายวรรคสามของบทที่สองอีก
"บางสำนัก" ขอย้ำนะครับว่า บางสำนักเท่านั้น ที่ถือเอาการกระทำดังกล่าวเป็นข้อห้าม ถือเป็นสัมผัสซ้อน กล่าวคือ คำว่า "ไม่" ที่อยู่ตรงกลาง รับสัมผัสกับคำว่า "ใจ" ถึงสองแห่ง อย่างนี้เขาเรียกว่าสัมผัสซ้อน ถ้าเขียนเป็นแผนภูมิ จะได้ดังนี้ ใจ -- ไม่ -- ใจ ดังนี้ถือเป็นต้องห้าม แต่ก็มีบ้างบางสำนัก อนุโลมให้ใช้ได้ เพราะถือว่าไม่สัมผัสซ้ำ

และ "บางสำนัก" อีกนั่นแหละ ไปไกลถึงห้ามสัมผัสคำนั้นอีกในทุกวรรคของกลอนบทนั้นเลยด้วย เช่นจากตัวอย่าง ถ้าแก้วรรคที่สามและสี่เป็นดังนี้
..........................
เครื่องมันรวน ไม่ควรเร่ง เกรงมีภัย
จึงจนใจ ซื้อไม่ไหว เพราะมันแพง

ขนาดย้าย ใจ ลงมาไว้วรรคสุดท้ายของบทที่สองแล้ว ท่านก็ยังว่าไม่ได้อยู่ดี อะไรจะเคร่งครัดถนัดห้ามกันขนาดนั้นหนอ พ่อเจ้าประคุณเอ๋ย ห้าม ๆ กันเข้าไป คนเขียนกลอนก็นับวันจะน้อยลง ห้ามโน่น ห้ามนี่หยุมหยิมไปหมด แล้วจะเหลือคนอยากเขียนกลอนสักกี่คนล่ะ แล้วใครที่ไหนมาบ่นกันว่า เด็กยุคใหม่ไม่สนใจกาพย์กลอน ลองเราเป็นเด็กดูมั่งสิ เจอผู้ใหญ่เฮี้ยบแบบนี้ สู้ไปเล่นกลอนเปล่ากลอนเปลือย ไม่มีบังคับไม่สบายใจโก๋กว่าหรือ? อ้าว ครูไทขึ้บ่นอีกแล้ว ขออภัย

ว่ากันมาพอสมควรแล้วเกี่ยวกับเรื่องสัมผัส ก็เผอิญเหลือบไปเห็นกลอนบทหนึ่งของคุณยังวันเข้า โปรดสังเกตตอบจบของกลอนบทนี้

พุทธองค์ ทรงแสดง พระโอวาท
ปาติโมกข์ ประกาศ ศาสนา
เป็นแก่นแท้ หลักธรรม นำชีวา
สืบทอดมา สองพันปี ดีแท้เอย.

คำว่า "เอย" นับเป็นกติกาสากลของนักกลอนโดยทั่วไป ที่ใช้ในการ "จบ" กลอนของตน

เคยแอบไปอ่านในหน้า กวีดิจิตอล เห็นมีนักกลอนมือใหม่บางท่าน จบบทด้วยคำว่า "เอย" อันเหมือนการปิดฉากกลอนบทนั้น จะไม่มีการแต่งต่อไปอีกแล้ว ซึ่งมักจะพบเห็นได้เสมอกับนักกลอนมือใหม่(คิดคำอะไรไม่ออก ก็ใส่เอยไว้ก่อน) จึงอยากเตือนว่า กติกา "การลงเอย" นี้ เป็นกติกาสากล ถ้าหากใช้ในการต่อกลอนกับนักกลอนหลาย ๆ คน ถ้ายังไม่ได้รับมติด้วยเสียงส่วนใหญ่ ผู้ใดจะบังอาจจบกลอนด้วยคำว่า "เอย" อาจถูกโห่ฮาจากเพื่อนร่วมโต๊ะ ประมาณเดียวกับเพื่อนร่วมสภายาดอง ดีดนิ้วเรียกบ๋อยเช็คบิล ตั้งแต่ยังไม่ทันเมานั่นทีเดียวเชียว

คราวนี้จะลองมาดูเรื่องการเล่นกับคำ ท่าจะดี แต่ก่อนจะเล่นกับคำได้ ต้องมีคำให้เล่นเสียก่อน แล้วเราจะเอาคำจากที่ไหนมาเล่นเล่า? ตอบไม่ยากเลย ก็ต้องรู้จักสะสมคำก่อนสิ

ภาษาไทยนี่ดีจริง ๆ ครับ เชื่อผมเถอะ มีคำให้ใช้มากมายเหลือเกิน เอาแค่จะเขียนถึงหญิงที่รัก ก็มีคำให้เรียกเยอะแยะมากมายจนจาระไนไม่ไหวแล้ว อย่างเช่น ที่รัก, แก้วตา, ดวงใจ, ยอดพธู, ยอดขวัญ, น้องนาง, นวลน้อง ฯลฯ

แม้มีคำมากมาย แต่นักกลอนมือใหม่ ก็ยังอับจนคำที่จะเอามาแต่งกลอนอยู่นั่นแหละ เพราะยัง "ไม่ร่ำรวยภาษา" เพียงพอ แล้วความร่ำรวยภาษานี่ มันก็เผอิญเหมือนกับความร่ำรวยเงินทองอยู่อย่างหนึ่งคือ จะรวยได้ก็ต้องเก็บออม ภาษาก็เหมือนกัน ต้องหมั่นเก็บออมคำให้มาก

วิธีง่ายที่สุดคือ ต้องอ่านให้มาก สังเกตกลอน หรือแม้แต่ในบทประพันธ์ร้อยแก้ว ว่าเขาใช้คำอะไรน่าสนใจบ้าง ถ้าขยันก็จดลงสมุดไว้ หรือไม่ก็ขีดเส้นใต้ไว้ เช่น ผู้เขียนติดใจนักหนากับบทกลอนของกวีซีไรท์ คุณเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ที่เขียนกลอนเกี่ยวกับใบไม้ป่าว่า

"ใบไม้ป่าร่วงแล้วได้เลี้ยงป่า
ทิ้งลงมาเลี้ยงรากเลี้ยงลำต้น
เหมือนแม่ให้นมลูกปลูกฝังจน
ลูกเติบตนโตแทนเต็มแผ่นดิน"

มันเป็นความชี่นชอบส่วนตัวของผู้เขียนเอง(ไม่ต้องชอบตามกันนะครับ) ที่ชอบคำว่า "เติบตน" ก็ขีดเส้นใต้ และจำใส่หัวไว้ว่า นอกจากคำว่า "เติบโต" ที่เราพูดหรือเขียนกันทั่วไปแล้ว คำว่าเติบตน ก็น่าใช้ดีเหมือนกัน พอแต่งกลอนไป แต่งกลอนมา เจอบทที่ลงท้ายสระ --น และความหมายที่จะแต่งต่อไปสอดคล้องพอดี ก็หยิบคำว่า "เติบตน" เข้ามาสวมฉับเข้าให้ ใช้ได้เลย

การสะสมคำทำนองนี้ นอกจากดูอย่างจากงานกลอน หรืองานเขียนของนักเขียนรุ่นเก่าแล้ว ยังอาจจะคิดค้นขึ้นเองด้วย เช่น จู่ ๆ เหงา ๆ เหม่อมองฟ้ายามพลบค่ำ เห็นดาวค่อย ๆ ขึ้นมาทีละดวง ๆ อาจเกิดจินตนาการว่า ดาวมันคงทะยอยจุดไฟขึ้นทีละดวง ๆ มาประดับฟ้า เกิดปิ๊งไอเดียคำว่า "ดาวจุดดวง" ขึ้น ก็บันทึกใส่สมุดไว้ พอวันหน้าวันหลังจะเขียนกลอนเกี่ยวกับดวงดาว ก็อาจหยิบคำทีคิดขึ้นมาใช้ตามวาระโอกาสที่เหมาะสม อย่างเช่น

ค่ำคืน
ดาวดื่นจุดดวงเต็มห้วงหาว
ชวนเธอเก็บร้อยเป็นสร้อยดาว
พร่างพราวสวยหรู..มอบครูไท

(อ้าว เขียนไปเขียนมาดันมาลงให้ตัวเองได้ไงหว่า )
จะเห็นได้ว่า คำที่เราเก็บสะสมไว้นี้ อาจไม่ใช่คำใหม่ แต่เป็นคำประทับใจที่สะดุดตา หรือสะดุดใจ เมื่อเก็บไว้มากเข้า ๆ แม้จะต้องอาศัยเวลานานสักหน่อย แต่เมื่อสะสมได้ถึงจุดหนึ่งแล้ว การเขียนกลอนก็จะไม่ลำบากในการสรรคำ เพราะมันแน่นเต็มสมอง รอเพียงเราจะหยิบคำไหนออกมาใช้เท่านั้น

เขียนมาถึงตรงนี้ อยากให้นักกลอนมือใหม่ทุกคน ฝึกหัดสะสมคำเอาไว้เสียแต่วันนี้ อีกเพียงไม่กี่ปีข้างหน้า รับรองมีคำไว้เขียนกลอนได้หลายพันคำแน่ ๆ ครับ

และก็เหมือนเดิม การบ้านวันนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับเรื่องการสะสมคำ ก็เลยอยากเปิดแบบฟรีสไตล์ ให้ทุกท่านลองเอาคำที่เชื่อว่าทุกคนต้องมีความประทับใจออกมาอวดกัน แล้วแต่งเป็นกลอนโดยใช้คำเหล่านั้น อย่างน้อยคำละบท เชื่อว่าคงจะเป็นประโยชน์แก่ตัวท่านและกระผม ตลอดถึงคนอื่น ๆ แน่นอนครับ.
 
F a c t   C a r d
Article ID S-2060 Article's Rate 58 votes
ชื่อเรื่อง ชิงสัมผัส - กร่อนสัมผัส --Series
ชื่อตอน สัมผัสซ้ำ และการสะสมคำ --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง ครูไท
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๘ มีนาคม ๒๕๕๐
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๗๗๒ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๗ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๙๑
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : สารภีดง [C-11073 ], [222.123.176.175]
เมื่อวันที่ : ๐๕ มี.ค. ๒๕๕๐, ๐๕.๑๑ น.



ขอขอบคุณคุณครูไทยให้ข้อคิด
ตรวจพินิจสำนวนอย่างถ้วนถี่
ขอขอบคุณช่วยชี้แจงแถลงดี
ขอขอบคุณอีกที​​ที่เมตตา

ขอโทษที​​ที่กลอนไม่เสนาะ
กลอนพาเหาะเพลินบุญไม่เข้าท่า
ขอโทษ​​ที่ส่งงานก่อน​​ใครมา
ขอโทษค่าครูไทโปรดให้พร

ประทับใจคำขอบคุณ​​และขอโทษค่ะ​​ รู้สึกในชีวิตคนเราสองคำนี้มีคุณค่า
น่า​​จะนำมา​​ใช้กันเยอะๆ​​ ไม่​​ต้องกลัวเสียฟอร์ม โลกนี้คงน่าอยู่​​ขึ้น​​อีกเยอะ
ว่าไหมคะ​​ ครูไทขรา...​​...​​...​​...​​...​​..

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : Rotjana Geneva [C-11081 ], [212.152.25.189]
เมื่อวันที่ : ๐๕ มี.ค. ๒๕๕๐, ๑๕.๑๓ น.

รจนาไม่​​แต่งกลอน​​เพราะยัง "จน" ภาษาอยู่​​ค่ะ​​
มา​​เอาใจช่วยนักกลอนรุ่นเดอะ​​และรุ่นพี่​​ทั้งหลาย ​​กับคุณครูสุดเฮี้ยบด้วยค่า...​​..

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : ยังวัน [C-11090 ], [203.113.15.246]
เมื่อวันที่ : ๐๖ มี.ค. ๒๕๕๐, ๑๐.๐๔ น.

คนมากมาย​​ ​​ไปมา ลายตาหมด
คนคนเหมือนมด วุ่นวาย มากมาย​​เรื่อง​​
คนยิ่งมาก ยิ่งเมา เหล้าไม่เปลือง
คนเมาเมือง งงเหงา ​​เพราะเมาคน.

ชอบคำว่า เมาคน ครับ​​ คนมาก ๆ​​ ทำให้เมา​​ได้ ปวดหัวยิ่งกว่ากินเหล้าเสียอีก ​​ใคร​​เป็นเหมือนผมบ้าง?

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : add [C-11108 ], [125.25.21.75]
เมื่อวันที่ : ๐๗ มี.ค. ๒๕๕๐, ๒๓.๓๘ น.

คร้าบ เมาคนคร้าบ

คารวะครูไท คราว​​ที่แล้ว​​ศิษย์โดดเรียน​​เพราะเขียนไม่ออก คราวนี้ก็พยายามเข็นออกมาขอรับ

เมฆมืดมัวเหมือนม่านดำคล้ำคลุมฟ้า
พลิ้วแพรฝนหลั่งมา​​เป็นฝ้าขาว
หรือว่าฟ้าหมองใจในทุกคราว
น้ำตาฟ้าหยาดพราว​​เป็นฝนพรำ

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๕ : กาบแก้ว [C-11110 ], [202.28.103.100]
เมื่อวันที่ : ๐๘ มี.ค. ๒๕๕๐, ๐๕.๕๖ น.

ผ่านสวนยางพลางนึกถึงยางรัก
สุด​​จะหักห้ามจิตให้คิดหวง
ยางสวาทยางรักเหมือนยางลวง
หรือในทรวงทรามวัยนั้น​​ไร้ยาง

ขอตัด​​เอากลอนเก่าของกาบแก้ว
​​ที่เขียนไว้ในเรื่อง​​ "เสน่ห์นางยวน"
มาส่งครูก็แล้ว​​กันนะครับ​​ !

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๖ : กินรีน้อย [C-17125 ], [118.173.164.163]
เมื่อวันที่ : ๒๔ มิ.ย. ๒๕๕๓, ๑๐.๒๑ น.

กินรีน้อยขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยคนนะคะ​​ตอนนี้เพิ่งฝึกหัด​​แต่งกลอนโชคดี​​ที่มีผุ้รู้หลายท่านช่วยแนะนำหลักในการ​​แต่งกลอนเพิ่มเติมค่ะ​​
^_^

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๗ : กินรีน้อย ^_^ [C-17126 ], [118.173.164.163]
เมื่อวันที่ : ๒๔ มิ.ย. ๒๕๕๓, ๑๐.๓๖ น.

คิด​​ไปคิดมา​​ได้กลอนออกมาจากสมองอันว่างเปล่าสองบท ​​แต่อาจมีข้อบกพร่องมากมาย​​ ​​ใครมีข้อแนะนำตรงไหนเชิญเลย​​นะคะ​​

"เด็กหญิงน้อยในดวงตาไร้เดียงสา ​​แต่ชะตากำหนดมาน่าสงสาร
เธอ​​ต้องพบ​​กับ​​ความทุกข์ทรมาน ด้วยสังขาร​​เป็นโรคร้าย​​ใครต่างกลัว
ใบหน้าเธอเปื่อยพุพองมีหนองใหล ​​แต่​​ใครๆ​​กลับพากันยิ้มหัว
ไม่มี​​ใครคิดช่วยเธอรักษาตัว พาเธอพ้น​​ความมัวของร่างกาย

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น