เพราะตรงกับสิ่งที่เพิ่งเกิดกับฉัน....
ฉันหายหน้าไปจากศาลานกน้อยนานหลายเดือน ไม่ใช่เพราะขุ่นเคืองหรือเบื่อหน่าย.... แต่เพราะต้องเผชิญกับภาระการเรียนหนังสือซึ่งหนักมากอย่างคาดไม่ถึง ทำให้จมอยู่กับฤดูกาลเดียวนานเกินไป
เรื่องของเรื่องเป็นเพราะฉันเรียนอย่างประมาทในเทอมแรก ทำให้ผลออกมา สอบตกไปหนึ่งวิชา... สำหรับคนอย่างฉัน การสอบตกทำให้ความรู้สึกต่อตัวเองด้อยลงไปทันใด...
![]() |
||
ช่วงนั้นทุกข์ใจพอสมควร มีความสงสัยตัวเองเป็นที่สุดว่าจะเรียนจบไหม จะรอดไหมหนอ
พอดีได้มาอ่านเรื่องของพระอาจารย์พรหมวังโส ซึ่งเป็นพระชาวอังกฤษ ลูกศิษย์หลวงพ่อชา สุภัทโท ท่านเล่าเรื่องสมัยท่านยังเป็นครูในโรงเรียน ในหนังสือ "ชวนม่วนชื่น - ธรรมะบันเทิงหลายเรื่องเล่า (โดย พระอาจารย์พรหม)" ว่า
......อาตมารู้สึกห่วงนักเรียนที่สอบได้ที่โหล่ในชั้น ซึ่งแสดงอาการซึมเศร้า อาตมาจึงดึงตัวเขามาข้าง ๆ และบอกว่า
"ใครสักคนจะต้องสอบได้ที่สามสิบในชั้นเรียนที่มีนักเรียนสามสิบคน ปีนี้ถึงคราวที่เธอจะเป็นผู้เสียสละเยี่ยงวีรบุรุษที่ได้ช่วยเพื่อนคนอื่น ๆ ให้ไม่ต้องอับอายในการโหล่ของชั้น เธอใจดีมากและมีเมตตาด้วย เธอสมควรได้รับเหรียญรางวัลเชียวนะ"
เราทั้งสองต่างรู้ดีว่า ที่อาตมาพูดน่ะมันตลกน่าหัวเราะ แต่เขาก็ยิ้มกว้างและเลิกทำราวกับว่าโลกกำลังจะแตกดับอีกต่อไป
ปีต่อมา เขาสอบได้ดีขึ้นมาก และถึงคราวที่ใครคนอื่นจะต้องเสียสละเยี่ยงวีรบุรุษบ้างแล้ว......
ฉันอ่านแล้วประทับใจมาก หัวเราะออกมาทั้งน้ำตาคลอ แน่นอนว่า ฉันสอบตก ยังแย่กว่าเป็นที่โหล่ในชั้นเสียอีก แต่ฉันก็มีวันแก้ตัวเหมือนเด็กคนนั้น
ฉันไม่ใช่วีรสตรีที่สอบตก แต่ฉันไม่จำเป็นต้องรู้สึกร้าย ๆ เกี่ยวกับตัวเองหรือเกี่ยวกับผลสอบ
จากนั้น ฉันก็ค่อย ๆ ทำใจได้ รวมทั้งด้วยการปฏิบัติธรรมสม่ำเสมอ ทำให้ยอมรับว่า ทุกอย่างเป็นไปตามเหตุปัจจัย เมื่อฉันไม่ได้ใส่ใจในการเรียนให้มากพอ ไม่ได้อ่านหนังสือหนักพอ ก็ย่อมสอบตกเป็นธรรมดา
วันหนึ่งฉันเจอเพื่อนอเมริกันร่วมรุ่นหลังเปิดภาคเรียน เราคุยกันเรื่องผลสอบ เขาบอกว่า เทอมที่ผ่านมาสอบได้คะแนนไม่ดีวิชานึง รู้สึกแย่มาก ฉันบอกเขาว่า "ของไอสอบตกหนึ่งวิชา" ... ปรากฎว่า เพื่อนคนนั้นมองหน้าฉัน ใบหน้าหมอง ๆ คลี่เป็นรอยยิ้ม แล้วเธอก็หัวเราะลั่น กระโดดกอดฉัน บอกว่า "ขอบคุณมาก เธอทำให้ฉันรู้สึกดีจริง ๆ" ....
แทนที่ฉันจะฉุน ฉันก็พลอยหัวเราะตามเขาไปด้วย กอดเขาด้วยความดีใจ และรู้สึกดีขึ้นมาทันใด เออหนอ... การสอบตกของเรามันก็ทำให้ใครบางคนรู้สึกดีได้ ทำให้เขายิ้มออกกับสิ่งที่เขาผิดหวังมาก่อน... มันก็ไม่เลวร้ายเสมอไปหรอก...
และดีจริง ๆ ที่ฉันได้อ่านบทความของอาจารย์พรหมวังโสเสียก่อน ไม่เช่นนั้น ฉันอาจจะต้องตกเป็็นเหยื่อของความน้อยเนื้อต่ำใจโดยใช่เหตุ
มาถึงวันนี้ ฉันสอบผ่านวิชาที่ลงใหม่ทั้งหมด ได้เกรดเกินต้องการหลายเครดิต ผลการเรียนอย่างหนักได้สร้างคุณภาพชีวิตและวินัยในตัวเองขึ้นมาไม่น้อย พอเรียนจบ ก็มีงานมาจ่อรอทันที เป็นงานที่หวังว่าจะได้มานานแล้ว ทุกอย่างลงตัว
บทเรียนครั้งนี้บอกฉันว่า บางครั้งความล้มเหลวก็เป็นสิ่งจำเป็นต่อการเติบโตด้านอารมณ์ ความรู้สึก และวุฒิภาวะ
และความล้มเหลวไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นจุดเริ่มต้นไปสู่คุณภาพชีวิตใหม่
ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่า เราจะเลือกทำตัวเหมือนโลกจะแตกดับ หรือเราจะลุกขึ้นมาสู้ใหม่อีกครั้ง โดยไม่ปล่อยตัวเองให้หยุดอยู่ที่ฤดูกาลใดฤดูกาลหนึ่งเพียงฤดูกาลเดียว... ฟ้าหมอง ฝนกระหน่ำ พายุผ่านพ้นไป ฟ้าเปลี่ยนสี ฟ้าสดใสอีกครั้งหนึ่ง....
ชีวิตก็ต้องก้าวต่อไป
รจนา เจนีวา
(ภาพ The Tyler Rose โดย Teresa Bernard)
จากใจ..บรรณาธิการ,
๐๕ ตุลาคม ๒๕๕๑
| editorial | นิตยสารรายสะดวก |




เมื่อวันที่ : 05 ต.ค. 2551, 11.37 น.
คุณรจหายไปนานจนพวกเราทุกคนคิดถึงมากๆ แต่เมื่อกลับมาก็มีสิ่งดีๆมาฝากพวกเรา ขอบคุณค่ะสำหรับบทเรียนที่มีค่า
มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต ทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิตคือบททดสอบ ยิ่งยากก็ยิ่งเป็นโอกาสให้เราได้พัฒนาตัวเอง ฟังจากท่าน ปยุตตโตมาค่ะ
ขอให้คุณรจมีกำลังใจที่เข้มแข็งต่อสู้ด่อไป
ด้วยรักและคิดถึง
พี่แอ๊ด