นิตยสารรายสะดวก  Articles  ๐๔ มิถุนายน ๒๕๔๗
"เพลงพาไป" : จากร้อยกรองสู่บทกวีมีทำนอง
ผู้งมงายในรัก
...จากร้อยกรอง สู่บทกวีมีทำนอง (๑) บางเสี้ยวของกระแสธารร้อยกรอง​​เพื่อชีวิต เขียน : จันทร์ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๖ ผู้เขียน : ผู้งมงายในรัก ...​​...​​...​​...​​...​​.....
จากร้อยกรอง สู่บทกวีมีทำนอง (๑)
บางเสี้ยวของกระแสธารร้อยกรอง​เพื่อชีวิต
เขียน : จันทร์ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๖
ผู้เขียน : ผู้งมงายในรัก
...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​.

ร้อยกรองหลาย ๆ​ ชิ้น ของหลาย ๆ​ ท่าน บาง​ส่วนก็ถูกนำมาลงท่วงทำนอง​และจังหวะ ​เป็นบทเพลง​ที่ติดตราตรึงในใจผู้คน ​ซึ่งก็คง​เป็น​เพราะมี "วรรคทอง" ​ที่ "โดนใจ" นั่นเอง

บทกวีหลาย ๆ​ บท ของหลาย ๆ​ ท่าน ​เอาเฉพาะในสายธาร​เพื่อชีวิต ก็เห็นว่า มีมากมาย​​ที่คุ้นหู คุ้นตา ​และคุ้นใจ ​เพราะถูกถ่ายทอด ในท่วงทำนองของบทเพลง ขอหยิบยกมาพูดถึง ในบางเสี้ยว พอ​เป็นเกร็ดเล็ก ๆ​ น้ำจิ้มน้อย ๆ​ ในวงพูดคุยเสวนา แบบ "​ไปตามเพลง" ​ซึ่งบาง​ส่วนค้นเจอ ​และบาง​ส่วนมาจาก​ความทรงจำ ผิดพลาดประการใด ​ต้องขออภัยด้วย

เริ่มต้น​ที่ "คิดถึงบ้าน" ของ "อัศนี พลจันทร์" หรือ "นายผี" ​ที่มา​เป็น เพลง "คิดถึงบ้าน"ของ "คาราวาน" หรือ "เดือนเพ็ญ" ของ คาราบาว , คนด่านเกวียน ​และ ฯลฯ

เดือนเพ็ญ สวยเย็น เห็นอร่าม ...​...​...​...​...​..นภาแจ่มนวลดูงาม
เย็นชื่นหนอยาม​เมื่อลมพัดมา
แสงจันทร์นวลชวนใจข้า...​...​...​...​...​...​...​...​.คิดถึงถิ่น​ที่จากมา
คิดถึงท้องนาบ้านเรือน​ที่เคยเนา

ร้อยกรองชิ้นนี้ ​ถ้าวางในรูปข้างต้น ก็อาจ​จะอยู่​ในรูปของกาพย์​ได้

หรือ "อิศาน" ของ "นายผี" ​ที่ถูกนำบาง​ส่วนมาอยู่​ในท่อนหนึ่ง​ของ บทเพลง "คาราวาน" ​โดย "คาราวาน"

ในฟ้าบ่มีน้ำ...​...​...​...​ในดินซ้ำมี​แต่ทราย
น้ำตา​ที่ตกราย...​...​...​.​คือเลือดหลั่งลงโลมดิน

หรือ "ตลิ่งของ" (ตลิ่งโขง) ของ "นายผี" ​ที่ "สุรชัย จันทิมาธร" นำมาใส่ทำนอง​เป็นบทเพลงชื่อเดียวกัน ในงานเดี่ยวชิ้นหนึ่ง​

ตลิ่งของสองข้างทางน้ำของ...​...​...​...​...​..​แม้ยืนมองดูยังคอตั้งบ่า
​เขาหาบน้ำตามขั้นบันไดมา...​...​...​...​...​..ถึงตีนท่าก็ลื่นลู่ดั่งถูเทียน
เหงื่อ​ที่รินไหลโลมลงโทรมร่าง...​...​...​...​...​​แต่ละย่างตีนยันสั่นถึงเศียร
อัน​ความทุกข์มากมาย​หลายเล่มเกวียน...​ก็วนเวียนอยู่​​กับของสองฝั่งเอย

หรืออีกชิ้นหนึ่ง​​ที่เราเคยคุ้น ก็​คือ "เปิบข้าว" ของ "จิตร ภูมิศักดิ์" เขียนในรูปของกาพย์ยานี ​และ "คาราวาน" นำมาใส่จังหวะ​และทำนอง

เปิบข้าวทุกคราวคำ...​...​...​.จงสูจำ​เป็นอาจิณ
เหงื่อกู​ที่สูกิน...​...​...​...​...​...​จึงก่อเกิดมา​เป็นคน
ข้าวนี้นะมีรส...​...​...​...​...​...​.ให้ชนชิมทุกชั้นชน
เบื้องหลังสิทุกข์ทน...​...​...​...​​และขมขื่นจนเขียวคาว

เช่นเดียว​กับงานชื่อ "ทะเลชีวิต" ของ "จิตร ภูมิศักดิ์" ก็ถูกนำมาใส่ทำนองเพลงจนติดตราตรึงใจ​แม้จนขณะนี้

ลมหวิว...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​เจ้าแผ่วโชยพลิ้วมาปลอบใจข้า
สิ่ง​ที่ใฝ่ฝันจงอย่าโรยรา...​...​...​...​...​...​บรรเจิดอยู่​บนนภา​ที่แสนไกล
ดวงดาวเอ๋ยวอนดาวโปรดจงปราณี...​...​...​...​.วานดาวชี้ทิศทางให้แก่​เพื่อนใจ
จงส่งผองพลังยืนหยัดสู้​ไป...​...​...​...​...​ฝ่าฟันจน​เขามีชัยอยู่​ทุกคืนวัน

หรืออย่าง "บทกวีนิรนาม" บทนี้

ทางข้างหน้าลางเลือนเหมือนว่างเปล่า
แดด​จะเผาผิวผ่องเธอหมองไหม้
​ที่ตรงโน้นมีหุบเหวมีเปลวไฟ
​ถ้าอ่อนแอ​จะก้าว​ไปอย่างไรกัน

อนาคตนั้น​ช่างคดเคี้ยว
มันลดเลี้ยวเลี้ยว​ไปใช่สุขสันต์
ยากลำบากใช่เพียงแค่ชั่ววัน
​แต่​จะ​ต้องฝ่าฟันจนวันตาย

บนหนทาง​แม้มีสิ่งใดขวาง
ไม่อาจกางกั้นฉัน​และเธอ​ได้
หนทางนี้สัญญาอย่างมั่นใจ
ด้วยพลังยิ่งใหญ่ในศรัทธา

​จะขอฝ่าฟันข้าม​ความทุกข์ยาก
​จะลำบากเราสู้ดูเถิดหนา
​จะร่วมแรงร่วมกันด้วยศรัทธา
ทางข้างหน้าสู่ชัย​ที่หมายปอง

บทกวีข้างต้นนี้ ไม่ทราบผู้​แต่งแน่ชัด ​แต่ก็ปรากฎรูป​เป็นบทเพลง ชื่อ "สู่เส้นชัย" ​โดยวง "พลังเพลง"

เช่นเดียว​กับบทกวีอีกหลายชิ้น ​ที่​เป็นบทเพลง ​โดยวง "พลังเพลง" อาทิ "ดอกไม้" ของ "จิรนันท์ พิตรปรีชา" ​ที่​เป็นเพลงในชื่อเดียวกัน

ดอกไม้...​...​...​...​...​...​...​ดอกไม้​จะบาน
บริสุทธิ์กล้าหาญ...​...​...​.​จะบานในใจ
สีขาว...​...​...​...​...​...​...​...​หนุ่มสาว​จะใฝ่
แน่วแน่แก้ไข...​...​...​...​...​.จุดไฟศรัทธา

หรือ บทกวี "เพลงเถื่อนแห่งสถาบัน" ของ "วิทยากร เชียงกูล" ก็ถูกนำมา ​เป็น​ส่วนหนึ่ง​ของบทเพลงชื่อ "เป้าหมายการศึกษา" ​โดยวง "พลังเพลง"

(พูด)...​...​ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง...​...​...​ฉันจึงมาหา​ความหมาย
...​...​...​...​ฉันหวังเก็บอะไร​​ไปมากมาย​...​..สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว
เพียงหวัง​จะเฟื่องฟุ้ง...​...​...​หรือจึงมุ่งมาศึกษา
เพียง​เพื่อปริญญา...​...​...​...​​เอาตัวรอดเท่านั้น​ฤๅ
แท้ควรสหายคิด...​...​...​...​..​และตั้งจิตร่วมยึดถือ
รับ​ใช้ประชา​คือ...​...​...​...​...​.ปลายทางเรา​ที่เล่าเรียน

อีกชื่อหนึ่ง​ ​ที่คุ้นเคย​เป็นอย่างดี ​โดยเฉพาะในสายธารของคนเดือนตุลา ชื่อของ "ธีรศักดิ์ อัจจิมานนท์" ​กับร้อยกรองหลายชิ้น ​ที่ถูกนำมา ใส่ท่วงทำนองเพลง เช่นว่า "รัตติกาล"

รัตติกาลนี้มัวมน...​...​...​...​...​.ฟ้าหม่นมืดมิดทรมา
เดือนเลื่อนลับอำลา...​...​...​...​.สีแดงทาบทาทั่วพื้นพนาแนวไพร
ฟ้าดับเดือนลับลาดิน...​...​...​..หรือสิ้น​ความหวังวางวาย
ดาวบนฟ้าประกาย...​...​...​...​.นั้น​ยังพร่างพรายตราบหัวใจคนมิเคยสูญสิ้นศรัทธา

หรือเพลง "คำสัญญาแห่งเดือนตุลาคม" (ผู้เขียน​คือ "กุลศักดิ์ เรืองคงเกียรติ"
หรือ จิ้น กรรมาชน)


กลางป่า​เขาเหน็บในหนาวลมผ่าน...​...​...​...​.คืน​ที่แสงจันทร์มี​ความหมาย
ภาพแห่ง​ความหลังยังฝังใจมิแหนงหน่าย...​..อุดมการณ์​ที่ฝันใฝ่ยังติดตรึง
พอรุ่งสางลางลางแสงทองส่อง...​...​...​...​...​..วัน​ที่สมปองคงมาถึง
​ความรัก​ที่ปรารถนาพาใจให้คิดคำนึง...​...​...​.ทะเล​แม้ขวางตรึง​จะฝ่า​ไป
ส่งเพลงบทนี้ผ่านข้ามขอบฟ้า...​...​...​...​...​...​.คำสัญญาแห่งเดือนตุลามิลืมเลือน
ยังย้ำเตือนคิดถึง​เพื่อนผู้จาก​ไป...​...​...​...​...​..ยังย้ำเตือนคิดถึง​เพื่อนผู้จาก​ไป

บทเพลงบทนี้ หลังจาก​ที่ "กุลศักดิ์ เรืองคงเกียรติ" หรือ "จิ้น กรรมาชน"
กลับจากป่าสู่เมือง ​ได้ปรับเนื้อหาใหม่ ​และให้ วงสตริงวัยรุ่นแห่งยุคสมัย นาม "สาว สาว สาว" ขับร้อง ในชื่อเพลง "คำสัญญา"

กลางหาดทรายเหน็บในหนาวลมผ่าน...​...​...​คืนนี้แสงจันทร์มี​ความหมาย
ภาพแห่ง​ความหลังครั้งเราเคยชิดใกล้.....​...​..แรกรักฝังใจยังติดตรึง
พอรุ่งสางลางลางแสงทองส่อง...​...​...​...​...​...​วัน​ที่สมปองคงมาถึง
รัก​ที่ปรารถนาพาใจให้คิดคำนึง...​...​...​...​...​...​ทะเล​แม้ขวางตรึง​จะฝ่า​ไป
ส่งเพลงบทนี้ผ่านข้ามขอบฟ้า...​...​...​...​...​...​..คำสัญญาอยู่​คู่ฟ้า​และดาวเดือน
ยังย้ำเตือนไม่รู้เลือน​ไปจากใจ...​...​...​...​...​...​..ยังย้ำเตือนไม่รู้เลือน​ไปจากใจ

​ความหมาย​ที่ปรับเปลี่ยนในเนื้อหาเพลงบทหลัง หากอยู่​ในกรอบ​ความคิด​เพื่ออุดมการณ์ ก็ยังอาจเห็นภาพของ "​ความรัก" ในห้วงเวลาของการต่อสู้​ได้ ​และหากมองผ่านกรอบคิด ของยุคสมัยของ "สาว สาว สาว" ในมุมมอง "​ความรัก" ของหนุ่มสาว ก็ยังงดงามนัก นี่อาจ​เป็นอีกเสน่ห์ของนัย​ความหมาย​ที่ซ่อนอยู่​หลายนัย ของ "วรรคทอง" ​ที่ "โดนใจ" กระมัง

อีกคนหนึ่ง​ ในกระแสของคนเดือนตุลาคม ชื่อนี้ ก็คง​ต้องบันทึกไว้ด้วยเช่นกัน "เสกสรรค์ ประเสริฐกุล" คู่ชีวิตของ "จิรนันท์ พิตรปรีชา" ณ วันนี้ ​เป็นนักวิชาการ ​ที่ทรงพลังยิ่ง ​ทว่า สำหรับการต่อสู้ในอดีต ก็มีบทกวีชื่อ "​ความคับแค้น" ​ที่ถูกนำมาใส่ทำนองเพลงในชื่อเดียวกันเช่นกัน

​ความคับแค้นครั้งนี้...​...​...​...​...​..จงแปรเปลี่ยน​เป็นพลัง
ให้กล้าแกร่งดุจดังพายุโหม
เรา​จะลุกขึ้น​สู้...​...​...​...​...​...​...​...​เรา​จะยอมสู้ตาย
​แม้ชีวา​จะวายเราก็ยอมพลี

ในสายธาร​เพื่อชีวิต อีกชื่อหนึ่ง​ ​ที่ยังคงอยู่​ ​แม้ร่างกาย​จะลาลับ​ไปแล้ว​ ก็​คือ "ประเสริฐ จันดำ" ชื่อนี้ ​กับชิ้นงานร้อยกรอง ​และร้อยแก้วมากมาย​ ​ซึ่งล้วนแล้ว​​แต่มีเนื้อหารับ​ใช้สังคม​ทั้งสิ้น ชิ้นงานชิ้นหนึ่ง​ถูกเขียนขึ้น​ หลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ หลังจาก​ที่เจ้าตัวกลับ​ไปทำนา ​ที่หมู่บ้านซับแดง จ.ขอนแก่น กระทั่ง "วีรศักดิ์ สุนทรศรี" หนึ่ง​ในสมาชิกคาราวานตาม​ไปสมทบ ก็ทำให้ "ประเสริฐ" เกิดแรงบันดาลใจ เขียนงานชื่อ "แปนเอิดเติด" ​และกลายมา​เป็นบทเพลง ของ "คาราวาน" ในเวลา​ต่อมา

แปนเอิดเติด...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​..สายน้ำระเหิดระเหยหาย
ทุ่งโล่งโจงโปงไม้ยืนตาย...​...​...​...​...​...​...​.ลมแล้งแรงร้ายอยู่​ตาปี
อิสานแดนดิน​ที่ดาลเดือด...​...​...​...​...​...​...​สายเลือดปู่สังกะสาย่าสังกะสี
ธรรมชาติไม่เคยปราณี...​...​...​...​...​...​...​...​ทุรชาติมาย่ำยีกินแรง
ว่างเปล่าเหลือแสนแปนเอิดเติด...​...​...​...​.เราเกิดในสังคมยื้อแย่ง
ไม่มีข้าวไม่มีปลาป่าแล้ง...​...​...​...​...​...​...​.ไม่มีแสงสว่างทางชีวิน
ว่างเปล่าเหลือแสนแปนเอิดเติด...​...​...​...​..รอระเบิดกาลเวลาถล่มสิ้น
ผู้คนกดขี่สูญสลายจากธรณิน...​...​...​...​...​.ว่างเปล่าเหมือนดินถิ่นอิสาน

หรืออีกชิ้นงานหนึ่ง​ ของ "ประเสริฐ" ​ที่เขียนขึ้น​ ณ บ้านลาดพร้าว ในคราว​ที่ "วิสา คัญทัพ" ​และ "สุรชัย จันทิมาธร" พักอยู่​ร่วมกัน ในห้วงเวลา ปี ๒๕๑๘ เนื้อหาของบทร้อยกรอง เก็บ​เอา​ความรู้สึกจาก "หมู่บ้านซับแดง" จ.ขอนแก่น มาบรรยาย ​และกลาย​เป็นบทเพลง​ที่ชื่อ "จดหมายชาวนา" ​เมื่อ "ประเสริฐ" เลือกเดินทางเข้าป่า ​เพื่อร่วมต่อสู้​กับ พคท.(ในยุคนั้น​)

จดหมายชาวนาฉบับ​นี้...​...​...​...​...​...​เขียน​ที่บ้านป่าดงดอน
เขียนถึงผู้อยู่​ในนคร...​...​...​...​...​...​...​.อัน​ความเดือดร้อนชาวนายิ่งใหญ่
ทำนาก็บ่​ได้ข้าว...​...​...​...​...​...​...​...​...​ทำไร่ก็บ่พอกิน
ยากแค้น​ไปทั่วแดนดิน...​...​...​...​...​...​..ถูกขูดรีดกินเราแทบอดตาย

​เพื่อนเอ๋ยจงเห็นใจเฮาบ้าง...​...​...​...​...​อย่าสร้างแอกกดคอกัน
ชีวิตมันไม่ใช่​ความฝัน...​...​...​...​...​...​...​ธรรมชาติลงทัณฑ์ก็ยังพอทน
เห็นใจคนจนบ้างเถิด...​...​...​...​...​...​...​.เราเกิดมา​เป็นคนเหมือนกัน
อย่าเย้ยอย่าเหยียดหยามหยัน...​...​...​..เราคนเหมือนกันมันบ่มีชั้นชน

ยากจนอย่าตามเข่นฆ่า...​...​...​...​...​...​.ชาวนา​จะหันต่อกร
โปรดจงช่วยไถ่ช่วยถอน...​...​...​...​...​...​.โอ้แสนออนซอนพวกเราชาวนา
ชนชั้นมันแยกกันไม่​ได้...​...​...​...​...​...​...​คนไทยร่วมแผ่นดินทอง
ยากแค้นอดอยากปากหมอง...​...​...​...​..อย่าให้เฮา​ต้องลุกฮือถือปืน

อัน​ที่จริง บทร้อยกรอง​ที่ถูกนำมาใส่ท่วงทำนองเพลงมีอยู่​ไม่น้อยทีเดียว ​แต่หาก​จะกล่าวถึงเฉพาะในสายธาร​เพื่อชีวิต "คาราวาน" ก็นำมา​ใช้มิใช่น้อย ​ซึ่งสมาชิกของวง "คาราวาน" ​แต่ละคน ก็ล้วนแล้ว​​แต่มีวิญญาณ "คนกวี" ​ทั้งสิ้น งานชิ้นหนึ่ง​ของ "คาราวาน" ​ที่ฝังลึก​เป็นแม่แบบ ก็​คือ "คน​กับควาย"

"คน​กับควาย" ​เป็นงานเขียนของ "สมคิด สิงสง" มี "สุรชัย จันทิมาธร" ใส่ทำนองเพลง ​โดยนำท่วงทำนองเพลงสากลของ BOB DILAN ในชื่อเพลง MASTER OF WAR มา​ใช้​เป็นแม่แบบ

ในยุคนั้น​ ปัญหาเรื่อง​ลิขสิทธิยังไม่​เป็น​ที่พูดถึงมากนัก ​และการหยิบยืม-ถ่ายเท ท่วงทำนอง​ระหว่างกัน ในสายธารวัฒนธรรม ก็ไม่สู้มีปัญหามากนัก ​โดยเฉพาะ​เมื่อผู้หยิบยืมบอกกล่าวถึง​ที่มา ​จะเห็น​ได้ว่า เฉพาะเพลง "คน​กับควาย" อันมี​ที่มาจากเพลงสากลของ BOB DILAN ก็มีเพลงลูกทุ่งอีกเพลงหนึ่ง​ ​ที่​ใช้ทำนองเพลงเดียวกันนั่นก็​คือเพลง "เราคนจน" ขับร้อง​โดย "สดใส ร่มโพธ์ทอง"

คน​กับควาย : คาราวาน
คน​กับคนทำนาประสาคน...​...​...​...​...​คน​กับควายทำนาประสาควาย
คน​กับควาย​ความหมายมันลึกล้ำ...​...​ลึกล้ำทำนามาเนิ่นนาน
แข็งขันการงานมาเนิ่นนาน...​...​...​...​...​สำราญเรื่อยมาพอสุขใจ
​ไปเถิด​ไปพวกเรา​ไปเถิด​ไป...​...​...​...​...​.เราแบกปืนแบกไถ​ไปทำนา
ยากจนหม่นหมองมานานนัก...​...​...​...​.นานนักน้ำตากุตกใน
ยากแค้นลำเค็ญในหัวใจ...​...​...​...​...​...​ร้อนรุ่มเพียงใดไม่หวั่นเกรง
​เป็นบทเพลงเสียงเพลงแห่ง​ความตาย...​.​ความ​เป็นคนสลายลง​ไปพลัน
กฎุมพีกินแรงแบ่งชนชั้น...​...​...​...​...​...​..ชนชั้นชาวนาจึงต่ำลง
เหยียดหยามชาวนาว่าป่าดง....​...​...​...​..สำคัญมั่นคง​คือมันตาย

เราคนจน : สดใส ร่มโพธ์ทอง
เรามันคนชาวนาอยู่​​กับควาย...​...​...​...​..เรามันคนจนจนคนเดียวดาย
หน้าหนาวหน้าร้อนเราก็นอนหนาว...​...​ขาดสาวเคียงอยู่​คู่หมาย
แน่แล้ว​ตัวเราคงหนาวตาย...​...​...​...​...​.ไร้สาวคู่กายแนบอุรา
โอ้ชาวนาหน้าดำกำด้ามเคียว...​...​...​...​​ใคร​จะมาแลเหลียวให้เกี่ยวพา
สู้ทนอาภัพจับคันไถ...​...​...​...​...​...​...​...​.ผิวกายดำขำตามประสา
ตากฝนตากลมตรมอุรา...​...​...​...​...​...​...​มีไอ้ทุยเล็มหญ้าอยู่​ริมทาง

การถ่ายเททางวัฒนธรรม ​ซึ่งกิน​ความถึงการหยิบยืมมา​ใช้ ในลักษณ์เช่นว่านี้ ​เป็น​ไปตามห้วงเวลา​ที่ล่วงผ่าน ​ทว่า ก็ทำให้เกิดชิ้นงานร้อยกรองดี ๆ​ หลายชิ้นกระทั่งนำมาสู่บทเพลงดี ๆ​ ​ที่อยู่​ใน​ความทรงจำอีกหลายชิ้น

เช่นว่า เพลงชื่อ "จิตร ภูมิศักดิ์" ของ "คาราวาน" ​ซึ่งเขียนขึ้น​ ณ ไร่ "คำสิงห์ ศรีนอก" หรือ "ลาว คำหอม" นักเขียนนามอุโฆษ ​ซึ่งมี​ที่มา มาจากเพลง JOHN BARLEY COM ของ วง TRAFIC ​ซึ่งวง TRAFIC ก็​ได้อิทธิพล​ความคิด​และทำการดัดแปลง มาจากเพลง ของ BOB DILAN ในขณะ​ที่ BOB DILAN เอง ก็เขียนเพลงขึ้น​​โดยการดัดแปลงมาจากเพลงพื้นบ้าน ของ ไอริช

​เขาตายในชายป่า...​...​...​...​...​..เลือดแดงทาดินเข็ญ
ยากเย็นข้นแค้นอับจน
...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​..
...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​.
​เขาตายเหมือนไร้ค่า...​...​...​...​..​แต่​ต่อมาก้องนาม
ผู้คนไถ่ถามอยากเรียน
ชื่อ "จิตร ภูมิศักดิ์"...​...​...​...​...​..​เป็นนักคิดนักเขียน
ดั่งเทียนผู้ถ่องแท้แก่คน

เช่นเดียว​กับเพลง "สานแสงทอง" ของ "คาราวาน" ​ที่ "สุรชัย จันทิมาธร" เขียนขึ้น​​เป็นบทกวี ​และหยิบยืมทำนองเพลงสากล ชื่อ FIND A COST OF FREEDOM ของ CROSBY STILL NASH (AND) YOUNG

สานแสงทอง
ขอผองเรา จงมาร่วมกัน...​...​...​...​...​ผูกสัมพันธ์ยิ่งใหญ่
สานแสงทองของ​ความ​เป็นไทย...​...​.ด้วยหัวใจบริสุทธิ์

​และยังมี งานอย่าง "ตายสิบเกิดแสน" ของ "คาราวาน" ​ที่มี​ที่มาจากเพลง IT’S HARD RAIN GONNA FALL ของ BOB DILAN

ตายสิบเกิด​เป็นแสน...​...​...​...​.​เพื่อถมแทนผู้สูญดับ

หรือ "สิ่งฝันในใจนี้" ​ที่มี​ที่มาจากเพลง BLOWING IN THE WIND ของ BOB DILAN

สิ่งฝันในใจนี้...​...​...​...​...​เรา​จะมี​ความทุกข์ร่วมกัน
เราฝันเรา​จะมี​ความสุขร่วมกัน

หรือ "แดนเสรี" ของ "คาราวาน" ​ที่มี​ที่มาจากเพลง LET FREEDOM RING ของ TERRY ALLEN จากหนังเรื่อง​ AMERISIA

แดนเสรี
เมืองเรา​คือเมืองไมตรี...​...​...​...​...​นี้​คือดินแดนเสรี
ข้า​ได้อุ่นอิง
ขแมร์ ลาว มอญ จีน ไทย...​...​...​..หลายแนวหลายพันธ์เรียงราย
ขาว ดำ เหลือง แดง ไสว...​...​...​...​..ทำมาหากิน

LET FREEDOM RING
MY COUNTRY IT’S OF THEE...​...​...​...​...​..SWEET LAND OF LIBERTY
OF TREE I SING
LAND OF THE PIGRIM’S PRIDE...​...​...​...​..LAND WHERE MY FATHER DIE
FROM EVERY MOUNTAIN SIDE...​...​...​...​.. LET FREEDOM RING

นอกจากการถ่ายเททางวัฒนธรรม ​ทั้งในรูปของการรับอิทธิพล จนถึงการหยิบยืม ​และปรากฏชิ้นงานร้อยกรองชั้นดี จนนำสู่บทเพลงชั้นดีแล้ว​ ยังมีงานอีกหลายชิ้น ​ที่เกิดจากแรงบันดาลใจต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ​ ​และก่อเกิด​เป็นชิ้นงานร้อยกรอง กระทั่งนำสู่การใส่ท่วงทำนอง ​เป็นบทเพลง​ที่ทรงคุณค่า ​และงานอย่าง "ล่องป่าบุ่น" ​ที่ "มงคล อุทก" หนึ่ง​ในสมาชิกคาราวานเขียนขึ้น​จากเหตุการณ์ "บ้านล่องป่าบุ่น" แล้ว​ให้นักร้องหญิงแห่งวง "คุรุชน" ขับร้อง​เป็นคนแรก ก่อน​ที่​จะนำงานชิ้นนี้ ​ไปร่วมวง ​กับ "ซุยกิว" ของ ญี่ปุ่น บันทึกบทกวีมีทำนองชิ้นนี้ ให้งดงามอยู่​ใน​ความทรงจำ​ต่อมา

อุ่นจากใจแม่เอย...​...​...​...​...​...​...​...​..​ใครไหนเลย​อยากจากจร
บ้านเคยอยู่​อู่เคยนอน...​...​...​...​...​...​..จำ​ต้องจรจากลา
เหลือเพียง​แต่เสาเผาดำ​เป็นตอ...​...​...​โอ้นี่แหละ​หนอ​เขาทำ​กับข้า
บ้านล่องป่าบุ่น​เป็นล่องน้ำตา...​...​...​...​สายธารธารา​ที่ข้าดื่มกิน
เหมือนนกต่างหมู่มาอยู่​ร่วมรัง...​...​...​...​ช่วยกันปลูกฝังสร้างจน​เป็นถิ่น
มาถูกเผาผลาญ​เพราะมารทมิฬ...​...​...​..​ต้องพลัดพรากถิ่นหมดสิ้นชาวบ้าน

ล่องป่าบุ่นแห่ง​ความหลัง...​...​...​...​...​...​เราทุกคนยังหวังกลับมา
ภาพ​ที่จำตรึงตรา...​...​...​...​...​...​...​...​...​.ยังไม่เลือนจากใจ

เปลวไฟไหม้ลามท่ามกลางตะวัน...​...​...​.​เป็นจริงใช่ฝันเผากันต่อหน้า
อ.ส.ถือไฟ โยนใส่หลังคา...​...​...​...​...​...​.เจ้านายยิ้มร่า แม่ข้าร้องไห้
พี่น้องชาวไทยจงไตร่ตรองดู...​...​...​...​...​.​จะให้ทนอยู่​กัน​ได้ไฉน
เจ็บปวดรวดร้าวยังจำติดใจ...​...​...​...​...​.ข้าขอลา​ไปหาไฟดับเพลิง

อุ่นจากใจแม่เอย...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​​ใครไหนเลย​อยากจากจร
ถิ่นเคยอยู่​อู่เคยนอน...​...​...​...​...​...​...​...​..จำ​ต้องจรจากลา
เสียงปืนเรียกขานก้องมาจากไพร...​...​...​.ลำบากเพียงไหนขอร่วมฟันฝ่า
จนกว่าชีวิตของข้าดับสูญ...​...​...​...​...​...​.บ้านล่องป่าบุ่น​ต้องฟื้นคืนมา

​และ​ถ้าพูดถึงในสายธาร​เพื่อชีวิต ​และการก้าวข้ามทางวัฒนธรรมของร้อยกรอง สู่การใส่ทำนองเพลง ชื่อของ "วิสา คัญทัพ" ก็คง​จะข้าม​ไปมิ​ได้ ​เพราะชิ้นงานร้อยกรองหลายต่อหลายชิ้น ถูกส่งผ่านมือ "สุรชัย จันทิมาธร" กระทั่งปรากฏ​เป็นบทเพลงงดงาม

เช่นว่า "น้ำท่วมฟ้า ปลากินดาว"

คนดีถูกฆ่ากลางถนน...​...​...​...​...​คนชั่วขึ้น​นั่งบังลังค์บน
ฟ้าฝนจึงไม่ตกมา

หรือ "คนภูเขา" ​ที่ "วิสา คัญทัพ" เขียนขึ้น​ ณ ไร่ "คำสิงห์ ศรีนอก" ​และ "สุรชัย จันทิมาธร" หยิบยืมทำนองเพลงสากลในภาพยนต์ NED KELLY อันมี MIC JACKER แสดงนำ ​และ "ศรีบูรพา" แปลไว้ ในชื่อเรื่อง​ "ฉันไม่อยาก​เป็นขุนโจร" มาใส่อย่างลงตัว

ร้อยดาวร้อยเดือนมา...​...​...​...​...​...​..ร้อยเคียวมาเรียง​เป็นวง
ร้อยใจสายใยยาว...​...​...​...​...​...​...​...​กูเกี่ยวดาวมาไว้ดิน
ชาวนาผู้ขมขื่น...​...​...​...​...​...​...​...​...​.​เขาหยัดยืนขึ้น​ถือธง
​คือคนคงคู่คน...​...​...​...​...​...​...​...​...​..เปล่งเสียงสู้เหนือภูพาน
​คือกู​ที่อยู่​ป่า...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​.​เป็นแนวหน้ากลางป่า​เขา
​คือดาว​ที่วาวเงา...​...​...​...​...​...​...​...​..อันทอดดวง​เพื่อปวงชน
ร้อยดาวร้อยเดือนมา...​...​...​...​...​...​...​ร้อยเคียวมาเรียง​เป็นวง
ร้อยชน​ที่ชูธรรม...​...​...​...​...​...​...​...​...​.ชน​จะนำ​ไปชูไท

นี่ย่อม​เป็น​ไปตามสายธาร​และการถ่ายเททางวัฒนธรรม ดุจเดียว​กับ "ร้อยบุปผา" ​ที่ร้อยสำนักประชันแข่งใจ

ร้อยบุปผาบาน​พร้อมพรัก...​...​...​...​...​...​.ร้อยสำนักประชันแข่งใจ
มวลดอกไม้พร่างำรายมา​พร้อมพลัน
ร้อยดอกงามเด่นตระการ...​...​...​...​...​...​.แย้มบานในดวงใจ
ชูช่อธรรมสง่างามในนามศิลปิน

นี่อาจ​เป็นเพียงบาง​ส่วนเสี้ยว ของสายธารร้อยกรอง​เพื่อชีวิต ​ที่ถูกนำมาใส่ท่วงทำนอง ​เป็นบทกวีมีทำนอง กระทั่งติดตราตรึงใน​ความทรงจำ ​และก็ยังมีอีกมากมาย​ ​ที่ยังคงอยู่​ ณ วันนี้

อีกชิ้นหนึ่ง​ ​ที่อยู่​ใน​ความทรงจำเช่นกัน ก็​คือ บทกวีของ "เฉินซัน" ​ที่ "ขรรค์ชัย บุญปาน" ​ได้อ่านบทกวีบทนี้ แล้ว​คิดว่า น่า​จะ​เป็นเพลง​ที่ดี จึงนำมาให้ "สุรชัย จันทิมาธร" ทำ​เป็นเพลง ​ซึ่ง "สุรชัย" ​ได้ดัดแปลงบาง​ส่วน ​แต่​ส่วนใหญ่ยังคงเนื้อหาหลักของ "เฉินซัน" ไว้

บทกวีชิ้นนี้ของ "เฉินซัน" ถูกใสท่วงทำนอง ​และ​เป็นบทเพลงชื่อ "ปรีดี พนมยงค์"

มาบัดนี้พ่อลาลับ​ไปจากโลก...​...​...​...​...​...​.ยัง​ความโศก​ความอาลัยให้สุดแสน
ลูกชาวธรรมศาสตร์ประกาศแทน...​...​...​...​..​จะยึดแน่นอุดมการณ์​ที่ท่านทำ

​คือวิญญาณเสรี...​...​...​...​...​ชื่อ"ปรีดี พนมยงค์"
​คือดาว​ที่ดำรง...​...​...​...​...​...​อยู่​คู่ฟ้าสถาวร
​คือเทียน​ที่ลาร้าง...​...​...​...​...​​แต่ส่องทางไว้สุนทร
​คือเกียรติ​ที่กำจร...​...​...​...​...​​และจารใจผู้ใฝ่ธรรม
​คือแสงธรรม​ที่นำฉาย...​...​...​.​คือ​ความหมาย​ที่เลิศล้ำ
​คือผู้ประศาสน์คำ...​...​...​...​.."ธรรมศาสตร์​และการเมือง"
ผู้พลิกประวัติศาสตร์...​...​...​.ประชาราษฎร์ให้โลกเลื่อง
​คือเสรีรองเรือง...​...​...​...​...​..ระยับอยู่​คู่ฟ้าดิน

อำลาอาลัย อำลาอาลัย...​...​...​...​...​.จากดวงใจทั่วธานินทร์
​แต่เจตนาจินต์จักสืบล่วง​เป็นพลัง

​คือหรีด​และมาลัย...​...​...​...​จากดวงใจชนรุ่นหลัง
สายใยไม่หยุดยั้ง...​...​...​...​.​แต่ยังอยู่​อย่างยืนยง
แม่โดมจักผงาด...​...​...​...​...​ธรรมศาสตร์จักดำรง
"ปรีดี พนมยงค์"...​...​...​...​..ประดับไว้ในโลกา
"ปรีดี พนมยงค์"...​...​...​...​..ประดับไว้ในโลกา

​ทั้งหมดข้างต้น ​เป็นเพียงบาง​ส่วนเสี้ยว ของร้อยกรอง ​ที่มาสู่บทกวีมีทำนอง ​ซึ่งคงอยู่​ผ่านห้วงเวลา​ที่ผ่านเลย​​ไป ​ทว่า ยังมี​ความงดงามอีกมากมาย​ ​ที่ยังคงอยู่​ ​เพื่อรอให้ชนรุ่นหลังสืบค้น ​และนำมาพูดคุยแลกเปลี่ยน อัน​จะนำสู่ประโยชน์​ทั้งในด้านการศึกษา ​และการยกระดับทางจิตวิญญาณ รวม​ไปถึงเรื่อง​อื่น ๆ​ อีกมากมาย​ จึงหวังใจว่า ผองเราจักร่วมกันร่วมวงเสวนา กันอย่างต่อ​เนื่องเต็ม​กำลังสืบ​ไป

ด้วยจิตคารวะ

//...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​....​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​๛

จากร้อยกรอง สู่บทกวีมีทำนอง (๒)
บางเสี้ยวของกระแสธารร้อยกรอง​เพื่อชีวิต
เขียน : อังคาร ๑ กรกฎาคม ๒๕๔๖
ผู้เขียน : ผู้งมงายในรัก
...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​.

บทกวีบทหนึ่ง​ของ "จิตร ภูมิศักดิ์" ​ที่จำหลักหนักแน่นใน​ความทรงจำ
ของสังคมไทย ก็​คือบทนี้

"​เพื่อลบคราบน้ำตาประชาราษฎร์
สักพันชาติจักสู้ม้วยด้วยหฤหรรษ์
​แม้ชีพใหม่มีเหมือนหวังอีกครั้งครัน
จักน้อมพลีชีพนั้น​​เพื่อมวลชน"

บทกวีบทนี้ "อาเวตีก อีสากยัน" กวีประชาชนแห่งอาร์มาเนีย เขียนไว้
​และ "จิตร ภูมิศักดิ์" ​ใช้นามปากกา "ศรีนาคร" แปลไว้
จากต้นฉบับ​บทกวีบทนี้

TO BANISH THE TRACE OF A TEAR
FROM YOUR EYE,
A THOUSAND DEATHS WOULD I GLADLY DIE ;
IF ONE MORE LIFE WERE GRANTED ME,
I’D SPEND THAT LIFE IN SERVING THEE.

"AVETIK ISAKYAN"
THE PEOPLE’S POET OF ARMENIA

กล่าวสำหรับ บทกวี​ที่ "จิตร ภูมิศักดิ์" แปลมาจากบทกวีของต่างประเทศ
ยังมีอีกชิ้นหนึ่ง​​ที่งดงามไม่แพ้กัน นั่น​คือบทกวีของ "หลู่ซิ่น" นักเขียน-กวี
ชาวจีนผู้เลื่องชื่อ ​ซึ่ง "จิตร" ​ใช้นามปากกา "ศิลป์ พิทักษ์ชน" แปลไว้ ​และ
​ได้รับการตีพิมพ์ใน "ปิตุภูมิ"

"​แม้คนพันบัญชาชี้หน้าเย้ย
จงขวางคิ้วเย็นชาเฉยเถิดสหาย
ต่อผองเหล่านวชนเกิดกร่นราย
จงน้อมกายก้มหัว​เป็นงัวงาน"

ชิ้นงานร้อยกรองของ "จิตร ภูมิศักดิ์"ล้วนแล้ว​​แต่ "ส่งสาร" บางประการ
ถึงสังคมในสายธารของการรับ​ใช้ชีวิต ไม่เฉพาะแค่การวิพากษ์สังคมการเมือง
เท่านั้น​ หาก​แต่ยังหมายรวมถึงการวิพากษ์ในภาค​ส่วนของ "ค่านิยม-วัฒนธรรม"
​ที่ฝังรากลึกในสังคม ​ซึ่งชาย​เป็นใหญ่อย่างต่อ​เนื่อง ​และร้อยกรองในรูปโคลง
ชิ้นนี้ "จิตร" ​ใช้นามปากกา "ขวัญนรา" เขียนวิพากษ์ไว้

สองสตันโฉมช้อยง่าน...​...​...​...​...​...​..งอนงาย
อัดอวบเอิบอาบกามฉาย...​...​...​...​...​...​เฉิดท้า
ตาวาววะวาบประกาย...​...​...​...​...​...​...​ไกวกวาด
ยิ้มยิ่งยิ้มเยาะฟ้า...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​ยั่วฟ้ายอเยิน

ดำเนินทวยระทดแท้...​...​...​...​...​...​...​.เทียวหนอ
ผายสะโพกสองเพลาคลอ...​...​...​...​.คลั่งเคล้น
ขดานดือเพล็ดแพล็มรอ...​...​...​...​...​.รัดรูป โอยแม่
ทวยระทึกสะท้านเต้น...​...​...​...​...​...​ตุบเต้นติวตัว

​เขาหัวหรรษ์หื่นห้า...​...​...​...​...​...​...​..โหเห
จุบปากบ้างเล็งคะ​เน...​...​...​...​...​...​...​แน่งเนื้อ
แสนหนาวสั่นโผเผ...​...​...​...​...​...​...​.ผาดเหือด หายพ่อ
ร้อนระอุอบอาบเชื้อ...​...​...​...​...​...​..โชติเชื้อกามเกลียว

​เมื่อกล่าวถึง "จิตร ภูมิศักดิ์" แล้ว​ ก็เห็น​จะ​ต้องหยิบยกชิ้นงานอีกบางชิ้น
ของ "อัศนี พลจันทร์" หรือ "นายผี" ​เพื่อ "รับสาร" ​ที่เปี่ยมอรรถรสอย่าง
ต่อ​เนื่อง ชิ้นงานนี้ชื่อ "ค้ากำไรเกินควร" ​ซึ่งพูดถึง "สงคราม" เห็นภาพทีเดียว

"เหล็กคืบเดียวดู​ไปไม่มีค่า
เหล็กบ้าบ้าบัดสีมีสนิม
ลองกลึงกลมกลองกลางให้บางริม
อาบยาอิ่มเออนี่มีราคา

​เป็นลำกล้องปืนกลแยบยลแท้
ฆ่าคนแน่-นอนกระไรให้พับผ่า !
​เป็นของดีมีคุณอุ่นอุรา
เออ​เอามาขายเล่นละ​เป็นรวย

อันเศษเหล็กรุงรังอยู่​ตั้งเยอะ
เออ,​เอาเถอะทำอาวุธสุด​จะสวย
การเงินทรุดหยุดชะงักตะหวักตะบวย
อาจอำนวยในค่าของอาวุธ

ทุนหนึ่ง​บาท​อาจขยาย​ได้ตั้งร้อย
ขายไม่น้อยนะหากมาก​ที่สุด
​เมื่อรบ​ไปยิ่งเปลืองเรื่อง​เร็วรุด
ขายไม่หยุดรวยใหญ่​ไปทีเดียว

ค้า​ความตายขายดี​เป็น​ที่หนึ่ง​
​เป็นสิ่ง​ซึ่งสัตบุรุษสุด​จะเสียว
ทรชนชอบใจกัน​ไปเ​ที่ยว
ค้าเต็มเหนี่ยวหน้าด้านค้านไม่ฟัง

เกิดสงครามลามไล่​ไปในโลก
ล้วนเรื่อง​โศกเศร้ากระไรเลือดไหลคั่ง
มือประชามาประชุมคุม​กำลัง
ย่อมอาจยั้งหยุดบ้าค้าสงคราม"

หรือชิ้นนี้ ของ "นายผี" ​ที่ชื่อ "วันเกิด​คือวันแก้ผ้า" อันตีพิมพ์ในคอลัมน์
"อักษราวลี"ของ "สยามสมัย" ก่อนปี ๒๕๐๐ ก็เปิดเปลือยให้เห็นภาพชัดนัก

"ฉลองเฉลิมเสริมขวัญในวันเกิด
ผมพูดเปิดออกให้เห็นใจหนา
พูดเหมือนวันแรกเกิดเปิดอุรา
​คือแก้ผ้าพูดกันไม่พรั่นพรึง

มี​ความชั่วเชิญว่ามาให้เห็น
​จะ​ได้​เป็นข้อคิดพินิจถึง
​ถ้า​ความดีมีบ้างอย่างคำนึง
ควรตะริดติ๊ดชึ่งให้ชื่นบาน"

พูดถึง "นายผี" แล้ว​ ก็​ต้องขอย้อนเรื่อง​ ​ไป​ที่บทกวี​ที่ชื่อ "อิศาน" อีกที ​เพราะ
ร้อยกรองชิ้นนี้ นอกจาก​จะถูกนำบาง​ส่วน ​ไปใส่ทำนองในเพลงชื่อ "คาราวาน"
ของวง "คาราวาน" แล้ว​ ก็ยังถูกนำ​ไปใส่ทำนองเพลงพื้นบ้านอีกด้วย ​โดยเพลง
ดังกล่าวนั้น​ นำท่อนท้ายของ "อิศาน" ​ไป​ใช้​เป็นบทเพลงหนึ่ง​เพลง

"ในฟ้าบ่มีน้ำ...​...​...​...​...​...​...​ในดินซ้ำมี​แต่ทราย
น้ำตา​ที่ตกราย...​...​...​...​...​...​..​คือเลือดหลั่งลงโลมดิน
สองมือเฮามีแฮง...​...​...​...​...​.เสียงเฮาแย้งมีคนยิน
สงสารอิศานสิ้น...​...​...​...​...​.อย่าซุด,สู้ด้วยสองแขน
พายุยิ่งพัดอื้อ...​...​...​...​...​...​...​ราวป่าหรือราบ​ทั้งแดน
อิศานนับแสนแสน...​...​...​...​สิ​จะพ่ายผู้ใดหนอ"

บทกวีข้างต้น ถูกนำใส่ทำนองเพลงพื้นบ้าน ​โดย "สมาน กาญจนผลิน"
​เป็นเพลงพิเศษ​ที่​ใช้ชื่อว่า "อิสานกำสรวล" ​และ​ใช้ "ระนาด" ​เป็น
เครื่องดนตรีหลัก เล่น​เป็นกรณีพิเศษ ​ที่หอประชุมจุฬาฯ ในงานต้อนรับ
คณะศิลปินไทย ภายใต้การนำของ "สุวัฒน์ วรดิลก" ​ที่เพิ่งเดินทางกลับ
จากเดินทาง​ไปแสดงศิลปแห่งชาติ ​ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน (ช่วงปี ๒๕๐๐)
งานนี้​ใช้ชื่องานว่า "บัวบานในแผ่นดินแดง" ​และบทเพลงพิเศษ "อิสานกำสรวล"
ก็กำเนิดขึ้น​ ​เพื่อสมทบทุนช่วยเหลือประชาชนอิสานนั่นเอง

ร้อยกรองของ "นายผี" ยังมี​ที่ถูกใส่ทำนอง​เป็นบทเพลงอีกจำนวนไม่น้อย ​และบทหนึ่ง​
​ที่ "นายผี" เขียนขึ้น​ ​โดยประสงค์ให้​เป็นบทเพลง ก็​คือ "ลำนำเจ้า​พระยา" ​ที่เขียนขึ้น​
ในช่วงปี ๒๕๐๐

"ลำน้ำเจ้า​พระยา...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​​เมื่อครามีแสงจันทร์ส่อง มอง​เป็นประกาย
แสงแวววาวดังดาวพราวพราย...​...​...​...​...​...​...​...​เย็นสบาย​เมื่อลมพัดโชยพริ้วมา
น้ำไหลเรื่อยลับ​ไป...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​ดูสุดสายตา น้ำไหล​ไปสู่ขอบฟ้า
ไหลเซาะฝั่งสาดดังซู่ซ่า...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​น้ำพัดพา​เอาโคลน​และตมจมหาย​ไป
ดูน้ำชวนให้หวนคิด​ความหลัง...​...​...​...​...​...​...​..​เมื่อไรสังคม​จะชื่นรื่นสดใส
​ความชั่วช้าลามกใดใด...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​..อีก​เมื่อไร​จะสูญลับ​ไป มวลประชา​จะชื่นรื่นรมย์
สำน้ำเจ้า​พระยา...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​.ไหล​ไปเถิดหนา พา​เอา​ความโสมม
ไหลท่วมล้างทั่วร่างสังคม...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​.โคลน​และตมจมหาย ลับ​ไปในทะเล"


ในสายธารกวี​เพื่อชีวิต "วรรคทอง" ​ที่จำหลักแน่นแน่นใน​ความทรงจำอีกบท
ย่อมเว้น​ที่​จะไม่กล่าวถึง "ระวี โดม​พระจันทร์" มิ​ได้ ​โดยเฉพาะบทกวี​ที่ทรง
พลังปลุกเร้ายิ่งบทนี้

"ตื่นเถิดเสรีชน
อย่ายอมทนก้มหน้าฝืน
ดาบหอกกระบอกปืน
ฤๅหาญสู้กระแสเรา"

หรืองานชิ้นนี้ ของ "ทวีป วรดิลก" ในนามปากกา "ทวีปวร" ในสายธาร​เพื่อชีวิตอีกคน

"จง​เป็นอาทิตย์​เมื่ออุทัย
เกรียงไกรในพลังสร้างสรรค์
​เพื่อ​ความดีงามร่วมกัน
แห่งชั้นชาวชนคนงาน
เข้ารวมร่วมพลังบังเกิด
แจ่มเจิดภพใสไพศาล
ชีพมืดชืดมาช้านาน
หรือ​จะทานแสงทองส่องฟ้า"

​และอีกคน ​ที่อยู่​ในช่วงรอยต่อก่อนเหตุการณ์หน้าประวัติศาสตร์ประชาชน
จนถึงกลอนในยุค "ชักธงรบ" ​ที่มีลีลาเฉพาะตัวก็​คือ "พนม นันทพฤกษ์"
​ซึ่งแนบแน่นอย่างยิ่ง​กับครู​ที่ชื่อ "สถาพร ศรีสัจจัง" แห่งดินแดนด้ามขวาน
​และนี่​คือ ร้อยกรอง​ที่ชื่อ "​คือนกว่ายเวิ้งฟ้า" ณ ปี ๒๕๑๔

"​คือนกว่ายเวี่ยเวิ้งฟ้า
ตะกายจิกดาวอยู่​ไหวไหว
​ไป่รู้ค่าเวลานาทีใด
ลอยมาลอย​ไปไร้วารวัน
เสพย์กินเพียงทิพย์ธรรมชาติ
บริสุทธิ์พิลาส-สูงค่านั่น
​แม้เพียงเศษหัวใจก็​ไป่ปัน
ให้​ความไหวหวั่น​ทั้งถ้วนมวล"

อัน​ที่จริงในกระแสของสายธาร​เพื่อชีวิต กวี​และบทร้อยกรอง ยังจำแนกมุมมอง
​ที่​เป็น​ไปตามทัศนคติ ​และมุมมองต่อโลก ​ซึ่ง​ความแตกต่างในมุมมอง หาใช่
​ความแตกแยกในกระแสธารหลัก หาก​แต่​เป็นการนำเสนอ​มุมมอง ​ทั้งในภาพจริง
​และสิ่งฝัน ​เพื่อสะท้อนปรากฏการณ์ในสังคมขณะนั้น​

ในห้วงเวลาปี ๒๕๒๔ (๑๗ก.ย.๒๕๒๔) นิสิตอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
​ได้เชิญ "จ่าง แซ่ตั้ง" กวี​ซึ่ง​ได้ชื่อว่า สะท้อนภาพจริง ในรูปของ "ไร้ลักษณ์"มาร่วม
เสวนาในรายการ "บทกวีมี​เพื่อฝันเท่านั้น​หรือ" ในงานนี้ ผู้จัด​ได้รวบรวมบทกวี
เกี่ยว​กับ​ความฝัน ​ทั้งจากนักเขียน​และนิสิตจำนวน ๑๐ บทนำเสนอ​ ​และ "จ่าง แซ่ตั้ง"
​ได้เขียนบทกวี "​ความจริง"จำนวน ๑๐ บท หลังจากนั้น​ ​เพื่อแสดงทัศนะคู่ขนาน​กับ
บทกวี "​ความฝัน" จำนวน ๑๐ บทดังกล่าว

​และนี่​เป็นบาง​ส่วนของชิ้นงานบทกวี ​ที่ประกบคู่มุมมองคู่ขนาน ​ระหว่างบทกวี​ที่ชื่อ
"​ความฝันในชนบท" ของ "วิทยากร เชียงกูล" ​กับ "​ความจริง ๑ (มิใช่​ความฝัน)"
ของ "จ่าง แซ่ตั้ง"

​ความฝันในชนบท : วิทยากร เชียงกูล
"​จะสอยดาวสาวเดือน​ที่เกลื่อนฟ้า
มาทำอาหารให้คนไร้สิ้น
ฟันนภา​ที่เห็นออก​เป็นชิ้น
​เอามาสินเย็บ​เป็นเสื้อ​เพื่อคนจน
จับ​เอาดวงตะวันอันกว้างใหญ่
จัดสรรให้คนพำนักพักอาศัย
เ​ที่ยวรวบรวมธาตุมา​ทั้งสากล
แล้ว​คิดค้นปรุง​เป็นยาฆ่าโรคภัย"

​ความจริง ๑ (มิใช่​ความฝัน)" : จ่าง แซ่ตั้ง
"เพ้อฝันสอยดาวสาวเดือน
คนไร้สิ้น​ต้องการอาหารจริงจริง
เพ้อเจ้อฟันนภาออก​เป็นชิ้นชิ้น
คนจน​ต้องการเครื่องนุ่งห่มจริงจริง
เพ้อจับตะวัน​เป็นแดนดิน
ผู้คน​ต้องการพำนัก​ที่​เป็นจริง
ธาตุ​ทั้งสากล​ที่เพ้อฝัน
ก็​เป็นยาฆ่าโรคภัยไม่​ได้เลย​"

ว่าตามจริง ในสายธารหลักของร้อยกรอง อาจบางทีล้วนอยู่​
ในกระแสธารเดียวกัน ไม่ว่า​จะแยกย่อยในชื่อเรียกอย่างไรก็ตาม
อาจบางที​เป็น​เพราะยุคสมัย ​และอาจบางทีก็อาจ​เป็น​เพราะรสนิยม
​ซึ่งในบางครั้ง สายธารหลักก็แตกสาย ​และในหลายครั้ง สายธารสายนี้
ก็กลับมาหลอมรวม​เป็นกระแสหลักแห่งยุคสมัยหนึ่ง​ ๆ​ ​ได้

"เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์" กวีรัตนโกสินทร์ เคยจำแนกยุคสมัยของกาพย์กลอนไทย
แบบคร่าว ๆ​ ​เป็น ๕ ยุคหลัก ​ซึ่งทอดยาวต่อ​เนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ​ทว่า ก็ใช่​จะแบ่ง
แยกแบบตายตัวตัดขาดกัน​โดยสิ้นเชิง ​เพราะในช่วงคาบเกี่ยว​แต่ละยุค ก็มีรอยต่อ
ของการคาบเกี่ยวจากรุ่นต่อรุ่นเสมอมา

​และนี่​คือ ๕ ยุคสมัย​ที่แบ่ง​ส่วน ​เพื่อแสดงรอยต่อยุคสมัยของกาพย์กลอน

๑.​ความคิดใหม่
จัด​เป็นยุคต้น ​เป็นยุคกวีขุนนางนักเรียนนอก ​ซึ่งถ่ายเทวัฒนธรรมตะวันตกมาสู่สังคมไทย
ยุคนี้ มี น.ม.ส. , ครูเทพ ฯลฯ ​เป็นตัวแทนยุคสมัย

๒.ใฝ่การเมือง
ช่วงยุครอยต่อ หลังยุคสงครามโลกครั้ง​ที่ ๒ ยุคนี้ มี นายผี , จิตร ภูมิศักดิ์ , อุชเชนี (ประคิน ชุมสาย ณ อยุธยา , นิด นรารักษ์) , ทวีปวร (ทวีป วรดิลก) ฯลฯ
​เป็นตัวแทนยุคสมัย

๓.เฟื่องการรัก
​เป็นยุคถัดมา ​ซึ่งว่าตามจริงก็อาจ​จะเรียกว่า อยู่​ในยุคมืด เผด็จการปิดหูปิดตา ไม่เพียงเฉพาะ
นักกลอนหาก​แต่สังคม​โดยรวมในทุกแขนง ล้วนแล้ว​​แต่​ต้องระมัดระวังการนำเสนอ​​ความคิด
​ทั้งสิ้น ยุคนี้ มี สวัสดิ์ ธงศรีเจริญ , ประยอม ซองทอง ฯลฯ ​เป็นตัวแทนยุคสมัย

ตัวอย่างงานของ "สวัสดิ์ ธงศรีเจริญ"

"​จะให้สัตย์ซื่อต่อก็เสียหน้า
​จะร้างลาเลิกรอก็เสียหาย
​จะฝืนสาวเล่าหนอก็เสียดาย
กลืนหรือคายมันก็ฝืดผะอืดผะอม"

ตัวย่างงานของ "ประยอม ซอมทอง"
"​เพื่อพักผ่อนนอนหลับในทับทิพย์
ชมดาววิบแวมวอมในอ้อมสรวง
ระรื่นรินกลิ่นผกาบุปผาพวง
ลิ้มผึ้งรวงหวานลิ้นด้วยยินดี"

๔.ชักธงรบ"
ช่วงรอยต่อจนถึงยุค ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ท่ามกลางกระแสเรียกร้องประชาธิปไตย
ตัวแทนยุคสมัย​ที่ร่วมกันปลุกเรามีอาทิ รวี โดม​พระจันทร์ , วิสา คัญทัพ ฯลฯ

๕.ยังไม่พบเส้นทาง
หลังเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ นามปากการะบาด ปกปิดตัวตน หลังการปะทะถึงขั้น
แตกหักของทฤษฎี​ความเชื่อทางการเมือง ห้วงเวลานี้ มีการ​ใช้สัญลักษณ์อย่างมาก
เช่นเดียว​กับ ลำนำกลอนเปล่า​ที่มีมากขึ้น​ ​และมีกลุ่มกวีท้องถิ่นมากขึ้น​ จน​เป็นกระแสธาร
หลากทั่วสารทิศ ไม่อาจไหลรวมสู่กระแสเดียวกัน

อนึ่ง ในช่วงรอยต่อ​ระหว่างยุค "เฟื่องการรัก" ​กับ "ชักธงรบ" กลุ่ม "​พระจันทร์เสี้ยว" มี
บทบาท​อย่างยิ่ง ในการปลุกเร้า​ความคิด กระทั่งสู่ยุคของ "ชักธงรบ"
กลุ่ม "​พระจันทร์เสี้ยว" มีตัวแทน​ที่โดดเด่น อาทิ สุชาติ สวัสดิ์ศรี , วิทยากร เชียงกูล , วินัย
อุกฤษณ์ (ผู้เขียนเพลง "นกสีเหลือง" ของ "คาราวาน")

เก็บ​เอาบาง​ส่วนเสี้ยวของเรื่อง​ราวในสายธาร​เพื่อชีวิต มาบอกเล่าแลกเปลี่ยน ด้วยหวังใจถึง
ประโยชน์ของการเรียนรู้ร่วมกัน ​และหวังใจถึงการก้าวเดินต่อ​ไปในสายธารแห่งร้อยกรอง
​ซึ่งร้อยรัดชีวิตเข้าด้วยกัน​กับสังคม​โดยแท้จริง

ด้วยจิตคารวะ

//...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​.๛

จากร้อยกรอง สู่บทกวีมีทำนอง (๓)
บางเสี้ยวของกระแสธารร้อยกรอง​เพื่อชีวิต
เขียน : พฤหัสบดี​ที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๔๖
ผู้เขียน : ผู้งมงายในรัก
...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​.

มาพูดคุยเสวนาแบบ "เพลงพา​ไป" กันต่อ ถึงบรรทัดนี้ นำบางชิ้นงาน ของ "จิตร ภูมิศักดิ์" ​ซึ่ง​เป็นบทเพลง ในชื่อ "เสียงเพรียกแห่งมาตุภูมิ" มาฝาก

"เสียงเพรียกจากมาตุภูมิ" ​เป็นบทเพลง​ที่เขียนบอกเล่า​ความรู้สึก​ที่มีต่อแผ่นดินแม่ ในยาม​ที่​ต้องพรากถิ่น เข้าร่วมการต่อสู้​เพื่อสิทธิ​และเสรีภาพ อันเสมอกันของมวลชนผู้ทุกข์ยาก ก่อน​ที่ท้าย​ที่สุด ​จะ​ได้​ความตาย​เป็นผลตอบแทน

"พฤษภา (๒)๕๐๙ แดดลบเงาจางหาย...​...​...​​เขาตายอยู่​ข้างทางเกวียน
...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​..
ชื่อ "จิตร ภูมิศักดิ์" ​เป็นนักคิดนักเขียน...​...​...​..ดั่งเทียนผู้ถ่องแท้แก่คน"
...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​(เพลง "จิตร ภูมิศักดิ์" : คาราวาน)

...​...​...​...​...​...​...​เสียงเพรียกแห่งมาตุภูมิ...​...​...​...​...​
ม่านฟ้ายามค่ำ...​...​...​...​.....​...​...​...​..ดั่งม่านสีดำม่านแห่ง​ความร้าวระบม
เปรียบเหมือนดวงใจมืดทึบระทม...​...​พ่ายแพ้ซานซมพลัดพรากบ้านมา
ต่อสู้กู้ถิ่น...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​​เพื่อสิทธิเสรี​เพื่อศักดิ์​และศรีโสภา
จึงพลัดมาไกลทิ้งไว้โรยรา...​...​...​...​...​.​จะร้างดั่งป่าอยู่​นับปี
...​.เคยสดใสรื่นเริงดั่งนกเริงลม...​...​...​.ถลาลอยชื่นชมอย่างมีเสรี
...​.​แม้ร้อยวังวิมาน​ที่มี...​...​...​...​...​...​...​มิเทียมเทียบปฐพี​ที่รักมั่น
...​​ความใฝ่ฝันแสนงาม​แต่ครั้งเคยเนา...​ชื่นหวานในใจเราอยู่​มิเว้นวัน
...​​ความหวังเอยไม่เคยไหวหวั่น...​...​...​..ยึดมั่นว่า​จะ​ได้คืนเหมือนศรัทธา
แว่วเสียงก้องกู่...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​จากขอบฟ้าไกลแว่วดังจากโพ้นนภา
บ้านเอ๋ยเคยเนากังวานครวญมา...​...​...​รอคอยเรียกข้าอยู่​ทุกวัน

มีบางคำถาม​ที่ถามกันว่า ​ถ้า "จิตร ภูมิศักดิ์" ยังมีชีวิตอยู่​ ​จะวางตัวอย่างไรในสังคมยุคทุนนิยมครองโลก คำตอบก็อาจมีมากมาย​ ​แต่อย่างหนึ่ง​​ที่อาจเล็งเห็นผล​ได้ก็​คือ บั้นปลายของ "คนดี" ​ที่ทำ​เพื่อชน​ส่วนใหญ่ มักคาดผล​ได้ไม่ยาก ​โดยเฉพาะ​เมื่อ​ต้องหาญท้า "อำนาจ" ​และ "ชนชั้นผู้​ใช้อำนาจ" รูปธรรม เช่น "เทียนวรรณ" , "ป๋วย อึ้งภากรณ์" , "ปรีดีพนมยงค์" , "นายผี" ​และ ฯลฯ ก็อาจ​เป็นสิ่ง​ที่เห็น​ได้ประการหนึ่ง​

​ทว่า ใน​ที่สุด ประจักษ์แห่งผลของการกระทำ ก็​ได้พิสูจน์​ความคงทนของ "​ความดี" ​ที่ยังคงอยู่​เสมอ ​แม้สายธารกาลเวลาล่วงเลย​​ไปก็ตาม

ย้อน​ไป​ที่ "อัศนี พลจันทร์" หรือ "นายผี" อีกครั้ง ครานี้ นำบางชิ้นงาน​ที่ "นายผี" เขียน​โดย​ใช้นามปากกา "ศรีอินทรายุทธ" มาฝาก

"แสงทองอันรองเรือง...​...​...​...​...​มาประเทืองระทวยปราณ
ปราณีฤดีดาล...​...​...​...​...​...​...​...​ก็​ได้แรงบ่อิดโรย
แสงทองอันรองไร...​...​...​...​...​...​..มาส่องให้สิ้นเหี่ยวโหย
แช่มชื่นระรื่นโรย...​...​...​...​...​...​...​ด้วยลมเช้า​ชะลอโลม
แสงทอง​ที่ส่องถูก...​...​...​...​...​...​...​ทั่วร่างลูกแล​คือโคม
ทองส่องให้สิ้นโทม-...​...​...​...​...​...​-นัสเห็นหนทางจร"

​และอีกชิ้น ชื่อ "เพลงแห่งอิสรา" ​โดยนามปากกา "ศรีอินทรายุทธ"

"ในมือเรามีฆ้อน
มีระฆังอันดังตี
เพลงไพเราะเรามี
สำหรับขับให้ครื้นเครง
​คือฆ้อนแห่งธรรมะ
​และระฆังอันวังเวง
ตีครางอยู่​หง่างเหง่ง
เพรียก​เป็นเพลงแห่งอิสรา"

พูดถึงเรื่อง​การถ่ายเท ​ระหว่างชิ้นงานร้อยกรอง ​ไปสู่บทกวีมีทำนอง ก็เลย​นำงานเขียนร้อยกรอง ของ "สุรชัย จันทิมาธร" แห่งวง "คาราวาน" ​ซึ่งมี​ได้ถูกนำ​ไปใส่ทำนองเพลงมาฝากสักชิ้น

"ปรารถนาดนตรี...​...​...​...​...​ดีดสีตีเป่า
คลอควัน​และน้ำเหล้า...​...​...​สนุกสนานเฮฮา
เล่าเรื่อง​ให้เธอฟัง...​...​...​...​...​ถึง​ความหลัง​ความหน้า
ข้ามทะเลโค้งฟ้า...​...​...​...​...​..ตามสายลวดคดโค้ง
มี​ทั้งทุกข์​และสุข...​...​...​...​...​..ปลุกระดมเต้งโต้ง
เหมือนแก้ผ้าโทงโทง...​...​...​...​ไม่โอ่โอ่งมันพา​ไป
​ได้หนังสือหนึ่ง​เล่ม...​...​...​...​...​ค่อยค่อยเล็มค่อยค่อยใส่
เหมือนสองขาจับไข้...​...​...​...​..ก็ยังน่ายินดี"

มาถึงบรรทัดนี้ ขอย้อนกลับ​ไป​ที่งานเขียนของ "จิตร ภูมิศักดิ์" อีกครา งานเขียนร้อยกรองชิ้นนี้ ​เป็นมุมมอง​ที่มีต่อสตรี ​โดย​ใช้นามปากกา "ศรีนาคร"

"สหายเอย...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​วานเฉลยว่าสตรีสวย​ที่ไหน
สวย​ที่ตาซึ้งงามหวามหัวใจ...​...​...​...​...​..สวย​ที่แก้มอำไพผ่องชมพู

สวย​ที่โอษฐ์เต็มอิ่มยิ้มน่าจูบ...​...​...​...​...​..สวย​ที่รูปร่างระหงทรงเพรียวหรู
สวย​ที่อกอันชาย​ต้องร้องอู้ฮู้...​...​...​...​...​...​สวยตะโพกชวนดูเดินแนบเนียน

บ้างว่าสวย​พร้อมพรายยามอายเหนียม...​..บ้างว่าเยี่ยมก็ตรงตอนงอนปวดเศียร
บ้างว่าสวย​พร้อมสรรพ​เมื่อดับเทียน...​...​...​.บ้างว่าสวย​เพราะเธอเพียรให้ชมเชย

สวย​เพราะแสนรักผัวจนกลัวหงอ...​...​...​...​..สวย​เพราะรอ​เป็นเท้าหลังฟังเฉยเฉย
สวย​เพราะผัวมีเมียน้อยปล่อยตามเคย...​...​.สวย​เพราะ​เป็นทาสเชลยเสมอ​ไป

สหายเอย...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​..คำเฉลยต่อ​ไปนี้เข้าทีไหม
สวย​เพราะทำงานแข็งกร้านแกร่งไกร...​...​...​​เพื่อช่วยมวลชนไทย​ที่มืดมน

​เพื่อช่วยให้​เขา​ได้มี​ที่เรียนร่ำ...​...​...​...​...​...​.มีงานทำมีเงินจ่ายหายขัดสน
มีบ้านอยู่​อย่าง​เป็นสุขทั่วทุกคน...​...​...​...​...​งาน​เพื่อชน​ทั้งสิ้นอยู่​กินดี

สวย​เพราะ​เป็นเท้าหน้าขวาหรือซ้าย...​...​...​เทียมเท่าชายเชิด​ความรักในศักดิ์ศรี
ใช่แขวนชีพไว้​กับผัวชั่วตาปี...​...​...​...​...​...​​ใช้​ความ​สามารถ​ที่มีกอบกิจกรรม

จงตื่นเถิดรู้ตนว่าตน​สามารถ...​...​...​...​...​...​.จงองอาจอย่ายอมให้​ใครเหยียบย่ำ
แม่แห่งลูก แม่แห่งโลก แม่แห่งธรรม...​...​...​..สองมือ​แม้นแม่แรงค้ำโลก​และคน

เธอจักสวย​เพราะคำนึง​ซึ่งในสิทธิ...​...​...​...​..​ที่ควรมีเสมอมิตรทุกแห่งหน
สิทธิ..หะหา..จงเธอปองสิทธิของตน...​...​...​...​สวยด้วยศักดิ์ "เสรีชน" ใช่เชลย"

งานชิ้นนี้​เป็นมุมมองของ "จิตร ภูมิศักดิ์" อัน​เป็นผู้เขียน(ชาย) ​ที่ในห้วงเวลา​ต่อมา "จิรนันท์ พิตรปรีชา" ก็บอกเล่ามุมมองผู้เขียน(หญิง) ​ที่มีต่อผู้หญิง ในชื่อชิ้นงาน "อหังการ์ของดอกไม้"

"สตรีมีสองมือ...​...​...​...​...​...​...​.มั่นยึดถือในแก่นสาร
เกลียวเอ็นจัก​เป็นงาน...​...​...​...​.มิใช่ร่านหลงแพรพรรณ

สตรีมีสองตีน...​...​...​...​...​...​...​.ไว้ป่ายปีน​ความใฝ่ฝัน
ยืนหยัดอยู่​ร่วมกัน...​...​...​...​...​...​มิหมายมั่นกินแรง​ใคร

สตรีมีดวงตา...​...​...​...​...​...​...​...​​เพื่อเสาะหาชีวิตใหม่
มองโลกอย่างกว้างไกล...​...​...​...​มิใช่คอยชะม้อยชวน

สตรีมีดวงใจ...​...​...​...​...​...​...​...​.​เป็นดวงไฟมิผันผวน
สร้างสมพลังมวล...​...​...​...​...​...​.ด้วยเธอล้วนก็​คือคน

สตรีมีชีวิต...​...​...​...​...​...​...​...​...​ล้างรอยผิดด้วยเหตุผล
คุณค่า "เสรีชน" ...​...​...​...​...​...​.มิใช่ปรนกามารมณ์

ดอกไม้มีหนามแหลม...​...​...​...​.มิใช่แย้มคอยคนชม
บานไว้​เพื่อสะสม...​...​...​...​...​...​.​ความอุดมแห่งแผ่นดิน"

บาง​ส่วน​ที่นำมาเสวนาพูดคุยนี้ ​เป็นบาง​ส่วน​ที่บอกเล่าถึงการนำร้อยกรองมารับ​ใช้​กับชีวิต​และสังคม ผ่านแง่มุม​ทั้งเชิงศาสตร์​และเชิงศิลป์ อันถ่ายเท​ไปมา​ระหว่างรากของวัฒนธรรมต่างรูปแบบ ​แต่ล้วนสะท้อนเนื้อหา​เพื่อสังคม​โดยรวม

หวังใจเหมือนเคยว่า การต่อยอดจากการเสวนา จัก​ได้จุดประกาย​ความคิดต่อ​เนื่อง ​เพื่อการแลกเปลี่ยน​ที่​เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาต่อ​ไป

ด้วยจิตคารวะ

//...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​.๛

 

F a c t   C a r d
Article ID A-429 Article's Rate 30 votes
ชื่อเรื่อง "เพลงพาไป" : จากร้อยกรองสู่บทกวีมีทำนอง
ผู้แต่ง ผู้งมงายในรัก
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๔ มิถุนายน ๒๕๔๗
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ภาพยนตร์ เพลง บันเทิง
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๓๔๖๒ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๕ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๓๓
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ศาลานกน้อย [C-1236 ], [000.000.000.000]
เมื่อวันที่ : 04 มิ.ย. 2547, 17.18 น.

ผู้อ่าน​ที่รัก,

นิตยสารรายสะดวก​ ​และผู้เขียนยินดีรับฟัง​ความคิดเห็นต่อข้อเขียนชิ้นนี้
เชิญคลิกแสดง​ความเห็น​ได้​โดยอิสระ ขอขอบคุณ​และรู้สึก​เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในการมี​ส่วนร่วมของท่านในครั้งนี้...​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : เซี่ยวลี้ฮูหยิน [C-1238 ], [203.185.151.254]
เมื่อวันที่ : 05 มิ.ย. 2547, 17.36 น.

สวัสดีผู้งมงายในรัก มีผลงานดี ๆ​ออกมา​ได้เรื่อย ๆ​ นะคะ​ บท​ความนี้น่าสนใจค่ะ​ ​เป็นสิ่ง​ที่คิด ​แต่ไม่มี​ความรู้ อีก​ทั้งยังไม่ค่อยขยันอีกตังหาก เลย​ไม่มีปัญญาเขียนแหะ ๆ​ ขอบคุณนะคะ​ ​ที่เคาะออกมาให้อ่าน​ได้ง่าย ๆ​​จะเก้บใส่แฟ้มไว้ศึกษาค่ะ​ เผื่อมีคณะวิชาไหนเปิดสอนลักษณะสัมพันธ์ของวรรณกรรมอะไร​ประมาณนี้ ​จะ​ได้​เอา​เป็นต้นตอสืบสาวเรียนรู้ต่อ แล้ว​​จะมาขอคำสอนจากผู้งมงายในรักนะจ้ะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : add [C-1241 ], [169.210.20.169]
เมื่อวันที่ : 06 มิ.ย. 2547, 00.34 น.

สวัสดีค่ะ​ คุณผู้งมงายในรัก

คุณสนใจ​และค้นคว้าเรื่อง​บทกวี​เพื่อชีวิตมากจังนะคะ​

มีข้อมูลบางประการ​ที่อยาก​จะชี้แจงดังนี้ค่ะ​

เพลง คำสัญญา ​เป็นเพลง​ที่​แต่ง​โดย กุลศักดิ์ เรืองคงเกียรติ หรือ จิ้น แห่งวงกรรมาชน ไม่ใช่ ธีรศักดิ์ อัจจิมานนท์​เป็นผู้​แต่งนะคะ​ ​และ​เขา​แต่งเพลง คำสัญญา นี้ ตั้งแต่ตอน​ที่อยู่​ในป่า ​ส่วนเพลง "คำสัญญาแห่งเดือนตุลาคม" นั้น​ คง​เอาเพลง คำสัญญามาแปลง ​เพื่อ​ใช้ในงานเดือนตุลามากกว่า

​ส่วนธีรศักดิ์ อัจจิมานนท์ (ตือ) นั้น​ ​ได้รับรางวัลชนะเลิศรอบคัดเลือกตัวแทนประเทศไทยในการแข่งขัน ASEAN POPULAR SONG FESTIVAL ครั้ง​ที่ 2 ​และรางวัลรองชนะเลิศในระดับ ASEAN ในปี 2525 จากเพลง "ลมลวง" ​(เพลงลมลวง ​แต่ง​โดย ดวงดาว รังสิยา)​ ​ส่วนเพลง รัตติกาล นั้น​ ธีรศักดิ์ ​เป็นผู้​แต่งถูก​ต้องแล้ว​ค่ะ​

เรื่อง​นี้ยาว​ไปหน่อย​นะคะ​ น่า​จะแบ่งโพสต์​เป็นหลายๆ​ตอน​จะ​ได้อ่านง่ายขึ้น​ค่ะ​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : ผู้งมงายในรัก [C-1243 ], [203.154.232.18]
เมื่อวันที่ : 06 มิ.ย. 2547, 18.03 น.


คุณ เซี่ยวลี้ฮูหยิน

ขอบคุณครับ​
ข้าพเจ้ามีเพียง​ความทรงจำ
​ความทรงจำสำหรับข้าพเจ้างดงามเสมอ
​แม้ว่า ข้าพเจ้า​จะ​เป็น​ได้เพียงควายโง่เท่านั้น​
คงไม่​สามารถให้การสอน​ใคร​ได้หรอกครับ​
ขอบคุณครับ​ ​ที่กรุณาบังเอิญผ่านมา

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๕ : ผู้งมงายในรัก [C-1244 ], [203.154.232.18]
เมื่อวันที่ : 06 มิ.ย. 2547, 18.04 น.


คุณ add

ขออนุญาตขอบคุณอย่างสูงครับ​ สำหรับการท้วงติง​ที่​เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง
​พร้อม​กับการนำข้อมูล​ที่ถูก​ต้อง มาแก้ไขให้
ข้าพเจ้าเขียนงานชิ้นนี้ต่างกรรมต่างวาระ(3วาระ ในโอกาสร่วมเสวนา​กับสหายในวาระต่างกัน)
บาง​ส่วนด้วยเวลาจำกัด จึง​ใช้เพียงข้อมูลจาก​ความทรงจำ
​ซึ่งทำให้เกิด​ความคลาดเคลื่อน ​และผิดพลาดอย่างร้ายแรง
ดังกรณี เพลง "คำสัญญาแห่งเดือนตุลาคม"

เพลง "คำสัญญาแห่งเดือนตุลาคม" ผู้เขียน​คือ "กุลศักดิ์ เรืองคงเกียรติ"
หรือ จิ้น กรรมาชน ​โดยเขียนงานชิ้นนี้ ในช่วงเข้าป่า ​และหลังจาก "คืนเมือง"
ก็​ได้ให้งานชิ้นนี้ ​กับวงสาวสาวสาว ​เพื่อบันทึกเสียงใหม่ ​โดยมีการแก้ไขเนื้อหา
​และตัดชื่อเหลือเพียง "คำสัญญา" ​เพื่อให้เข้า​กับยุคสมัยในห้วงเวลานั้น​

ขออนุญาตขอบคุณ คุณ add อย่างสูงอีกครั้ง ​ที่กรุณาท้วงติง ​ความผิดพลาด
อย่างร้ายแรงของข้าพเจ้า ​และกรุณาแก้ไขข้อมูล ​เพื่อให้​เป็น​ไปอย่างถูก​ต้องครับ​

สำหรับ เพลง "ลมลวง" ​ซึ่ง ธีรศักดิ์ อัจจิมานนท์ ​ได้รับรางวัลชนะเลิศ
รอบคัดเลือกตัวแทนประเทศไทย ในการแข่งขัน ASEAN POPULAR
SONG FESTIVAL ครั้ง​ที่ 2 ​ซึ่งจัด​โดย "ไนทสปอต" ​และรางวัลรองชนะเลิศ
ในระดับ ASEAN ในปี 2525 มีเกร็ด​ที่น่าสนใจ ขออนุญาตนำมาถ่ายทอด
กล่าว​คือ เพลงดังกล่าว อัน​ที่จริง เขียนเนื้อ​โดย "ดวงดาว รังสิยา" (สุขุม เลาหพูนรังษี)​
​โดยนามปากกานี้ ถูกตั้งขึ้น​ ​โดย "ปกรณ์ รวีวร" (สาบสูญ มีผู้พบครั้งสุดท้าย​เมื่อปีพ.ศ. 2542)
ในครั้ง​ที่เพลง "ลมลวง" ถูกบันทึกเสียง ในชุด "รัตติกาล" ​และก่อให้เกิดปัญหานับจากนั้น​

ปัญหาดังกล่าว สืบ​เนื่องจากผู้​แต่งเนื้อร้อง​และทำนอง ​ที่เดิม​ใช้ชื่อ "ธีรศักดิ์"
​แต่เพลงนี้ ถูกเขียน​โดย "สุขุม"(ดวงดาว รังสิยา)

คน​ทั้งหมด ​เป็น​เพื่อนรักตั้งแต่สมัยเรียน กระทั่งร่วมทำงานวัฒนธรรมด้วยกัน
​และเข้าป่าด้วยกัน เทปเพลงชุดรัตติกาล ก็​เป็นการทำงานร่วมกัน ในนาม 1000 ดาว
​ซึ่ง​เป็นกลุ่มบุคคล​ที่มาจาก "กงล้อ"(วงดนตรี​เพื่อชีวิต อันมี ธีรศักดิ์รวมอยู่​ด้วย)
​และ "กรรมาชน" อันมี จิ้น กรรมาชน รวมอยู่​ด้วย

​ความขัดแย้งเกี่ยว​กับ เพลง "ลมลวง" รุนแรงถึงขั้น "สุขุม" ตัด​ความ​เป็น​เพื่อน ​กับ "ธีรศักดิ์"
​ทว่า ​ความ​เป็น​เพื่อนก็ไม่อาจตัดขาด​ได้​โดยสิ้นเชิง ​และ "สุขุม" ก็​ได้ถอนการตัดขาด​ความ​เป็น​เพื่อน
ในท้าย​ที่สุด ​พร้อม​กับจัดทำเวบไซต์

http://www.thaiezlife.com/tula/html/index.html

บอกเล่าเรื่อง​ราวต่าง ๆ​ ​ทั้งข้อเท็จจริง​และ​ความรู้สึก ​เพื่อ​เป็นอนุสรณ์แก่ "ธีรศักดิ์"

ขออนุญาต ขอบคุณอย่างสูงอีกครั้ง
​และขออภัย สำหรับ​ความผิดพลาดอย่างร้ายแรง​ที่เกิดขึ้น​ครับ​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น