นิตยสารรายสะดวก  Articles  ๒๙ ตุลาคม ๒๕๔๘
ศิลปะในการเปิดเรื่อง
SONG-982
...เคยมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า ​​โดยทั่ว​​ไปแล้ว​​นวนิยายผูกเรื่อง​​ขึ้น​​​​โดยอาศัยมิติเวลา ​​ส่วนภาพวาดนั้น​​อาศัยมิติสถาน​​ที่ แน่ละงานศิลปะ​​ทั้งสองประเภทนี้ ย่อมผูกพัน​​กับมิติ​​ทั้งสองในงานชิ้นเดียวกัน​​ได้ ​​แต่​​โดย​​ที่มิติเวลา​​จะปรากฏเด่นชัดในนวนิยาย...
การอ่านปุริมบทนวนิยาย

​ถ้า​จะขึ้น​ต้นบท​ความนี้ว่า นวนิยายเริ่มต้นเรื่อง​อย่างไร หรือผู้​แต่งเริ่มต้นนิยายอย่างไร ผู้อ่านก็คง​จะเข้าใจชื่อบท​ความเรื่อง​นี้ ปุริมบทหมายถึง ตอนต้น หรือตอนต้นๆ​ ของนวนิยาย ​โดยปกติแล้ว​ผู้​แต่ง​จะอาศัยเสียงผู้เล่าเรื่อง​นำผู้อ่านเข้าสู่ตัวบทด้วยการตอบคำถามสามประการ ​ได้แก่ ​เมื่อใด (เวลา​ที่เกิดเรื่อง​) ​ที่ไหน (สถาน​ที่​ที่เกิดเรื่อง​) ​และ​ใคร (ตัวละคร)

​ที่เรียกว่าตอนต้น หรือตอนต้นๆ​ หรือปุริมบทนั้น​ ​จะตัดตอน​ที่ตรงไหน ไม่มีคำตอบตายตัว ปุริมบทอาจยาวเพียงแค่หนึ่ง​ย่อหน้า หนึ่ง​หน้า หรือหลายหน้า หรือบทแรก​ทั้งบท ปุริมบทอาจตอบคำถาม​ทั้งสามประการไม่ครบ ผู้อ่านอาจทราบว่าเรื่อง​เกิด​ที่ใด ตัวละคร​เป็น​ใคร ​แต่ไม่ทราบว่าเรื่อง​เกิด​เมื่อใดก็​ได้ หรืออาจ​จะทราบตัวละคร ทราบเวลา ​แต่ไม่ทราบสถาน​ที่ ​ทั้งนี้ก็ขึ้น​อยู่​​กับเจตนาของผู้​แต่งว่า​จะให้ทราบ​แต่แรก (ในช่วงปุริมบท) หรือในภายหลัง ให้ทราบ​โดยบอกชัดเจน หรือบอกอย่างคลุมเครือ ปล่อยให้​เป็นหน้า​ที่ของผู้อ่าน​ที่​จะปะติดปะต่อข้อมูลขึ้น​เอง

เคยมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า ​โดยทั่ว​ไปแล้ว​นวนิยายผูกเรื่อง​ขึ้น​​โดยอาศัยมิติเวลา ​ส่วนภาพวาดนั้น​อาศัยมิติสถาน​ที่ แน่ละงานศิลปะ​ทั้งสองประเภทนี้ ย่อมผูกพัน​กับมิติ​ทั้งสองในงานชิ้นเดียวกัน​ได้ ​แต่​โดย​ที่มิติเลา​จะปรากฏเด่นชัดในนวนิยาย ในการศึกษาปุริมบท คำถามแรกจึง​เป็นคำถามเกี่ยว​กับเวลา

การเล่าเรื่อง​ก็​คือการนำเรื่อง​ทีเกิดขึ้น​แล้ว​ในอดีตมา​เป็นเรื่อง​เล่าในเวลาปัจจุบัน มิติเวลา​และเรื่อง​เล่าจึงมี​ความเกี่ยวพันกันอย่างยิ่ง นวนิยายเรื่อง​หนึ่ง​ๆ​ ย่อมแสดงช่วงเวลา (ชีวิต​ทั้งชีวิตของแม่พลอยในสี่แผ่นดิน ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เวลาสองวันกันหนึ่ง​คืน ใน ทางเสือ ของศิลาโคมฉาย ช่วงเวลา 2-3 ชั่วโมง ในการดูละครเรื่อง​หนึ่ง​ใน เวลา ของ ชาติ กอบจิตติ) ​แต่มิติเวลา​ที่ปรากฏในปุริมบทนั้น​ ​เป็นเรื่อง​ของชั่วขณะ​ที่เริ่มเรื่อง​เล่า ​และของ​ความห่างของช่วงเวลา กล่าว​คือ ​ความห่าง​ระหว่างเวลา​ที่เรา​กำลังอ่านนวนิยาย​กับเวลา​ที่เขียนหรือตีพิมพ์นวนิยาย ​และ​เป็น​ความห่าง​ระหว่างเวลาขณะเหตุการณ์​ได้เกิดขึ้น​จริง​กับเวลา​ที่ผู้เล่าเรื่อง​นำมาเหล่า

คำพูน บุญทวี ขึ้น​ต้น ลูกอีสาน ของ​เขาดังนี้


"๔๗ ปี ครั้งกระโน้น...​ มีเรือนเสาไม้กลมหลังหนึ่ง​ ยืนอาบแดดอันระอุอ้าวอยู่​ใต้ต้นมะพร้าวอันสูงลิ่ว ยามลมพัดฉิวมาแรงๆ​ ผู้​เป็นพ่อ​จะบอกลูกเล็ก​ทั้ง ๓ คน ให้รีบลง​ไปอยู่​​ที่อื่น มะพร้าวต้นนี้อาจ​จะหักลงมาทับเรือน​เอาก็​ได้ เด็กๆ​ ​ที่อยู่​บนเรือนอาจ​จะแขนขาหัก

​ถ้าลมพัดไม่แรงนัก เด็ก​ทั้งสามก็​จะพากันนอนฟังเสียงซู่ซ่าตามข้างฝา​และมองหลังคาสายตาเขม็ง ฝากั้นตับหญ้าคามุงหลังคาถูกแดดเผาจนแห้งกรอบ ​เมื่อโดนลมพัดมันจึงมีเสียงซ่าๆ​ ​ถ้ามีเสียงพ่อบอกว่า แล่นลง​ไปไวๆ​ ก็​จะ​ได้วิ่งลง​ไปเร็ว​ที่สุด...​"

ผู้​แต่งขึ้น​ต้นเรื่อง​คล้ายนิทาน "ในกาลครั้งหนึ่ง​ ยังมีปราสาทหลังหนึ่ง​" ใน​ที่นี้​เป็น " ๔๗ ปีครั้งกระโน้น...​.มีเรือนเสาไม้กลมหลังหนึ่ง​" ผู้​แต่งไม่​ได้เขียนว่า "​เมื่อ ๔๗ ปี​ที่แล้ว​ ในครั้งกระโน้น" ​แต่ก็พอ​จะอ่าน​ความ​ได้เช่นนั้น​ การขึ้น​ต้นทำนองนิทานนี้ อาจ​เป็น​เพราะตัวละครเอกของเรื่อง​​เป็นเด็กชายตัวน้อยๆ​

นวนิยายเรื่อง​นี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารฟ้าเมืองไทยรายสัปดาห์ ​และพิมพ์รวมเล่มครั้งแรกเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ ​โดยสำนักพิมพ์บรรณกิจ จากวลีแรกของนวนิยาย " ๔๗ ปี ครั้งกระโน้น" ​เมื่อบวกลบตัวเลขแล้ว​ก็พอ​จะตี​ความ​ได้ว่าเรื่อง​เกิดประมาณ พ.ศ. ๒๔๗๒

พ.ศ. ๒๔๗๒ ให้​ความหมายแก่ผู้อ่านมากมาย​ เรื่อง​เกิดขึ้น​ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง มีพ.ร.บ.ว่าด้วยการศึกษาทวยราษฎร์แล้ว​​แต่การกระจายการศึกษายังไม่ทั่วถึง​ทั้งประเทศ สถานศึกษา​ส่วนใหญ่ยังอยู่​ในวัด ถนนหนทางยังมีไม่มาก การคมนาคมในชนบทยังอาศัยเกวียน ​และ​เมื่อนำมิติเวลามาผูกพัน​กับมิติสถาน​ที่ -- ใน​ที่นี้​คืออีสาน สภาพชีวิตในนวนิยายก็เด่นชัดขึ้น​ ​ความแห้งแล้ง ​ความร้อนการขาดแหล่งน้ำ สภาพภูมิประเทศ​และภูมิอากาศของอีสาน​เป็นสิ่งอธิบายคุณภาพชีวิตของคนอีสาน​เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๒ ​ได้อย่างดี ในขณะเดียวกัน ผู้อ่าน​ที่อ่านเรื่อง​นี้ใน พ.ศ. ๒๕๓๗ ย่อมมีภาพ "อีสานเขียว" อยู่​ในใจ​ที่ต่าง​ไปจากผู้อ่านใน พ.ศ. ๒๕๑๙

ผู้เล่าเรื่อง​ไม่​ได้ระบุเวลาเริ่มต้นเรื่อง​ชัด ผู้อ่านทราบเพียง​แต่ว่ามีแดดจัดแล้ว​เด็กๆ​ นอนในเรือน คน ​ที่รู้จักอีสานย่อมรู้ว่าในช่วงแดดจัดนั้น​ไม่มีอะไร​​จะดีกว่าการนอนพักหลบแดด​เพื่อสู้​กับ​ความร้อนใน​ที่ๆ​ มีร่มบัง ​เนื่องจากเรื่อง​นี้เล่า​โดยมีเด็กน้อย​เป็นศูนย์กลางของเรื่อง​ ​เขา​กำลังเรียนรู้การดำรงชีวเตจากพ่อ การเล่าจึงผูกพัน​กับลักษณะเด่นของภาคอีสาน​คือ ลักษณะภูมิอากาศ ​เขา​จะ​ต้องเรียนรู้การหลบภัยจากธรรมชาตินี้

ชาติ กอบจิตติ ขึ้น​ต้น คำพิพากษา ด้วยบทนำให้ภูมิหลังตัวละครเอก​และเล่าเรื่อง​​ที่เกิดขึ้น​ก่อนตอนเริ่มนวนิยาย ในการศึกษาปุริมบทนี้​จะศึกษาย่อหน้าแรกๆ​ ของ บท​ที่ ๑ ผู้​แต่งเริ่มเรื่อง​ดังนี้


"ภายในห้องสี่เหลี่ยมมืดสลัว...​.

หน้าต่างบานแรกเปิดแง้มออกกว้าง แสงสีเหลืองอ่อนสาดส่องเข้ามา เห็นเงารำไรของโต๊ะเรียนรายเรียง​เป็นแถว หน้าต่างบาน​ที่สิงเริ่มเปิดออก แสงสว่างเพิ่มมากขึ้น​ สีสันภายในห้องเริ่มชัดเจนแยกออกจากกัน​ที่กระดานดำ (สีเขียว) หน้าห้องเรียน ด้านบนสุดตาม​ความยาวของกระดานมีตัวอักษรเขียนว้า : วัน​ที่ ...​...​.เดือน...​...​..พ.ศ. ๒๕...​.. ด้วยสีขาว รางไว้ชอล์กด้านล่างสุดสีดำ เศษชอล์กแท่งสั้นๆ​ คลุกปน​กับฝุ่นสีขาวอยู่​ในราง แสงสว่างเพิ่มขึ้น​อีก​เมื่อหน้าต่างบาน​ที่สามเปิดออก โต๊ะครูประจำชั้นอยู่​ด้านขวาของกระดานดำ เก้าอี้ ถูกดันเก็บไว้ในลักษณะชิด​กับตัวโต๊ะ บนโต๊ะมีกล่องชอล์กสีกากี ​และแจกันแก้วสีแดง​ซึ่งเสียบไว้ ด้วยดอกเยบิร่าสีแดงคล้ำ ดอกเหี่ยวห้อยกลีบดอกลู่ย้อยลงพาดกันกลางแจกัน แสงสว่างส่องเข้ามาอีก ทำให้เงาของแจกันแก้ว​ที่ระนาบลงบนโต๊ะ มีสีแดงเรื่อเจืออยู่​ด้วย มุมห้องด้านหลังชั้นเรียนมีตะกร้าผงไม้กวาด ​ที่ตักผง วางสงบอยู่​ เหนือมุมนี้ขึ้น​​ไป​คือหน้าต่างบานสุดท้าย​ที่​กำลัง​จะถูกเปิดออก...​.

ปุริมบทนี้ขึ้น​ต้นด้วยสถาน​ที่ ("ห้องสี่เหลี่ยม") ​และทราบว่าเรื่อง​เกิด​ที่โรงเรียน ("โต๊ะเรียน" "กระดานดำ" "ห้องเรียน") ก่อน​ที่​จะทราบเรื่อง​เวลา ภายในย่อหน้าเดียวกัน ผู้​แต่​ได้ระบุเวลาไว้ด้วยตัวหนังสือบนกระดานดำ "วัน​ที่...​. เดือน...​..พ.ศ ๒๕...​.." ผู้อ่านทราบว่าเรื่อง​เกิดขึ้น​ในพุทธศตวรรษ​ที่ ๒๕ ร่วมพุทธศตวรรษเดียว​กับผู้อ่าน ​เมื่อมาดูปี​ที่พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๕๒๔ ก็พอ​จะตี​ความ​ได้ว่าเรื่อง​นี้เกิดใน พ.ศ. ใดก็​ได้​ระหว่าง ๒๕๐๐ ถึง ๒๕๒๕ ผู้​แต่งไม่​ต้องการระบุชัดเจน ​เพราะ "โศกนาฏกรรมสามัญ​ที่มนุษย์กระทำ​และถูกกระทำอย่างเยือกเย็นในภาวะปกติ" นี้เกิดขึ้น​ในเวลาใดก็​ได้ เกิดขึ้น​ซ้ำซาก​เมื่อใด (​และ​ที่ไหน) ก็​ได้​ทั้งนั้น​

เรื่อง​เริ่มในยามเช้า​ "แสงสีเหลืองอ่อนสาดส่องเข้ามา" การเปิดประตุหน้าต่างห้องเรียน​เป็นภารกิจ​ที่ระบุเวลาปฏิบัติงาน ​คือยามเช้า​ ในย่อหน้า​ที่ ๒ ถัดมา ผู้​แต่งยัง​ได้ระบุเวลาเริ่มนวนิยายอย่างชัดเจนว่า "เช้า​นี้" ในย่อหน้า​ที่ ๖ ให้รายละเอียดว่า "เช้า​นี้​เป็นเช้า​​ที่สดใสอบอุ่นด้วยแสงแดด" ​และในย่อหน้า​ที่ ๑๑ กล่าวว่า "​แต่ในตอนนี้ ​เป็นฤดูหนาว จึงไม่เคร่งครัดอันใดนัก​กับการล้างเท้า" มีการย้อนเวลาในย่อหน้า​ที่๑๐ ​เพื่อบอกภารกิจพิเศษเฉพาะฤดูกาลของตัวเอกชาย "​ถ้า​เป็นฤดูฝนฟัก​ต้องยืนประจำเคยเฝ้าอ่านล้างเท้า"

กฤษณา อโศกสิน ขึ้น​ต้น ปูนปิดทอง ดังนี้


บ้านติดลูกไม้ แลเห็นอยู่​ตรงนั้น​ ...​.ใกล้เนื้อ​ที่ว่างๆ​ สองสามแปลง ​แต่ไม่ไกลจากตึกรามขนาด​และลักษณะต่างๆ​ บ้างถูกเรียกว่า บ้านหินอ่อน หรือ บ้านศิลาแลง ตามชนิดของวัสดุก่อนสร้าง​ที่เจ้าของตกแต่งไว้ จนมองปราดก็รู้ว่า​เขาชอบอะไร​มาก​ที่สุดหรือหายใจ​เป็นอะไร​

แน่เหลือเกินว่า เจ้าของบ้านติดลูกไม้ คงหมายใจ​เป็นลวดลาย ฉลุสลักของไทยโบราณ บ้านของ​เขาขาว...​ด้วยทรวงทรงงดงาม ไม่เชิงสมัยใหม่อย่างทรงลาดต่ำของบ้านแบบยุโรป มุงหลังคากระเบื้องโมเนียสีต่างๆ​ ​เพื่ออวดหลังคา ​แต่ไม่ใช่เทอะทะอย่างใหญ่เข้าว่า เหมือนบางบ้าน มองดูผาดๆ​ เหมือน​จะเล็ก ​แต่​ความจริงแล้ว​ใหญ่ทีเดียว สูงตระหง่านสง่า มีลูกไม้ติดระบายอยู่​รอบชายคา รอบหน้าต่าง ​และตามโค้งบางโค้ง

มีต้นปาล์มขวด สนฉัตร พุ่มใบของเถาไม้เลื้อย ​และกิ่งก้านของไม้ยืนต้นอื่นๆ​ เช่น มะม่วง ประดู่แดง ตาเบบูย่า ฯลฯ โผล่ขึ้น​มาให้เห็นทั่ว​ไป

คำใน​ทั้งสามย่อหน้าแรก​ที่ยกมานี้ระบุสถาน​ที่มากกว่าเวลา อย่างไรก็ตามหลายๆ​ คำ​ที่​ใช้พรรณนาสถาน​ที่​ได้บ่งชี้เวลาไว้ด้วย เช่น "บ้านหินอ่อน" (การสลักหินอ่อน​ใช้เองในประเทศไทยเกิดขึ้น​ในระยะเวลาร่วมสมัย) "บ้านศิลาแลง" (คนโบราณไม่​ใช้ศิลาแลงสร้างบ้าน ​ใช้สร้างวัดหรือวังเท่านั้น​) "กระเบื้องโมเนีย" (วัสดุมุงหลังคานี้ปรากฏในธุรกิจก่อสร้างในช่วง​ระหว่าง 10-15ปีมานี้...​[บท​ความนี้เขียน​เมื่อ พ.ศ. 2538/ผู้พิมพ์]) "ตาเบบูย่า" (ต้นไม้ชนิดนี้หรือชมพูพันธุ์ทิพย์ ม.ร.ว.พันธุ์ทิพย์ บริพัตร ​เป็นผู้นำเข้ามาในประเทศไทยในช่วง ประมาณ 15-20 ปี​ที่แล้ว​) สรุป​ได้ว่าเรื่อง​เกิดขึ้น​ในพุทธศตวรรษ​ที่ ๒๕ นี้เช่นกัน ​และ​เมื่อดูปี​ที่พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๕๒๕ ก็ทำให้ทราบว่าเรื่อง​ควร​จะเกิด​ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๑๐ ถึง พ.ศ. ๒๕๒๕

ช่วงเวลา​ที่เริ่มต้นเรื่อง​นั้น​​เป็นเวลาบ่ายจัดแล้ว​ ผู้เล่าเรื่อง​ระบุไว้ในหน้า​ที่ ๓ ในคำบรรยายต้นชวนชม "ดอกสีชมพูอมแดงบานกระจ่างอยู่​ในแสงแดดตอนห้าโมงเย็น" ​และผู้อ่านก็ทราบว่าเรื่อง​เริ่มในวันศุกร์จากคำพูดของตัวเองชายในหน้าเดียวกันในช่วง​ต่อมาว่า "พรุ่งนี้ยังมีน่านา...​...​วันอาทิตย์อีก​ทั้งวัน" ผู้​แต่งเปิดตัวละครเอกชายในบ่ายวันศุกร์หลังเลิกงาน​เพื่อ​ที่​จะให้ผู้อ่านเริ่มรู้จัก​เขาในด้านชีวิต​ส่วนตัว

นิคม รายยวาเริ่มต้น ตลิ่งสูง ซุงหนัก ดังนี้


ช้างยกขาหน้าให้ควาญเหยียบขึ้น​นั่งบน​คือ มันตัวสูงใหญ่ ใบหูไหวพะเยิบ หญิงบนเรือนลงบันไดมาข้างล่าง เธอชูแขนยื่นผ้าขาวม้า​และข้างห่อใบตองขึ้น​​ไปให้​เขา

"ขอพร้าด้วย มะจัน" ควาญหัน​ไปบอกขณะเธอคล้อยหลัง​จะขึ้น​เรือน ช้างน้าวกิ่งมะขามเหนือหัว ใบร่วงพรู เรารับมีดพร้าเหน็บเข้าสะเอว คลี่ผ้าขาวม้าโพกหัว แล้ว​กระตุ้นช้างออกจากร่มเงาสู่แดดเช้า​​ที่สดใส มันระหญ้าเปียกน้ำค้างเลาะ​ไปตามขอบตลิ่ง มะจัน​กำลังหาบถังเปล่าเดินอยู่​ข้างหน้า ลมหนาวพัดแรง ผมเธอปลิวสยาย แก้มแดงเรื่อ เธอเบนไม้คานบนบ่า แล้ว​ยกเท้าก้าวลงบันได หายลับ​ไปข้างล่างตรง​ที่ผิวน้ำสะท้อนแสงขึ้น​มายิบยับ

ในคำบรรยายเริ่มเรื่อง​นี้ ผู้เล่าเรื่อง​ให้ข้อมูลด้านตัวละคร (ช้าง ควาญ ​และหญิงบนเรือน) ก่อน ตามด้วยข้อมูลด้านสถาน​ที่ (เรือนมีบันได ต้นมะขาม ขอบตลิ่ง) ​และข้อมูลบอกเวลาขณะเริ่มเรื่อง​ (แดดเช้า​​ที่สดใส หญ้าเปียกน้ำค้าง ลมหนาวพัดแรง) นับว่า​เป็นการเริ่มต้นเรื่อง​​ที่ตอบคำถาม​ทั้งสามประการ (​เมื่อใด ​ที่ไหน ​ใคร) ครบถ้วน ในประเด็นมิติเวลา การเริ่มเรื่อง​ในตอนเช้า​อาจ​เป็น​เพราะผู้​แต่ง​ต้องการแสดงชีวิตใน​แต่ละวันของตัวละครเอก​ทั้งสาม เหมือนชีวิตประจำวันของฟักในคำพิพากษา ในแง่ของ​ความห่าง​ระหว่างเรื่อง​​ที่เกิดขึ้น​​กับช่วงเวลา​ที่ผู้​แต่งเขียนนั้น​ ผู้​แต่งจงใจ​ที่​จะไม่กล่าวถึง​ทั้งในปุริม​และตลอดเรื่อง​ การแสวงหา​ความหมาย​และคุณค่าของชีวิต อัน​เป็นแก่นเรื่อง​หลักของนวนิยายเรื่อง​นี้มีสภาวะ​เป็นอนันต์​และมี​ความ​เป็นสากลจนผู้​แต่งไม่จำ​เป็น​ต้องยึดติด​กับมิติเวลา ผู้อ่าน​ที่อยากทราบว่าเรื่อง​เกิดในสมัยใดจึง​ต้องอาศัยปี​ที่เขียน หรือปี​ที่พิมพ์ครั้งแรก​เป็นหลัก (ตีพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๒๗)

มาลา คำจันทร์ เริ่มต้น เจ้าจันท์ผมหอม ดังนี้


เดือนตก​ไปแล้ว​ ดาวแข่งแสงขาว ยิบๆ​ ยับๆ​ เหมือนเกล็ดแก้ว อันสอดสอยร้อยปักอยู่​เต็มผ้าดำผืนใหญ่ วูบวาบวิบวับส่องแสง ใหญ่แลน้อย ใกล้แลไกล บางดวงแสงหนาวดูเย็นยิ่ง บางดวงกระพริบพร่องพร้อย ดั่งดาวใหญ่น้อยแย้มยิ้มหยอกเอินกัน บางดวงสุกขาวเหมือนตาสาวน้อยลอบแลบ่าวหนุ่มอยู่​หลังแม่ บางดวงก็เก่าหม่นเหมือนถ่านไฟหมกเ​ถ้าก็มี​พร้อมแล้ว​

หนาวๆ​ นกร้อง ลมหัวรุ่งเลียบเลาะราวไพรดังหวือๆ​ ป่าไม้ลั่นเสียงอื้ออึง มืดดำคล้ำเข้มอยู่​นัก ยังอีกนานกว่าแสงแรก​จะรุ่งเรื่อระบายฟ้า ลูกนกคงหนาวจึงอ้อนอกแม่ ว่าแม่เอ๋ยแม่ ลูกนี้หนาวขอเข้าซุกอกแม่ สักน้อยหนึ่ง​เทอะ

ในคำพรรณนาท้องฟ้า​และป่าอันบ่งบอกมิติสถาน​ที่นี้ มีมิติเวลาแฝงอยู่​อย่างชัดเจน "เดือนตก​ไปแล้ว​ ดาวแข่งแสงขาว" "ผ้าดำผืนใหญ่" "หนาวๆ​" "ลมหัวรุ่ง" "มืดดำคล้ำเข้ม" ล้วน​แต่บอกเวลา​ที่ค่อนข้างมาทางใกล้รุ่ง คำพรรณนา​ที่ว่า "ยังอีกนานกว่าแสงแรก​จะรุ่งเรื่อระบายฟ้า" ​เป็นคำบอกเวลา​ที่ชัดเจน​ที่สุด สองย่อหน้าแรกของปุริมบทนี้ บอกช่วงเวลาเริ่มเรื่อง​

ผู้​แต่งเรื่อง​ เจ้าจันทร์ผมหอมฯ ให้​ความสำคัญ​กับช่วงเวลา​ที่เกิดเรื่อง​ในบทแรกนั้น​ระบุ พ.ศ. ถึงสองครั้ง ครั้งแรก​เป็นปีเกิดของตัวละครเอก "เจ้าจันทร์เกิด​เมื่อปีเปิกเส็ด พ.ศ. ๒๔๔๑ คนเกิดปีเส็ดหรือปีจอ มี​พระธาตุมหาจุฬามณีบนสวรรค์​เป็น​พระธาตุประจำปีเกิด" การบอกปีเกิดนี้ ​เมื่อผู้อ่านมาบวก​กับอายุของตัวละครในขณะเริ่มเรื่อง​ ก็​จะทราบว่าเรื่อง​เกิด พ.ศ.ใด การระบุ พ.ศ. ครั้ง​ที่สองอยู่​ในคำพูดของตัวละครเอก กล่าวอ้างถึงเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์​คือ การเลิกทาส "พี่ก็ ใช่ข้าใช่ทาสกัน​ที่ไหน เจ้าพ่อบอกว่าอำนาจอาชญาชาวใต้ขึ้น​มา ปล่อยทาส​ไปหมดแล้ว​​แต่​เมื่อปี ๒๔๔๓ โพ้นแล้ว​"

การระบุ พ.ศ. อย่างชัดเจนนี้ ผู้อ่าน​จะ​ได้ทราบ​ต่อมาว่ามี​ความเกี่ยวกันพับเนื้อเรื่อง​ ภูมิหลังของตัวละครเอก ​และการตัดสินใจของตัวละครเอก

ตัวอย่างการแสดงมิติเวลาในปุริมบทนวนิยาย​ที่​ได้รับรางวัลซีไรท์​ทั้งห้าเรื่อง​นี้คงพอ​จะชี้ให้เห็นแล้ว​ว่า นักประพันธ์​แต่ละคนมีวิธีการไม่เหมือนกัน​ทั้งนี้ขึ้น​อยู่​​กับองค์ประกอบอื่นๆ​ ของนวนิยาย ​ได้แก่ แก่นเรื่อง​ เนื้อเรื่อง​ ​และตัวละคร นอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นว่าการอ่านมิติเวลาในคำพรรณนาสถาน​ที่นั้น​​เป็นสิ่งทีกระทำ​ได้ ​เพราะเวลา​และสถาน​ที่ร่วมมิติกันอยู่​เสมอ

​ที่ไหน

สถาน​ที่ในนวนิยายย่อม​เป็นสถาน​ที่สมมุติหรือสถาน​ที่​ที่สร้างขึ้น​ด้วยอักษร นักประพันธ์แนวสัจจนิยมมุ่งเสนอภาพสถาน​ที่ให้ดูสมจริง​ที่สุด จึงนิยมพรรณนาเลียนตาม​ความ​เป็นจริง ​เป็นการสร้างภาพลวงตาให้ผู้อ่านเชื่อตั้งแต่เริ่มแรก ว่าเรื่อง​​ที่เกิดขึ้น​ในสถาน​ที่นั้น​ๆ​ ​เป็นเรื่อง​จริง นอกจากการพรรณนาตามลักษณะสถาน​ที่จริงแล้ว​ นักประพันธ์ก็นิยม​ใช้ชื่อเฉพาะของสถาน​ที่จริง (คลองสาน ใน สองฝั่งคลอง ของ ว.วินิจฉัยกุล แถวเต๊งใน สี่แผ่นดิน ​เป็นต้น)​ ​เป็นชื่อ​ที่อ้างอิง​ได้ ​ซึ่งสร้าง​ความสมจริงให้​กับบรรยากาศของเรื่อง​ทันที นอกจากนี้ชื่อ​และนามสกุลย่อมบอก​ที่มาของตัวละครว่า​เป็นคนภาคใด บอกการสืบเชื้อสายว่า​เป็นไทยแท้หรือไทย​โดยสัญชาติ

ในคำพรรณนาสถาน​ที่ ​เมื่อพูดถึงต้นลั่นทม​ที่ปลูก​เป็นแถว​เป็นแนวผู้อ่านย่อมตระหนักว่า เรื่อง​เกิดในบริเวณวัด ​เมื่อพูดถึงสวนยางพารา ผู้อ่านก็​จะตั้งข้อสมมุตไว้ในใจถึงสถาน​ที่สองแห่ง ​คือจังหวัดหนึ่ง​ในภาคใต้ตอนล่าง หรือจังหวัดจันทบุรีในภาคตะวันออก

ในการศึกษามิติสถาน​ที่ คำถาม​ที่​จะช่วยผู้อ่านให้เข้าใจนวนิยายมาขึ้น​ก็​คือ คำถาม​ที่ว่า เหตุใดจึง​เป็นสถาน​ที่นั้น​ ใน​ส่วนของปุริมบทผู้อ่านย่อมตั้งคำถามเดียวกันต่อสถาน​ที่แรก​ที่ผู้​แต่งเลือกเสนอ​ได้เช่นกัน

ในสองย่อหน้าแรกของปุริมบทเรื่อง​ ลูกอีสาน ​ที่ยกไว้ข้างต้นนี้ คำบ่งบอกสถาน​ที่​ได้แก่ "เรือนไม้เสากลม" "ฝากั้นตับหญ้าคามุงหลังคา" "ต้นมะพร้าว" คำเหล่านี้ไม่อาจบ่งชี้ว่าเรื่อง​เกิดในภาคใดของประเทศ ​เพราะลักษณะเสาบ้าน​และต้นไม้ชนิดนี้มีอยู่​ทั่วทุกภาคในประเทศไทย สำหรับวลี
​ที่ว่า "แดดอันระอุอ้าว" ​ซึ่งบอกมิติเวลามากกว่ามิติสถาน​ที่ ​แต่วลีนี้ก็ยังบ่งบอกว่าเรื่อง​เกิดในสถาน​ที่ ๆ​ แห้งแล้ง อย่างไรก็ตาม​เนื่องจากผู้​แต่งตั้งชื่อนวนิยายเรื่อง​นี้​โดยอาศัยมิตรสถาน​ที่อยู่​แล้ว​ ผู้อ่านก็ซึมทราบตั้งแต่ก่อนเริ่มอ่านว่า​กำลัง​จะอ่านเรื่อง​​ที่เกิดขึ้น​ในอีสานอัน​เป็นดินแดนแห้งแล้ง ชื่อบท​ที่ ๑ "หมู่บ้านเริ่มร้าง" ยิ่งช่วยตอกย้ำปรากฏการณ์​ที่คนกรุงเทพยังตะหนักอยู่​ถึงทุกวันนี้ ​คือการย้ายถิ่นฐานของชาวอีสาน ย้าย​เป็นการถาวรในครั้งกระโน้น ย้ายชั่วคราวเฉพาะฤดูแล้งในปัจจุบัน

ผู้​แต่งเองคง​จะ​ได้ตระหนักดีว่าคำพรรณนาในสองย่อหน้าแรก​ต้องอาศัยชื่อนวนิยายช่วยสื่อ​ความหมาย จึง​ได้ระบุชื่ออีสานในย่อหน้า​ที่สาม ​และบรรยายสภาพหมู่บ้าน​และบริเวณ​โดยรอบ

เรือนหลังนี้อยู่​ในหมู่บ้านทางภาคอีสานแห่งหนึ่ง​ ทุกครัวเรือนมีสภาพเหมือนกัน​คือ มียุ้งข้าวอยู่​ใกล้ตัวเรือน ​และคอกวัวควายอยู่​ใต้ถุนเรือน รอบๆ​ หมู่บ้านก็​เป็นทุ่งนา​และหนองน้ำ​ซึ่ง​จะแห้งขอดบ่อยๆ​ เลย​หนองน้ำ​ไปอีกหน่อย​ก็​จะ​เป็นป่าโปร่ง ​ที่ชาวบ้านเรียกมันว่าโคกอีแหลว วันไหนแดดร้อนจัด​จะไม่มีเด็กๆ​ วิ่งในถนน ​เพราะพื้นดิน​ส่วนมาก​เป็นทราย ​แต่การ​ไปมา​ที่ไหนๆ​ ก็​ต้องเดินด้วยตีนเปล่า ไม่ว่าดินทราย​จะร้อนสักเพียงใด ผู้​ที่มีม้าขี่ในบ้านนี้ก็มีเพียง ๓ คน ​ถ้า​จะ​ไปทอดแหหาปลาใน​ที่ไกลๆ​ ก็​จะ​ใช้เกวียนเทียมวัว​ไปกันหลายๆ​ เล่ม กว่า​จะกลับมาก็กินเวลา​เป็นยี่สิบวันเลย​​ไป

​จะเห็น​ได้ว่าผู้​แต่งเสนอภาพสถาน​ที่ด้วยเทคนิคของการถ่ายรูป เริ่มด้วยการเสนอภาพ​ที่ปรับระยะชัด ​คือเรือนเสาไม้กลม ​ซึ่งผู้อ่าน​จะทราบในย่อหน้า​ที่ ๔ ​ต่อมาว่า​เป็นบ้านของเด็กชายผู้​เป็นตัวละครเอก จากนั้น​ก็เลื่อนจุดสนใจออก​เป็นภาพมุมกว้างฉายให้เห็นหมู่บ้าน​ทั้งหมู่บ้าน​และบริเวณ​โดยรอบ ​เป็นภาพชัดลึกเท่ากัน​ทั้งภาพ สถาน​ที่ของนวนิยายเรื่อง​นี้จึงเด่นชัดต่อสายตาผู้อ่านตั้งแต่ในสามย่อหน้าแรก

ต่อคำถาม​ที่ว่า ทำไมผู้​แต่งจึงเลือกสถาน​ที่นี้ คำตอบก็ชัดเจนอยู่​แล้ว​ว่า เรื่อง​นี้​เป็นเรื่อง​ของชาวอีสาน สถาน​ที่แรกในปุริมบท​เป็นการเลือกเสนอภาพบ้านของตัวละครเอก ในสภาพภูมิอากาศเฉพาะของท้องถิ่น บ้าน​ที่ถูกคุกคามอยู่​ตลอดเวลาด้วยภัยธรรมชาติเช่นเดียว​กับชาวอีสาน​ทั้งภูมิภาค

ชาติ กอบจิตติ เริ่มต้นเรื่อง​ คำพิพากษา ด้วยมิตรสถาน​ที่ คำแทบ​จะทุกคำในย่อหน้าแรกช่วยกันสร่างภาพห้องเรียน ภาพนี้ชัดเจนขึ้น​ตามแสงสว่าง​ที่เพิ่มมากขึ้น​ ​เมื่อหน้าต่างถูกเปิดออกทีละบานเพิ่มขึ้น​ ผู้​แต่เลือกเสนอภาพห้องเรียน​เพราะ​เขาเลือก​ที่​จะเริ่มต้นด้วยการชี้ให้เห็นภาระหน้า​ที่ประจำวันของตัวละครเอก

ภาพห้องเรียนย่อมสร้างภาพโรงเรียนตามมาในมโนสำนึกของผู้อ่าน คำว่า "บ้านพักครู" อัน​เป็น​ที่มาของเสียงไวโอลิน​ที่แววมาถึงห้องเรียนในย่อหน้า​ที่สอง ย่อมบอกให้ผู้อ่านรู้ว่าโรงเรียนนี้คง​จะ​เป็นโรงเรียนในต่างจังหวัด ในย่อหน้า​ที่แปด มีการพรรณนาถึง​พระ "เดินสะพายบาตรออกมาจากสวนมะพร้าวลัดสนามหญ้าโรงเรียนกลับ​ไปทางวัด" ผู้อ่านก็ยิ่งแน่ใจว่าเรื่อง​เกิดในต่างจังหวัด ​แต่​จะในจังหวัดใดภาคใดนั้น​ ​ความยังไม่ชัดในช่วงปุริมบท (​ซึ่งก็ไม่จำ​เป็น​ต้องชัดทันทีในช่วงนี้)

สำหรับปุริมบทเรื่อง​ ปูนปิดทอง ​ถ้าผู้เขียนบท​ความเรื่อง​นี้เข้าใจไม่ผิด กฤษณา อโศกสิน ​เป็นผู้สร้างคำว่า "บ้านติดลูกไม้" เรียกบ้าน​ที่สร้างเลียนตามแบบบ้านยุโรป ​ซึ่งมีชื่อว่าเรือนขนมปังขิง อันมีไม้ฉลุลวดลายตกแต่งตามชายคา ในสามย่อหน้าแรกของเรื่อง​ ผู้​แต่ซ้ำคำ "บ้านติดลูกไม้" ถึงสี่ครั้ง ​และเสนอคำนี้อย่างเด่นชัด ด้วยการ​ใช้ตัวอักษรหนา (คำแรกของเรื่อง​) ​และตัวอักษรเอน (สามคำถัดมา)

บ้านหลังนี้​เป็นบ้านของตัวเอกชาย ​เป็นบ้าน​ที่สร้างขึ้น​อย่างพิถีพิถันบรรจง บ้านย่อมผูกพัน​กับครอบครัว บ้าน​เป็นวัตถุ ตัวเอกชายเลือกสร้างอย่างประณีต ​แต่การสร้างครอบครัวไม่ใช่เรื่อง​​ที่​จะกำหนด​ได้ตามใจเหมือนสร้างบ้าน แก่นเรื่อง​ของนวนิยายว่าด้วยสถาบันครอบครัว สถาน​ที่เปิดเรื่อง​ผูกพัน​กับแก่นเรื่อง​อย่างแน่นแฟ้น

ดัง​ที่​ได้กล่าวไว้แล้ว​ในหัวข้อ ​เมื่อใด ว่า นิคม รายยวาตอบคำถาม​ทั้งสามประการ (​เมื่อใด ​ที่ไหน ​ใคร) ในสองย่อหน้าแรกเริ่มเรื่อง​ คำ​ที่ระบุสถาน​ที่ประกอบด้วย "เรือน" "ต้นมะขาม" ​และ "ขอบตลิ่ง" ประโยคสุดท้ายของย่อหน้า​ที่ ๒ กล่าวถึงตัวละครเอกหญิง​ที่ "หายลับ​ไปข้างล่างตรง​ที่ฝั่งน้ำสะท้อนแสงขึ้น​มายิบยับ" ​ความนี้แสดงให้เห็นว่าตลิ่งนั้น​สูง

ย่อหน้า​ที่ ๓ ของปุริมบท มี​ความว่า

ช้างลงตลิ่งทางช่องแคบ แล้ว​ลุยน้ำข้าม​ไปฝั่งข้างโน้น พอขึ้น​ตลิ่งสูงชันถึงข้างบน ก็เห็นโรงแกสลัก​และสตัฟฟ์ ​เป็นเรือนไม้โปร่งแสงหลังคาสังกะสี มีต้นฉำฉาใหญ่แผ่กิ่งใบบังแดดอยู่​ข้างหน้า ควาญกระตุ้นช้างเข้า​ไปใต้ร่มนั้น​

ผู้​แต่ตอกย้ำ​ความสูงของตลิ่งด้วยคำว่า "ตลิ่งสูงชัน" ในย่อหน้านี้ คำว่า ตลิ่งสูงปรากฏในชื่อนวนิยาย มี​ความหมาย​ที่​จะตี​ความ​ได้มากมาย​​และเกี่ยวพัน​กับแก่นเรื่อง​

ย่อหน้า​ที่ ๓ นี้ระบุสถาน​ที่อีกแห่งหนึ่ง​ ​ซึ่งมี​ความสำคัญ​กับชีวิตของตัวละครเอกชายเช่นกัน​คือ โรงแกะสลัก​และสตัฟฟ์ ตั้งอยู่​คนละฝั่งแม่น้ำ ​จะเห็น​ได้ว่าบ้าน​ซึ่ง​เป็นสถาน​ที่แสดงชีวิตครอบครัว ตลิ่งสูง​ซึ่ง​เป็นสถาน​ที่แสดงภาระงาน ​และโรงแกะสลัก​และสตัฟฟ์​ซึ่ง​เป็นสถาน​ที่แสดงภาระงานอีกอย่างหนึ่ง​ของตัวละครเอกใช่​ได้ถูกนำเสนอ​ตั้งแต่ในสามย่อหน้าแรกแล้ว​

ต้นมะขามใหญ่ย่อหน้าแรก​และต้นฉำฉาในย่อหน้า​ที่ ๓ มีบทบาท​อะไร​ในการพรรณนานี่

ต้นไม้​ทั้งสองให้ร่มเงาแก่ช้าง ตัวเอกชายรัก​และใส่ใจต่อทุกข์สุขของช้าง ​เขาเลือกสถาน​ที่​ที่​จะให้ช้าง​ได้พักสบายเสมอ ​เขา "กระตุ้นช้างออกจากร่มเงา" ​เพราะจำ​เป็น​ที่​จะ​ต้องพา​ไปทำงาน ​ซึ่งก็แปลว่า ก่อนหน้านี้ขา​ได้พักช้างไว้ใน​ที่ร่ม ​เมื่อถึงสถาน​ที่ลากซุง ​เขาก็ยังหาสถาน​ที่​ใช้ช้างพักก่อน​เพราะงานยังไม่เริ่ม

​เมื่ออ่านนวนิยายมาตลอด​ทั้งเรื่อง​ ผู้อ่านก็​จะ​ได้สัมผัส​กับ​ความรัก​ความผูกพัน ​ความเห็นใจ​และ​ความรู้สึก​เป็นหนึ่ง​เดียวกัน​ระหว่างควาญ​กับช้าง ผู้ประพันธ์จงใจ "ปลูก" ต้นไม้ไว้ในคำพรรณนา​เพื่อแสดง​ความรู้สึกนี้​แต่แรกเริ่ม

มาลา คำจันทร์ เปิดเรื่อง​ เจ้าจันทร์ผมหอม ด้วยฉากในป่า การพรรณนา​เป็น​ไปในลักษณะแนวดิ่ง กล่าว​คือจากบนลงสู่ล่าง จากฟ้า (ย่อหน้าแรก) ลงสู่ป่า (ย่อหน้า​ที่สอง) นกบนต้นไม้​และเสือบนพื้นดิน (ย่อหน้า​ที่สาม)

คำพรรณนาของ​แต่ละย่อหน้า จากสูงลงสู่ต่ำนั้น​ มีการส่งต่อ​และสอดรับอย่างแนบเนียนดังนี้

การ​ใช้คำ​ที่แสดง​ความหนาว จาก "บางดวงแสงหนาวดูเย็นยิ่ง" บนท้องฟ้า ส่งลงมาในสายลมเหนือราวป่า "หนาวๆ​ นกร้อง" "ลูกนกคงหนาวจึงอ้อนอกแม่ ว่าแม่เอยลูกนี้หนาว ขอเข้าซุกอกแม่สักน้อยหนึ่ง​เทอะ" ​และส่งต่อถึงพื้นดิน ​เป็น ​ความหนาวอันเกิดจาก​ความกลัว​เมื่อ​ได้ยินเสียงเสือ "ร้องขู่คุกคาม" ​ความหนาวนี้แสดงออกในเสียงร้องของนกก้องก๋อย "เสียงก๋อยๆ​ หวอยๆ​ เยือกเย็นพึงขนหัวลุก"

การ​ใช้คำในลักษณะปุคคลาพิษฐาน​คือ นำคำกริยา​ที่ปกติ​ใช้​กับคนมา​ใช้​กับสิ่งไม่มีชีวิต ในย่อหน้าแรก "ดาวใหญ่น้อยแย้มยิ้มหยอกเอินกัน" ประโยคนี้ทำให้​สามารถสร้างอุปลักษณ์เปรียบดาว​กับบุคคลในประโยคถัดมา​ได้ "บางดวงสุกขาวเหมือนตาสาวน้อย ลอบแลบ่าวหนุ่มอยู่​หลังแม่" ในย่อหน้า​ที่ ๒ "ลมหัวรุ่ง" ทำกริยา "รุ่งเรื่อระบายฟ้า"

ภาพป่า​ที่เสนอนั้น​ ​แม้ฟากฟ้า​จะงามด้วยระยับดาวอยู่​เหนือยอดไม้ ​แต่คนก็ยัง​ต้องทน​ความหนาว​และ​ความน่ากลัวจากสัตว์ร้ายบนพื้นดิน ตัวละครเอกหญิงพักแรมใน​ระหว่างการดินทางในป่างาม​ที่น่ากลัวนี้​เพื่อ​ไปนมัสการ​พระธาตุอินทร์แขวน

ผู้​แต่งพรรณนาสถาน​ที่ในปุริมบทของ ลูกอีสาน คำพิพากษา ปูนปิดทอง ​และเจ้าจันทร์ผมหอม รอการเดินทางเข้าสู่ฉากของตัวละคร กล่าวอีกอย่างหนึ่ง​​ได้ว่า ​เมื่อมีการพรรณนาสถาน​ที่ ผู้อ่านก็ทราบว่านั่น​คือ​ที่ๆ​ ​ใช้​เป็นฉากของเรื่อง​ ​และตัวละคร​จะปรากฏกายแสดงการกระทำในไม่ช้านี้ ​แต่ในเรื่อง​ ตลิ่งสูง ซุงหนัก นั้น​เปิดเรื่อง​ต่าง​ไป ตัวละครปรากฏตัวก่อนฉาก ​ถ้า​จะกล่าวว่าช้าง​เป็นสถาน​ที่ให้แก่ควาญก็​ได้ สถาน​ที่​ที่เคลื่อนไหว​ได้ มี​ความ​เป็นพาหนะเหมือนรถ ​แต่​เมื่ออ่านนวนิยายต่อ ผู้อ่าน​จะพบว่าช้างมีบทบาท​ในเรื่อง​ในฐานะตัวละครเอกตัวหนึ่ง​ทีเดียว

​ใคร

ตัวละครในนวนิยายถูกสร้างขึ้น​ด้วยอักษรเช่นกัน ศิลปะการสร้างตัวละครให้ดูสมจริง
ลวงผู้อ่านมานักต่อนัก ​และมีผู้อ่านจำนวนไม่น้อย​ที่หลงคิด​ไปว่าตนเอง​คือตัวละครเอกในเรื่อง​

การ​ที่ผู้อ่าน​จะ "รู้จัก" ตัวละครตัวหนึ่ง​​ได้ดี ​เขาจำ​เป็น​ต้องอ่านนวนิยายเรื่อง​นั้น​ๆ​ให้จบ การศึกษาเฉพาะช่วงปุริมบท​จะแสดงเพียง​แต่ว่าตัวละคร "ถือกำเนิด" มาอย่างไร

คำพูน บุญทวี เสนอตัวละคร​ที่​เป็นพ่อ​โดย​ใช้คำว่า "ผู้​เป็นพ่อ" "เสียงพ่อ" ตัวละคร​ที่​เป็นลูก ​ใช้คำว่า "ลูกเล็ก​ทั้ง ๓ คน" "เด็กๆ​ ​ที่อยู่​บนเรือน" "เด็ก​ทั้งสาม" ​จะเห็น​ได้ว่าในสองย่อหน้าแรกนี้ผู้​แต่งเสนอตัวละครในลักษณะ​ความสัมพันธ์ในครอบครัว ยังไม่มีชื่อ ไม่มีรูปร่างหน้าตาหรือองค์ประกอบอื่นๆ​ ​ที่กล่าวถึงข้างต้นนี้ สิ่ง​ที่ผู้อ่านทราบก็​คือ ผู้​เป็นพ่อมีประสบการณ์​และ​ความรู้ในเรื่อง​อันตรายจากธรรมชาติ ​เขา​จะ​เป็นผู้เตือนภัยให้แก่ลูก ฝ่ายลุกนั้น​ก็​จะเชื่อฟังคำสั่ง​และทำตาม

ตัวละครเอกของเรื่อง​นี้​คือ เด็กชาย​ซึ่ง​เป็นหนึ่ง​ในเด็ก​ทั้งสามข้างต้นนี้ ผู้อ่าน​จะ​ได้รู้จัก​เขามากขึ้น​ในย่อหน้า​ที่ ๔

เด็กเล็กๆ​ ๓ คน ​ที่อาศัยอยู่​​กับพ่อแม่ในเรือนหลัง​ที่ว่านี้ ก็มีเด็กชายคูนผู้​เป็นพี่พอ​จะรู้อะไร​​ได้บ้าง ​ส่วนเด็กหญิงผู้​เป็นน้อง ๒ คน ยังไม่ชอบนุ่งซิ่นกันนัก

ผู้อ่าน​ได้ทราบจากการบรรยายของผู้เล่าเรื่อง​ว่า เด็กชายผู้นี้ชื่อคูน ​เป็นพี่คนโต น้องสาวสองคนยังไม่มีชื่อ ผู้​เป็นพ่อก็ยังไม่มีชื่อ จาก "ผู้​เป็นพ่อ" เหลือ "ผู้พ่อ" ​และ "พ่อ" ตามลำดับ จาก "เด็กชายคูน" ก็​จะเหลือ "คูน" นี่​เป็นวิธีการหนึ่ง​​ที่ทำให้ผู้อ่านรู้สึก "คุ้นเคย" ​กับตัวละครมากขึ้น​ ในบรรทัดแรกของย่อหน้านี้มีตัวละครเพิ่มอีกหนึ่ง​ ​คือ แม่

ชาติ กอบจิตติ เปิดตัวละครด้วยการกระทำ ในสองย่อหน้าแรก​แม้​จะไม่มีการบรรยายถึงตัวละครผู้กระทำ มี​แต่ "หน้าต่างบานแรกเปิดแง้มออกกว้าง" "หน้าต่างบาน​ที่สองเริ่มเปิดออก" จนถึง "หน้าต่างบานสุดท้าย​ที่​กำลัง​จะถูกเปิดออก...​." หน้าต่างย่อมเปิดออกเองไม่​ได้ ​จะ​ต้องมีผู้เปิด ผู้อ่านถูกกระตุ้นให้อยากรู้ว่า​เป็น​ใคร

ตัวละคร​ที่ยังไม่เปิดเผยตัวผู้นี้ทำหน้า​ที่​ได้ยิน "เสียงไวโอลินดังแว่วมา" ในย่อหน้า​ที่ ๒

​และทันทีทันใดในย่อหน้า​ที่๓ ผู้เล่าเรื่อง​ก็เปิดเผยตัวละครผู้นี้ทันที ​โดยเรียก​เขาว่าฟัก "ฟักก้าวออกมาจากประตูห้อง หลังจาก​ที่เปิดหน้าต่างประตูทุกบานเรียบร้อย​แล้ว​" ผู้เล่าเรื่อง​มิ​ได้บอกตำแหน่งงานของฟัก​โดยตรง ​แต่ภารกิจ​ที่​เขาปฏิบัติทำให้ทราบว่า​เขา​เป็นภารโรงในโรงเรียนแห่งหนึ่ง​

กฤษณา อโศกสิน เริ่มเสนอตัวละครเอกชายด้วยคำว่า "เจ้าของบ้านติดลูกไม้" ในคำพรรณนาเริ่มเรื่อง​ จากนั้น​ก็อาศัยปากตัวละคร​ที่โผล่ออกมาชุดแรก​ซึ่ง​เป็นตัวละคร​ที่​จะไม่มีบทบาท​ต่อ​ไป โผล่ออกมาเพียงครั้งเดียว ​เพื่อร่วมกันเจรจาให้ผู้อ่าน​ได้รับทราบข้อมูลเกี่ยว​กับตัวเอกชายก่อน​ที่​เขา​จะปรากฏตัว ตัวละครชุดนี้​เป็นพ่อแม่ลูกฝ่ายหนึ่ง​​และสถาปนิกอีกฝ่ายหนึ่ง​ จากคำสนทนาของพวก​เขา ผู้อ่าน​ได้รับทราบอีกครั้งว่า บ้านนั้น​สวย​และแพง ​ซึ่งย่อมสื่อว่าเจ้าของบ้านมีรสนิยม​และรวย ข้อมูล​ต่อมาก็​คือเจ้าของบ้าน​เป็น "ผู้ชายหนุ่ม ไม่มีครอบครัว"

จาก "เจ้าของบ้าน" ผู้เล่าเรื่อง​เรียกตัวละครเอกว่า "เจ้าของรถ" หญิงสาว​ที่​เขาพามาด้วยเรียก​เขาว่า "คุณเมือง" ​เขาเรียกเธอว่าคุณ "คุณไล" จากนั้น​ผู้เล่าเรื่อง​เอ่ยชื่อเธอว่า "กำไลวง" บอกอายุตัวละครเอกฝ่ายชายผ่าน​ความคิดของกำไลวง เอ่ยชื่อ​และนามสกุลของตัวเอกฝ่ายชาย​เป็นครั้งแรกในหน้า​ที่ ๓ ว่า สองเมือง มธุรา

กฤษณา อโศกสิน "ให้กำเนิด" ตัวละครเอกชาย ​โดยเสนอภาพบ้านของ​เขาก่อน ดัง​ที่​ได้กล่าวถึงในมิติสถาน​ที่ จากนั้น​ก็อาศัยบทเจรจาของกลุ่มตัวละครชุดแรกให้ปูมหลังตัวละครเอกชายแก่คนอ่าน ​เป็น​ที่น่าสังเกตว่าตัวละครชุดแรกนั้น​​เป็นตัวละครครอบครัว​ที่ยังไม่มีบ้าน ในขณะ​ที่ตัวเอกชายมีบ้านแล้ว​​แต่ยังไม่มีครอบครัว จากบทเจรจาของกลุ่มตัวละครชุดแรก ก็มาถึงบทเจรจาของตัวเอกชาย​กับตัวละครหญิง​ที่มา​กับ​เขา ปูมหลังของตัวเอกชายก็ชัดขึ้น​อีก ผู้เล่าเรื่อง​​เป็นผู้เพิ่มข้อมูลอีกครั้ง

นิคม รายยวา เปิดนวนิยายด้วยตัวละครเอก​และการกระทำของพวก​เขาทันที ช้าง ควาญ​และหญิงบนเรือนยังไม่มีชื่อในย่อหน้าแรก ​แต่คำว่าควาญบอกอาชีพของตัวเอกชายแล้ว​ ควาญ​เป็นผู้เรียกชื่อหญิงบนเรือนในย่อหน้า​ที่ ๒ ผู้อ่านจึงรู้ว่าเธอชื่อ มะจัน จากนั้น​ผู้เล่าเรื่อง​ก็บรรยายภาพเธอ ​โดย​ใช้ชื่อของเธอขึ้น​ต้นประโยค "มะจัน ​กำลังหาบถังเปล่าเดินอยู่​ข้างหน้า" ผู้อ่าน​จะทราบชื่อควาญในย่อหน้า​ที่ ๔ ​เมื่อช่างแกะสลักกล่าวทักทาย ​และเอ่ยชื่อ​เขา "กลับมาแล้ว​รึ คำงาย" ในบทสนทนา​ระหว่างคน​ทั้งสอง ผู้อ่านก็​ได้ทราบชื่อของช่างแกะสลัก ช่างแกะสลัก​เป็นผู้เรียกชื่อช้างในหลายย่อหน้า​ต่อมาว่า "พลายกุด" ​แต่ผู้เล่าเรื่อง​บรรยาย​ความรู้สึกของควาญ​ที่มีต่อช้าง​ที่​เขาดูแลว่า "คำงายคิดถึงภาพพลายสุด ​เมื่อครั้งยังมีงาขาวเด่น" ในอีกสองสามย่อหน้า​ต่อมาผู้เล่าเรื่อง​​เป็นผู้ให้ข้อมูลละเอียดเกี่ยว​กับชื่อของช้าง "​ที่จริงมันชื่อ สุดสง่า คนทั่ว​ไปเรียกติดปากว่า พลายสุด ​แต่พองาถูกตัด คน​ที่พบเห็นมักเรียกพลายกุด มากกว่า​ที่​จะเรียกชื่อเดิมของมัน"

​จะเห็น​ได้ว่าผู้​แต่งอาศัยการสร้างบทสนทนาเฉพาะ​และคำบรรยายของผู้เล่าเรื่อง​ให้ข้อมูลเกี่ยว​กับตัวละครแก่ผู้อ่าน

มาลา คำจันทร์ ใช่ชื่อ​และลักษณะเฉพาะของตัวละครเอก​เป็นชื่อนวนิยาย เธอจึงปรากฏตัวต่อผู้อ่านก่อนปุริมบท ผู้​แต่งเตรียมการเปิดตัวละครเอกในฉากอย่างประณีตบรรจง ​เขาให้เวลาแก่ผู้เล่าเรื่อง​​ที่​จะค่อยๆ​ บรรยายภาพป่าในยามใกล้รุ่ง หมู่กระโจมกลุ่มใหญ่​ที่พักแรมในป่า พรรณนา​ความงามวิจิตรของกระโจมหลังซ้าย ตลอดจนการปกป้องคุ้มกันกระโจมหลังนี้อย่างระแวดระวัง ทำให้ผู้อ่านตระหนักถึง​ความสำคัญของบุคคล​ที่พักในกระโจม แล้ว​ผู้เล่าเรื่อง​ก็บรรยายว่า "แม่นแล้ว​ แม่นแท้แล้ว​ดวงแสงแก้ว รัตนะประเสริฐในกระโจมรุ้งหลาก หาก​เป็นราชหงส์เหินสูงยูงทองย่างฟ้อน หาก​เป็นเจ้าอ้อนแอ้นหล้าแน่งน้อยผู้หนึ่ง​งามนัก

ในฉากภายในกระโจม ผู้อ่าน​ได้รู้จักตัวละครเอกหญิงผู้นี้มากขึ้น​​ทั้งจากบทสนทนา​ระหว่างเจ้าจันท์​กับนางพี่เลี้ยง ​และจากข้อมูลชีวประวัติ​ที่ผู้เล่าเรื่อง​บรรยาย

จากการศึกษาปุริมบทนวนิยายซีไรท์​ทั้งห้าเรื่อง​ข้างต้นนี้ ​จะเห็น​ได้ว่านักประพันธ์​ใช้กลวิธีใกล้เคียงกันในการเปิดเรื่อง​ของตน สิ่ง​ที่น่าสังเกตก็​คือ แก่นเรื่อง​​เป็นตัวกำหนดลำดับการเลือกเสนอองค์ประกอบ​ทั้งสาม (มิติเวลา มิติสถาน​ที่ ​และตัวละคร) ลูกอีสาน เสนอแก่นเรื่อง​ชีวิตชาวอีสานในครั้งกระโน้น มิติเวลา​และมิติสถาน​ที่จึงสำคัญ​เพราะ​เป็นตัวกำหนดวิถีชีวิต​และชะตาชีวิตของตัวละคร คำพิพากษา เสนอโศกนาฏกรรมสามัญของชีวิตมนุษย์ ​โดยอาศัยตัวอย่างคนผู้ประกอบอาชีพชั้นล่าง การกระทำของตัวละครจึง​เป็นสิ่งสำคัญ ปูนปิดทอง เสนอ​ความสำคัญของสถาบันครอบครัว บ้าน (มิติสถาน​ที่) ​เป็น​ส่วนสำคัญของแก่นเรื่อง​นี้ ตลิ่งสูง ซุงหนัก เสนอการแสดงหา​ความหมาย​และคุณค่าของชีวิต ตัวละครเอก​ทั้งสาม​เป็นผู้แสวงหา ตัวละครจึง​เป็นองค์ประกอบสำคัญ เจ้าจันท์ผมหอม เสนอการต่อสู้ภายในจิตใจ​ระหว่างหน้า​ที่​กับ​ความรัก ​ระหว่าง​ความจริงแท้​กับภาพมายา ตัวละครเอกหญิงเดินทาง​เพื่อหาคำตอบให้​กับการต่อสู้ภายในใจของตนนี้ เรื่อง​จึงเปิดด้วยมิติสถาน​ที่​เพื่อนำเข้าสู่การเดินทางนั้น​

ผู้อ่านบท​ความนี้อาจคิดแย้งว่า ​โดยแก่นเรื่อง​เดียวกันนี้ ผู้​แต่งอาจเปิดเรื่อง​​โดยสลับลำดับองค์ประกอบก็​ได้ ขอตอบว่า ใช่! ​แต่ผู้​แต่งก็​จะ​ต้องคิดหากลวิธี​ที่​จะเสนอให้รับ​กับแก่นเรื่อง​อยู่​นั่นเอง

(สะกดการันต์ตามต้นฉบับ​เดิม)
​ที่มา: วัลยา วิวัฒน์ศร "วรรณวินิจ" สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๓๘

 

F a c t   C a r d
Article ID A-1238 Article's Rate 16 votes
ชื่อเรื่อง ศิลปะในการเปิดเรื่อง
ผู้แต่ง SONG-982
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๔๘
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ มุมแนะนำหนังสือ
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๔๐๙๘ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๔ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๕๙
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : เภา [C-6144 ], [70.18.232.208]
เมื่อวันที่ : 29 ต.ค. 2548, 23.27 น.

เปิดเรื่อง​ในนิยาย ​จะดูให้ง่ายก็เหมือน​กับการเปิดเรื่อง​หนัง

​คืออยู่​​ที่วิธีการเลือก​ใช้ภาพ​ที่ตรึงใจ​เป็นแรงดึงดูดเริ่มแรก อาจ​จะ​ใช้ภาพมุมกว้าง แสดงสถาน​ที่ของเรื่อง​ก่อน แล้ว​ค่อยๆ​เคลื่อนใกล้เข้า​ไปหาตัวละคร ใกล้เข้า ใกล้เข้า หรือ​จะเริ่มด้วยมุมแคบโฟกัส​ที่ตัวละคร​กำลังทำอะไร​สักอย่าง แล้ว​ถอยออกมาให้เห็นบรรยากาศภายรอบ จากนั้น​ก็เคลื่อนต่อ​ไปให้เห็น​ความสัมพันธ์ของของตัวละคร​กับสถาน​ที่นั้น​

การเปิดเรื่อง​แบบกว้างเข้าหาแคบ ​เป็นเหมือนการตะล่อมผู้ดู (ผู้อ่าน) ให้ค่อยหลุดจากสภาพ​ความจริงปัจจุบัน ค่อยๆ​แทรกซึมเข้า​ไปในบรรยากาศ จากนั้น​ก็เข้าหาบุคลิกของตัวละคร ในทางกลับกัน การเปิดเรื่อง​ด้วยมุมแคบออกมากว้างนั้น​ คล้ายๆ​​กับเซอร์ไพรส์ ​คืออยู่​ๆ​ก็กระชากให้ผู้อ่านให้เข้า​ไปอยู่​ร่วม​กับตัวละครเลย​​โดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่ แล้ว​ค่อยๆ​เผยคลี่คลายเรื่อง​ราวออกมา การเปิดเรื่อง​แบบหลังนี้เห็น​ได้จากเรื่อง​ หนึ่ง​ร้อยปีแห่ง​ความโดดเดี่ยว ​ที่เปิดเรื่อง​ด้วยโฟกัส​ที่ก้อนน้ำแข็ง แล้ว​ค่อยๆ​ถอยออกมาเห็นตัวละครสองตัวอยู่​ด้วยกัน

การเลือกให้ผู้ใดเล่าเรื่อง​ก็​เป็นศิลปะเช่นกัน จากตำราในวิชาวรรณกรรมวรรณคดี ​เขาว่ามุมมองของผู้เล่าเรื่อง​มีอยู่​สองแบบ ​คือ

๑. ​ใช้บุคคล​ที่หนึ่ง​​เป็นผู้เล่าเรื่อง​ ​คือ "ฉัน" หรือ "ผม" หรือ "ข้าพเจ้า" นั่นเอง ผู้เล่า​กับตัวเองของเรื่อง​​คือคนๆ​เดียวกัน เรื่อง​แบบนี้​ถ้า​เป็นหนังก็อาจ​จะ​เป็นแบบ​ที่มี Voice Over หรือเสียงเล่า "แล้ว​หลายปี​ต่อมา ฉันก็เข้าเรียนต่อ...​" ​เป็นการเล่าแบบ​ส่วนตัว เหมือนแอบอ่านไดอารี่คน

๒. ​ใช้บุคคล​ที่สาม​เป็นผู้เล่าเรื่อง​ บุคคล​ที่สาม​คือผู้​ที่ไม่​ได้ร่วมอยู่​ในเหตุการณ์นั้น​ๆ​ ​แต่​ใช้ผู้ดู (หรือกล้อง) ​เป็นผู้เล่าเรื่อง​นั่นเอง บุคคล​ที่สามนี้มีหลายมิติด้วยกัน ตามตำรา​เขาว่ามีอยู่​ ๔ มิติ

มิติแรก: ผู้เล่ารู้หมด ​คือรู้ว่า​ใครทำอะไร​​ที่ไหน เห็น​ความรู้สึกนึกคิดตัวละครทุกตัว ​เป็นมุมมองแบบ​พระเจ้ามอง ​ส่วนมาก​ใช้ในนิทานสอนใจ นิทานอีสป เรื่อง​กาพย์โยราณ รามเกียรติ์ มหาภารตะ

มิติ​ที่สอง: ผู้เล่ามองผ่านตัวละครเอก ​คือมองผ่านแค่​ความรู้สึกนึกคิดของตัวเอกเพียงผู้เดียวเท่านั้น​ นิยายไทย​โดยมาก​ใช้อันนี้ เช่น แม่พลอย ก็​เป็นการเล่าผ่านมุมมองของตัวละครเอก ตัวอื่น​จะทำอะไร​ก็ทำ​ไป ​แต่ผู้อ่านไม่รู้ใจคนอื่นๆ​เท่าแม่พลอย

มิติ​ที่สาม: ผู้เล่ามองผ่านตัวละครอื่น​ที่ไม่ใช่ตัวละครเอก อันนี้ไม่ค่อยเห็นในนิยายไทย เคยเห็นจากเรื่อง​สั้นฝรั่ง วิลเลียม โฟล์คเนอร์ ​ที่​ใช้ "เรา" ​เป็นผู้เล่าเรื่อง​ "เรา" ใน​ที่นี้​คือ​ใครก็ไม่รู้ ​แต่​ที่แน่ๆ​​คือคน​ที่อยู่​ในเหตุการณ์ แล้ว​​เอามาเล่าต่อ

มิติ​ที่สี่: ผู้เล่ามองแบบกลางๆ​ ​คือไม่รู้จิตใจของ​ใครเลย​ ​เป็นการเล่าจากภายนอก เล่าจากสิ่ง​ที่เห็น ​โดยแสดง​ความรู้สึก ด้วยบทพูด ​และสีหน้าของตัวละคร แบบนี้เห็น​ได้ในเรื่อง​สั้นทั่ว​ไป ​ทั้งไทย ​และเทศ

พอรู้มาบ้าง เลย​อยากแชร์ หวังว่า​จะ​เป็นประโยชน์

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : Poceille [C-6178 ], [161.200.255.161]
เมื่อวันที่ : 01 พ.ย. 2548, 15.48 น.

โอ้...​ แหล่ง​ความรู้ ขออนุญาตเก็บนะคะ​ เก็บ เก็บ เก็บ เก็บ

ขอบคุณคุณเพลงเกือบพัน​และคุณเภามากค่ะ​​ที่มาช่วยแบ่งปัน​ความรู้นี้ให้แก่นัก(อยาก)เขียน

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : ดำรงเฮฮา [C-6206 ], [58.8.26.162]
เมื่อวันที่ : 03 พ.ย. 2548, 03.06 น.

มา​ที่นี่ทีไร ก็​ได้รับสิ่งดี ๆ​ ทุกที

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : ฟหกด่าสว [C-14728 ], [125.24.1.22]
เมื่อวันที่ : 29 ก.ย. 2551, 16.34 น.

รรรรรรีพพ่ระรรรรรรรรรรรรรสสสนรรรรรรรสนร

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น